• Narcissus
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : roengarom@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 27540
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8 คน
นาร์ซีส์ซัส
สำหรับผู้สนใจฟุตบอลเยอรมัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/narcissus
วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2552
Posted by Narcissus , ผู้อ่าน : 1250 , 14:33:42 น.  
หมวด : กีฬา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เนื่องจากฤดูกาลหน้า เอฟเซ บาเยิร์น มิวนิค จะมี อลอยซิอุส เพาลุส มาเรีย "หลุยส์" ฟาน กัล ชาวฮอลแลนด์ มาเป็นเทรนเนอร์คนที่ 22 ตั้งแต่สโมสรแห่งนี้โลดแล่นอยู่ในบุนเดสลีกา เยอรมัน โดยมีสัญญา 2 ปี แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราจะมาดูกันว่าอดีตกุนซือของพวกเขาชื่ออะไร และมีผลงานอย่างไรกันบ้าง


1.ซลัตโก้ "ชีค" ไชคอฟสกี้ (1 ก.ค. 1963 30 มิ.ย. 1968) อดีตกองหลังทีมชาติราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย เขาเคยเป็นแชมป์เยอรมันปี 1962 กับ 1. เอฟเซ โคโลญจน์ ก่อนพาบาเยิร์นเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่บุนเดสลีกา และทำให้ครองแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ปี 1966 กับ 1967 รวมถึงคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์สคัพ 1967 ก่อนย้ายไป ฮันโนเวอร์ 96


2.บรังโก้ เซเบ็ค ( 1 ก.ค. 1968 ถึง 13 มี.ค. 1970) อดีตกองกลางทีมชาติราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย ย้ายมาจาก เอ็นเค ดินาโม ซาเกร็บ ในประเทศบ้านเกิด หลังได้แชมป์อินเตอร์ ซิตี้ส์ แฟร์ส คัพ ปี 1967 เขาช่วยให้บาเยิร์นคว้าดับเบิ้ลแชมป์ปี 1969 (บุนเดสลีกาสมัยแรก กับ เดเอฟเบ โพคาล สมัยที่ 3) ก่อนไปคุม เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท


3.อูโด ลัทเท็ค (14 มี.ค. 1970 ถึง 2 ม.ค. 1975) ถูกแนะนำให้มาคุมบาเยิร์นโดย ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ ที่ยังเป็นนักเตะ แม้ไม่เคยคุมทัพมาก่อน แต่เจ้าตัวตอบแทนด้วยการพาบาเยิร์นคว้าแชมป์ลีก 3 สมัยซ้อน ช่วงปี 1972-74, แชมป์เดเอฟเบ โพคาล ปี 1971 และพวกเขาเป็นทีมเยอรมันรายแรกที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1974


4.เด็ทมาร์ คราเมอร์ (16 ม.ค. 1975 ถึง 1 ธ.ค. 1977) เบ็คเคนเบาเออร์แนะนำเขามาให้บาเยิร์น หลังคุม แฮร์ธ่า เบเอสเซ เบอร์ลิน แต่คราเมอร์ไม่สามารถช่วยทีมได้แชมป์รายการอื่นนอกจากคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัยซ้อนช่วงปี 1975-76 กับแชมป์สโมสรโลกปี 1976 สุดท้ายถูกปลดกลางฤดูกาล ก่อนย้ายไป ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต


5.กูลา โลรันท์ (2 ธ.ค. 1977 ถึง 28 ก.พ. 1979) อดีตกองกลางทีมชาติฮังการีชุดรองแชมป์โลกปี 1954 กับแชมป์โอลิมปิกปี 1952 ย้ายจาก ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต มาบาเยิร์น เป็นโค้ชคนแรกที่ไม่สามารถคว้าแชมป์ที่สโมสรแห่งนี้ได้ แม้เคยพา พีเอโอเค เธสซาโลนิกิ ครองแชมป์ลีกกรีซ ปี 1976 โดนบาเยิร์นปลดช่วงท้ายฤดูกาล 1978-79


6.พาล แซร์ไน (1 มี.ค. 1979 ถึง 16 พ.ค. 1983) อดีตกองกลางทีมชาติฮังการีอีกราย ขึ้นมาจากการเป็นผู้ช่วยโลรันท์ในแฟร้งค์เฟิร์ต และบาเยิร์น แต่แซร์ไนพาสโมสรคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อน ช่วงปี 1980-81 กับแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ปี 1981 ถัดมา 2 ปีไปคุมพีเอโอเคในลีกกรีซเหมือนโลรันท์ หลังมีขัดแย้งกับผู้บริหารบาเยิร์น


7.ไรน์ฮาร์ด ซัฟติค (17 พ.ค. 1983 ถึง 30 มิ.ย. 1983) ถูกแต่งตั้งมารักษาการแทน พาล แซร์ไน แต่อยู่บาเยิร์นได้เพียง 45 วันเท่านั้น สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร หลังพ้นหน้าที่กุนซือชั่วคราว ก็ก็ไม่ได้คุมทัพอีกเลยนานถึง 3 ปี ก่อนเป็นเทรนเนอร์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในฤดูกาล 1985-86 ซึ่งก็ไปแทนแซร์ไนที่ค่ายดังกล่าวเช่นเดียวกัน
8.อูโด ลัทเท็ค (1 ก.ค. 1983 ถึง 30 มิ.ย. 1987) ย้ายจาก เอฟซี บาร์เซโลน่า ในลา ลีกา สเปน กลับมาคุมบาเยิร์นสมัยที่ 2 ลัทเท็คสามารถพาต้นสังกัดคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ปี 1984 และบุนเดสลีกาปี 1985 ก่อนซิวดับเบิ้ลแชมป์ทั้งสองรายการดังกล่าวในฤดูกาลต่อมา ปิดฉากด้วยแชมป์ลีกปี 1987 ก่อนจะหลีกทางให้ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส


9.จุ๊ปป์ ไฮย์เกส (1 ก.ค. 1987 ถึง 8 ต.ค. 1991) ลูกศิษย์ของ อูโด ลัทเท็ค สมัยเป็นนักเตะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์โลกปี 1974 และแชมป์ยุโรปปี 1972 คุมมึนเช่นกลัดบัค และบาเยิร์นต่อจากลัทเท็คทั้งสองสโมสร พาค่ายหลังคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อน ช่วงปี 1989-90 ก่อนโดนปลดปีต่อมา


10.โซเร็น เลอร์บี้ (9 ต.ค. 1991 ถึง 11 มี.ค. 1992) อดีตกองกลางทีมชาติเดนมาร์ก กลับมาคุมบาเยิร์นที่เคยลงเตะช่วงปี 1983-86 แต่อยู่ไม่ถึงฤดูกาล เพราะพาต้นสังกัดตกรอบ 2 ยูฟ่า คัพ หลังแพ้ เอฟซี โคเปนเฮเก้น สโมสรเก่าของตัวเองจากประเทศบ้านเกิด ด้วยประตูรวม 3-6 และบาเยิร์นหล่นมาอยู่อันดับ 11 ห่างโซนตกชั้น 5 แต้ม


11.เอริค ริบเบ็ค (12 มี.ค. 1992 ถึง 27 ธ.ค. 1993) อดีตผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเยอรมันช่วงปี 1978-84 รับช่วงต่อจาก โซเร็น เลอร์บี้ หลังว่างงานตั้งแต่พา ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ปี 1988 ถูกบาเยิร์นปลดหลังจบปี 1993 และ 5 ปีต่อมาได้เป็นกุนซือที่แก่สุดของทีมชาติเยอรมัน และมีผลงานห่วยสุดในประวัติศาสตร์ด้วย


12.ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (7 ม.ค. 1994 ถึง 30 มิ.ย. 1994) รับงานแทนริบเบ็คที่เขาปลดออกไป โดยรักษาการนาน 175 วัน พาบาเยิร์นเป็นแชมป์บุนเดสลีกาปี 1994 ด้วยการทิ้งห่าง 1. เอฟเซ ไกเซอร์สเลาเทิร์น ซึ่งได้รองแชมป์ เพียงแค่ 1 แต้ม ก่อนหลีกทางให้ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ เพื่อกลับไปทำหน้าที่ประธานสโมสรอย่างเต็มตัว
13.โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ (1 ก.ค. 1994 ถึง 30 มิ.ย. 1995 ) ได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กับ ยูเวนตุส (6 สมัย) และ อินเตอร์ มิลาน (1 สมัย) แต่คุมบาเยิร์นแค่ฤดูกาลเดียว เพราะสโมสรไม่ยอมต่อสัญญาหลังจบที่อันดับ 6 ตามหลัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แชมป์บุนเดสลีกาปี 1995 ถึง 6 แต้ม แพ้ทีมสมัครเล่นตกรอบแรกเดเอฟเบ โพคาล


14.อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล (1 ก.ค. 1995 ถึง 27 เม.ย. 1996) เรห์ฮาเก้ลมาบาเยิร์นหลังได้แชมป์บุนเดสลีกาปี 1988 และ1993, เดเอฟเบ โพคาล ปี 1991 และ 1994 รวมถึงคัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1992 กับ แวร์เดอร์ เบรเมน แต่ก็อยู่บาเยิร์นไม่ถึงฤดูกาล เพราะได้แค่รองแชมป์ลีก ตามหลัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 6 แต้ม ตกรอบ 2 เดเอฟเบ โพคาล
15.ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (29 เม.ย. 1996 ถึง 30 พ.ค. 1996) มาคุมทัพแบบชั่วคราวอีกรอบ นานแค่ 63 วัน แต่ขโมยซีนด้วยการคุม 3 สัปดาห์ก่อนเตะยูฟ่า คัพ รอบชิงชนะเลิศ ผลคือพวกเขาเป็นแชมป์รายการดังกล่าวหลังชนะ ชิรงแดงส์ บอร์กโดซ์ จากฝรั่งเศส ด้วยประตูรวม 2 นัด 5-1 ก่อนทำแบบเดิมคือหลีกทางให้ตราปัตโตนี่


16.โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ (1 ก.ค. 1996 ถึง 30 มิ.ย. 1998) การกลับมาบาเยิร์นรอบ 2 หลังไปอยู่ในประเทศบ้านเกิดกับ กายารี่ หนึ่งฤดูกาล "อิล แทร็ป" คว้าแชมป์บุนเดสลีกาตั้งแต่ปีแรก แต่ฤดูกาลถัดมาได้แค่แชมป์เดเอฟเบ โพคาล เพราะเสียแชมป์ลีกให้ 1. เอฟเซ ไกเซอร์สลาเทิร์น ของเรห์ฮาเก้ล ตราปัตโตนี่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งอีกหน


17.อ็อตม่าร์ ฮิตซ์เฟลด์ (1 ก.ค. 1998 ถึง 30 มิ.ย. 2004) ผู้พา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นแชมป์ลีกปี 1995 กับ 1996 รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์สโมสรโลก ปี 1997 มาทำให้บาเยิร์นยิ่งใหญ่ด้วยการครองแชมป์บุนเดสลีกาปี 1999, 2000, 2001 กับ 2003 รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์สโมสรโลก ปี 2001


18.เฟลิกซ์ มากัธ (1 ก.ค. 2004 ถึง 31 ม.ค. 2007) ย้ายจาก เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท มาบาเยิร์นโดยที่ไม่เคยคุมทัพได้แชมป์มาก่อน แต่อดีตกองกลางทีมชาติเยอรมันชุดรองแชมป์โลกปี 1982 กับ 1986 รวมถึงแชมป์ยุโรปปี 1980 กลับทำให้ต้นสังกัดคว้าดับเบิ้ลแชมป์ (ลีก และโพคาล) 2 สมัยซ้อน แต่ต้นปี 2007 กลับถูกปลดหลังฟอร์มตก
19.อ็อตม่าร์ ฮิตซ์เฟลด์ (1 ก.พ. 2007 ถึง 30 มิ.ย. 2008) ฮิตซ์เฟลด์กลับมาพาบาเยิร์นคว้าแชมป์ลีกปี 2008 โดยนำแบบม้วนเดียวจบ แถมได้แชมป์เดเอฟเบ โพคาล สมัยที่ 3 กับบาเยิร์น (2000, 2003 และ 2008) แม้เป็นถึงดับเบิ้ลแชมป์ แต่บาเยิร์นก็มีปัญหากับฮิตซ์เฟลด์โดยไม่ต่อสัญญาให้ และปล่อยเขาไปคุมทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์


20.เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ (1 ก.ค. 2008 ถึง 27 เม.ย. 2009) เป็นกองหน้าทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์โลกปี 1990 และแชมป์ยุโรปปี 1996 คุมทีมชาติได้อันดับฟุตบอลโลก 2006 แต่พอมาคุมระดับสโมสรครั้งแรกกับบาเยิร์น กลับทำผลงานน่าผิดหวัง ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยสกอร์ 5-1 และโดนปลดออกช่วงท้ายฤดูกาล
21.จุ๊ปป์ ไฮย์เกส (27 เม.ย. 2009 ถึง 30 มิ.ย. 2009) มาคุมทัพรอบ 2 แบบชั่วคราวแค่ 26 วัน และชนะ 4 จาก 5 แมตช์ที่คุมทัพ แต่ก็ทำได้แค่รองแชมป์บุนเดสลีกา แม้จะได้ลุ้นจนถึงแมตช์สุดท้าย แต่ก็มีคะแนนน้อยกว่า เฟาเอฟแอล โวล์ฟสบวร์ก ของ เฟลิกซ์ มากัธ แค่ 2 คะแนน โดยหลีกทางให้ หลุยส์ ฟาน กัล มาคุมทัพในฤดูกาลหน้า





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 30/05/2009 เวลา : 14.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

เป็น คนเก่ง ครับ
แต่ เสียที่
ไม่ค่อยเข้ากับ นักเตะนัก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน