• แม่นำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kitiweth@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 719
  • จำนวนผู้ชม : 1528224
  • ส่ง msg :
  • โหวต 256 คน
บ้านกิติเวช เพื่อเด็กADHD และเด็กLD
พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เลี้ยงลูกวัยรุ่น/เด็กสมาธิสั้น และเด็กแอลดี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nam-peth
วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม 2559
Posted by แม่นำ , ผู้อ่าน : 1124 , 11:27:27 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , แม่หมี โหวตเรื่องนี้

" Let dyslexia set you free ".

" Let dyslexia set you free ".

David McComas,a dyslexic PhD. NASA space pioneer

จากไลน์ กลุ่ม LD Team ทั่วไทย :1 ตุลาคม 2559

Why we label dyslexia as disability

นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์

LD หรือ Learning Disabity ควรเปลี่ยนมุมมองเป็น Learning Difference ตามการรับรู้ของผู้คนในด้านความสามารถที่เด็กแอลดีมีระบบการศึกษาที่ยังเป็นเต่าล้านปี จะได้เลิกมะงุมมะงาหรา ไม่พยามหาหนทางพัฒนาเด็กที่มีปัญหาการเรียน แต่มัวเร่งพัฒนาเด็กที่เก่งอ่านเขียน

ถ้าเราจัดประเภทเด็กกลุ่มนี้ (LD) ให้เป็นเด็กพิการ ถือว่าอยู่ผิดหมวด ผิดประเภทอย่างยิ่ง ควรจัดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือเด็กพิเศษ แต่ไม่พิการ

กฎหมาย และทาง พม. ยังไม่ได้เข้าใจบริบทด้านความสามารถของเด็กกลุ่มนี้ (ทีส่วนใหญ่มีไอคิว ปกติและสูงกว่าเกณฑ์) อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับระบบการศึกษาพิเศษ ที่มาจัดให้เขาเป็นเด็กพิการ ทำให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นติ่ง อยู่ในมุม หรือกรอบที่แคบของความพิการ คนส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกว่าอยากช่วยเหลือ มองว่าเป็นความลำบาก เป็นภาระที่ยากต่อการพัฒนา

ข้อมูลจาก Drs. Brock and Fernette Eide
50 million Americans, including 10 million school-aged children, are dyslexic and they comprise 80% of students in special education classrooms.

In a recent nationwide survey conducted by Dyslexic Advantage, over half of parents were told by a principal or teacher that dyslexia is not recognized by their school system.

The Secretary of Education recently confirmed that there is no dyslexia-specific curriculum or plan for these students which has serious consequences for these children because they think and learn differently than other non-dyslexic students and require methods of instruction that are suited to their way of learning and thinking.

Today, Dyslexic Advantage (DA) is breaking the cycle of negative in school systems and workplaces by revolutionizing how dyslexic people are understood, educated, and employed. We’re replacing the old and outmoded deficit-centered paradigm with a new and more productive strengths-centered paradigm that puts abilities rather than weaknesses at the heart of what it means to be dyslexic.

Dyslexic Advantage is a 501(c)3 charitable organization. Donations are tax-deductible as fully allowed by law.

ในอเมริกา คณะกรรมาธิการการศึกษาจัดงบช่วยเหลือเพิ่มให้ไม่ได้ เพราะเอาเด็กดิสเล็กเซีย แอลดี ไปเปรียบเทียบว่าเป็น disability หรือพิการ อยู่ในกลุ่มเดียวกับกลุ่มออทิสติก และบกพร่องสติปัญญา การร้องของบประมาณมากขึ้น จะไปกระทบกับกลุ่มเด็กพิการกลุ่มอื่น

ระบบการศึกษา ถือว่าบกพร่อง พิการ ที่มองไม่เห็นการเรียนรู้ ความถนัดของผู้เรียนที่แตกต่างกัน ให้การบ้านเหมือนกัน ให้งานในห้องเรียน สอบข้อเขียน เหมือนกันทุกคน นั่นแหละเป็นความพิการ มืดบอดในหัวใจ บังคับให้เด็กทุกคนทำเหมือนกัน ไม่คำนึงถึงความแตกต่าง

ถ้าวิธีคิดทุกอย่าง เราตามแบบฝรั่ง ในเรื่องแอลดี ก็จะถูกกำหนดกรอบอยู่ในความพิการ ที่ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านความพิการในหมวดนี้เป็นหลัก แล้วก็จะล้มเหลวแบบอเมริกา เพราะเขาถือว่าอยู่ในอีกระบบอยู่แล้ว คือ ระบบพิการ ที่รร.ส่วนใหญ่ไม่มีการปรับ หลักสูตรเกี่ยกับเด็กพิการให้แต่อย่างใด สำหรับดิสเล็กเซีย แอลดี จึงไม่ควรจัดให้เป็น เด็กพิการในระบบการศึกษา

และอเมริกาเอง ก็ยังใช้ standard test ที่อิงกับความสามารถ การอ่านออก เขียนได้ ทดสอบกันตลอดปีมานานเป็นสิบปี ภายใต้นโยบาย พรบ.การศึกษา ที่เรียกชื่อว่า No Child Left Behind แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ เด็กที่มีปัญหาการเรียนไม่ได้รับการช่วยเหลือ ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา drop out ปีละ 10 ล้านคน มีโรงเรียนที่มีหลักสูตรช่วยเหลือเด็กดิสเล็กเซียจริงจัง แค่ 3 โรงเรียนในโรงเรียนทั้งประเทศของอเมริกา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่น

>>>จากเพจ Decharut Sukkumnoed >>>>

Learning Differently ไม่ใช่ ไม่ใช่ Learning Disabilities

แม้จะชม Like the Stars on Earth (ภาพยนตร์อินเดีย) เป็นรอบที่สอง แต่ยังซึ้งใจเช่นเดิม ยิ่งรอบนี้มีเพื่อนๆ ดูกันสิบกว่าคน แถมมีหลายคนมีประสบการณ์ของอาการ Dyslexia โดยตรง และมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญมาร่วมพูดคุยหลังชมภาพยนตร์ ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเป็นทวีคูน

อาการ Dyslexia เป็นอาการที่เด็กบางคน (และผู้ใหญ่บางคน) มีระบบการจดจำตัวอักษรบกพร่อง ทำให้เด็กเหล่านั้นจึงอ่านและเขียนหนังสือได้ยากกว่าเด็กอื่นๆ แต่ไม่ได้แปลว่า มีความเฉลียวฉลาดหรือความสามารถด้อยกว่าเด็กอื่นๆ ตรงกันข้ามเด็กเหล่านี้มักจะมีความสามารถพิเศษทางการประดิษฐ์และทางศิลปะ เพราะมองเห็นอะไรไม่เหมือนกับคนอื่นๆ (รวมถึงการเห็นตัวอักษร) จึงมักสร้างงานที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เช่น ปิกัสโซ ไอน์สไตน์ วอล์ท ดิสนีย์ เป็นต้น

แม้ว่ากลุ่มอาการบกพร่องทางการเรียนรู้ รวมถึง Dyslexia จะมีการวินิจฉัยทางการแพทย์มากกว่า 120 ปีแล้ว แต่กลับยังเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย (รวมถึงอินเดีย) อิซาน พระเอกวัย 9 ขวบของเรื่องนี้ จึงต้องผจญเสียงด่า แรงกดดัน และการทำโทษ (รวมถึงการสอบตกซ้ำชั้น) อย่างหนักจนตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า โชคดีที่ได้พบกับครูราม สุดหล่อผู้เคยเป็นเด็กที่มีอาการนี้มาก่อน จึงเข้าใจ และเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ จนผ่านพ้นมาได้ พร้อมกับการค้นพบความสามารถพิเศษที่มีอยู่ในตัวอิซาน

แต่ในชีวิตจริง เด็กๆ จำนวนมากอาจไม่โชคดีเหมือนอิซาน แม่ของน้อง (ขอสงวนชื่อ) ที่มาร่วมดูหนังและพูดคุย ได้เล่าให้ฟังว่าลูกถูกคุณครูด่าว่าขี้เกียจ โง่ ดื้อ ไม่ตั้งใจ (เหมือนในหนังเลย) จนน้องเกิดอาการก้าวร้าว ซึมเศร้า และเกือบฆ่าตัวตาย

แม่ของน้องอีกท่านหนึ่ง (ขอสงวนชื่อเช่นกัน) ซึ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกคุณแม่สังเกตอาการของน้องได้ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะเมื่อถามความรู้หรือเนื้อหาวิชาที่เรียนมา น้องก็ตอบได้ แต่พอสอบแล้วก็สอบตก (เพราะอ่าน/เขียนไม่คล่อง) เมื่อสังเกตพบอาการนี้ คุณแม่จึงต้องทุ่มเท สร้างบทเรียนพิเศษให้น้องจนสามารถเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ได้ แต่สิ่งที่ผมฟังแล้วเศร้าที่สุดก็คือ คุณแม่สอนน้องจนเข้าใจการคูณ และสามารถคูณเลขได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องสอบตกเพราะไม่สามารถท่องสูตรคูณเหมือนเพื่อนๆได้

น้องอีกคนหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) เล่าให้ฟังว่า นอกจากตัวอักษรแล้ว การกำหนดทิศทางเช่น ซ้ายขวา หรือการเดินสวนสนาม ก็เป็นปัญหาสำหรับเด็กๆ กลุ่มนี้ (เหมือนอิซานในหนัง) ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับน้องๆ ตอนแรก ผมก็นึกไม่ออกว่าเป็นปัญหาอย่างไร แต่พอฟังเฉลยก็นึกออกเลยว่า น้องจะมีปัญหาในวิชาเนตรนารีที่ต้องซ้ายหันขวาหัน และเมื่อพลาด คุณครูก็จะหักคะแนนหรือซ่อมทั้งกลุ่ม กลายเป็นแรงกดดันจากเพื่อนที่เพ่งเล็งมาที่น้องที่มีปัญหาดังกล่าว

คุณหมอ นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ช่วยเล่าให้เราฟังว่า เพียงแต่คุณครูเข้าใจว่า น้องๆกลุ่มนี้ ก็มีสติปัญญาเหมือนๆ กับเพื่อนกลุ่มอื่น เพียงแต่มีปัญหาในการอ่านการเขียน ครูก็จะสามารถออกแบบการเรียน/การสอนและการวัดผลให้เหมาะสมกับน้องๆ ได้ เช่น การเพิ่มเวลาสอบ หรือการสอบปากเปล่าหรือสอบปฏิบัติแทนการสอบข้อเขียน ซึ่งก็จะทำให้น้องสามารถเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนๆ ได้ แถมยังเก่งกว่าเพื่อนในบางด้านเช่น หัตถกรรม ศิลปะ ดนตรี (แม้ว่าน้องๆ บางคนจะไม่สามารถอ่านโน้ตได้ แต่น้องก็สามารถเล่นดนตรีได้อย่างดี)

อย่างไรก็ดี คุณหมอเล่าให้ฟังถึงปัญหาในช่วงหลังที่มีการประเมินผลโรงเรียนและผอ. จากคะแนนเฉลี่ยโอเน็ต และการอนุญาตให้นำรายชื่อน้องๆ ออกจากบัญชีการสอบโอเน็ต (เพื่อไม่ให้ดึงค่าเฉลี่ยของโรงเรียน) ก็มีการนำน้องๆ เหล่านี้มาให้หมอวินิจฉัยมากขึ้น แต่แม้ว่าคุณหมอจะพยายามอธิบายถึงศักยภาพที่อาจซ่อนอยู่ในตัวน้องๆ กลุ่มนี้เพียงใด แต่ดูเหมือนโรงเรียนและคุณครูส่วนหนึ่งจะมิได้นำพา สนใจเพียงแต่จะนำใบรับรองแพทย์นั้นเพื่อนำชื่อน้องออกจากการสอบโอเน็ตเท่านั้นเอง

คุณหมอบอกว่า การออกใบรับรองแพทย์เช่นนี้ แม้จะกระทำตามหลักวิชาการ แต่ในทางสังคม กลับเป็นเหมือนการตีตราน้องๆ ว่า “บกพร่อง” ในการเรียนรู้ ตอกย้ำลงไปในความรู้สึกของครู และเพื่อนๆ (ในกรณีที่คุณครูไม่ระวังในการพูดถึงน้องๆ กลุ่มนี้) และที่สำคัญที่สุดคือ การตอกย้ำลงไปในความรู้สึกของครอบครัว และตัวน้องๆ กลุ่มนี้เอง สุดท้ายก็ส่งผลให้รู้สึกเหมือนตนเป็นคนไร้ค่าในที่สุด

โชคดีที่วันนี้ ยังมีการเล่าถึงประสบการณ์ดีในการเอาตัวรอดของน้องๆ กลุ่มนี้ด้วย เช่น ต้องอดทนต่อคำด่าทอของครู คำล้อเลียนของเพื่อน ฝึกเขียนและอ่านกลับคุณพ่อคุณแม่ พยายามเข้ากับเพื่อน การเล่นดนตรีโดยไม่ต้องใช้ตัวโน้ต การเอาดีด้านศิลปะและการประดิษฐ์ น้องคนหนึ่งสรุปว่า เมื่อผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้ “เราจะสตรองขึ้น” แต่เราก็คงต้องนึกถึงน้องที่ผ่านไม่ได้ด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ช่วยให้ผมสรุปกับตนเองได้ว่า คำว่า “Learning disability” (หรือที่เรียกย่อๆ ว่า LD) เป็นคำที่ “บกพร่อง” เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่น้องๆ เขาเป็นคือ “Learning Differently” หรือมีวิธีการเรียนรู้แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่เนื่องจากระบบการศึกษาของเราเน้นแบบแผนที่ชัดเจน (ค่อนข้าง) ตายตัว ซึ่งเหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ แต่ไม่เหมาะกับน้องๆ กลุ่มนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราปรับวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับน้องๆ ได้ เราก็จะสามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวน้องๆ ออกมาได้เช่นกัน

สุดท้าย ผู้ที่เข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เสนอให้มีการจัดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้อีก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มพ่อแม่ และคุณครู เพื่อจะได้เข้าใจ และช่วยกันไม่ไปกดดันน้องกลุ่มนี้ให้ต้องลำบากเพิ่มเติมเข้าไปอีก รวมถึงเพื่อช่วยกันแลกเปลี่ยนถึงวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับน้องๆ แต่ละกรณีต่อไป

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่น

>>>จากเพจแม่นำ<<<

<<<<<เด็กแอลดี เป็นความพิการ หรือ 
ความต้องการเรียนรู้แบบพิเศษ>>>>>>

แม่นำมีโอกาสได้ไปงานเสวนา หรือสัมมนา เกี่ยวกับเด็กแอลดี หลายครั้ง และหลายเวทีก็มีการแนะนำเกี่ยวกับเรือง การทำบัตรผู้พิการ เพื่อจะสามารถรับสิทธิ ประโยชน์ต่างๆ

แม่นำได้พบบุคลากรหลายๆหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ ครูการศึกษาพิเศษ รวมทั้งผู้ปกครองแบบเราๆๆๆ พวกเรารู้สึกติดขิดตะขวงใจกับการที่ เด็กแอลดี ถูกนำมาจัดอยู่ในความพิการ พวกเรามักจะบอกในทุกเวทีเสมอว่า เด็กแอลดีเป็นเด็กที่มีความต้องการเรียนรู้แบบพิเศษ และ เรียกเขาว่า เด็กพิเศษ จะฟังดูดีกว่า และไม่กดดันตัวเด็กและครอบครัวของเขา

ในความรู้สึกของแม่นำ คิดว่า การที่ผู้หลักผู้ใหญ่ นักคิดนักวิชาการในระดับสูงๆ นำเรื่อง แอลดีมาไว้รวมกับความพิการ เพราะความพิการคือสิ่งที่รักษาไม่หาย ไม่ยาสำหรับรักษาให้อ่านออกเขียนได้

หรือบางคนก็บอกว่า ความพิการแบ่งเป็นสองอย่าง คือ แบบที่มองเห็นว่าพิการ เช่นตาบอด หูหนวก พิการทางร่างกาย แต่แอลดีคือความพิการที่มองไม่เห็น .....

แต่ความเป็นจริง เด็กแอลดีต้องมีเทคนิคการสอนที่เหมาะสม หรือมีความถนัดสำหรับพวเขา ต้องมีนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา

ดังนั้นเด็กแอลดีจึงถูกมองว่า เป็นเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พัฒนาลำบาก ถูกมองว่าด้อยสติปัญญา บ้าง

ทั้งๆที่ เด็กแอลดี นั้น ไอคิวปกติ หรือสูงกว่าปกติ มีพรสวรรค์ และความสามารถพิเศษมากมาย บางคนเก่งถึงขนาดเป็นอัจฉริยะ ทีเดียว

ดังนั้น พวกเรามักจะพูดในเวทีประชุม สัมมนา หรืองานเสวนา เสมอๆ ว่า เด็กแอลดี เป็นเด็กฉลาด มีความสามารถพิเศษ มีพรสวรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ ไอคิวปกติ หรือสูงกว่า ขอให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองหรือ ครู ที่ดูแลเด็กแอลดีมีความมั่นใจว่า

เด็กของเราพัฒนาได้ และมีศักยภาพสูง ถ้าเราสามารถค้นพบวิธีการเรียนรู้ของลูกๆ และควรหาให้ได้ก่อนอายุ 12 ปี หรือ ป.6 จะเป็นผลดีอย่างมากสำหรับเด็กๆ

แม่นำเคยพบคุณแม่ท่านหนึ่ง ลูกมีไอคิว 140 มีความสามารถเรื่องการต่อเลโก้ กีฬา แต่เขาอ่านหนังสือไม่ค่อยออก เขียนสะกดคำไม่ได้ เท่าเพื่อนๆในชั้นเรียน แต่เรื่องอื่นๆ ฉลาดทำได้หมด ช่วยเหลือคุณแม่ทำงานบ้านงานครัวได้เรียบร้อย

อยากให้ผู้ปกครอง และคุณครู อย่าลืมว่า เด็กแต่ละคนมีลีลาการเรียนรู้ที่ต่างๆกัน มีความชอบความสนใจที่ต่างกัน ความฉลาดหรือแววเก่ง หรือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเรียนรู้ที่แตกต่าง

>>>>พหุปัญญาทั้ง 9 ด้าน ของ Howard Gardner

1. ความฉลาดทางด้านภาษา (Linguistic intelligence) ความสามารถในการเข้าใจความหมายและการใช้ภาษา การพูดและการเขียน การเรียนรู้ภาษา การใช้ภาษาสื่อสารให้ได้ผลตามเป้าหมาย สื่ออารมณ์ความรู้สึกให้คนอื่นเข้าใจได้ดี เช่น กวี นักเขียน นักพูด นักกฎหมาย

2. ความฉลาดทางด้านตรรกะ (Logical-mathematic intelligence) 
ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ และเรื่องของเหตุผล คิดวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์

3. ความฉลาดทางด้านดนตรี (Musical intelligence) 
ความสามารถในการเข้าใจและสร้างสรรค์ดนตรี เข้าใจจังหวะ เช่น นักแต่งเพลง นักดนตรี นักเต้น

4. ความฉลาดทางด้านมิติ (Spatial intelligence) 
ความสามารถในการสร้างภาพในจินตนาการ และนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน เช่น จิตรกร ประติมากร สถาปนิก ดีไซเนอร์

5. ความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily-kinesthetic intelligence) ความสามารถในการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ เช่น นักเต้น นักกีฬา นักแสดง

6. ความฉลาดในการเป็นผู้นำ (Interpersonal intelligence) ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น สามารถจูงใจผู้อื่น 
เช่น นักการเมือง ผู้นำทางศาสนา ครู นักการศึกษา นักขาย นักโฆษณา

7. ความฉลาดภายในตน (Intrapersonal intelligence) ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจความรู้สึกภายในของผู้คน เช่น นักเขียน ผู้ให้คำปรึกษา จิตแพทย์

ต่อมาการ์ดเนอร์ ได้เพิ่มความฉลาดอีก 2 ด้านตามลำดับคือ

8. ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ (Naturalist intelligence) 
ความสามารถในการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ พืช สัตว์ ธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม

9. ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ (Existential intelligence) 
ชอบคิด สงสัยใคร่รู้ ตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ชีวิตหลังความตาย เรื่องเหนือจริง มิติลึกลับ เช่น นักคิด อามิ อริสโตเติล ขงจื้อ ไอน์สไตน์ พลาโต โสเครติส ฯลฯ

และลีลาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเรียนรู้ที่แตกต่าง

>>>>Learning Style คือ รูปแบบการเรียนรู้หรือลีลาการเรียนรู้ของมนุษย์ มนุษย์เรานั้นสามารถรับข้อมูลโดยผ่านเส้นทางการรับรู้ได้ 3 ทาง คือ การรับรู้ทางสายตาโดยการมองเห็น (Visual Percepters) การรับรู้ทางโสตประสาทโดยการได้ยิน (Auditory Percepters) และการรับรู้ทางร่างกายโดยการเคลื่อนไหวและการรู้สึก (Kinesthetic Percepters) ซึ่งสามารถนำมาจัดเป็นรูปแบบการเรียนรู้ได้ 3 ประเภท และผู้เรียนแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

1.ผู้ที่เรียนรู้ทางสายตา (Visual Learner) จะเรียนรู้ได้ดีจากการเรียนจากรูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ การเรียนลักษณะนี้เหมือนเป็นการดูหนังแล้วจดจำภาพไว้ได้อย่างดี มีเนื้อหาที่เป็นเรื่องเป็นราว เวลาที่ผู้เรียนจะต้องการจดจำเนื้อหาส่วนใด ก็สามารถมีวิธีการผูกเรื่องเพื่อจำเรื่องราวนั้นๆได้ดี ผู้เรียนจะเรียนได้ดีทางสายตานั้น จะต้องเลือกเรียนด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และควรประกอบอาชีพมัณฑนากร วิศวกร หมอผ่าตัด

2.ผู้ที่เรียนรู้ทางโสตประสาท (Auditory Learner) จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดถ้าได้พูด ได้ฟัง จะไม่สนใจรูปภาพใดๆ แต่ชอบและสนใจในสิ่งที่ได้ฟังซ้ำๆ ชอบเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เวลาอ่านหนังสือจะต้องอ่านออกเสียงดังๆ จึงจะจดจำได้ดี

แต่มีข้อเสีย คือ ผู้เรียนทางโสตประสาทอาจถูกรบกวนจาก เสียงอื่นๆ จนทำให้ไม่มีสมาธิในการฟังได้ ผู้เรียนประเภทนี้จะพบในกลุ่มเรียนด้านดนตรี กฎหมายและการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นนักดนตรี พิธีกร นักจัดรายการเพลง นักจิตวิทยา นักการเมือง

3.ผู้ที่เรียนรู้ทางร่างกายและความรู้สึก (Kinesthetic Learner) จะเรียนรู้ผ่านทางความรู้สึก การเคลื่อนไหวและร่างกายจึงจะจดจำได้ดี ต้องมีการสัมผัสและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งที่เรียนด้วย เวลานั่งเรียนจะไม่อยู่นิ่งๆ จะไม่สนใจบทเรียนเท่าทีควร ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ

กลุ่มนี้จะมีปัญหามากหากผู้สอนบรรยายอยู่หน้าชั้นเรียนอย่างเดียว ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาของผู้เรียนกลุ่มนี้ได้ โดยที่ผู้สอนจะต้องให้ผู้เรียนรู้จักการแสดงออกมากขึ้นหรือให้ปฏิบัติจริง เช่น ให้เล่นละคร แสดงบทบาทสมมติ มีการสาธิตและทำการทดลอง ผู้เรียนกลุ่มนี้เหมาะกับวิชาพลศึกษา วิชาก่อสร้าง อาชีพที่เหมาะสม คือ นักกีฬา หรือประเภทนี้จะเน้นความคิดสร้างสรรค์ งานเต้น-รำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่น

>>>>สิ่งที่แม่นำบอกทุกเวทีเสมอคือ การเลี้ยงดูการสอนเขาด้วยความเข้าใจ เขาต้องเกิดมาเพื่อนทำและเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอ เขาถึงต้องมีคุณลักษณะ แบบนี้ ผู้เลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ต้องหมั่นสังเกต เข้าใจเขาอย่างมีเหตุ มีผล ก็จะเห็นความพิเศษ ความสร้างสรรค์ของเขา และสามารถดึงศักยภาพของเขาออกมาจนได้

การเลี้ยงลูก ต้องแบ่งช่วงวัยให้เป็นด้วย เด็กแต่ละช่วงวัยก็จะมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยความเข้าใจและความรู้พอสมควร เดี๋ยวนี้ สังคมยุคไอที มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของเรา พ่อแม่ ครูจึงต้องอัพเดทความรู้ใหม่ๆเสมอ

อีกเรื่องที่สำคัญคือเรื่องสภาพจิตใจที่เด็กต้องเผชิญอยู่ทุกวันในชั้นเรียน การยอมรับเข้ากลุ่มของเพื่อนๆ ผู้ปกครอง ครู ต้องพูดคุยกับเขาด้วยความรัก ความเข้าใจ สร้างความคิด วิเคราะห์เชิงบวกให้เขาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองให้เขารู้สึกเข้มแข็ง และสามารถรับมือกับการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถของเขา สู่สังคมต่อไป

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่น

จากเพจ นพัชร กิติเวช ฝากให้กำลังใจน้องๆ และเพื่อนที่กำลังท้อใจค่ะ

หลายครั้งที่เราต้องพบเจอกับคำสบประมาทต่างๆนาๆสิ่งเหล่านี้

อาจทำให้เราท้อจนไม่อยากทำอะไรต่อไป

รู้สึกสิ้นหวัง เหนื่อยกับการพยายามทำในสิ่งที่ไม่มีใครเห็นค่า

ทำไมถึงไม่มีใครเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหละ

พวกเขาเหล่านั้นแค่ไม่เข้าใจและมองไม่เห็นสิ่งที่ดีในตัวเรา

<<<งั้น เอาใหม่>>>

สักวันเราจะทำเห็นคุณค่าของเรา

สักวันจะต้องได้ดี

สักวันจะทำให้ดูว่าคนเหล่านั้นคิดผิด และ

สักวัน เด็กพิเศษแบบชั้นเด็กๆที่เป็นแบบชั้นจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้

คำพูดที่ไม่ดีคำพูดที่บั่นทอนเรามันทำให้เราเศร้า เรารู้สึกกับคำพูดเหล่านั้นได้

แต่อย่าจมปลักไปกับมัน แต่เราจะต้องเลือกว่าจะปล่อยผ่านมันไป

หรือจะนำมาใช้เป็นแรงผลักดันให้กับตัวเราเองให้พยายามพัฒนาตัวเอง 

+++คุณมีสิทธิ์เลือกและชั้นเชื่อว่าคุณเลือกได้+++

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่นำ วันที่ : 05/10/2016 เวลา : 00.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nam-peth
แม่นำ

ขอบคุณค่ะ แม่หมี ตอนนี้พยายามที่จะอัพบล็อคที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวเด็กพิเศษ และคนทำงานแบบเราหลากหลายหน่วยงานไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่นำเด็กแอลดี ไปรวมอยู่ในความพิการ เพื่อที่จะให้ได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่า จะได้สิทธิมากมาย แต่มันก็ยังตะขิดตะขวงใจพิกลค่ะ

พี่หมีน้อยเป็นอย่างไรบ้างคะ เรียนปีไหนแล้ว ใกล้จบแล้วสิคะ เป็นกำลังใจให้แม่หมี และพี่หมีน้อยเสมอนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 แม่นำ , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 04/10/2016 เวลา : 14.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

สักวันเราจะทำเห็นคุณค่าของเรา

สักวันจะต้องได้ดี

สักวันจะทำให้ดูว่าคนเหล่านั้นคิดผิด และ

สักวัน เด็กพิเศษแบบชั้นเด็กๆที่เป็นแบบชั้นจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้

.......................................

สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

เอ็นทรี่นี้ของแม่นำมีประโยชน์มากค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ACSP Cosplay club show by peth idea and the gang

ACSP Cosplay club show - summer concert 2014

View All
<< ตุลาคม 2016 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]