• ปราณชลี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nara_chumsak@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-19
  • จำนวนเรื่อง : 201
  • จำนวนผู้ชม : 407486
  • ส่ง msg :
  • โหวต 359 คน
นัยน์ตามีตีน
ร่วมเปิดดวงตาเสาะแสวงหาแก่นแท้ชีวิตประดับใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/narapong-sak
วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม 2554
Posted by ปราณชลี , ผู้อ่าน : 3958 , 00:02:19 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , เตาะแตะ โหวตเรื่องนี้

เพราะความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ชีวิต 'ปู่เย็น' จึงลอยล่องดั่งสายน้ำ...

พุทธศักราช ๒๔๔๒

บ้านป่าขวาง ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

บ้านไม้ยกพื้นกลางท้องทุ่งขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ในชุมชนมุสลิมบ้านป่าขวาง คือที่พำนักพักพิงของครอบครัว ‘แก้วมณี’ ซึ่งเดิมมีลักษณะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ก่อนจะขยายตัวจนเป็นพื้นที่หนึ่งของ ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ในกาลต่อมา โดยนายสุข และนางชม แก้วมณี มีอาชีพทำไร่ทำนาเป็นหลัก มีฐานะพออยู่พอกินตามอัตภาพแห่งความเป็นชาวนาสยาม เช่นเดียวกับสมาชิกของชุมชนส่วนใหญ่ซึ่งทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย และมีอาชีพเสริมอื่นๆ บ้าง

ในปี ๒๔๔๒ สมัยแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ครองแผ่นดิน นางชม แก้วมณี ได้ให้กำเนิดบุตรชายเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นลูกคนที่ ๓ ของครอบครัว มีนามว่า ‘เด็กชายเย็น แก้วมณี’ ก่อนที่จะมีบุตรีเพิ่มอีก ๑ คนในภายหลัง รวมเป็น ๔ ชีวิต

ม่านชีวิตวัยเด็กของเด็กชายเย็นจึงเติบโตมาในสภาพที่ผูกพันกับท้องไร่ท้องนา ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ในชุมชนมุสลิมเล็กๆ ที่สมาชิกของชุมชนรู้จักกันหมดดั่งญาติสนิท กระทั่งเติบโตเข้าสู่วัยเรียน พ่อแม่จึงได้นำเข้าไปฝากเรียนไว้กับวัดแห่งหนึ่ง

 “ฉันเป็นคนเรียนน้อย” ปู่เย็นฟื้นความหลังครั้งวัยเยาว์ ซึ่งแม้นว่าจะเป็นคนมุสลิม แต่สถานที่เล่าเรียนกลับกลายเป็น ‘วัด’ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ในสมัยโบราณกาลนานมา นั่นทำให้ต่อมาปู่เย็นพอเขียนหนังสือได้บ้าง กระทั่งเติบใหญ่เป็นวัยรุ่น ประกอบกับฐานะทางบ้านไม่เอื้อต่อการหนุนส่งสนับสนุนให้ลูกๆ ได้มีการศึกษาอย่างสมวัย ‘นายเย็น แก้วมณี’ จึงเริ่มทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทั่วไป และใช้เวลาว่างหาปูปลาในท้องทุ่งมาเป็นอาหารของครอบครัว

ต่อมาแม้จะเป็นคนซื่อ แต่ด้วยความเป็นคนโผงผาง ไม่ยอมใคร เป็นนักเลงเลือดร้อน และไม่ชอบสุงสิงกับใคร จึงได้ตัดสินใจแยกตัวจากครอบครัวมาทำมาหากินอยู่ในเมือง และในที่สุดการงานแห่งชีวิตเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อนายเย็นกลายเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ด้วยการยึดอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัวและชำแหละเนื้อวัวขาย

“ตอนอยู่ทำงานด้วยกัน เราทำหน้าที่ชำแหละเนื้อเหมือนกัน สมัยนั้นได้รายได้เป็นเดือน เดือนละ ๕๐๐ บาท แกเป็นรุ่นพี่ผมได้ ๘๐๐ บาท ขณะที่ราคาข้าวชามละสลึงเดียว ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐ สตางค์ ข้าวสารถังละ ๕๐-๗๐ บาท แต่เราเป็นพวกไม่ติดที่ ต่างย้ายหางานที่ใหม่ทำไปเรื่อยๆ เถ้าแก่ไหนให้เงินดีเราก็ไป ต่อมาจึงรับจ้างชำแหละกันเป็นรายตัว ตัวหนึ่งตกประมาณ ๒๐๐ บาท และรับจ้างเลี้ยงวัวไปด้วย” ‘ผ่อง ละวังการ’ เพื่อนสนิทสมัยทำงานด้วยกันบอกเล่าเหตุการณ์ในวารวัน

ลุงผ่องเล่าว่า นายเย็นเป็นคนใจดี นิสัยอ่อนน้อม ไม่คดโกงใคร นิสัยลักขโมยของใครไม่เคยมีปรากฏ

“แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งคือ แกเป็นคนขี้คุย เรื่องเจ้าชู้ก็มีบ้าง เวลาไปก็ไปด้วยกัน เรื่องเที่ยวธรรมดา ไปเที่ยวกับพรรคพวกคนงานด้วยกันเป็นกลุ่มๆ แกกับพรรคพวกเพื่อนฝูงเต็มที่ ยืมตังค์กันได้ ตามที่คนเพชรชอบพูดว่า พวกกัน แต่แกเป็นคนไม่กินเหล้าเพราะเป็นมุสลิม แต่ชอบสูบยาเส้น พอว่างจากงาน เราชอบไปวางเบ็ดจับปลาด้วยกัน”

ขณะที่ ‘เรณู คาลเคล’ อดีตนายจ้างคนแรกย้อนความหลังครั้งเก่าว่า สมัยหนุ่มเย็นมาทำงานเป็นลูกจ้างเลี้ยงวัวและชำแหละเนื้อในโรงฆ่าสัตว์ของสามี แกเป็นคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ไม่เกเร และเป็นคนแข็งแรง ไม่เกี่ยงงาน ทำงานกลางคืนถึงตี ๒ ตี ๓ เป็นคนรู้จักใช้เงิน รู้จักเก็บออม ไม่เคยสร้างเรื่องอะไรให้เดือดร้อน แต่ไม่ยุ่ง ไม่รบกวนใคร ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

“แกจะต้อนฝูงวัวประมาณ ๖-๑๐ ตัวไปเลี้ยงแถววัดลาด วัดนาค ตั้งแต่เช้า เย็นๆ ก็กลับ เวลานั้นมักมีโจรมาขโมยหรือปล้นวัวบ่อยๆ แต่แกไม่ยอมหรอก ถือว่าเป็นคนเลี้ยงต้องรับผิดชอบ ครั้งหนึ่งมีคนมาปล้นวัวซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติในสมัยนั้น แกขัดขืนจึงถูกจับตัวมัดไว้กับต้นไม้ โจรปล้นวัวไป ๑-๒ ตัว พอดีมีคนเดินผ่านไปแล้วเห็นจึงช่วยปลดเชือกที่มัดไว้ แกก็รับผิดชอบนะ ยอมให้หักเงินเดือน แต่เราไม่ได้หักหรอกเพราะถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย และแกได้พยายามปกป้องจนถึงที่สุดแล้ว” 

อดีตนายจ้างอีกคนหนึ่ง ‘บีบีโยรา ปาทาน’ เล่าว่า แกเป็นคนขยันตั้งแต่ยังหนุ่มแล้ว นิสัยดี เป็นคนตรงต่อเวลา แต่ไม่ชอบพูดคุยกับใคร

“เป็นคนใจร้อน คุยอะไรกับแกมากไม่ได้ อย่างเรามีธุระอะไร จะคุยกับแกแค่คำสองคำเท่านั้นเอง แล้วก็เลิกกัน แต่เป็นคนนิสัยดีนะ ลูกจ้างบางคนชอบขโมยเนื้อที่ขาย แต่แกไม่เอาของที่คนขาย เราบอกให้ยังไม่เอาเลย แกบอกมีตังค์ ซื้อกินได้ ไม่เอา”

วิถีชีวิตของนายเย็นเป็นไปดังเช่นคนหนุ่มทั่วไป แต่ที่ผิดแผกไปบ้างคือความเป็นคนใจร้อน ริ้วรอยแห่งประสบการณ์จึงล้วนประทับบาดแผลเต็มตามร่างกายและในจิตใจ โดยเฉพาะรอยแผลเป็นจากการถูกตีรันฟันแทงจากคนบางอื่น อันเป็นเรื่องปกติวิสัยของสังคมนักเลงเมืองเพชร กระทั่งเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ จังหวัดเพชรบุรีกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นจุดที่ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ทำให้ชาวบ้านต่างต้องผจญกับความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปู่เย็นเข้าใจคุณค่าของเงิน เพราะขณะเกิดสงครามนั้น นั้นอายุได้ประมาณ ๔๓ ปีแล้ว

         “สมัยเกิดสงครามลำบากมาก ต้องอดๆ อยากๆ ฉันเองนอกจากจะซื้อแพะและแกะมาเลี้ยงเองแล้ว ยังเคยรับจ้างต้อนฝูงวัวจากเมืองเพชรไปส่งที่กรุงเทพฯ โดยการเดินเท้า แวะพักที่ราชบุรี ๑ คืนแล้วเดินทางต่อ นับไม้หมอนกันไป รถไฟมาทีก็ต้องหลบ จนถึงฝั่งธนฯ ฉันยังได้นั่งเรือข้ามฟากมาสนามหลวง เวลานั้นคนเยอะแล้ว ไปไหนมาไหนมีแต่คน” ปู่เย็นบอกเล่าประสบการณ์

ห้วงเวลาที่นายเย็น แก้วมณี หรือ ‘ปู่เย็น’ ทำมาหากินอยู่ในเมือง ได้พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาสุดรัก นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงมากมายสู่ชีวิต

หญิงคนนั้นมีนามว่า ‘เอิบ แก้วมณี’ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ‘ย่าเอิบ’ 

นางเอิบเป็นคนขยันทำงาน โดยเป็นแม่บ้านอยู่ที่บ้านป้าเรณูซึ่งเป็นนายจ้างของนายเย็น ทำหน้าที่หุงหาอาหาร ซักผ้า ฯลฯ กระทั่งตกลงปลงใจอยู่ด้วยกัน และไปเช่าบ้านพักอาศัยอยู่บ้านไม้เก่าๆ หลังริมสุดซึ่งเป็นห้องแถวไม้ ๒ ชั้นอายุกว่า ๕๐ ปี ตรงข้ามกับวัดบ้านลาด ในราคาค่าเช่า ๘๐๐ บาท/เดือน พื้นที่รอบข้างแวดล้อมไปด้วยป่ากระถิน และมีบึงน้ำใหญ่ที่กลายเป็นที่ทิ้งขยะของชาวบ้าน โดยปู่เย็นยังคงทำอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ อยู่แถววัดวัดลาด วัดนาค วัดธ่อ และแถวสหไทย ที่ตั้งสหกรณ์แห่งแรกของเพชรบุรี เพราะสมัยนั้นบริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นมะขามเทศซึ่งเป็นอาหารสุดโปรดของแพะและแกะ

“แรกๆ ว่ากันว่าปู่เย็นเช่าบ้านอยู่ตรงหน้าวัดธ่อก่อน ครั้งแรกที่เห็นแกผมมีอายุ ๑๕ ปี คือปี ๒๕๐๕ เห็นแกไปเลี้ยงแพะแถวสหไทยซึ่งเป็นสหกรณ์เก่าของเมืองเพชร แกอายุมากแล้ว จำได้ว่าแกหลังค่อม รูปร่างผอมๆ เลี้ยงแพะเลี้ยงวัวเป็นฝูง ตกเย็นประมาณ ๔-๕ โมงเย็นเลิกจากเลี้ยงวัวก็ไปอาบน้ำในท่า แล้วไปนั่งตกปลาต่อ จับปลามาให้เมียแกกิน ต่อมาจึงย้ายมาอยู่ทางวัดลาด อยู่กับป้าเอิบ พอเช่าอยู่ตรงนั้นแล้วผมจะเห็นแกประจำเพราะผมต้องเดินไปโรงเรียนผ่านทางบ้านเช่าแก แกเป็นคนอารมณ์ดีและขี้เกรงใจคนมาก” นิคม คุปตะวินทุ อาจารย์โรงเรียนบ้านยางน้ำกลัดใต้ จังหวัดเพชรบุรี กล่าวถึงภาพที่เห็น ‘ปู่เย็น’ ครั้งแรกในชีวิต

         เวลานั้น หากเพียงนางเอิบไม่ด่วนจากลาไปก่อน ชีวิตนายเย็นก็คงไม่เป็นเช่นที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้  

               

๑๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖

บ้านเช่าหน้าวัดลาด อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

เสียงร่ำไห้ของชายคนหนึ่งที่อายุอานามถึง ๙๔ ปีแล้ว ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องแถวไม้หน้าวัดลาด แว่ววังเวงลอยล่องไปในความมืดมิด...

         เป็นกระแสเสียงที่สะท้อนความรัก ความอาลัยอาวรณ์ เมื่อต้องสูญเสียคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่ด้วยกันมานานปีเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๖ เหลือไว้เพียงภาพหญิงคู่ทุกข์คู่ยากในกรอบภาพคร่ำคร่าที่แกมักหอบหิ้วติดตัวไปไหนต่อไหนด้วยเสมอในเวลาต่อมา

ภาพชีวิตของคนคู่หนึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความอาทร ต่างก็ขยันขันแข็ง ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักความทุ่มเทที่ฝ่ายชายมีต่อภรรยา ถึงขั้นหาเงินได้เท่าไรยกให้ภรรยาหมด ส่วนภรรยาก็เข้าใจความต้องการของสามีถึงขั้นอนุญาตให้สามีมีภรรยาได้อีกคนหนึ่ง แต่เนื่องจากปู่เย็นเป็นหมันไม่อาจมีบุตรได้ จึงรับเด็กมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมหลายคนด้วยกัน

 “เมียแกตอนนั้นเป็นคนซักผ้า คนเลี้ยงเด็ก รับจ้างทั่วไป โดยเฉพาะที่บ้านพี่สาวฉัน บ้านฉัน และบ้านป้าเรณู แกเป็นคนขี้เหนียวนะ กินแต่ปลา ไม่เคยซื้ออะไรให้ใครกินหรอก ทั้งผัวทั้งเมีย กินปลาอย่างเดียว เห็นมีแต่ปลาต้มหวาน ต้มเค็ม แกงปลา อะไรตะพึดตะพือ ถามแกว่ากินปลาไม่เบื่อเหรอ แกว่าไม่เบื่อ มีวิตามิน” เสียงของคนคุ้นเคยนาม ‘คอดิเยาะ แดงประดับ’ ที่อธิบายความผูกพันของปู่เย็นกับย่าเอิบ

         เล่ากันว่า แม้พิธีฝังศพของภรรยาจะผ่านพ้นไปแล้วตามวิถีมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่เสียงร่ำไห้ของฝ่ายสามียังคงระงมก้องอยู่นานนับเดือน พร้อมกับการเฝ้ามองรูปหญิงสาวในกรอบไม้อย่างมิวางตา

         ผ่านไป ๓ เดือนหลังเสีย ‘ย่าเอิบ’ แล้ว ‘ปู่เย็น’ จึงตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการขนทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ซึ่งเป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ขนาดความยาวราวๆ ๒ วา กว้างแค่ ๒ ศอก ลอยลำอยู่ในลำนำเพชรบุรี กิน อยู่ หลับ นอน อย่างไม่อาทรกับความเป็นไปของโลก

บางทีเรื่องราวในลำน้ำเพชรบุรีที่ไหลอย่างอ้อยสร้อยไม่รู้ว่าวันเวลา ล่วงผ่านมานับกี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว อาจไขปริศนาแห่งชีวิตรักอันอมตะยิ่งของปู่เย็น และบอกเล่าความทระนงในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างมิได้ตั้งใจ

         นานมาแล้วที่ผู้คนที่เดินทางผ่านสะพานลำไย ในเขตเมืองเพชรบุรี ซึ่งทอดเชื่อมระหว่างบ้านหม้อกับตลาดวัดท่อ จะพบเห็นเรือไม้ลำเล็ก ความยาวขนาด ๒ วา กว้างแค่ ๒ ศอก ลอยล่องอยู่ในลำน้ำเพชร โดยมีชายชราผู้หนึ่งกิน อยู่ หลับ นอน อยู่ในเรือ โดยไม่วิตกทุกข์ร้อนกับความเป็นมาเป็นไปของโลก

ชายชรามีการงานแห่งชีวิตเพียงอย่างเดียว คือ การดักอวนหาปลา ซึ่งสำหรับคนเมืองเพชรแล้วอาจเห็นเป็นภาพปกติที่จะเห็นคนหาปลาในลำน้ำเพชรฯ ที่มีความสำคัญเสมือนเส้นชีวิตของชาวเพชรบุรี และยังมีคุณค่าที่เป็นเกียรติคุณ เพราะครั้งหนึ่งมีความสำคัญถึงขั้นในฐานะเป็นน้ำสรง เสวย น้ำมงคลในพระราชพิธี

ภาพถ่ายของปู่เย็นเมื่อปี ๒๕๓๕ ขณะนั่งอยู่ในลำเรือกลางลำน้ำเพชรฯ ซึ่งถูกบันทึกโดย อาจารย์นิคม กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในลำเรือกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว หากเทียบกับเวลาช่วงปี ๒๕๔๘ อาจารย์นิคม ตามบันทึกภาพของปู่เย็นกับแม่น้ำเพชรบุรีไว้ในหลายช่วงเวลาด้วยความชอบและรักศิลปะของการถ่ายภาพ โดยขั้นแรกยังไม่ทราบว่าชายหาปลาคนนี้ยึดเรือเป็นบ้าน กระทั่งเพิ่งสังเกตเห็นในเวลาต่อมาว่าไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม ก็จะเห็นปู่เย็นใช้ชีวิตอยู่ในลำเรือตลอดเวลา

“กิจวัตรประจำวันไม่มีอะไรมาก วันหนึ่งจับปลา ๒ ครั้ง ใช้ชีวิตธรรมดา เวลาว่างก็ทำอวน ดักปลา หาปลา ได้มาก็ขาย ตอนเช้าไม่กินข้าว กินน้ำเต้าหู้อย่างเดียว จะกินข้าวตอนบ่ายกับตอนเย็นเท่านั้น โดยหุงข้าวกินเองพอกิน ๒ มื้อ อาหารที่กินประจำคือข้าวต้มกับปลาเค็ม” ปู่เย็นพูดถึงวิถีชีวิตในเรือ

ทุกวันปู่จะจอดเรือนั่งๆ นอนๆ อยู่ใต้สะพานลำไยซึ่งทอดเชื่อมระหว่างบ้านหม้อกับตลาดวัดธ่อ ตกเย็นจึงเริ่มพายเรือออกไปหาที่วางอวน ก่อนจะไปกู้อวนตอนดึกๆ ครั้งหนึ่ง และรุ่งเช้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ปลาก็นำมาใส่กะละมังวางขายที่ตลาดวัดธ่อในเวลาเช้า หรือไม่ก็วางขายบนมุมหนึ่งของสะพานลำใยด้วยราคาที่ถูกแสนถูก มีรายได้วันละ ๓๐-๗๐ บาท โดยเวลาในปีหนึ่งๆ ปู่จะใช้เวลาอยู่ในเรือตลอด จะมีบ้างก็ช่วงน้ำหลากที่ปู่จะขึ้นจากเรือไปอาศัยอยู่กับบ้านญาติรุ่นหลานที่ อำเภอท่ายาง แต่พอน้ำลดปู่ก็จะลงเรืออีก

ครั้งล่าสุดที่ปู่ลงเรือคือปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ หลังจากนำเรือเหล็กที่สนิมกินจนรั่วไปปะในช่วงน้ำหลาก และตั้งใจว่าหลังออกพรรษาจะลงมาหาปลาในลำน้ำเพชรเป็นเที่ยวสุดท้าย เพื่อเก็บรวบรวมเงินให้ได้อีก ๓,๐๐๐ บาท รวมกับที่มีอยู่แล้ว ๗,๐๐๐ บาท จากการสะสมมาชั่วชีวิต ให้ได้เงินหมื่นไว้ใช้ในบั้นปลาย

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในลำน้ำเพชรได้ ๑๒ ปี คลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมสู่นาวาชีวิตเป็นไปด้วยความรุนแรงยิ่ง เปลี่ยนสถานะจากชายไร้นามกลายมาเป็น ‘ปู่เย็น’ ของมหาชน

กาลเวลานำพาปู่เย็นไปสู่สายน้ำแห่งชะตากรรมที่มิอาจคาดเดาว่า จะเกิดอะไรขึ้น...

ที่พักพิงยามมีชีวิต คือลำน้ำเพชรบุรี

ที่พักพิงยามไร้ลมหายใจ คือกุโบร์ท่าแร้ง

มิตรภาพเก่าๆ

ความทรงจำระหว่างเพื่อนและญาติมิตร

โดดเดี่ยว...

เดียวดายกลางสายน้ำ

ผ่อนพัก...

เป็นอยู่อย่าง 'เฒ่าทระนง'





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
BlueHill วันที่ : 27/05/2011 เวลา : 10.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เรื่องของคนสู้ชีวิตที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว
ตำนานของคนสู้่ชีวิต

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
รอยยิ้มจางๆ วันที่ : 26/05/2011 เวลา : 15.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wana22
บ้าน ของ หัวใจ

สวัสดีค่ะพี่ย่อง

แวะมาทักทายค่ะ

ปู่เย็น...ดูปู่ทีไร ทำให้มีกำลังใจในชีวิตมากมาย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ศณีรา วันที่ : 26/05/2011 เวลา : 12.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
sunami วันที่ : 26/05/2011 เวลา : 11.49 น.

vote ครับ
เห็นปู่ทีไร ใจหายทุกที ยังคิดถึงอยู่ครับ..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ชบาตานี วันที่ : 26/05/2011 เวลา : 05.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ยังรำลึกถึงปู่เสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
RuKKamol วันที่ : 26/05/2011 เวลา : 02.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ArtisKamol

เห็นปู่เย็นแล้วทำให้เรารู้ได้ว่าเรายังมีกำลัง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เตาะแตะ วันที่ : 26/05/2011 เวลา : 00.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toddle
ไม่ได้มีปลาตัวเดียวในทะเล...Yah.

ความยืนยาวของชีวิต..
มันเป็นพร จากพระเจ้า..?
.
แต่ความงดงามแห่งการดำรงค์อยู่
.
นั้นและพรของแก ที่ให้ผู้อื่น
.
ปู่เย็น สงบแล้วผมรู้
.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เหมือนสายลม

บทเพลงประกอบหนังสือจิตวิญญาณระหว่างขุนเขา บูโด-สันกาลาคีรี โดยชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

View All
<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]