*/
  • ชื่นนิรันดร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : newsdesk_narong@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-01-18
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 47082
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม 2553
Posted by ชื่นนิรันดร์ , ผู้อ่าน : 9759 , 21:35:40 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ชีวิตนักข่าว…ลดความอ้วน ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องออกกำลังกาย  ไม่ต้องอดอาหาร

ณรงค์  ชื่นนิรันดร์

 

ผมว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการลดน้ำหนัก  หรืออีกคำหนึ่งที่บาดใจคือ ลดความอ้วน  ผมอยากจะบอกท่านที่เข้ามาอ่านเรื่องราวต่อไปนี้  ได้มีความรู้ความเข้าใจ  เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก  ที่ได้ผลจริง ๆ  โดยไม่ต้องใช้ยาลดความอ้วน  ไม่ต้องออกกำลังกาย  ไม่ต้องอดอาหาร ซึ่งได้ผล 100 %  วิธีการที่ผมจะแนะนำ  ไม่มีสูตรในเรื่องอาหารให้ยุ่งยากซับซ้อนว่าจะต้องกินอาหารอย่างนั้นอย่างนี้  แต่ผมจะบอกวิธี  ที่ง่ายและเข้าใจ  เป็นประโยชน์ต่อท่านมากที่สุด  ซึ่งผมได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2552  จนถึงวันนี้ก็เกือบ 2 เดือน แล้ว  น้ำหนักผม  จาก 94 กิโลกรัม  ตอนนี้ลดลงมาเหลือเพียง 88 กิโลกรัม ภายใน เดือนครึ่ง น้ำหนักลดไป 6 กิโลกรัม  ซึ่งได้ผลเกินคาดครับ  ขอให้ท่านติดตามนะครับว่าผมมีวิธีการลดน้ำหนักอย่างไร 

 

ผมต้องบอกท่านว่า  ผมเองเคยไปปรึกษาแพทย์ที่จบมาทางการลดน้ำหนัก  แต่หมอคิดแพงมากครับ คือคิดครั้งละพันบาท  คำแนะนำที่หมอให้ก็คือ  ให้ ซีดี มาแผ่นหนึ่ง  เพื่อให้มาเปิดดู  ซึ่งผมก็เปิดดูทั้งหมดจะเป็นการแนะนำการกิน กับการออกกำลังกาย  แต่ผมมาคิดแล้ว ว่า เงินที่ผมจะจ่ายไปกับค่ายาเพื่อลดน้ำหนัก ผมต้องอดตายแน่ จึงละเลยต่อวิธีการนี้  แต่ต่อมาในระยะหลัง  มีน้อง ๆ ที่ทำงานเป็นผู้ชาย  มีน้ำหนักอยู่ประมาณ 95 กิโลกรัม ต่อมาน้ำหนักลดเหลือ 70 กิโลกรัม เขาเปลี่ยนไปคนละคน  ในใจผมก็มีความสงสัยอยู่เหมือนกันว่า เขาน่าจะกินยาลดน้ำหนัก ผมพยายามถามเขาอยู่หลายครั้งก็ได้รับคำตอบว่า กินอาหารน้อยลง และที่สำคัญอาหารมื้อเย็นเขาไม่กินเลย แถมยังออกกำลังกายอีก ส่วนน้องผู้หญิงในที่ทำงานของผมเมื่อก่อนเธอก็อ้วน แต่ตอนนี้ผอมลงหุ่นดี สวย ก็ได้รับคำตอบที่เหมือนกันว่ากินน้อยลง  และงดมื้อเย็น ถ้าหิวก็อาจจะกินนมที่ไม่มีน้ำตาลแทน  แบบนี้ก็มี  ผมก็เลยต้องนำมาคิดว่า  ที่ทั้งสองคนว่ามามันเป็นความจริงหรือไม่  ผมจึงตัดสินใจที่จะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง เอาหล่ะ  มาดูวิธีการลดน้ำหนักของผม  ดีกว่าครับจะได้ไม่เสียเวลา

 

ต้องตั้งใจและต้องมีตาชั่ง

อันดับแรก  คือความตั้งใจ  อันดับต่อมาท่านต้องมี เครื่องชั่งน้ำหนัก  ขออันดี ๆ หน่อย  และขอให้มีความเที่ยงตรง  ในการชั่ง  นะครับ  เอาหล่ะแค่นี้ท่านก็สามารถลดน้ำหนักได้แล้ว  โดยมีหลักการดังนี้นะครับ 

 

ชั่งน้ำหนักตอนเช้า

ตอนเช้าของวันใหม่หลังจากที่ท่าน ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายแล้ว  ให้ท่านขึ้นชั่งน้ำหนัก  ขอให้เป็นชุดวันเกิด  หรือ ใส่ผ้าเช็ดตัว  ผืนเดียว  ชั่งน้ำหนัก  แล้วให้จดบันทึกไว้  สมมุติว่า ท่านชั่งได้  94 กิโลกรัม (อันนี้น้ำหนักตัวผมเองครับ ชั่งเมื่อวันที่ 23 ต.ค.52)  ก็ให้เขียน หรือ จดจำตามนั้น บางคนผมถามว่า เวลาคุณจะชั่งน้ำหนักคุณไปชั่งที่ไหน  บางคนตอบว่า ไปชั่งที่หน้า เซเว่นส์  แบบนี้ไม่เอานะครับ  เครื่องชั่งน้ำหนักท่านต้องซื้อมาประจำที่บ้านเลย ขอแบบดี ๆ หน่อย  เวลาขึ้นชั่งต้องค่อยขึ้น  เพื่อจะได้ลุ้นไงครับว่า  วันนี้เลขจะออกอะไร  ก็พอได้ลุ้นอยู่นะครับ 

 

กินอาหารเพียงครึ่งเดียว

ขอให้ท่านกินอาหาร ตามปกติ  ความหมายก็คือ  ให้ท่านทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  อันนี้ภาษาแพทย์  ฟังแล้วเข้าใจยาก  ว่าเราต้องกินอาหารประเภทไหน  เอาให้เข้าใจง่าย  ก็กินข้าวราดแกง  ธรรมดานี่แหล่ะครับ  แต่ต้อง  กินเพียงครึ่งหนึ่ง  ถ้าก่อนจะลดน้ำหนัก  ท่านเคยกิน 2 จาน ขอให้ท่านลดอาหารให้เหลือ 1 จาน ถ้าเคยกินข้าว 1 จานขอให้ลดเหลือครึ่งจาน  ส่วนกับข้าว  ขอให้ท่านลดลงอย่างละครึ่งหนึ่งเหมือนกัน  ผมขอย้ำนะครับ  ท่านต้องลดอาหารทุกชนิดให้เหลืออย่างละครึ่งแต่ท่านจะมีอาการข้างเคียง  คือ  ท้องของท่านจะร้องหาอาหาร  เหมือนมันมีพยาธิอยู่ในท้อง  ซึ่งผมก็มีอาการแบบนี้  ท่านต้องอดทนนะครับ  เพราะช่วงนี้มันเหมือนกับเป็นช่วงลงแดง  ต้องทนนะครับ  ขนาดผมต้องเตรียมยาแก้โรคกระเพาะ มาเตรียมทานแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ใช้ครับ 

 

กินอาหารครบ 3 มื้อ

ท่านต้องทานอาหารให้ครบ  3 มื้อ คือ เช้า  เที่ยง และเย็น  เราจะไม่กินอาหารรอบดึกนะครับ  ให้หยุดไปเลย  ถ้าหิวจนมือสั่นจะทำอย่างไร  ให้ท่านดื่มน้ำเต้าหู้  ที่เขียนข้างกล่องว่า  น้ำตาลน้อย  อันนี้ดื่มได้  แต่อย่ามากนะครับ  กล่องเดียวก็พอ 

 

คืนเดียวน้ำหนักจะลดถึง 1 กิโลกรัม

แค่คืนเดียว  น้ำหนักก็เริ่มลดแล้วครับ  อย่างน้อย 1 กิโลกรัม  ลองดูนะครับ  รุ่งขึ้นให้ท่านชั่งน้ำหนักตอนเช้า  โดยก่อนชั่งท่านต้องขับถ่ายของเสียในร่างกายออกให้ให้หมด ทั้งอึ ทั้งฉี่ เหมือนกับเมื่อวานที่เราชั่งในตอนเช้า   โดยให้ใส่ชุดเดียวกันกับเมื่อวานนี้  น้ำหนักจะลดทันทีอย่างน้อย 1 กิโลกรัม แล้วเราก็จะมีกำลังใจในการลดน้ำหนักมากขึ้น  นี่แค่วันเดียวนะครับ  หลายคนถามว่า ต้องอาบน้ำแปลงฟันก่อนชั่งไหม  อันนี้ไม่ต้องขนาดนั้น  เอาแค่ถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ก็พอ ขอย้ำนะครับว่าท่านไม่ต้องชั่งน้ำหนักในช่วงเวลาอื่น  ถ้าทานอิ่มแล้วก็ไม่ต้องชั่ง  เดี๋ยวท่านจะตกใจซะเปล่า ว่าเฮ้ย ทำไม่มันไม่ลง  ครับ  นี่วันแรก นะครับ  ต่อมา ในวันที่ 2 วันที่ 3.......เราจะทำอย่างไร

 

ต้องงดหวาน

สิ่งที่ท่านต้องคำนึงในการกินและต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ  ต้อง  งดหวาน  มัน  เค็ม  ผมขออธิบาย  อย่างนี้นะครับ  หวานที่ว่านี้  หมายถึง  ต้องงด  น้ำอัดลม  โอเลี้ยง  กาแฟเย็น  น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน ผลไม้ที่หวานมาก  เชื่อไหมครับ  เมื่อท่านดื่มโอเลี้ยง  หมายถึงท่านกินน้ำตาลทราย ถึงครึ่งแก้ว  ถ้าท่านไม่เชื่อขอให้ท่านยืนดูการชงโอเลี้ยง  ให้เห็นกับตาของตัวเองก็ได้นะครับ  หลายคนบอกว่า  ขนมหวานที่เป็นถ้วย เช่น เต้าส่วน รวมมิตร  หรือ ข้าวเหนียวถั่วดำ ท่านก็งดแล้ว  น้ำหนักทำไมไม่ลง  ก็เพราะเหตุนี้     แหล่ะครับ  ก็เพราะว่าท่านไปดื่ม โอเลี้ยง  น้ำอัดลม  ที่มีน้ำตาลมาก หรือของหวาน ขอให้ท่านดื่มน้ำเพียงอย่างเดียว  เพราะน้ำดื่มไม่มีน้ำตาลที่จะทำให้เราอ้วน  ที่ผมยกตัวอย่างพอจะเห็นภาพรึยังครับ  ทีนี้หลายท่านก็ถามว่า  ถ้าไม่กินน้ำตาล  เราจะขาดน้ำตาลไหม  ขอตอบว่า  ร่างกายของเราจะไม่ขาดน้ำตาล หรอกครับ  เพราะเราจะได้จากการกินข้าว  อยู่แล้ว   ทีนี้  บางคนบอกว่า  ผมติดกาแฟ  ถ้าไม่กินวันไหนขับรถไม่ได้  จะทำอย่างไร  อันนี้ผมขออธิบายว่า  ให้ท่านไปซื้อกาแฟซอง  ที่เขาโฆษณานั่นแหล่ะ  แต่ต้องอ่านข้างกล่องนะครับ  ว่า  ให้พลังงานกี่แครอรี่  ถ้า ศูนย์แครอรี่ ก็ซื้อมากินได้  ท่านจะได้ความหวาน  และได้คาเฟอีน  ตามที่เขาโฆษณาว่ากินกาแฟแล้วลดความอ้วนได้  ก็อย่าไปเชื่อนะครับ  ไม่จริง  เพียงแต่ให้รสชาติของความหวาน  เท่านั้นครับ  แค่กาแฟมันไม่ทำให้ท่านลดน้ำหนักได้  หรอก  อันนี้ยืนยันได้เพราะผมเคยลองมาแล้ว  โดยที่เราไม่ลดอาหาร  น้ำหนักขึ้นเหมือนเดิม  

 

ต้องงดมัน

ที่นี้เรามาอธิบาย  คำว่า งดของมัน  หลายคนพูดกับผมว่า  คุณณรงค์  ที่บ้านผมกินข้าวกับไข่เจียว  และก็ไม่ได้กินมากอะไร  ทำไมน้ำหนักผมไม่ลด  อันนี้ผมขอตอบว่า  ไข่เจียวเวลาทอด  จะมีน้ำมันติดเข้ามา  ค่อนข้างมาก  อันนี้ท่านสังเกตได้ครับ  เวลาท่านเทน้ำมันลงกระทะ   สมมุติว่าครึ่งกระทะ พอเจียวไข่เสร็จ  ท่านจะเห็นน้ำมันไม่ถึงครึ่งกระทะ  เพราะน้ำมันติดมากับไข่เจียวแล้ว  ซึ่งหมายถึงว่าท่านได้กินน้ำมันเข้าไปแล้ว  แต่ถ้าท่านอยากจะกินไข่จะทำอย่างไร   วิธีการก็คือ  ท่านสามารถกินไข่ต้มได้  หรือไข่ตุ๋นก็ได้  เพราะทั้งสองอย่างไม่มีน้ำมันปนอาหาร  ทีนี้หลายคนก็ถามผมว่า  ตอนเช้า ๆ หรือตอนเย็น ๆ ไปซื้อปาท่องโก๋  มากินกับกาแฟ  แถมกินไม่มากมายอะไร  ทำไหมน้ำหนักผมไม่ลด  ต้องบอกว่าในปาท่องโก๋  มีน้ำมันอยู่มาก  อันนี้ก็ต้องด นะครับ  ซึ่งต้องรวมไปถึงกล้วยแขก  กล้วยทอด  ทุเรียนทอด  ทางภาคใต้ก็จะมี  ไข่ปลาทอด แมลงทอด พวกดักแด้ รถด่วน ตั๊กแตนทอด  อันนี้ก็ต้องงดด้วยเช่นกัน  โดยเฉพาะทุเรียน  ห้ามกินเด็ดขาด  ขอย้ำนะครับ งดเด็ดขาด  ต้องทำใจนะครับ  เพราะถ้าท่านกินน้ำหนักขึ้นทันที 2 กิโลกรัม  ขอย้ำนะครับ น้ำหนักขึ้นแน่

 

ต้องงดเค็ม

ที่นี้เรามาพูดถึงเรื่อง  งดเค็ม  มันหมายถึงอะไร  ผมขออธิบายว่า  ผมเป็นคนที่ชอบกินปลาเค็ม  เช่น ปลาทูเค็ม  ปลาอินทรีย์เค็ม  เป็นต้น  เพราะเอามาทอด  เราก็จะได้น้ำมัน  และความเค็ม  ความหมอในรสชาติ  ติดมาด้วย  ความจริง  เมื่อท่านกินปลาเค็มคลุกกับข้าว  แหม๋...มันหร๋อย  แซบอีหลี  นี่แหละครับ  ความอร่อยนี่แหล่ะครับ  จะทำให้ท่านกินอาหารและกินข้าวได้มาก  และท่านก็จะอ้วนครับ  ลดไม่ลง  แต่บางท่านบอกว่า  ฉันกินแต่ปลาเค็มพร้อมกับข้าว และก็ไม่ได้กินมาก ทำไมน้ำหนักไม่ลด  ก็ต้องบอกว่า  ความเค็มจะเข้าไปในกระแสเลือด  ทำให้น้ำในเส้นเลือดน้อยลง  ดังนั้นร่างกายต้องปรับความสมดุล  จึงทำให้ท่านมีความกระหายน้ำ  ทำให้ท่านดื่มน้ำมาก  น้ำหนักของท่านก็ไม่ลด   วิธีหลีกเลี่ยงของผมคือ  ปลาเค็มที่ผมซื้อมาและเก็บอยู่ในตู้เย็น   ผมเอาไปแจกจ่ายให้กับ  เพื่อน ๆ ในที่ทำงานจนหมด สิ้น  ก็ไม่ถึงขั้นต้องเอาทิ้งถังขยะหรอกนะครับ  หลายคนถามผมอีก  ว่า  ผมกินแต่มาม่า  ทุกวัน  น้ำหนักมันก็ขึ้นทุกวัน  และซื้อมาเก็บไว้ที่บ้านเป็นลัง  ผมต้องขอบอกว่า  มาม่า  ทำด้วยแป้ง  ที่สำคัญ เครื่องปรุง  มีเกลือเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก  อันนี้ต้องงด  หรือกินให้น้อยลง กินครึ่งถ้วยก็ได้ ที่เหลือจะเททิ้งก็ไม่ว่า  เดี๋ยวมาม่า  ขายไม่ได้ 

 

อ่านดูแล้วพอจะเข้าใจไหมครับ หลักง่าย ๆ ก็คือ   ชั่งน้ำหนัก  ทุกเช้า  งดหวาน   มัน  เค็ม  กินอาหารครึ่งหนึ่งในทุกกรณี  เน้นไปทางพืชผัก  ผลไม้ที่ไม่หวาน  กินเนื้อให้น้อย  ลง  ถ้ากินปลาได้จะเป็นการดี  แต่ต้องยืนหลักการคือ ลดอาหารลงครึ่งหนึ่งในทุกกรณี  แล้วน้ำหนักท่านจะลดลงอย่างเห็นผล 

 

ความอิ่มกับแครอรี่ ไม่สัมพันธ์กัน

ปัญหาใหญ่ของคนที่ลดน้ำหนักคือ   เรากังวลว่า  เรากินไม่อิ่ม  กลัวว่าจะไม่มีแรงในการทำงาน  กลัวว่าจะอด  กลัวว่าจะหิวอีก  ถ้าไม่มีจะกิน  เราจึงกิน  และกิน  แค่ท่านกินข้าวทุกวันนี้ก็นับว่าพอเพียงอยู่แล้ว  ผมขออธิบายในเชิงวิชาการนิดหนึ่งนะครับ  เพราะเมื่อผมเริ่มลดอาหารลงครึ่งหนึ่งได้ประมาณ 1 อาทิตย์  ทางโรงพยาบาลได้เชิญเจ้าหน้าที่ในที่ทำงานของผม  ไปให้ความรู้ในเรื่องการลดน้ำหนัก  ซึ่งผมก็ได้ไปร่วมอบรมด้วย   และนักโภชนาการ  ได้อธิบาย  ขยายความให้เรารู้เรื่องของ  แครอรี่  หลายท่านคงคุ้นหู   คำว่าแครอรี่  คือ  หน่วยที่ใช้วัดพลังงาน  นั่นเอง  ซึ่งก็คล้าย ๆ กับ  หน่วยที่ใช้วัดน้ำหนัก  ที่เรียกว่า  กิโลกรัม  หรือหน่วยที่ใช้วัดระยะทาง  ที่เรียกว่า  กิโลเมตร  นั่นแหล่ะ ครับ  นักโภชนาการ  บอกว่า  มนุษย์ผู้ชาย  จะต้องกินอาหารให้ได้ประมาณ  1,700 แครอรี่  ถ้าบอกแค่นี้  เราก็ไม่เห็นภาพหรอกครับ  ว่าร่างกายของเราเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่  อันนี้ผมพูดตามหลักความเป็นจริง คือ เวลาท่านไปกินข้าวที่ร้านข้าวแกง  ท่านจะเอาเครื่องมืออะไรวัดข้าวแกง  ว่า  มีพลังงานกี่แครอรี่  เพราะเราไม่มีเข็มไมล์   หรือสายเมตรมาวัด  สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ  ให้ท่านกินอาหารเพียงครึ่งเดียว  เคยกินข้าวจานหนึ่งก็ให้เหลือครึ่งจาน  แค่นี้ท่านก็น้ำหนักลดแล้วครับ  มีคนถามว่า  มันไม่อิ่ม  อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากครับ  ผมขอบอกว่า  ความอิ่ม กับ แครอรี่  จะไม่สัมพันธ์กันนะครับ  พลังงานพอ  แต่ไม่อิ่ม  ผมจะชี้ให้เห็นภาพ   คือ  ข้าวโพดหวาน 1 ฝัก จะมีค่าพลังงานเท่ากับ  ข้าว  3 ทับพี  ถามว่า  อันไหนกินแล้วอิ่มท้องกว่ากัน  ถ้าเป็นผมขอตอบว่า  ข้าว 3 ทับพี  กินอิ่มกว่า  แต่ถ้าท่านกินข้าวโพดไม่อิ่ม  ท่านจึงกินเพิ่มอีก 2 ฝักจึงจะรู้สึกว่าอิ่ม ทำให้ท่านกินเกินทันที หมายถึงได้พลังงานมากขึ้นทันที เพราะหมายถึงว่าท่านกินข้าวถึง 9 ทับพี  ซึ่งพลังงานกับแครอรี่  มันไม่สัมพันธ์กัน  จึงทำให้เราอ้วนโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเราอ้วนจากอะไร    ดังนั้น  การกินอาหารให้ครบทุกมื้อ  ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่งท่านก็  มีพลังงานเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้  คุณแม่ของผมท่านก็ทำอย่างนี้ มาตลอดครับ  คือ  กินน้อย งด  หวาน  มัน  เค็ม  กินทุกมื้อ  ตอนนี้ท่านอายุ  89 ปี ย่าง 90 ปี  ยังแข็งแรง  เดินได้  คล่องแคล่ว หน้าตาผ่องใส  และที่สำคัญ  ท่านสวดมนต์ทำจิตใจให้สงบ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ท่านเคยผ่าตัดมะเร็งที่ปอด  เพราะเป็นคนสูบบุหรี่มือสอง  ส่วนญาติพี่น้องที่คลานตามกันมา  ไปสวรรค์หมดแล้ว 

 

เหตุที่น้ำหนักไม่ลด

อันดับแรก  กินอาหารหนักเป็นบางมื้อ ส่วนใหญ่จะหนักในมื้อเย็นเพราะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน  อันดับต่อมา  ท่านกินอาหารบางอย่างมากไป เช่น บางคน ต้องการลดน้ำหนัก  ท่านกินแต่เกาเหลาเพียงอย่างเดียว  อย่างนี้ก็ไม่ได้นะครับ  เพราะมันจะเกิดความเบื่ออาหาร  ที่เรากินซ้ำซาก  ทางออกที่ดีคือ  ให้กินอย่างที่ผมว่าข้างต้น  บวกกับความตั้งใจ  ที่อยากจะลด  ให้เราดูภาพตัวเองในกระจกแล้วมันรู้สึกทุเรศพุงก็ป่องเหมือนคนอุ้มท้อง หลังก็เริ่มงอ  สมัยก่อนมันก็ไม่เป็นแบบนี้นี่หว่า   ตอนเป็นหนุ่มรูปร่างของผมดีมาก  มันน่ากอดน่าฟัดไปทุกส่วน  แต่เดี๋ยวนี้  ดูไม่ได้  ใส่เสื้อพุงยังปลิ้น  ความตั้งใจที่จะลดจึงมา  อย่างเต็มเปี่ยม

 

ประเด็นต่อมาคือ  ไม่เป็นไรน่า  ซักหน่อย  ซักแก้ว  ไม่อ้วนหรอก  แบบนี้อ้วนครับ  อีกอย่างคือ  ตอนเช้าพวกเราไม่ค่อยจะทานอาหารกัน  ส่วนใหญ่  จะเป็นพวกชา  กาแฟ  โอวันติล  ป่าท่องโก๋ซัก2 อัน  ผมอยากแนะนำท่านว่า  ให้กินปกติประเภทข้าวแกง  ข้าวต้ม  แต่ให้กิน  ครึ่งหนึ่ง  เหลือช่างมัน  ไม่ต้องเสียดาย   แต่ถ้าคาดการณ์ว่าจะกินแค่ครึ่งเดียวเราบอกแม่ค้าว่า  ขอถ้วยแบ่ง  แบ่งเสร็จก็ให้เขาเอาใส่ถุง  เรายังสามารถเอาไปกินที่บ้านในมื้ออื่น ๆ ได้ ครับ ประหยัดเงินที่จะซื้อกับข้าวอีก 

 

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ  ความเข้าใจในการกิน  ซึ่งเรามีความเชื่อว่า  ถ้าไปกินยาลดน้ำหนักกับหมอ  แล้วกินอาหารตามปกติน้ำหนักจะลด   อันนี้คิดผิด  เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่  คือเราไม่ต้องกินยาลด  แต่เราลดอาหารแทน  แล้วชั่งน้ำหนักทุกเช้า  ถ้ายังไม่ลดอีก  ให้ท่านลดการกินลงอีก  ขนาดผมลดแบบไม่ออกกำลังกายนะครับยังลดได้ ตั้ง 6 กิโลกรัม  ภายในเดือนครึ่ง  แต่ผมก็มีความตั้งใจต่อไปว่าจะลดลงให้ได้อีก  จนเหลือ  80 กิโลกรัมก็น่าจะพอ  เพราะถ้าต่ำกว่านี้  ผมอาจจะดูผ่ายผอมไป  ไม่สง่างาม  แต่ทางการแพทย์ระบุว่า  ผมจะต้องลดน้ำหนักให้เหลือ 70 กิโลกรัม  จึงจะดี  ถูกต้องทางหลักสาธารณสุข  เพราะผมมีความสูง 170 ซม. น้ำหนักจะต้อง 70 กิโลกรัม แต่ผมก็จะพยายามไม่ให้เสียความตั้งใจ   

 

น้ำหนักลดลงเหลือ 88 กิโลกรัม

ขณะที่ผมจัดทำบทความชิ้นนี้อยู่  ผมเริ่มลดน้ำหนักมาตั้งแต่ วันที่ 23 ตุลาคม 2552 จนถึงวันนี้ คือวันที่ 14 ธันวาคม 2552 เป็นเวลา 1 เดือน กับ 17 วัน คิดซะว่า เดือน ครึ่ง ก็แล้วกัน  ผมถือว่าการลดน้ำหนักเราได้ผล จากน้ำหนัก 94 กก.ลดเหลือ 88 กก. ลดไป 6 กก.  แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ  ผมต้องบอกท่านว่าลักษณะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  ร่างกายของผมจะเป็นลักษณะอ้วนลงพุง  ส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นแขนหรือขา  จะไม่อ้วน แต่จะอ้วนที่พุงอย่างเดียว เหมือนคนท้อง 9 เดือน  ตอนที่มีน้ำหนัก 94 กก. มันรู้สึกอึดอัด  แขม่วท้องไม่ได้เลย  จะเป็นลม  ตอนนี้  เริ่มแขม่วท้องได้  เข็มขัดเริ่มสั้นเข้า  แต่น้ำหนัก 88 กก. ผมว่ายังอ้วนอยู่  ซึ่งผมจะต้องลดลงอีก  ซึ่งต่อไปในต้นปีใหม่ผมจะไปออกกำลังกาย  ที่ โรงแรม เจบี หาดใหญ่  ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานของผม  เพราะผมถือว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งที่จะให้การลดน้ำหนักได้ผลเร็วขึ้น  หากผลเป็นประการใด  ผมจะบอกท่านอีกครั้งหนึ่งครับ

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * *



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หมวดฯแหม่ม วันที่ : 22/01/2010 เวลา : 22.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ocsc843843

ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆค่ะ มื้อเช้า ผัดกระเพราไข่ดาว มื้อกลางวัน ก๋วยจั๊บ มื้อเย็น ข้าวนิดเดียวเอง...+ ผลไม้ .....มื้อดึก โกโก้เย็น แง๊ๆๆ ยังไม่ยอมลด ขอเอาสูตรไปใช้หน่อยนะค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน