*/
  • ปิรันญ่า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lovethailand@live.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-31
  • จำนวนเรื่อง : 738
  • จำนวนผู้ชม : 1231977
  • จำนวนผู้โหวต : 1260
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1260 คน
พระกรณียกิจ รัชกาลที่ ๕ - ความสัมพันธ์ฝรั่งเศส

พระกรณียกิจ รัชกาลที่ ๕ - ความสัมพันธ์ฝรั่งเศส เสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๑๖

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 13 ตุลาคม 2550
Posted by ปิรันญ่า , ผู้อ่าน : 4567 , 14:37:27 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จดหมายเก่าเล่าเหตุการณ์

         (ต่อจากตอนที่แล้ว)
           
จดหมายฉบับนี้ ผู้เขียนได้มาในครอบครองนานแล้ว เพิ่งจะได้เอามาอ่านและพิมพ์ขึ้นก็คราวนี้เอง เป็นสำเนาหนังสือราชการ  ที่ตำรวจชั้นผู้น้อยนายหนึ่งได้พิมพ์รายงานการปฏิบัติหน้าที่ของตน เผอิญช่วงที่อยู่รายงานนั้นมีส่วนเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์ฉากเล็กๆของการเมืองไทย ซึ่งไม่มีใครค่อยรู้เห็นมากนัก เพราะเป็นเรื่องราวในเรือนขัง ที่จองจำนักโทษคดีการเมืองในสมัยนั้น รวมถึงคดีสวรรคต

          แม้จะไม่ได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใดๆ แต่ก็ใช้เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่ามีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา

          การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากเอกสารเก่าๆก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความสนใจที่จะสืบสาวหาข้อมูลประกอบให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในจดหมายนี้นั่นเอง ดังที่จะได้อ่านต่อไปนี้

อ่านตอน 1
...... จดหมายเก่าเล่าเหตุการณ์ ตอนที่ 1 - เหตุการณ์กบฎเสนาธิการ กบฎแบ่งแยกดินแดน กบฎ 23 กุมภาฯ ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (ช่วง พ.ศ. 2491-2492)

หมายเหตุ: ข้อความศัพท์และสำนวนในหนังสือ คัดลอกมาจาสำเนาเอกสารที่เลือนลางแต่ยังพอแกะได้ จึงขอคงไว้ตามนั้น แต่ขอสงวนนามเจ้าของผู้ทำจดหมายฉบับนี้และเพื่อนร่วมงานที่มีชื่อปรากฎไว้เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว



(สำเนา)

ตราครุฑ

หน่วยรักษาการณ์เรือนจำลหุโทษ เรือนขัง 7
23 เมษายน 2492

เรื่อง  รายงานการปฏิบัติหน้าที่ราชการภายนอกกรมกอง

จาก  จ.ส.ต. ...............

ถึง  ผู้กำกับกอง 4 ตำรวจสันติบาล              

ด้วยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2490 ข้าพเจ้ากับ จ.ส.ต........... ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน พร้อมด้วยอาวุธปืนและกำลังตำรวจรวม 12 นาย โดยได้รับคำสั่งจากรองผู้กำกับการกอง 4 สันติบาลให้ไปตั้งหน่วยรักษาการอยู่ในเรือนจำลหุโทษโดยมีหน้าที่ควบคุมจำเลยเรื่องคดีสวรรคตตลอดจนคดีการเมืองอื่นๆด้วย และคอยดูแลสังเกตุการณ์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วๆไปภายในเรือนจำลหุโทษ ข้าพเจ้ากับพวกได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัดตลอดมา และเหตุการณ์ภายในเรือนจำลหุโทษก็สงบเรียบร้อยดี

ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2491 ขณะเกิดกบถขึ้น ข้าพเจ้ากับพวกก็ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์อยู่ในเรือนจำ ต่อมาประมาณวันที่ 6 ตุลาคม 2491 นั้นข้าพเจ้ากับพวกได้รับคำสั่งจากท่านรองอธิบดีกรมตำรวจว่า ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ก่อการกบถด้วยอีกกรณีหนึ่ง โดยมี พ.อ.หลางศรีฯ กับพวกที่ไปฝากควบคุมไว้ในเรือนจำและข้าพเจ้ากับพวกก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งโดยเคร่งครัด ครั้นต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2491 ทางกองสันติบาลได้ส่งกำลังตำรวจไปเพิ่มอีก 5 คนเพื่อไปสมทบกับกำลังที่ในเรือนจำที่มีอยู่แล้วรวมเป็น 17 คน

ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2491 ได้มีผู้ต้องหากบถแบ่งแยกดินแดน โดยมีนายทิม ภูริพัฒน์กับพวกไปฝากควบคุมไว้ในเรือนจำอีกและ

ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2492 ทางการตำรวจได้นำ พ.อ. ทวนฯกับพวกไปฝากควบคุมไว้ในเรือนจำอีก และ ร.ต.อ.ผาดฯ รองผู้กำกับการกอง 4 สันติบาลได้สั่งข้าพเจ้ากับพวกช่วยควบคุมดูแลด้วย ข้าพเจ้ากับพวกก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามคำสั่งโดยเคร่งครัดและเรียบร้อยตลอดมา จนถึงคืนวันที่เกิดเหตุการณ์จราจลคือ 26 27 28 กุมภาพันธ์ 2492 นั้นฉะเพาะในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 เวลา 12 น. ข้าพเจ้าได้ออกจากเวรประจำหน่วยในเรือนจำไปโดยมอบหน้าที่ให้กัย จ.ส.ต.  ........ รับไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้กลับมาพักผ่อนยังบ้านพักของข้าพเจ้า เลขที่ ....... ถนนสามเสน ครั้นต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. ในวันเดียวกันข้าพเจ้าก็ได้ทราบข่าวทางวิทยุกระจายเสียงว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและมีการถอดถอนอธิบดี, รองอธิบดีกรมตำรวจ กับมีการเปลี่ยนแปลงผู้บังคับ เพื่อที่จะเข้าไปที่เรือนจำขัง 7 ก็ได้มีพนักงานฝ่ายเรือนจำออกมาแจ้งกับข้าพเจ้าว่า ท่านผู้บัญชาการเรือนจำให้มาถามดูว่าข้าพเจ้าเข้าเวรหรือเปล่าและแจ้งต่อไปว่าถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เข้าเวรก็ไม่ต้องเข้าไปในเรือนขัง 7 เพราะไม่มีเหตุการอย่างใด ทั้งได้ใส่กุญแจเป็นที่แน่นหนาดีแล้ว เมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบเช่นนั้นแล้วข้าพเจ้าก็ได้รอคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่ประตูหน้าเรือนจำและแถวบริเวณหน้าเรือนจำจนถึงรุ่งขึ้นตอนเช้าประมาณ 06.00 น. เศษ ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2492 ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปในเรือนขัง 7 เมื่อเข้าไปถึงแล้วก็ได้ทราบจาก จ.ส.ต. ...... ว่าเหตุการณ์เรียบร้อยดี สำหรับวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2492 นั้น ข้าพเจ้าได้อยู่ประจำที่หน่วยรักษาการณ์ในเรือนจำลหุโทษ พร้อมด้วย จ.ส.ต. ....... และกำลังตำรวจทั้งหมด เพื่อรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทางกองฯ พร้อมกับเพื่อรวมเป็นกำลังไว้ระงับเหตุการณ์ฉุกเฉินอาจจะเกิดขึ้นภายในเรือนจำลหุโทษด้วย นับตั้งแต่วันที่ 26-27-28 กุมภาพันธ์ 2492 ซึ่งเป็นวันเกิดจราจลนั้น สำหรับเหตุการณ์ภายในเรือนจำลหุโทษสงบเรียบร้อยดี หลังจากเกิดการจราจลดังกล่าวแล้ว ทางการตำรวจก็ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาในกรณีย์ก่อการจราจลไปฝากขังและควบคุมไว้ในเรือนจำลหุโทษเรื่อยๆมาและให้อยู่ในความควบคุมดูแลของข้าพเจ้ากับพวกเช่นเดียวกับคดีการเมืองอื่นๆอีกด้วย

นับตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้ากับพวกได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยรักษาการณ์อยู่ในเรือนจำลหุโทษนั้น ทางผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้จัดพนักงานฝ่ายเรือนจำ ซึ่งมีขั้นพัศดีเป็นหัวหน้า เข้าปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับฝ่ายตำรวจ โดยการรับผิดชอบร่วมกับข้าพเจ้ากับพวกก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้ประสานงานกับเจ้าพนักงานฝ่ายเรือนจำเป็นไปตามระเบียบของทางราชการจึงบังเกิดผลเป็นที่เรียบร้อยตลอดเวลามา ฉะนั้นจึงรายงานเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ

ลายเซ็น

(จ่านายสิบตำรวจ .................) 


จากจดหมายกลายเป็นการค้นและคว้า

สืบสาวราวเรื่อง


        กบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์ 2492)

      นายปรีดี พนมยงค์ พร้อมด้วย เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวชนายทหารนอกราชการเลขานุการส่วนตัว และคณะเดินทาง ออกจากประเทศจีน เมื่อ 10 มกราคม พ.ศ.2492 โดยเรือรบอเมริกัน และมาถึงน่านน้ำไทยทอดสมอนอกเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 (รัฐบาลอเมริกันช่วยเพราะสนิทกับนายปรีดี และไม่ชอบจอมพล ป. ที่ไปเป็นพันธ มิตรญี่ปุ่น)

ตอนแรกนายปรีดี ต้องการกลับมาสู้คดีกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงให้ เรือเอก ชลิต ชัยสิทธิเวช เป็นตัวแทนไปติดต่อผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ ในราชการเช่นพลตำรวจตรี เผ่า ศรียานนท์ พันโท ละม้าย อุทยานานนท์ พลตรี สฤษดิ์ธนะรัชต์ เพื่อให้ความคุ้มครองแต่ได้รับการปฏิเสธ จึงให้นายทหารผู้นั้นติดต่อ พลเรือตรี สังวร สุวรรณ ชีพนำเรือยนต์ไปรับเมื่อ 22.00 น. ของ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 เมื่อแนวทางสู้คดีไม่ได้ รับการรับรองจากผู้มีอำนาจ จึงตัดสินใจใช้กำลังเข้าโค่นล้มรัฐบาล พร้อมๆ กับแสวงหาพันธ มิตรหลายกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเรือ และเสรีไทย ซึ่งขณะนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น "กองทัพพลเรือน"

 แนวความคิดในการปฏิบัติของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เจ้าของโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ คือแผนการยึดอำนาจแบบใต้ดินเป็นการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลพรรคเสรีไทย กับกองทหารประจำการ โดยใช้วิธีการแบบ "สายฟ้าแลบ" เข้ายึดสถานที่สำคัญ จับกุมบุคคลสำคัญของทางราชการ ปิดล้อมกองพันต่าง ๆ แล้ว ทำการปลดอาวุธ จากนั้นจึงล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศตั้งรัฐบาลใหม่ตลอดจน ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2492 แล้วนำรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2475 มาใช้ โดยนัดหมายสมาชิกเสรีไทย เวลา 19.00 น. ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ว่าจะมีงานเลี้ยง บุคคที่นายปรีดีนัดแนะมาได้แก่ พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิต นายปราโมทย์ พึ่งสุนทร์ นายสมพงษ์ ชัยเจริญ นายละออ เชื้อภัย นายกมล ชลศึก นายทวี ตเวกุล และยังมีคนอื่นๆอีกประมาณ 50 คน

โดยมีแผนแรกคือใช้กำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอาไว้ เป็นกองบัญชาการ และรวบรวมสรรพกำลัง  แผนต่อไปคือจะใช้กำลังส่วนหนึ่ง เข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว เหตุผลที่เลือกพระบรมมหาราชวัง เพราะมีกำแพงมั่นคงแข็งแรง มีปราสาทราชมณเฑียรอันล้ำค่า ซึ่ง ฝ่ายก่อการคาดว่าฝ่ายรัฐบาลคงไม่กล้าที่จะใช้อาวุธหนักเข้าทำการปราบปราม และที่สำคัญที่สุดคืออยู่ติดกับกองเรือรบ ซึ่งขณะนั้นยังตั้งอยู่ที่ฝั่งพระนคร ส่วนที่บัญชาการคุมกำลังส่วนใหญ่ หรือเป็นที่รวบรวมสรรพอาวุธอันสำคัญนั้น อยู่ที่กองสัญญาณทหารเรือที่ศาลาแดง กำลังอีกส่วนหนึ่ง นายปรีดี ได้บัญชาการให้ไปยึดบริเวณวัดพระเชตุพนตรงข้ามกับ ร. พัน 1. เพื่อเป็นการตรึงกำลัง ร. พัน. 1 ไว้ เมื่อกำลังส่วนต่างๆในพระนคร ซึ่งมีทหารบก พลเรือน ตำรวจเข้ายึดสถานที่สำคัญๆ เพื่อตรึงกำลังของหน่วยทหารบกบางแห่งไว้แล้ว กลุ่มเสรีไทยที่เคยร่วมมือกับนายปรีดีต้านญี่ปุ่น ก็จะเคลื่อนกำลังเข้าสมทบโดยเร็วที่สุด โดยนายชาญ บุนนาค ผู้จัดการป่าไม้สัมปทานหัวหิน จะเป็นผู้นำพวกเสรีไทยเข้าสู่พระนคร นายชวน เข็มเพชร นำพวกเสรีไทยภาคตะวันออกได้แก่ ลาว ญวณอิสระ เข้ามาทางอรัญประเทศ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล และนายเตียง ศิริขันธ์ จะนำพวกเสรีไทยยึดภาคอิสาน แล้วจะนำพวกเสรีไทยเข้ามาสมทบในพระนคร นายเปลว ชลภูมิ จะนำเสรีไทยจากเมืองกาญจนบุรี เข้ามาสมทบอีก สำหรับทหารเรือที่เป็นฝ่ายสนับสนุนการปฎิวัติของนายปรีดีนั้น ก็มี พล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ  พล. ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ก็จะนำกำลังทหารเรือบางส่วนจากสัตหีบ ชลบุรี ระยอง เคลื่อนมารวมกำลังที่ชลบุรี ต่อจากนั้นจะมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อดำเนินตามแผนการณ์ที่วางไว้

ด้านของทหารเรือนั้นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลย กับการร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ แต่จากการที่ทหารบกและทหารเรือ มีข้อขัดแย้งที่ลึกซึ้ง กันมาก่อน จึงได้มีการเคลื่อนพลใหญ่ เพื่อทำการซ้อมรบ ทั้งจากหน่วยนาวิกโยธิน กองเรือรบ และกองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทหารบกก็มีการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ ด้วยกระสุนจริงใน 23 กุมภา พันธ์ พ.ศ. 2492 เรียกว่า "การประลองยุทธ์ที่ตำบลทุ่งเชียงราก"

ต่อมารัฐบาลซึ่งพอทราบ ระแคะระคาย เกี่ยวกับการกลับมาของนายปรีดี ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้น และสั่งให้มีการ เตรียมพร้อมทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ภายใต้แผนการปราบจลาจล ที่เรียกเป็นรหัสลับว่า "แผนช้างดำ ช้างน้ำ" โดยมีข้อตกลงระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นให้แต่ละกองทัพแบ่งเขตกันทำการปราบปรามและปฏิบัติงานร่วมกันในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ของแต่ละกองทัพ

ในส่วนของกองทัพบกในตอนเย็นของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 มี การเตรียมพร้อมตามกองพันต่างๆ มีการตั้งปืนกลตามจุดที่สำคัญ โดยเฉพาะข้างวังสวนกุหลาบ ปิดการจราจร

ส่วนกำลังทหารเรือ จากกองสัญญาณทหารเรือ ณ ที่ตั้ง (ซึ่งต่อมากลาย เป็นโรงเรียนเตรียมทหาร ลุมพินี) ได้วางกำลังที่สี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น และ ปิดถนนสายกรุงเทพ สมุทรปราการ สำหรับกำลังนาวิกโยธินจากจังหวัดชลบุรี ที่เตรียมนำมา เสริมตามจุดต่าง ๆ ปรากฏว่าแพขนานยนต์ติดแห้งที่ท่าข้ามบางปะกง

ขณะเดียวกันสมาชิก เสรีไทย คือ นายประสิทธิ์ ลุสิตานนท์ ได้นำอาวุธที่นำมาจากบริษัท เคเถา ตัวแทนจำหน่ายปืน ไปแจกจ่ายให้พรรคพวกในธรรมศาสตร์ เวลา 20.30 น เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวชนายทหารนอกราชการ  ได้เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรถยนต์ 4 คัน ภายในรถมีอาวุธและพลพรรคเต็มคันรถ ที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี นายเรือเอก วัชรชัย กระโดลงจากรถ พร้อมด้วยพรรคพวก ก็พร้อมอยู่แล้วสำหรับเหตุการณที่จะเกิดขึ้น จากนั้น ร.อ. วัชรชัย ก็ร้องเรียกให้นายร้อยโทพร เลิศล้ำ ผู้กองรักษาการณ์ ร. พัน. 1 ประจำพระบรมมหาราชวัง ออกมาพบที่หน้าประตู เมื่อ ร.ท. พร ออกมาพบก็ถูกเอาปืนจี้บังคับให้ปลดอาวุธโดยทันที จากนั้นก็บุกเข้าไปปลดอาวุธทหารที่รักษาการณ์ทั้งหมด แล้วเข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้ได้ ก่อนจะลำเรียงอาวุธนานาชนิดเข้าไป

เมื่อการยึดพระบรมมหาราชวังได้เป็นไปตามแผนแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ กับพรรคพวก 7 คน สวมเครื่องแบบทหารสื่อสาร พร้อมอาวุธครบมือ ได้พากันเข้าไปในสถานีวิทยุของกรมโฆษณาการพญาไท แล้วใช้อาวุธบังคับเจ้าหน้าที่กรมโฆษณาการ แล้วกระจายข่าวเมื่อเวลา 21.15 น. ด้วยเสียงของ พันตรี โผน อินทรทัต เสรีไทยสายอเมริกาแทรกรายการแสดงลิเกเรื่องคำปฏิญาณของ นายสุชิน ว่า ....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ล้มเลิกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เสีย และคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งด้วย และได้แต่งตั้งนาย ดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ให้นายทวี บุณยเกต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้ประกาศแต่งตั้งและปลดบุคคลสำคัญ อีกหลายคน จากนั้นก็ถอดชิ้นส่วนของเครื่องกระจายเสียงไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลทำการกระจายเสียงต่อไป

คำแถลงการณ์จากวิทยุของพวกกบฎแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ฝูงชนที่สัญจรไปมา พากันกลับบ้านจ้าละหวั่น เพราะเกรงอันตราย ร้านรวงต่างๆพากันปิดกิจการ เพราะกลัวพวกปล้นสดมภ์จะฉวยโอกาส

จุดแรกที่นายปรีดี พนมยงค์ และพรรคพวก จะเข้ายึดก็คือ กรมรักษาดินแดน อันอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ. จรัส โรมรัน รองเจ้ากรมรักษาดินแดน และทำการปลดอาวุธให้สิ้นเชิง แต่ก็ช้าไป คำสั่งจากกองบัญชาการของรัฐบาลให้เตรียมรับสถานการณ์จากฝ่ายกบฎ ทำให้ทหารในกรมการรักษาดินแดน จึงพร้อมอยู่เสมอในการที่จะรับการจู่โจมจากฝ่ายกบฎ ทหารเข้าประจำอยู่ตามจุดต่างๆ อย่างพร้อมเพียงที่จะหยุดยั้งการจู่โจมของกบฎ และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายรัฐบาลก็ลำเลียงกำลังทหารและอาวุธเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ทำให้กรมการรักษาดินแดนมีกำลังต้านทานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แผนการณ์ จู่โจมได้กระทำสำเร็จแล้วในการยึดวังหลวง สำหรับกรมการรักษาดินแดนนั้นล้มเหลว เพราะรัฐบาลสั่งการและป้องกันไว้ได้ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ฝ่ายกบฎจึงได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ใช้การเจรจาทางการทูตแทน โดยให้คนยกธงขาวขอเปิดการเจรจาด้วยสันติวิธี แต่ได้รับการปฎิเสธไม่ยอมร่วมมือ ทูตสันติจึงกลับไปรายงานถึงความล้มเหลวในการเจรจา และพันเอกจำรัส โรมรัน เจ้ากรมรักษาดินแดนยังได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายกบฎถอยออกไปเสียจากวังหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนรุ่งอรุณ ถ้าไม่ปฎิบัติตามจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป

23.00 น. ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายปรีดี พนมยงค์ ก็ให้ลูกน้องยิงปืนจากท่าวาสุกรีไปยังวังสวนกุหลาบ อันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหาร โดยฝ่ายกบฎใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ค. 85 ชุดแรกยิงไป 4 นัด แต่ลูกกระสุนพลาดเป้าไปตกที่หลังบ้านพลโทสุข ชาตินักรบ

ก่อนเสียงปืนจะดังขึ้น พลตรีเผ่า ศรียานนท์ รองอธิบดีตำรวจฝ่ายปราบปราม ได้นำกำลังตำรวจสถานีชนะสงครามมายึดกรมโฆษณาการไว้โดยเรียบร้อย ในเวลาเดียวกันรถยนต์หุ้มเกราะขบวนหนึ่งก็วิ่งมาที่กรมโฆษณาการ พร้อมด้วยทหารอาวุธครบมือ นำโดย พลโทหลวงกาจ กาจสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบก จากนั้นกำลังทหารอีกหน่วยหนึ่งจากสวนเจ้าเชตุก็มาถึง และเข้าทำการรักษากรมโฆษณาการต่อจากกำลังตำรวจ ต่อมาเวลา 02.00 น. ได้เข้ายึดสถานีวิทยุกรมโฆษณาการ พญาไท และยิงพันตรี โผน อินทรทัต ตายแต่ ไม่สามารถส่งกระจายเสียงได้ เนื่องจากชิ้นส่วนของเครื่องส่งถูกถอดออก จึงย้ายไปส่งกระจาย เสียงจากสถานีวิทยุกรมจเรทหารสื่อสาร

จอมพล ป. และคณะรัฐบาลจึงออกประกาศเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงการปฎิวัตินั้นว่า รัฐบาลได้ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกกบฎอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเป็นระยะ จึงได้ทราบแน่ชัดว่า ไม่มีวิถีทางใดที่จะหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ จึงเตรียมอยู่ทุกโอกาสที่จะรับมือพวกกบฎ เมื่อการกบฎเกิดขึ้นฝ่ายรัฐบาลจึงได้แต่งตั้งให้ พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกที่ 1 เป็นผู้อำนวยการปราบปรามกบฎคราวนี้ ให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

ในด้านสะพานเฉลิมโลก (ตรงประตูน้ำ) อันเป็นแดนแบ่งเขตรักษาการณ์ระหว่างทหารบก ทหารเรือ หรือเป็นพื้นที่ร่วมก็ เกิดการเข้าใจผิดจนเกิดปะทะกัน เมื่อเรือตรี ประภัทร จันทรเขต หัวหน้าสายตรวจ ทหารเรือ ขอเข้าไปตรวจ แต่ทหารบกไม่ยอม เกิดการโต้เถียงและยิงกันจน เรือตรี ประภัทร จันทรเขต ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส (ท่านผู้นี้ต่อมา เป็นพลเรือโท เจ้ากรมยุทธศึกษาทหาร) เมื่อ เวลา 01.00 น. ทำให้ นาวาเอก ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับการกองสัญญาณทหารเรือ ซึ่งท่านมีนิสัยรักลูกน้อง ยิ่ง เกิดความเจ็บแค้น จึงเขียนข้อความออกอากาศทางสถานีวิทยุของกอง สัญญาณทหารเรือ ซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้งว่า "ทหารบกกระทำแก่ทหารเรือจนสุดจะทนทาน ขอให้ทหารเรือกระทำ ตอบแทน โดยให้เรือรบทุกลำเข้ามาในพระนครเพื่อทำการต่อสู้กับทหารบก เพื่อเกียรติและ ศักดิ์ศรีของ ทหารเรือเอง"

เนื่องจากการกระจายเสียงของสถานีวิทยุกองสัญญาณทหารเรือ ดัง กล่าว ใช้คลื่น เดียวกับคลื่นส่งวิทยุของกรมจเรทหารสื่อสารกองทัพบก ประชาชนจึง ตกอยู่ใน ความหวาดผวา ในเหตุการณ์ที่สับสน การต่อสู้ที่รุนแรงระหว่างทหารบกและทหารเรือ เกิดขึ้น จากการปลุกเร้า ของวิทยุกองสัญญาณ ทหารเรือ ที่มุ่งเน้นอยู่ตรงความไม่พอใจจากการ ที่ ทหารเรือถูกทหาร บกยิง มิใช่อยู่ที่การต่อสู้เพื่อยึดอำนาจการปกครองแต่อย่างใด

การปลุกเร้า ดังกล่าวสามารถ ระดมกำลังแทบทุกส่วนของกองทัพเรือ แม้แต่เรือรบที่กำลังฝึกทางทะเล ก็ ยัง เดินทางเข้ามา ตามคำประกาศนั้น ยกเว้นกองพันนาวิกโยธิน ที่ 4 และ 5 สวนอนันต์ ซึ่ง อยู่ใกล้ กับพระบรม มหาราชวัง อันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของฝ่ายกบฏ มิได้แสดง ท่าทีและ ออกปฏิบัติ การที่เป็น การ หนุนช่วยหรือให้ความคุ้มกันฝ่ายกบฏแต่อย่างใด การที่ทหารเรือ ไม่ได้สนับสนุน เต็มที่ใน ทุกส่วนนี่เอง เป็นผลให้นายปรีดี ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ในเวลาต่อมา

ทางด้านพระบรมมหาราชวังอันเป็นป้อมปราการของนายปรีดี ยังเปิดฉากยิงเข้าไปใน ร. พัน. 1 มีทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีกหลายนาย ผู้บังคับบัญชาการกองทัพทหารราบที่ 1 ได้สั่งการให้ยิงโต้ตอบไปบ้างเสียงสนั่นกรุง ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เงีบยไป

เวลา 02.00 น.พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 สั่งการให้ พันเอก ถนอม กิตติขจร ผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ 11 และ พันโท กฤช ปุณณกัณฑ์ ผู้บังคับการกรมรถรบ ให้ล้อมพระบรมมหาราชวัง 3 ด้าน (ยกเว้นด้านกองเรือรบ) และบุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี โดยทหารราบและ ป.ต.อ. วิ่งตามเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว พวกฝ่ายกบฎในพระบรมมหาราชวังยิงปืนกราดออกมาดังห่าฝน รถถังคันหนึ่งในจำนวนหลายคันถูกปืนบาซูก้ากระหน่ำเสียจนไปต่อไม่ได้ จากนั้นรถถังอีก 2 คันก็พุ่งเข้าชนประตูวิเศษไชยศรีจนประตูเบื้องซ้ายพังลงมา จากนั้นก็พากันบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างรุนแรงและหนักหน่วง

กำลังฝ่ายรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งได้โอบล้อมเข้าไปอย่างเงียบๆ โดยกำลังทหาร ร. พัน 1 สวนเจ้าเชตุ ได้เคลื่อนเข้ายึดวังสราญรมย์ และระดมยิงปืนใหญ่ พอเวลา 06.00 น. ประตูสวัสดิ์โสภา และเทวาพิทักษ์ก็พังลง เปิดทางให้ทหารราบกรูกันเข้าไปในพระบรมมหาราชวังได้อีก 2 ทาง ฝ่ายกบฎจึงถูกบีบวงล้อมกระชับขึ้น และตกอยู่ในฐานะลำบาก

นายปรีดี พนมยงค์ ในชุดพันจ่าเอกไว้หนวด เรือเอก วัชรชัยและชนชั้นหัวหน้าพากันหลบหนีออกจากพระบรมมหาราชวัง ออกไปทาง ประตูเทวาภิรมย์ ด้านท่าราชวรดิษฐ์ โดยเรือโท สิริ ข้าราชการกรมพระธรรมนูญทหารเรือ เป็นผู้นำออกไป แต่เมื่อได้นำตัวนายปรีดีออกไปได้แล้ว ก็เกิดกลัวความผิด จึงได้กระโดดน้ำตายที่ท่าราชวรดิตถ์นั่นเอง แม้ว่าผู้ก่อการชั้นหัวหน้าจะหนีไปแล้ว ฝ่ายผู้ก่อ การในวังที่เหลือ ยังใช้กลยุทธ์ยิงทางโน้นทีทางนี้ที ลวงให้ทหารบก ผู้ปราบจลาจล และทหาร เรือที่กองเรือรบ เข้าใจผิดต่างกระหน่ำยิงกันต่อไปกันใหญ่ จนสายก็ไม่หยุด

ในอีกด้านหนึ่งของ กรุงเทพ ฯ ทางด้านสี่แยกราชประสงค์ รถถังของ พันเอก ประภาส จารุเสถียร ผู้บังคับการกรม ทหารราบที่ 1 ได้รับคำสั่งให้ข้ามสะพานราชเทวี เพื่อเตรียมเผด็จศึกด้านกองสัญญาณทหารเรือ ถูกบาซูก้าของทหารเรือยิงทำลายกลางสะพาน จากนั้นทหารเรือก็ใช้ปืน ค.85 ยิงถล่มใส่ อย่างรุนแรง จนทหารบกต้องถอยร่นอย่างไม่เป็นขบวนข้ามทางรถไฟสายอรัญประเทศไปตั้ง หลักที่สี่แยกพญาไท และทหารเรือสามารถยึดรถถังกับปืนใหญ่ทหารบกได้

เหตุการณ์ดำเนิน มาถึง ราว 16.00 น. กำลังทหารเรือหนุนเนื่องเป็นสายก็ขึ้นมาจากเรือ ณ ท่าเรือใหม่(ท่าเรือ คลองเตย) มาสู่กองสัญญาณ เสียงทหารเรือพูดกันอย่างมั่นใจว่าพวกเราเป็นผู้ถูกข่มเหงน้ำใจ มานานแล้ว เลือดนาวีต้องสู้กันละ

ภายหลังการปราบปรามพวกกบฎ ภายในพระบรมมหาราชวังเรียบร้อยแล้ว พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้นำกำลังที่มีอยู่เคลื่อนมายังบริเวณดังกล่าว ท่ามกลางการต่อสู้กันอย่างดุเดือดนั้น พลตรีประวัติ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้เข้าพบ พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อเปิดเจรจาหยุดยิง พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยอมรับข้อเสนอในการหยุดยิงของฝ่ายทหารเรือ เพราะไม่ต้องการให้คนไทยฆ่ากันเอง โดยให้ตั้งเวลาหยุดยิงให้ตรงกันคือ 10.15 น.

 ครั้นได้เวลา 10.15 น. ฝ่ายทหารเรือ ทหารบก ก็หยุดยิงกันตลอดแนว และจากนั้นก็ไกล่เกลี่ยกันจนเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว แต่ละฝ่ายก็เคลื่อนกำลังเข้าสู่ที่ตั้งของตน

หลังจากปราบปรามพวกกบฎในครั้งนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตผู้บังคับการสันติบาล และ พ.ต. โผน อินทรทัต อดีตผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ แต่ทั้งสองคนถูกตำรวจยิงตายในข้อหาว่า ต่อสู้เจ้าหน้าที่.

ส่วนนายปรีดี ยังคงหลบซ่อนตัว ในประเทศ ไทยต่อไปอีก 6 เดือน จึงได้อาศัยเรือหาปลาเล็ก ๆ ลำหนึ่ง เดินทางไปประเทศ สิงคโปร์ ซ่อน ตัวอยู่ในประเทศสิงคโปร์อีก 11 วัน จากนั้นจึงเดินทางโดยเรือเดินสมุทร "ฮอยวอง" ไปประเทศ ฮ่องกง และต่อด้วยรถยนต์ไปซิงเตา

กบฏวังหลวง มีพื้นฐานอยู่บนความขัดแย้ง 2 มิติ คือ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งถือว่าเป็นกบฏวังหลวงแท้ๆ อีกมิติหนึ่งคือ ความขัดแย้งที่ดำเนินมา เป็นระยะ เวลาอันยาวนานระหว่างทหาร บกกับทหารเรือ ซึ่งเกิดมาภายหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ.2475 จากกรณี ต่าง ๆ เช่น การที่ทหารบกซึ่งคุมอำนาจทางการเมือง แทรกแซงการแต่งตั้ง ผู้บังคับบัญชาทหารเรือ ทหารเรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งกรณีกบฏบวร
เดช และผู้นำทหารบก ออกคำสั่งที่ได้ขัดต่อความรู้สึก ของทหารเรือทั่วไป

จึงอาจวิเคราะห์ แยกการปะทะออกมาเป็นสองกรณี คือ การปะทะกันระหว่าง ทหารบกผู้ปราบจลาจลกับฝ่ายกบฏในวังหลวง กับ กรณีปะทะกันที่ราชประสงค์ระหว่างทหารบก ทหารเรือ แต่ทั้ง 2 กรณี เกิดขึ้นวันเวลาเดียวกัน คือ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ทหารเรือ ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าตนเอง เป็นกบฏ หรือ เป็นฝ่ายกบฏเข้าข้างฝ่ายกบฏ แต่ถือว่าเป็นการเข้าใจผิดในระหว่างการ ปราบจลาจล กับหยุดยั้งความก้าวร้าวของทหารบก ยกเว้นทหารเรือกลุ่ม พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ เท่านั้นที่คิดว่าตนเองแพ้ไปพร้อมกับฝ่ายกบฏด้วย

เปิดตัวหนังสือคู่มือ
บล็อกเกอร์ OKnation
ขณะนี้เวบบล็อก OKnation อยู่ระหว่างจัดพิมพ์คู่มือบล็อกเกอร์ เพื่อให้เป็นหนังสือแนะนำการทำบล็อกสำหรับบล็อกเกอร์และบุคคลทั่วไป เนิ้อหาแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ กระแส citizen reporter หรือนักข่าวพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยที่กำลังมาแรง และเทคนิคการทำบล็อก
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ...TalkwithOKnation

เชิญอ่านเรื่องย้อนหลัง

บล็อกเกอร์ OKnation
 
     ขณะนี้เวบบล็อก OKnation อยู่ระหว่างจัดพิมพ์คู่มือบล็อกเกอร์ เพื่อให้เป็นหนังสือแนะนำการทำบล็อกสำหรับบล็อกเกอร์และบุคคลทั่วไป เนิ้อหาแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ กระแส citizen reporter หรือนักข่าวพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยที่กำลังมาแรง และเทคนิคการทำบล็อก
 
  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ...TalkwithOKnation


บล็อกเกอร์ OKnation
 
 
     ขณะนี้เวบบล็อก OKnation อยู่ระหว่างจัดพิมพ์คู่มือบล็อกเกอร์ เพื่อให้เป็นหนังสือแนะนำการทำบล็อกสำหรับบล็อกเกอร์และบุคคลทั่วไป เนิ้อหาแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ กระแส citizen reporter หรือนักข่าวพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยที่กำลังมาแรง และเทคนิคการทำบล็อก
 
  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ...TalkwithOKnation

Hot News Update


 คลิกหัวข้อข่าว
เพื่ออ่านรายละเอียด

คัดลอกและเรียบเรียงใหม่จาก

  1. จดหมายรายงานการปฏิบัติงานนอกสถานที่ของ จ.ส.ต....(สงวนนาม) ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2492

  2. หนังสือชื่อ "ผู้บริหารราชการแผ่นดิน โดย นายเชื้อ พิทักษากร" จัดพิมพ์โดยกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเชื้อ พิทักษากร ผู้ว่าราชการภาค 6 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2496

  3. หนังสืออนุสรณ์ในงานรับพระราชทานเพลิงศพ พลโท กาจ กาจสงคราม ปช. ปม. (เทียน เก่งระดมยิง) วันที่ 20 เมษายน 2510

  4. นาวิกศาสตร์ฉบับปี 90 เล่ม4 เมษยน 2550 
    http://www.navy.mi.th/navic/document/900403a.html
  5. เหตุการณ์ทางการเมือง 43 ปีแห่งระบบประชาธิปไตย : โดย วิเทศกรณีย์http://www.baanjomyut.com/library/6_treason/03.html


ฝากไว้ให้คิด

"อย่าตัดสินว่าใครดี ใครไม่ดี ในโลกการเมือง
ควรดูที่ผลของการกระทำ
....แม้ว่ากว่าจะถึงวันนั้น คนนั้นจะเหลือแต่ชื่อก็ตาม"       

ปิรันย่า

ถาม-ตอบ

คำถามนี้ มีคำตอบเดียว
ทุกคนคงรู้ดี ไม่เชื่อก็ลองดู
อะไร

ที่ทำให้เพื่อนหักหลังกันได้?

ที่ทำให้คนที่เคยร่วมอุดมการณ์ระแวงกันเองได้?

ที่คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม....ฯลฯ (คิดว่า) ทำไม่ได้ ถ้าไม่มี?

ที่นักปฏิวัติคิดว่าต้องยึดให้ได้ก่อน เพื่อเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง?

ที่ทำให้นักปฏิวัติมากมาย ต้องใช้บั้นปลายของชีวิตนอกแผ่นดินเกิด?

ที่ทำให้คนเก่งๆ คนดีๆ เสียคน เพราะเหลิงและใช้ในทางที่ผิด?


คำตอบ คือ

อำนาจ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน