• nangsopitara
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-15
  • จำนวนเรื่อง : 63
  • จำนวนผู้ชม : 503485
  • ส่ง msg :
  • โหวต 98 คน
nangsopitara
House and garden house , farmhouse My Life and My works. + story
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nangsopitara
วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน 2553
Posted by nangsopitara , ผู้อ่าน : 2596 , 16:25:14 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ช่วยกันผ่อนคลายโลกร้อน ช่วยชาติคลายร้อน เลือก(ก่อน)ปลูก ได้ไหม? นะ


ภาพ:Jamjuri_1.jpg

จามจุรี (Samanea saman) เป็นชื่อต้นไม้ขนาด

ใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก
มีใบขนาดเล็ก ดอกสีชมพู

มีผลเป็นฝัก เมล็ดแข็ง ผลมีเนื้อสีชมพู รสหวานสัตว์

เคี้ยวเอื้องชอบกินเป็นอาหาร จามจุรี ยังมีชื่ออื่นอีก

คือ "ก้ามปู" และ "ฉำฉา"

ภาพ:Jamjuri_3.jpg

 จามจุรี เป็นพันธุ์ไม้ที่รู้จักกันทั่วไป อาจพบเห็นได้ตามริม ถนน วัด หรือสถานที่ราชการต่างๆ เข้าใจว่ามิสเตอร์ เอช เสลด (Mr. H. Slade.) อธิบดีกรมป่าไม้คนแรกได้นำพันธุ์จากประเทศพม่ามาปลูกเป็นครั้ง แรกที่ทำการป่าไม้เขตเชียงใหม่ ประมาณปี พ.ศ. 2443 ต่อมาจึงได้นำไปปลูกตามถนนกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ อย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็นไม้โตเร็วเรือนยอดแผ่กว้างให้ร่มเงาเป็นอย่างดี ทางภาคเหนือนิยมปลูกเลี้ยงครั่ง อาจกล่าวได้ว่าวัตถุประสงค์ของการนำเข้าไม้จามจุรีเข้ามาในประเทศตั้งแต่ เดิมนั้นมาในลักษณะไม้ประดับ และให้ร่มตลอดจนปลูกเพื่อใช้เลี้ยงครั่งเท่านั้น ผู้ปลูกมิได้มุ่งหวังที่จะใช้เนื้อไม้ชนิดนี้ไปเป็นประโยชน์ในด้านการค้าเลย ทั้งนี้เนื่องจากไม้จามจุรีเป็นไม้ไม่สู้แข็ง ผุง่าย จึงไม่มีผู้นิยมใช้ในการก่อสร้าง เพราะในขณะนั้นประเทศไทย ยังมีไม้ที่มีคุณภาพดีกว่าอยู่มากมายทั้งที่ความจริงตลาดต่างประเทศต้องการ เนื้อไม้จามจุรีนานแล้ว เช่น ฮ่องกง ซึ่งสั่งซื้อโดยตรงจากประเทศฟิลิปปินส์ ครั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้นจามจุรีในฟิลิปปินส์จะมีเสก็ดระเบิดของกระสุนลูกปืนอยู่ตามลำต้นไม้เป็น จำนวนมาก ประเทศผู้รับซื้อจึงหันมาซื้อจากไทยซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ราคาครั่งใน เมืองไทยประสบภาวะปัญหาราคา ต่ำลง ดังนั้นเมื่อเนื้อไม้สามารถขายได้ราคา ดีกว่าประกอบกับความต้องการที่จะเปลี่ยนชนิดพืชเศรษฐกิจไปเป็นพืชอื่น ชาวสวนครั่งทางภาคเหนือของไทยจึงตัดฟันไม้จามจุรีลงเพื่อขายเนื้อไม้ในราคา ไม้ท่อน ซึ่งราคาดีกว่า จึงพบว่าพื้นที่สวนจามจุรีเพื่อการเลี้ยงครั้งทางภาคเหนือได้ลดลงมาก จนเหลือเพียงเล็กน้อยในปัจจุบันทั้งที่ความต้องการใช้เนื้อไม้จามจุรีเพื่อ การแกะสลักในประเทศไทยได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ สาเหตุหนึ่งเนื่องจากการขาดแคลนไม้สักในการแกะสลัก และไม้สักมีราคาแพง ผู้ ผลิตจึงหันมาใช้ไม้จามจุรีซึ่งสามารถหาได้ในชนบท และราคาถูกกว่าไม้สักมาก เนื้อไม้ยังมีสีสวยเหมาะในการทดแทน
ไม้สักในอุตสาหกรรมไม้แกะสลัก

        จามจุรีเป็นพืชตระกูลถั่ว (Family Leguminosae) อนุวงศ์สะตอ (Sub-Family Mimosaceae) มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Samanea saman Jacq Merr. ส่วนชื่อที่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยได้แก่ จามจุรี ก้ามกลาม จามจุรีแดง ก้ามปู ก้ามกุ้ง (ไทย) ฉำฉา สารสา สำลา ตุ๊ดตู่ ลัง (พายัพ) ในภาษาอังกฤษชื่อที่เรียกกันแพร่หลาย คือ Rain tree ซึ่งน่าจะมาจากนิสัยของต้นไม้ชนิดนี้โตเร็วผิดกับต้นไม้อื่นๆ คือ เมื่อฤดูฝนผ่านไปครั้งหนึ่งต้นไม้ชนิดนี้โตเร็วผิดกับต้นไม้อื่นๆ คือ เมื่อฤดูฝนผ่านไปครั้งหนึ่งต้นไม้นี้จะโตขึ้นอย่างสังเกตเห็นได้ชัด จามจุรีเป็นไม้ผลัดใบโตเร็วต่างประเทศ เรือนยอดแผ่กว้างคล้ายรูปร่มเรือนยอดสูงประมาณ 40 ฟุต สูง 20 – 30 เมตร เปลือกสีดำ แตกและร่อนลักษณะเนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม แก่นสีดำ แตกและร่อนลักษณะเนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม แก่นสีดำคล้ำคล้ายมะม่วงป่าหรือวอลนัท เมื่อนำมาตกแต่งจะขึ้นเงาเป็นมันแวววาวนับเป็นพรรณไม้ที่มีลักษณะสวยงามตาม ธรรมชาติ กำลังของไม้มีความแข็งแรงเท่าเทียมไม้สมพง แต่มีลักษณะพิเศษคือมีกำลังดัดงอ (bending strenght) สูงมาก และความชื้นในเนื้อไม้สูงทั้งต้นของจามจุรีมีสารพวกแอลคาลอยด์ (alkaloid) ชื่อพิธทิโคโลไบ (piththecolobine) ที่มีพิษใช้เป็นยาสลบ

ภาพ:Jamjuri_2.jpg

ใบ

        เป็นใบผสมแบบขนนกสองชั้นทั้งใบยาวประมาณ 25 – 40 เซนติเมตร

ใบประกอบด้วยช่อใบ 4 คู่ ใบย่อย 2 – 10 คู่ ต่อหนึ่งใบ ใบย่อยเกิดบนก้านใบซึ่งแยกจากก้านใหญ่ ใบย่อยรูปขนานเปียกปูนแต่เบี้ยว ใบย่อยด้านปลายใบใหญ่ที่สุดใบย่อยหนาปานกลาง ด้านหน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านหลังใบสีเขียวนวล

และมีขนเล็กน้อย

ดอก

        เป็นช่อดอกทรงกลม แต่ละช่อรวมกันเป็นช่อใหญ่ ช่อดอกเกิดที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเล็กมาก แต่ละช่อดอกมีดอกตัวเมียดอกเดียว และล้อมรอบด้วยดอกตัวผู้เป็นจำนวนมาก ดอกบานมีสีชมพูซึ่งเป็นสีของเกสรตัวผู้ จามจุรีออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม

ผล

        เป็นฝักแบนเมื่อแก่ก็จะไม่แตก ฝักแก่จะมีสีน้ำตาลดำขนาดกว้าง 1.5 – 2 เซนติเมตร ยาว 12 – 20 เซนติเมตร ภายในฝักมีเนื้อนิ่มรสหวาน ฝักหนึ่งๆ มีเมล็ด 15 – 25 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลดำยาว 0.5 – 0.8 เซนติเมตร ฝักแก่ระหว่างเดือนตุลาคม – มกราคม

การค้นพบ

        ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน ไปจนถึงบราซิล นำเข้ามาปลูกในไทยครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ได้นำมาปลูกที่เมืองไทย ครั้งแรกที่เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2443 โดยนายเอช สเลด เจ้ากรมป่าไม้คนแรกของไทย ต้นใช้เลี้ยงครั่ง เนื้อไม้ลายสวยใช้สำหรับงานแกะสลัก ใบหมักทำปุ๋ย ทนน้ำท่วมขังและมลพิษ

กิ่ง เปราะหักง่าย ฝักมีน้ำยางเหนียว รากแข็งแรง งัดพื้นให้เสียหายได้


การขยายพันธุ์

        วิธีปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะเมล็ด แช่น้ำร้อนอุณหภูมิ 70 - 80 ํC

ทิ้งไว้ให้เย็นเป็นเวลา 16 ชั่วโมงnข้อสังเกตและผลการทดลอง

  • เมล็ดงอกใช้เวลาประมาณ 20 วัน
  • ภายในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน
  • ต้นกล้าจะมีความสูงประมาณ 30 ซม. สามารถย้ายปลูกได้

        ปัจจุบันจามจุรีสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ด ซึ่งผลของจามจุรีนั้นจะแก่ในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม – มกราคม ซึ่งมีการเก็บเมล็ดกันมากในช่วงนี้ในบริเวณที่พบจามจุรี โดยทั่วๆ ไป สำหรับแหล่งเมล็ดพันธุ์จามจุรีของกรมป่าไม้ คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากมีต้นจามจุรีอยู่มาก


ภาพ:Jamjuri_4.jpg

ประโยชน์

        จามจุรีเป็นไม้เอนกประสงค์ คือสามารถใช้ประโยชน์จากต้นจามจุรีได้ในหลายๆ ด้าน เช่น เนื้อไม้ ใบ ดอก ผล นอกจากนี้ยังมีผลทางอ้อมอีก เช่น ร่มเงา การเลี้ยงครั่งเป็นต้น ประโยชน์ของไม้จามจุรีทางด้านต่างๆ

สามารถจำแนกออกได้เป็น

  ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้

        ในปัจจุบันเนื้อไม้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแกะสลักไม้ภาคเหนือ ซึ่งมีการดำเนินงานในรูปสหกรณ์หัตถกรรมไม้ วัตถุดิบ นอกจากไม้จามจุรีคือไม้สักมีราคาแพงและหายากทำให้ไม้จามจุรีจึงมีบทบาทในการ ทดแทนไม้สักได้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากไม้จามจุรี ราคาถูก สามารถหาได้ ง่ายกว่าไม้สัก เนื้อไม้มีแก่นสีดำคล้ำสวยงาม เมื่อขัดตกแต่งจะขึ้นเงาแวววาว เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทุกระดับทั่วไป เนื่องจากความชื้นในไม้จามจุรีมีมาก ทำให้เกิดปัญหาไม้แตกในระหว่างการแกะสลักหรือหลังจากเป็นผลิตภัณฑ์ วิธีแก้ไข คือ การอบไม้โดยค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิจนกระทั่งไม่มีความชื้นหรือใกล้เคียงกับบรรยากาศทั่วไป

        มูลค่าของไม้แกะสลักที่จำหน่ายจะสูงกว่ามูลค่าไม้แปรรูป เพียงใด ขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของไม้แกะสลักในเรื่องนี้ไม้จามจุรีจะด้อยกว่าไม้ สัก และมูลค่าของไม้แกะสลักจะสูงกว่าไม้แปรรูปถึง 3 เท่า ในปี พ.ศ. 2521 มูลค่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักสูงถึง 300 ล้านบาท

  ประโยชน์ทางด้านอื่นๆ

  • จามจุรีเป็นแม่ไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่งได้ผลดีมากชนิดหนึ่งโดย เฉพาะชนิดที่มีดอกสีชมพูเปลือกสีเทาดำ ใบเขียวเข้ม ครั่งจะจับได้ดี ไม้ชนิดนี้สามารถเลี้ยงครั่งทั้งรอบฤดูร้อนและฤดูฝน แต่ผลผลิตครั่งที่ได้ปริมาณมาก คือ ครั่งที่ตัดเก็บในเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม คุณภาพของครั่งไม้ก้ามปูมีทั้งชั้นคุณภาพ A และ B ผลผลิตครั่งที่ตัดเก็บได้ประมาณ 5 – 10 กิโลกรัม ต่อต้นเมื่ออายุ 6 ปี ในเนื้อที่ 1 ไร่ หากต้นจามจุรีมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปจะได้ผลผลิตครั่งประมาณ 10 – 50 กิโลกรัม ต่อต้นหรือมากกว่านั้น
  •  (น้ำหนักครั่งดิบ)
  • เป็นอาหารสัตว์ ใบและฝักมีคุณประโยชน์มาก สำหรับ วัว ควาย ซึ่งมักจะชอบกินใบเขียวและใบอ่อน ฝักจะมีเนื้อที่มีสีน้ำตาลกล่าวว่าถ้าเลี้ยงแม่วัวที่รีดนม อาจทำให้นมมีคุณภาพดีขึ้น ฝักแก่ราวเดือนมีนาคม สามารถเก็บรักษาไว้เลี้ยงวัวควายได้ในกรณีหาหญ้าฟางได้ยากหรือมีราคาแพง ส่วนผสมของฝักมีคูณค่าดีเท่ากับหญ้าแห้งในการใช้เลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้เนื้อในของฝักแก่ที่มีสีน้ำตาลยังสามารถใช้หมักเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ บริสุทธิ์ ปรากฏว่าฝัก 100 กิโลกรัม จะได้แอลกอฮอล์ราว 11.5 ลิตร และฝักนั้นมีผู้นำไปใส่น้ำต้มรับประทานแบบน้ำชา มีรสหวาน ประแล่มๆ
  • ปรับปรุงสภาพดินเลวให้ดีขึ้น เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วจึงมีคุณสมบัติในการปรับปรุงคุณภาพของดินให้ดี ขึ้น ใบใช้ทำปุ๋ยหมักได้ โดนเฉลี่ยมีไนโตรเจนถึงร้อยละ 3.25
  • เป็นไม้ประดับยืนต้น ที่สวยงามเนื่องจากเรือนยอดแผ่กว้างทั้งยังให้ร่มเงาที่ร่มเย็น เนื่องจากใบเป็นใบประกอบแบบผสมแบบขนนก ค่อนข้างใหญ่และอยู่ชิดกัน เมื่อพระอาทิตย์ตกดินใบจะหุบเข้าหากันครั้นรุ่งเช้าก็จะคลี่ขยายใบออก เพื่อเป็นการช่วยให้น้ำค้างที่ดินอยู่ตามกิ่งก้านหยดลงถึงพื้นดิน บรรดากล้วยไม้ที่เกาะติดอยู่ตามลำต้นและเฟิร์นที่อยู่ตามพื้นดินภายใต้ร่ม เงาของจามจุรีจึงเจริญเติบโตได้ดี
  • คุณสมบัติทางด้านเคมี ต้นจามจุรีมีสารจำพวกแอลคาลอยด์ ซึ่งมีชื่อว่า พิธทิโคโลไบพบตามเปลือก ใบ เมล็ดและเนื้อไม้ แต่ที่ใบมีสารที่เป็นพิษอยู่มากเพราะประกอบด้วยแอลคาลอยด์ที่เป็นพิษอยู่มาก เพราะประกอบด้วยแอลคาลอยด์ที่เป็นน้ำมัน อนุพันธ์ที่สังเคราะห์ได้จะไปตกผลึกพิธทิโคโลไบเป็นแอลคาลอยด์ที่มีพิษเป็น ยาสลบซึ่งมีคุณสมบัติไปทำลายปลายประสาท
ภาพ:Jamjuri_5.jpg



วิเคราะห์โทษมากมีของ “ไม้ปิศาจ”


ต้นยูคาลิปตัส

อย่างไรก็ตาม แม้คุณประโยชน์ของยูคาจะมีมากอนันต์
ทว่าข้อมูลจากการวิจัยหลายชิ้นและจากปากคำของเกษตรกรผู้มีประสบการณ์
ปลูกยูคาต่างก็ชี้ว่าก็มีโทษมหันต์เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สูงมาก โดยเฉพาะต่อดิน น้ำ สัตว์ขนาดใหญ่และสัตว์ขนาดเล็ก เช่น มดแดง หรือแมลงต่างๆ จะถูกทำลายและไร้ที่อยู่อาศัย การปลูกยูคาจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นพืชที่ทำลายธรรมชาติได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ที่ สุดตัวหนึ่งจนถูกเรียกว่าต้นไม้ปีศาจ หรือบางรายเรียกว่าไม้ผีปอบ
ดังที่มีคำพูดคุ้นหูกันว่า “ดินที่มีคุณภาพไม่ดีที่สุดคือดินที่ปลูกยูคาแล้ว”

ขณะเดียวกันยังพบผลกระทบที่เกิดต่อโครงสร้างของดิน โดยเฉพาะดินในเขตภาคอีสาน ซึ่งเป็นดินปนทรายว่าเมื่อผ่านการปลูกป่ายูคาลิปตัสไปประมาณ 4-5 ปี ดินบริเวณนั้นจะมีสภาพแห้งแล้งมาก และเนื่องจากในบริเวณป่ายูคาลิปตัส
จะไม่มีพืชต่างๆ สามารถเกิดขึ้นแซมได้เลยเพราะยูคาจะปล่อยสารเคมี
ที่มีพิษออกมายับยั้งการ เจริญเติบโตของพืชข้างเคียง
ดังนั้น เมื่อฝนตกลงมาจึงเกิดการชะล้างหน้าดินสูง

นอกจากนั้น ยูคาลิปตัสยังเป็นพืชโตเร็ว รากจึงดูดซับปุ๋ยและธาตุอาหารต่างๆ
ได้ดีมาก รากแผ่ขยายลงในดินได้ลึกมากถึง 15 ม. ยากแก่การกำจัดทำลายหลังการปลูก ไม่น่าแปลกใจที่พืชชนิดอื่นไม่สามารถจะแย่งแร่ธาตุสู้มันได้

อารีรัตน์ กิตติศิริ ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน (RRAFA) ได้กล่าวถึงผลกระทบของการปลูกยูคาเป็นพืชเชิงเดี่ยวในประเทศไทยในรายงานของ เธอ โดยยกตัวอย่างที่น่าตื่นตกใจจากพื้นที่ปลูกยูคาของสวนป่าสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเมื่อปี 2528 เคยมีพื้นที่ปลูกยูคาถึง 8,575 ไร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินาจารย์ -ดงขวางว่า ครั้งหนึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก่อน สัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ที่นั่น จนกระทั่งบริษัทค้าไม้เข้ามายังพื้นที่ในปี 2500 -2510 ต้นไม้ที่เคยมีอยู่ก็อันตรธานหายไปหมด

จากนั้น เมื่อชาวบ้านเริ่มโยกย้ายเข้ามาทำกินในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นพื้นที่ กสิกรรมตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปี 2517 องค์กรอุตสาหกรรมป่าไม้ก็ได้เข้ามาชักชวนให้ชาวบ้านเข้าเป็นสมาชิกและแรงงาน ในเครือข่ายการปลูกป่ายูคาลิปตัส โดยสัญญาจะให้พื้นที่ทำกินฟรี 7 ไร่พร้อมออกเอกสารสิทธิ์ อีกทั้งยังสัญญาว่าจะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน ไฟฟ้า และศูนย์สุขภาพให้ ซึ่งใน 2 ปีแรกพวกเขายังได้รับอนุญาตให้ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังแซมระหว่างแถวต้นยู คาได้ ทว่าหลังจากนั้นแล้วกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่อีกเลย

ที่สำคัญ ผลร้ายต่อระบบนิเวศที่หลงเหลือจากการปลูกยูคาก็สร้างความเดือดร้อนมากมาย ดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นดินที่มีเกลืออยู่มาก สีของดินเปลี่ยนเป็นสีขาว ผลผลิตข้าวในพื้นที่ใกล้เคียงลดลงกว่า 10 เท่า และแหล่งน้ำบาดาลที่เคยมีถึง 5 บ่อกลับเหือดหายเหลือเพียงบ่อเดียวจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง โดยน้ำบาดาลมีระดับลดลงถึง 10 -15 เมตร และหลังจาก 20 ปีแรกของโครงการแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิ์ใช้ที่ดินอีก


ขณะที่ตัวอย่างอื่นๆ นอกจากกรณีของป่าสมเด็จแล้ว ในรายงานของอารีรัตน์ ยังยกตัวอย่างของบ้านน้อยตลาดเมือง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด และสวนป่าสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 2 แห่งติดต่อกันคือป่าสงวนฝั่งขวาสำราญและป่าสงวนฝั่งขวาห้วยเสนว่าต่างก็ได้ รับบทเรียนจากการปลูกยูคาไม่แตกต่างกัน

ในปี 2528 จึงถือเป็นปีหนึ่งที่เกษตรกรลุกฮือขึ้นต่อต้านการปลูกยูคาอย่างมาก เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่รวมตัวต่อต้านและแม้กระทั่งบุกทำลาย ยูคาลิปตัสในสวนป่าหลายต่อหลายครั้ง ยกตัวอย่างชาวบ้าน ต.เสียว อ.อุทุมพิสัย จ.ศรีสะเกษ ที่บุกทำลายต้นยูคาและเรือนพยาบาลในป่าโนนลางในปีนั้น
ตามสื่อต่างๆ ก็ยังคงยืนยันเช่นเคยว่ายูคามีผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน และผลร้ายของมันอาจรุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนประเทศไทยไปเป็นทะเลทรายทีเดียว

“สมัยเคยฝึกเป็นทหารแถวป่า อ.สนามไชยเขต ฉะเชิงเทรา แถวนั้นเป็นป่ายูคาทั้งนั้น พูดแล้วเป็นเรื่องตลกร้าย เดินอยู่ในป่าทั้งวันเป็นสิบกิโลแต่ไม่เจอนกสักตัว เพราะว่าต้นยูคา ไม่มีหนอน ทำให้ทั้งป่าไม่มีอาหารนกตามธรรมชาติ นกไม่หากิน ถือเป็นดินแดนต้องคำสาปของมัน นกตัวไหนหลงเข้ามาเป็นอดตายถึงรู้ว่าป่ายูคาทำให้ธรรมชาติเสีย ไม่เฉพาะแต่ดินที่กลายเป็นดินทราย แต่สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติก็สูญหายไปด้วย”

หนึ่งความคิดเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า “ทหารเก่า”
แสดงความคิดเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างน่าคิด




ดิฉันเป็นคนหนึ่ง  ที่เฝ้ามอง ธรรมชาติ มองการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และมีมากมายที่ผู้คนทิ้งวิถีชีวิตอันดีเกื้อกูลกัน  กับระบบนิเวศ การทำนา  ที่ใช้ควายไถ  การลงแขกเวลาดำนา  หรือเก็บเกี่ยว  เดี๋ยวนี้ต่างคนต่างทำ  ต่างยื้อแย่งการทำก่อน  เสร็จก่อน  ได้ก่อน  และช่วยกันรุมทำร้ายสิ่งแวดล้อมอย่างตรงๆ  หรืออ้อมๆ  แบบสม่ำเสมอ  โดยไม่มีใครมาคิด  หรือฉุกใจคิดบ้างว่า  หากเราปล่อยไปอย่างนี้ทุกวันผ่าน ทุกอาทิตย์ผ่าน  ทุกเดือนผ่าน  ทุกปี ผ่าน  ไม่ต้องเดาอนาคต  เราต้อง  ไม่มีแหล่งน้ำกินน้ำใช้  เราต้องเกิดผิวแห้ง ตุ่มผื่นสารพัดที่เกิดจากความร้อน  เราต้องตายแน่นอน  และแน่นอนกว่าจะเห็นวันนั้นมาถึงเราอาจจะตายก่อนโดยทิ้งปัญหา  ที่พวกเราควรช่วยกัน  ให้ความรู้  ให้ในสิ่งที่ถูกต้อง  ไม่ใช่ปิดหูปิดตา  ช่างเขา  เราไม่เกี่ยว  แค่ปีนี้ 2553  ทุกท่านก็ย่อมรู้กันว่า  นี่คือภัยธรรมชาติที่  กำลังเอาคืน  นอกจากเกิดพายุร้าย ฯ  ติดตามกันมาคือโรค(โลก)ร้อน  ทำไมต้องเอาพืชเศรษฐกิจที่ทำลายบรรยากาศโลก  ทำลายธรรมชาติมายุยงส่งเสริมด้วย  สนับสนุนการปลูก ต้นไม้ชาติเราจะไม่ดีกว่าหรือ  ทำไมต้องยูคาลิปตัส เงินที่ได้มาคุ้มกันไหม  กับการที่  บ้านเราร้อน  แล้ง  หัวใจ + น้ำใจคนก็แล้ง  ร้อนตาม  ที่ไปเย้วๆๆ  ท่านต้องรู้เพราะอะไร  เพราะ  อยากได้ ของฟรี  ไม่ต้องใช้แรงงาน (แบมือขอ ดีที่สุด   ลองใช้แบบสอบถามเรื่องประชาธิปไตย  แค่ให้อ่าน กากบาท  ความเข้าใจของตาสี ตาสา ยายมี ยายมา  รู้ถึงแก่นคำว่าประชาธิปไตยกันบ้า่งไหม  เศษเงินไม่กี่บาทมันบังตา    สำคัญมากผู้วิเศษกลับมา จะลบหนี้สินให้ทุกธนาคาร(แบบฝันเฟื่อง  เพราะมีคนหลอกเอาไว้)  หากเราต่างคนต่างช่วย  บอกกันได้ในแนวทางที่ถูกต้อง ไม้เศรฐกิจ  นอกจากช่วยโลกเรา  ช่วยประเทศเรา   เราเองไม่ต้องนั่งทุกข์ทรมาน  ในภาวะรุ่มร้อน  ท่านผู้มีอำนาจ  มีความรู้  นั่งในห้องแอร์  เย็นฉ่ำ  คลายความร้อน  ความแห้งแล้ง  มากมายออกมา  ไม่รู้หรอกว่า  ผู้คนข้างนอกที่ไม่มีปัญญามีแอร์  จะอยู่กันอย่างไร  ดิฉันมีปัญญาที่จะใช้แอร์  แต่ยังประวิงเวลาไว้  ด้วยการปลูกต้นไม้รอบบ้าน(ไม่กลัวงู  -ใจมั่นเข้าไว้)   แต่กระนั้นความแห้งแล้ง  ความร้อนทรงพลัง ยกตัวอย่างเช่น  ต้นกล้วยน้ำว้า ปลูกง่ายๆ  ปีนี้  ขาดใจตาย   พร้อมใจกันตาย  กอแล้วกอเล่า มันเป็นไปแล้วครับท่าน   ช่วยกันเถอะนะ  เลิกเถอะต้นไม้ปีศาจ  เดี๋ยวนี้มันคุมพื้นที่ได้ทั่วประเทศ  มากกว่า เหล่าผู้คนที่เก่งกล้า   สีเลือด(กำเดา) ยึดถนนเศรษฐกิจใน กทม.เสียอีก แค่นั่งคิด  วิเคราะห์สักนิด  และช่วยกันสนับสนุนต้นไม้ชาติเรา  ทำไมต้องตามต่างประเทศ  เราจะกินข้าว  เราต้องหุงหาเอง  เราเจ็บป่วย  เราต้องดูแลตัวเอง  แล้วทำไมต้องตามคนอื่นๆ  คิดอีกนิด  หากท่านจะช่วยกันปลูกต้นไม้ช่วยชาติ โดยใช้ต้นไม้ของชาติเรา (ต้นไม้อะไรได้หมด) มากกว่าจะตามเถ้าแก่โรงงาน(รัฐบาลก็พวกเดียวกัน แน่ๆ)  ช่วยแผ่นดินเกิด  และช่วยโลกของพวกเรา ขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจธรรมชาติ รู้วิธีรัก  รักษ์  อนาคตของชาติ  ของโลก  เรามาช่วยกันนะคะแค่ช่วยบอกเล่า  ความน่าจะเป็น และเป็นไปแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้  ประโยชน์-ข้อดี -ข้อร้าย-ข้อเสีย 
ให้เพื่อนๆ ญาติๆ  ชาวบ้าน  ประชาชนร่วมชาติ  ได้ทราบกันนะคะ ดิฉันไม่ได้เป็นศัตรูของคนชอบต้นยูคาลิปตัส  แต่ใช้สมอง -  ใช้หัวใจของพวกเราวิเคราะห์  กลั่นกรอง  สรุปกันเองนะคะ  เราถึงเวลาที่สมควรจะลงมือ 
ปล่าวประกาศเรื่องดีๆแบบนี้หรือยัง  แล้วเราจะรออะไรกัน หรือจะรอให้ต้นไม้มันพูดได้  หากเป็นเช่นนั้นจริง  ตื่นขึ้นมา

 ท่านต้องหูพัง  ร้อนหูจนเป็นบ้ากันถ้วนหน้า  แน่นอน 


เหตุใด และ ทำไมต้องเป็นต้นยูคาที่นำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือก......

และ เหตุใดทำไมไม่นำเอา แสงอาทิตย์ หรือกังหันลม คลื่น

มีเทนจากของเสีย มาผลิตเป็นพลังงาน หรือให้การสนับสนุน......

......ลดการใช้ ....รณรงค์หยุดใช้พลังงานที่ฟุ่มเพือย...........

ไม่ใช่คิดแค่ว่า ....แก้ปัญหาเก่าแล้ว สร้างปัญหาใหม่.....

.ต่อไปอีกเรื่อยๆ....

วิจัย ออกมาก็มากมาย แต่ ไม่นำมาใช้

เศร้า.....

สุนัขเลี้ยงแกะ # & #

มันแอบอยู่ไหน
มันแอบอยู่ไหน
???






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บ่าวยัณ วันที่ : 03/06/2010 เวลา : 22.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TheYann

ชอบต้นจามจุรีมากเลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]