• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-05-07
  • จำนวนเรื่อง : 492
  • จำนวนผู้ชม : 152198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 316 คน
รักถิ่นมาตุคามปิตุภูมิ
เทิดชาติศาสน์กษัตริย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2
วันเสาร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 399 , 08:27:53 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สำรวจฟ้า , TatiyaDang และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 

 

ความตั้งใจแกร่งกล้า ท้าทายความยากลำบาก! ชีวิตนี้ถวายให้พระพุทธศาสนา ศ.ดร.พระชาตรี เหมพันธ์ เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดพุทธวิหาร วัดไทยแห่งเดียวในแดนหมีขาว พระสงฆ์หัวใจเพชรผู้บุกเบิกวางรากฐานพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทให้แข็งแกร่งในรัสเซียคนแรกในรอบสองพันปี 23 ปีที่ฮึดสู้!
 
ขอเป็นนักรบเพื่อพระพุทธเจ้า มุ่งมั่นสอนหนังสือเช้ายันมืดต่อด้วยบรรยายธรรมะ เพื่อนำเงินเดือนทุกบาททุกสตางค์ต่อลมหายใจพระพุทธศาสนาให้เบ่งบานในต่างแดน

ชีวิตเลือดเนื้อ…เพื่อพระพุทธศาสนา


บรรยากาศการอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดพุทธวิหาร เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
 
บรรยากาศการอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดพุทธวิหาร เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

 
“วิปัสสนากรรมฐานรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่อาตมาพร่ำสอนไม่เคยคิดว่า เขาจะต้องมาเป็นพุทธเป็นศิษย์ เพียงแค่เขาเหล่านั้นเข้าใจสัจจะเห็นอริยสัจก็เพียงพอ”

13 ปีที่พระอาจารย์ชาตรีอบรมวิปัสสนากรรมฐานตามหลักมหาสติปัฏฐาน 4 ให้แก่ชาวรัสเซียมาแล้ว 288 รุ่น จวบจนปัจจุบันนี้มีชาวรัสเซียผ่านการอบรมจำนวนกว่า 20,000 คนแล้ว โดยพระอาจารย์ท่านต้องดูแลวัดพุทธวิหาร เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยตัวเอง ทั้งลงมือซ่อมแซมวัด เป็นภารโรงเช็ดถูดูแล เป็นพ่อครัวทำอาหารเลี้ยงผู้มาปฏิบัติธรรม ยันเก็บขยะ 


 

โดยมีรายได้หลักมาจากการเป็นอาจารย์ประจำ สอนในคณะการทูต ภาควิชายุโรปศึกษาและภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเซนต์-ปิเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย และเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบางรัสเซียเรื่องความมั่นคง
 
โดยเงินเดือนทั้งหมดที่ได้มานำเป็นค่าผ่อนที่ดินวัด ค่าอาหารเลี้ยงดูคนมาปฏิบัติธรรม ค่าน้ำ ค่าไฟของวัด เพราะถึงแม้จะได้เงินจากการบริจาคของญาติโยม และผู้เข้าคอร์สวิปัสสนาฯ ก็ยังไม่เพียงพอ

“ในแต่ละวันจะฉันมื้อเดียว เพราะสว่างตอน 10 โมงเช้า เข้าสอนมหาวิทยาลัยเซนต์ปิเตอร์สเบิร์ก ตอน 9 โมง สอนเสร็จ 6 โมงเย็น บางวันก็สอน 5 คาบ เลิกหนึ่งทุ่มครึ่งแล้วมาแสดงธรรมอีกสองชั่วโมง”

ภัตตาหารมังสวิรัติของพระอาจารย์ชาตรีเน้นความเรียบง่าย เช่น มันฝรั่งต้ม 3 ซีก ไข่ต้ม 2 ฟอง ซึ่งท่านยืนยันว่า “อิ่มใจ” เพราะมีความสุขในการทำงานและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

“กิจวัตรประจำวันของข้าพเจ้าเป็นแบบนี้ และทำไปแบบนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ชีวิตสั้นลงทุกวัน นับถอยหลังแต่ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นตามวันเวลาที่เหลือน้อยลง ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ได้ดรามา แต่ว่าขอท้าทายงานด้วยชีวิต เพราะสุดท้ายเหลือไว้แต่กรรมดีและกรรมชั่ว จนกว่าตัวจะบรรลุความว่างเปล่า”

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2549 พระอาจารย์ชาตรีมีความตั้งมั่นเพื่อจะจัดตั้งวัดพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทขึ้น จนกระทั่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี


 

“พระอาจารย์มีความคิดที่จะสร้างวัดไทย จึงได้ท่านอาจารย์สุชาติ เป็นเจ้าภาพในการไปสร้างวัดในประเทศรัสเซีย และก็มีหลายเจ้าภาพด้วยกัน และด้วยการเป็นตัวตั้งตัวตีของ ศ.ดร.พรสวรรค์ วิสุทธิวิเศษ จึงได้รวบรวมปัจจัยไปซื้อบ้านฝรั่ง 2 หลัง และสร้างวัด และได้เปิดเป็นวัดในรัสเซีย เป็นวัดแรกและวัดเดียวจนถึงปัจจุบัน

เมื่อก่อนชื่อวัดจะใช้คำว่า อภิธรรมพุทธวิหาร ตอนหลังพระอาจารย์ก็ตัดคำว่า “อภิธรรม” เพราะถ้าใช้คำว่าอภิธรรมพุทธวิหาร จะเน้นเรื่องการสอนอภิธรรมมากเกินไป จึงเหลือเพียงคำว่า พุทธวิหาร เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก”

ด้วยความที่เป็นวัดไทยวัดเดียวในรัสเซีย แถมเป็นวัดเล็กๆ ที่ไม่มีชุมชนไทยสนับสนุน อีกทั้งในรัสเซียยังไร้ซึ่งวัฒนธรรมไทย จึงทำให้พระธรรมทูตอยู่ลำบาก


 

“ช่วงเข้าพรรษาจะมีพระสงฆ์ที่เป็นพระธรรมทูตจากประเทศไทยไปจำพรรษา 5-7 รูปทุกปี แต่ก็จะไปจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษา ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่ไม่มีอาหารไทย ไม่มีวัฒนธรรมไทย ไม่มีอะไรแบบไทยๆ ไม่มีปัจจัย ไม่มีลาภสักการะ เขาจึงไปอยู่ประเทศอื่นที่มีการดูแลเอาใจใส่จากญาติโยมที่เป็นคนไทยมากกว่า

และประเทศรัสเซีย เป็นประเทศที่ไม่มีลาภสักการะ คือคนรัสเซียทำบุญพอสมควร แต่ทำบุญเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าฮีทเตอร์ ค่าแก๊ส ค่าขนขยะ ค่า Maintenance ค่าภาษี แต่ว่าที่จะเอาปัจจัยมาถวายแบบใส่ซองให้พระธรรมทูตวันละ 100 - 400 ยูโร จะไม่มี
 
ดังนั้นพระธรรมทูตเหล่านั้นเมื่อออกพรรษา ก็จะเดินทางกลับประเทศไทย บางรูปยังไม่ได้ออกพรรษาด้วยซ้ำไป เหลืออีก 7 วันจะออกพรรษา ท่านต้องรีบกลับ เพราะท่านอยู่ลำบาก

เก่ง แกร่ง อุทิศชีวิตเพื่อธรรมะตั้งแต่วัยเด็ก!

พระอาจารย์ชาตรีตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรในขณะที่เรียนเพียงแค่ชั้น ป. 5 ในปี พ.ศ.2520 ซึ่งเป็นการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี


 
 

“ตอนนั้นตั้งใจว่าจะไม่สึก แต่เนื่องจากจบแค่ ป.5 และเมื่อจบหลักสูตรสามเณรภาคฤดูร้อน 1 เดือน พระอาจารย์จึงแนะนำให้สึกเพื่อที่จะให้พระอาจารย์เรียนให้จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็เลยสึกไปเรียนชั้น ป.6 ช่วงที่สึกแล้วไปเรียนชั้น ป.6 ก็ไปเป็นเด็กวัด และ เมื่อจบ ป.6 ได้ 3 วัน ก็บวชอีกเมื่อปี พ.ศ.2527

เป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิตั้งแต่เด็กๆ คือรู้ว่าตัวเองต้องไปอยู่รัสเซีย ไม่ว่าช้าหรือเร็ว รู้ว่าคือต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าคือรัสเซีย แต่รู้ว่าถึงเวลาหนึ่งพระอาจารย์ต้องไปอยู่ประเทศนั้น และอาจจะต้องใช้ชีวิตจนถึงวันสุดท้ายในประเทศนั้น

ตอนเป็นเณรเล็กๆ เด็กๆ เราไม่รู้ ก็นั่งสมาธิแล้วเราเห็น เห็นว่าเราไปอยู่ ไปโกยหิมะ คือมองเห็นอนาคต แต่ไม่รู้อนาคตที่เรามองเห็นคือที่ไหน แต่รู้ว่าเป็นประเทศฝรั่ง แต่ตอนนี้พระอาจารย์รู้แล้วว่า สิ่งที่เราเห็นตอนที่เป็นเณรเล็กๆ ตอนเป็นเด็ก นั่นคือประเทศรัสเซีย
 
แต่ไม่ได้หมายความว่าพระอาจารย์อุตริ ว่าตัวเองสามารถล่วงรู้อนาคตได้ ไม่ใช่ มันเป็นเพียงภาพที่เห็นในขณะที่เรานั่งสมาธิ และมันเป็นความจริง ถึงเวลาหนึ่ง ภาพที่เราเห็นว่า เมื่อ 37 ปีที่แล้ว กำลังเป็นภาพที่เราอยู่ในปัจจุบัน


 

พระอาจารย์ชาตรีเมื่อครั้งเรียนจบจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
 
พระอาจารย์ชาตรีเมื่อครั้งเรียนจบจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
 

ปัจจุบันพระอาจารย์ชาตรีอายุ 49 ปีโดยท่านถือกำเนิดที่ จ.พัทลุง เริ่มบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.2527 จากนั้นได้ร่ำเรียนศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยพระอาจารย์ได้ทุนมาเรียนที่รัสเซียปี พ.ศ.2539 ทว่า ก่อนหน้าได้เลือกเรียน เอกภาษาอังกฤษ ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพราะคิดว่าเป็นแนวทางในการทำงานพระศาสนาในอนาคต

กระทั่งเรียนจบปริญญาเอก จากคณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน แห่งเซนต์ปิเตอร์สเบิร์ก ด้วยทุนของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย ก็นับว่าเป็นปริญญาเอกใบแรก ต่อมาอีก 2 ปี ได้ปริญญาเอกใบที่สอง ทางด้านรัฐศาสตร์การทูต ภาควิชายุโรปศึกษา จากคณะรัฐศาสตร์การทูต จากมหาวิทยาลัยเซนต์-ปิเตอร์สเบิร์ก

ด้วยความรักเรียนและชอบแสวงหาความรู้ถัดมาปี พ.ศ. 2548 จึงได้เรียนต่อในระดับสูงกว่าปริญญาเอก เรียกว่า Post Doctorate Programme ในคณะรัฐศาสตร์การทูต ที่มหาวิทยาลัยแห่งเซนต์ปิเตอร์สเบิร์ก นับว่าเป็นนักวิชาการของไทยและชาวเอเชียคนแรก ที่ได้รับอนุมัติให้ศึกษาในระดับนี้ และทุนเล่าเรียนในระดับสูงสุดนี้รัฐบาลรัฐรัสเซีย


 
 
นอกจากท่านเป็นอาจารย์ประจำ สอนในคณะการทูต ภาควิชายุโรปศึกษาและภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเซนต์ปิเตอร์สเบิร์ก ประเทศสหพันธรัฐรัสเซียแล้ว

“หลังจากเรียนจบก็กลับมาที่เมืองไทย กลับมาอยู่ที่สวนโมกข์ เกือบครึ่งปี จากนั้นไปอยู่ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ มาเป็นพระวิทยากร มาสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่พระอาจารย์คิดว่าความรู้ที่เราเรียนมา น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าการที่กลับมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

เพราะพระอาจารย์ได้เดินสายบรรยายเกือบทุกมหาวิทยาลัยในประเทศ ได้รับอะไรในสังคมไทยหลายอย่าง คือพระอาจารย์เรียนจบปริญญาเอกมาในช่วง ปี พ.ศ.2548 ช่วงนั้นที่ประเทศไทยมีความวุ่นวายทางการเมืองค่อนข้างรุนแรง จึงคิดว่า ถ้าเป็นแบบนี้ พระอาจารย์คงจะทำประโยชน์อะไรต่อประเทศไทยได้ไม่มาก


 

จึงคิดว่าเรามีความรู้ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความรู้ทางด้านการทูต มีความแตกฉานในภาษารัสเซียพอสมควร เพราะสามารถเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นภาษารัสเซียได้ พระอาจารย์คิดว่าน่าจะนำความรู้เหล่านี้ ไปเผยแผ่ศาสนา ความรู้

ความคิดที่อยากจะสึกไปเป็นนักการทูตมันก็เปลี่ยนไป มองว่าข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศก็เรียนจบ เขาทำอะไรกันบ้าง พระอาจารย์มองการทำงานของสถานทูตแล้วพระอาจารย์ก็เปลี่ยนความคิด

ไม่ได้มองว่าการเป็นนักการทูตเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่พระอาจารย์คิดว่าการที่พระอาจารย์จะกลับไปอยู่ประเทศรัสเซีย ในฐานะพระธรรมทูตน่าจะดีกว่าการเป็นนักการทูต เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ หรือเป็นข้าราชการการเมือง พระอาจารย์จึงตัดสินใจที่จะกลับไปประเทศรัสเซีย

และบังเอิญว่า พระอาจารย์ได้รับการติดต่อจากมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ให้กลับไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในคณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทางการทูต ที่พระอาจารย์เรียนจบกลับมา นั่นจึงเป็นที่มา”

พระพุทธศาสนาเบ่งบานในรัสเซีย


 

การเผยแผ่พุทธศาสนาในรัสเซีย ของพระอาจารย์ชาตรีถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยความพระอาจารย์ชาตรีมีความแตกฉานในภาษารัสเซีย ทั้งพูด อ่าน เขียน จึงทำให้คนรัสเซียสามารถเข้าถึงธรรมะ หันมาสนใจพุทธศาสนาและแสดงตนเป็นพุทธมามกะมากขึ้น

“ส่วนใหญ่คนรัสเซียที่หันมานับถือพระพุทธศาสนาก็จะเป็นคนที่มีการศึกษา เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นแพทย์ จิตแพทย์ นักบินอวกาศ เป็นทหาร ตำรวจ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาของชนชั้นที่มีการศึกษา ชนชั้นปัญญาชน ในเมืองใหญ่ๆอย่างกรุงมอสโก หรือกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คนที่มีการศึกษาจะนับถือพุทธศาสนา
 
คนที่หันมาสนใจพระพุทธศาสนา ก็มีการศึกษาสูงหน่อย มีฐานะทางสังคมดี มีความคิดเรื่องสันติภาพ มีความคิดเรื่องการไม่เบียดเบียน มีความคิดเรื่องการรับประทานอาหารมังสวิรัติ มีความคิดเรื่องการทานอาหารเจ ศาสนาพุทธก็กลายเป็นทางเลือกหนึ่งของคนรัสเซียในวัฒนธรรมใหม่ของคนรัสเซีย


 

จริงๆศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ต้องไปเผยแผ่เผยแพร่เลยนะ เพราะตอนนี้โลกโซเชียลฯ กว้างขวางมาก คนก็จะเรียนรู้เอง ดังนั้นหน้าที่ของพระอาจารย์ก็จะไปให้ความรู้เพิ่มเติม จากความรู้ที่เขาได้เรียนรู้มาเองด้วยตัวเอง เท่านั้นเอง

หลายคนเข้าใจว่าพระอาจารย์เก่งมากเลย ไปชักชวนคนรัสเซียให้มานับถือศาสนาพุทธ จริงๆแล้วไม่ใช่เลย คนรัสเซียเขานับถือศาสนาพุทธของเขาเอง เขาเลือกของเขาเองที่จะเป็นพุทธ พระอาจารย์เพียงแค่เป็นส่วนหนึ่ง พระอาจารย์คิดว่าคนรัสเซียหลายแสนคนที่มานับถือศาสนาพุทธ พระอาจารย์ก็มีส่วนหนึ่ง

ในประเทศรัสเซียก็มี Republic ก็คือสาธารณรัฐที่นับถือศาสนาพุทธแบบทิเบตอยู่ คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว แต่เขานับถือศาสนาพุทธแบบมหายาน วชิรญาณ เป็นแบบทิเบต แต่ที่มาสนใจพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท พระอาจารย์เป็นคนริเริ่ม


 

คนที่นับถือศาสนาพุทธ วชิรญาณแบบทิเบต เขานับถือมาแล้วเป็นพันปี หลายร้อยปี แต่คนรัสเซียรุ่นใหม่ที่มานับถือศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท พระอาจารย์คิดว่าน่าจะเกิน 70-80% ที่รู้จักพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทโดยผ่านพระอาจารย์ ผ่านการถ่ายทอด การอธิบาย
 
แต่ส่วนใหญ่เขาเรียนรู้พระพุทธศาสนาโดยผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านสื่อ พระอาจารย์ก็ให้ความรู้เพิ่มเติม และให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพุทธศาสนาแบบเถรวาท แบบแนวพระไตรปิฎกให้เขาเรียนรู้แค่นั้นเอง”

ช่วงแรกในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระอาจารย์ชาตรีเล่าว่าค่อนข้างลำบาก

“ด้วยความเป็นฝรั่งเมื่อเห็นคนเอเชียก็จะมองแบบดูถูกนิดๆ แต่ด้วยการศึกษาที่พระอาจารย์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ดังที่สุดของรัสเซีย เป็นคณะที่ดีที่สุดของมหาวิทยาลัย ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง และพระอาจารย์ไม่ได้เป็นพระแบบหลวงปู่ หลวงตา หลวงพี่ หลวงพ่อ ที่จะไปสอนเขา
 
แต่พระอาจารย์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย พระอาจารย์เรียนจบ Postdoctoral อย่างน้อยก็เป็นออฟชั่นหนึ่งที่ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้คนรัสเซีย หันมานับถือศาสนาพุทธ และมาสนใจ แต่ถ้าอยู่ๆพระมาบอกว่า ผมเป็นอาจารย์สอนกรรมฐาน ผมจะไปสอนคนรัสเซีย คนรัสเซียก็จะมองว่า มาสอนอะไร เพราะสิ่งที่คนรัสเซียเขารู้มากกว่าพระที่เมืองไทยด้วยซ้ำไป


 

เราอย่าคิดว่าคนรัสเซียไม่รู้ธรรมะ คนรัสเซียเขารู้ธรรมะ เขารู้พระไตรปิฎก เขารู้ว่าพระวินัย มีศีลกี่ข้อ พระถือศีล ถือวินัยกี่ข้อ สามเณรถือศีลกี่ข้อ อุบาสก อุบาสิกา ถือศีลเท่าไหร่ เขารู้หมด เราไปพูดเรื่องวินัยเขารู้ ไปพูดเรื่องพระสูตร เขารู้ ไปพูดเรื่องอภิธรรม เขารู้ ดังนั้นการที่จะไปสอนคนรัสเซีย พระอาจารย์คิดว่า มันมีองค์ประกอบที่สำคัญหลายองค์ประกอบ

คือต้องรู้ภาษารัสเซีย ต้องเข้าใจภาษารัสเซีย ต้องฉันอาหารรัสเซีย ต้องดื่มน้ำชาแบบรัสเซีย อากาศลบ 20 ลบ 30 ก็ต้องใส่รองเท้าแบบคนรัสเซีย อากาศลบ 20-30 ก็ต้องใส่เสื้อแบบคนรัสเซีย สิ่งไหนที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยน สิ่งไหนที่ต้องประยุกต์ ก็ต้องประยุกต์ ทำให้คนรัสเซียยอมรับได้”

นอกจากนี้ เครื่องนุ่งห่มของพระสงฆ์ในรัสเซียก็ต้องมีความแตกต่างและต้องปรับเปลี่ยนอีกด้วย

“พระในเมืองไทยส่วนใหญ่จะใส่สีเหลือง สีส้ม แต่พอไปใส่ที่รัสเซียใส่ไม่ได้ เพราะสีส้ม หรือสีเหลือง เป็นสีของคนที่เป็นโรคประสาท เป็นสีของนักโทษ นักโทษเวลาโดนจับ ผู้ต้องหาเวลาโดนจับเขาจะให้ใส่สีเหลือง สีส้ม
 
ดังนั้นพระผู้ใหญ่หลายๆ รูปที่เดินทางไปรัสเซียก็โดนทำร้ายบ้าง แกล้งบ้าง ถุยน้ำลายใส่บ้าง เพราะว่าไปใส่สีเหลือง เพราะเป็นสีที่คนรัสเซียรับไม่ได้

ดังนั้นหลายคนก็สงสัยว่า ทำไมพระอาจารย์ใส่สีน้ำตาลเข้ม พระอาจารย์อยู่เมืองไทยทำไมไม่ใส่สีเหลือง เพราะว่าสีเหลืองเป็นสีของคนที่มีปัญหาเรื่องจิตเวช และนักโทษที่มีโทษรุนแรง เป็นอาชญากรที่ทำอาชญากรรมรุนแรง เมื่อโดนจับ ดำเนินคดีก็จะใส่สีเหลือง ก็เป็นเหตุผลหนึ่งนั่นเอง”


การแต่งกายที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตในรัสเซีย
 
การแต่งกายที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตในรัสเซีย
 

ดังนั้นการปรับตัวในการที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซียเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมาก ไม่ใช่แค่อยากจะไปสอนธรรมะ จนถึงปัจจุบันนี้วัดไทยในรัสเซียก็มีแค่วัดเดียว ถ้าใครอยากจะไปบวชวัดไทยในรัสเซียก็ต้องส่งพระธรรมทูต หรือพระหนุ่มๆไปเรียนหนังสือ
 
เรียนหนังสือเสร็จแล้วก็อาจจะไปเจอสิ่งรุกเร้าอะไรต่างๆ ในประเทศรัสเซีย ผู้หญิงก็หน้าตาดี อยู่รัสเซียก็อยู่ไกลวัด ไกลครูบาอาจารย์ นานๆเข้าจิตใจก็อาจจะไม่มีความคิดที่จะอยู่ในพระศาสนา เพื่อที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา อาจจะมีความคิดอยากสึกขึ้นมา

หลายรูปที่ไปเรียนจบรัสเซียประมาณ 5-6 รูป ก็ต้องสึก พระอาจารย์เคยนำพระไปเรียนหนังสือ พอจบมาแล้วก็สึก ดังนั้นพระอาจารย์ก็มีความคาดหวังว่า วันหนึ่งเขาจะสืบทอดอายุพระศาสนา แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็สึก นั่นก็เป็นเรื่องของคนแต่ละคน เป็นการตัดสินใจของคนแต่ละคน เราไม่สามารถที่จะห้ามได้

คนรัสเซีย จิตวิญญาณใกล้เคียงคนไทย!


 

 
“พระอาจารย์ว่าเราโดนโฆษณาชวนเชื่อเรื่องลัทธิทางการเมือง คือ การเมืองเมื่อก่อนแบ่งเป็น 2 ข้าง คือ ค่ายสหภาพโซเวียต ซึ่งถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกมองว่าโหดร้าย ไม่เป็นธรรม กดขี่ข่มเหงประชาชน อีกค่ายก็คือค่ายสหรัฐฯ ซึ่งเป็นค่ายประชาธิปไตย ประเทศไทยเลือกที่จะอยู่ค่ายประชาธิปไตย คือ ค่ายสหรัฐฯ ฉะนั้นข้อมูลต่างๆที่เรารู้จากสื่อมวลชน จากหนังสือพิมพ์ เมื่อก่อนไม่มีสื่ออินเตอร์เน็ต

ตอนเป็นเณรเล็กๆก็มีหนังสือสหภาพโซเวียตตามวัด สถานทูตรัสเซียส่งไป เราก็อ่าน แต่ว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรารู้จากสื่อหนังสือพิมพ์ จากสื่อหนังสือตำราเรียน หรือจากสื่อโทรทัศน์ สมัยก่อน สหภาพโซเวียตหรือรัสเซีย ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายอยู่ตลอด แต่พอไปสัมผัสจริงๆ ปรากฏว่าตรงกันข้าม

โลกก็ได้พิสูจน์แล้วว่า รัสเซียไม่ได้โหดร้าย อย่างกรณีไอซิสที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าประเทศรัสเซียโดยท่านประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ท่านก็ได้กำจัดผู้ก่อการร้าย และองค์กรก่อการร้าย เกือบจะหมดแล้วตอนนี้ 80-90% ก็ถือว่าได้หายไปจากโลกนี้ ท่านสามารถจัดการกับการก่อการร้ายนานาชาติได้


 

การที่พระอาจารย์ไปอยู่รัสเซีย และตัดสินใจไปศึกษาที่รัสเซีย พระอาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัว แต่พอสัมผัสจริงๆแล้วพระอาจารย์มองว่า คนรัสเซียมีจิตใจ จิตวิญญาณใกล้เคียงกับคนไทยมาก เนื่องจากเขาเป็นฝรั่งที่ผสมเอเชีย ถ้าเราไปรัสเซียก็จะเห็นคนหน้าตาเอเชีย แต่ตาสีฟ้า ผมสีทอง หน้าตาคล้ายๆลูกครึ่ง เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยลูกครึ่งเอเชียและยุโรป

ดังนั้นคนรัสเซียจะหน้าตาคล้ายๆคนไทย เหมือนคนจีนแต่ตาสีฟ้า และผมสีทอง พระอาจารย์คิดว่าคนรัสเซียจิตวิญญาณเขาใกล้เคียงกับคนไทยมาก ในอดีตเขาก็ได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนามาก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นนับถือศาสนาคริสต์ นิกายออร์โธด็อกซ์ เมื่อปี ค.ศ.908 เมื่อก่อนเขานับถือศาสนาพระเวทย์ และพระพุทธศาสนา

ดังนั้นที่พระอาจารย์ตัดสินใจไปรัสเซีย พระอาจารย์ไม่ได้มองว่า มันเป็นเรื่องโหดร้าย เป็นเรื่องที่น่ากลัว และสิ่งที่อะไรที่น่ากลัวเกี่ยวกับรัสเซีย เป็น Political Propaganda (การโฆษณาชวนเชื่อ)

ตอนเล็กๆเราจะได้ข่าวว่า ถ้าคอมมิวนิสต์ยึดประเทศไทย สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะฆ่าพระ และจะฆ่าเด็ก จะให้ลูกไปฆ่าพ่อแม่ จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เราก็เข้าใจว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่พอไปสัมผัสจริงๆพระอาจารย์คิดว่า คนรัสเซียเป็นชนชาติที่น่ารักที่สุดชนชาติหนึ่ง และรัสเซียเป็นประเทศที่น่าอยู่ คนรัสเซียเขาเคารพกติกา


 

 
พระอาจารย์คิดว่าการเมืองในประเทศรัสเซียโปร่งใส มีความตรงไปตรงมา ไม่คอร์รัปชัน ทั้งที่ประชาธิปไตยในรัสเซียเพิ่งเริ่มเมื่อปี 1993 เท่านั้น

ดังนั้นคนที่เสพสื่อต้องมีวุฒิภาวะในการเสพสื่อ ไม่ใช่ว่าสื่อป้อนอะไรเข้ามาเราก็รับทั้งหมด ดังนั้นเราต้องมีวุฒิภาวะในการเสพสื่อ ในการรับข้อมูล และมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด

การศึกษาที่ถูกต้องจะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมองเห็นว่า ข้อมูลต่างๆที่เข้ามาหาเราในแต่ละวันแต่ละวินาทีจะมองให้เป็นบวกก็ได้ เป็นลบก็ได้ จะสร้างโลกก็ได้ จะทำลายโลกก็ได้ มันอยู่ที่ว่าเราจะมองอย่างไร ถ้ามองไม่ดี ใช้ไม่ดี ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ก็จะทำร้ายโลก 

อินเตอร์เน็ตไม่ใช่สื่อสารข้อมูล การส่งผ่านข้อมูลอย่างเดียวนะ คำว่าอินเตอร์เน็ตก็คือเครือข่าย อินเตอร์ก็คือการเชื่อมโยงทั้งหมด คำว่าอินเตอร์เน็ตไม่ใช่แค่ข้อมูลที่เราผ่านโดยระบบ 3G ,4G ระบบที่ผ่านเครือข่าย หรือจานดาวเทียม


 

พระอาจารย์ไปอินเดีย พระอาจารย์มองว่าขยะในประเทศอินเดีย ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคนอินเดียนะ แต่มีผลกระทบต่อคนทั้งโลก พระอาจารย์กลับมาเมืองไทย มองว่าเมืองไทยกำลังอยู่ในวิกฤตทางการเมือง วิกฤตทางการเมืองของเมืองไทย มีผลต่อคนทั้งโลก

สถานการณ์ที่เกิดในซีเรีย สถานการณ์ที่เกิดในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ หรือสถานการณ์ที่เกิดใน 3 -4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลกระทบต่อคนทั้งโลก เขาเรียกว่า อินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่ข้อมูลที่เรารับเท่านั้น แต่มันเป็นข้อมูล ไม่ได้ผ่านระบบเครือข่ายจานดาวเทียม โดยเครือข่ายของใยแก้วอะไรก็แล้วแต่ แต่ข้อมูลที่เรารรับเข้ามา สิ่งที่เราเห็น เรียกว่าอินเทอร์เน็ต มันมีผลกระทบต่อคนทั้งโลก

ตั้งเป้า! ไม่เน้นสร้างวัด เน้น “สร้างคน”


 

พระอาจารย์ชาตรีชี้การที่จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ในยุคใหม่ ไม่ใช่การสร้างวัด แต่เป็นการ “สร้างจิตวิญญาณ” ของคนที่นับถือศาสนาพุทธ

“การสร้างวัดต้องมีความรับผิดชอบเรื่องการ maintenance เรื่องการดูแล การรักษา เรื่องการซ่อมแซม แต่สิ่งที่พระอาจารย์อยากทำก็คือ อาจจะเน้นเรื่องการสร้างอาคาร สถานที่ให้น้อยลง แต่จะสร้างคน เพราะว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องมีวัด คนโบราณเขาสร้างวัดเนื่องจากไม่มีสื่อ คนโบราณสร้างวัดเนื่องจากไม่มีโซเชียลมีเดีย

คนโบราณสร้างวัดเพราะว่า ไม่มีที่ที่จะไปรวมตัวกันของคนในชุมชน ของคนในหมู่บ้าน ก็เลยต้องสร้างวัด แต่ตอนนี้พระอาจารย์ เอาอย่างนี้แล้วกัน อย่างวัดชลประทานฯ วันอาทิตย์มีคนมาฟังธรรม ทำบุญ 200-300 คน ขณะที่พระอาจารย์นั่งอยู่ในกุฏิที่รัสเซีย พระอาจารย์อัดเทป ออกเฟซบุ๊ก Live มีคนดูพระอาจารย์ 30,000 คน


 

 
ลองคิดดู คนมาฟังเทศน์ที่วัด 200 คน กับคนดูเฟซบุ๊ก Live พระอาจารย์พูดเรื่องธรรมะให้ 30,000 คน อย่างไหน effective มากกว่ากัน มีประสิทธิภาพมากกว่า คนมาวัดขับรถมากว่าจะถึงปากเกร็ด กว่าจะถึงติวานนท์ กว่าจะผ่านเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ มันใช้เวลาหลายชั่วโมง
 
แต่ถ้าคุณนั่งอยู่ในห้องพระที่บ้าน สวดมนต์และฟังเทศน์ เออ พระอาจารย์เทศน์ดีจังเลย แล้วก็มีคิวอาร์โค้ด กดบริจาค 300 บาท

ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน ไม่ต้องเสียค่าแก๊ส ไม่ต้องมีเวลา และสามารถทำอะไรอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ เหน็บโทรศัพท์แล้วก็ฟังไปด้วยก็ได้ หรือวางโทรศัพท์แล้วก็ซักผ้าไปด้วยก็ได้ พระอาจารย์เทศน์มีคุณค่ามาก
 
พระอาจารย์ทำคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา และดูคิวอาร์โค้ด พร้อมเพย์ หรือ PayPal โอนตังค์ไปทำบุญสร้างวัดเพื่อพระพุทธศาสนาในประเทศนั้นประเทศนี้ ประเทศรัสเซีย วัดชลประทานฯ สวนโมกข์ หอจดหมายเหตุกรุงเทพฯ ทำได้หมดเลย

ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นการสร้างวัดไม่มีความจำเป็น เพราะว่าวัดอยู่ที่ใจ คนถ้ามีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า ไม่จำเป็นต้องไปวัด เพราะเราไม่มีเวลา ไหนจะลูก ภรรยา ภาระมันเยอะแยะไปหมด คนจะไปวัดเหรอ
 
คนสมัยก่อนทำสวน ทำไร่ ทำนา ไม่รู้จะไปไหน วันนี้ยกปิ่นโตไปวัด แบบนั้นยังมีอยู่ ตามบ้านนอกยังมีอยู่ แต่ในเมืองใหญ่ๆ ดังนั้นวัดก็จะเป็นสถานที่แค่เผาศพ ไปวัดเมื่อไหร่ ไปเผาศพ วัดนี่จะกลายเป็นที่เผาศพ ธุรกิจการเผาอย่างเดียวแล้ว ดังนั้นวัดจะเป็นที่เก็บกระดูก วัดจะเป็นที่เผาศพ เป็นที่ที่คนพุทธ คนมีการศึกษาในสังคมไทยจะรู้สึกเอือมระอากับวัดพอสมควร


 

ดังนั้นพระอาจารย์คิดว่า วัดอยู่ที่ใจ เวลาโยมถามว่า พระอาจารย์จะขยายวัดในรัสเซียมั้ย พระอาจารย์ไม่ต้องขยายวัด พระอาจารย์จะซื้อกล้องใหม่ พระอาจารย์จะซื้อมือถือใหม่ ลงทุนมือถือ 20,000 บาท แต่คนดู เงิน 20,000 รูเบิล
 
ที่พระอาจารย์ซื้อมือถือเพื่อการออกเฟซบุ๊ก Live หรือซื้อกล้องใหม่ราคา 50,000 เพื่อออกเฟซบุ๊ก Live กับการสร้างวัดราคา 50 ล้าน พระอาจารย์เลือกซื้อกล้องราคา 50,000 พระอาจารย์เลือกที่จะซื้อมือถือราคาแค่ 20,000 ที่จะสร้างวัดราคา 20 ล้าน

แต่วัดก็เป็นสถานที่ที่ควรมี สมมติว่าอาคารหนึ่งหลัง อาคารหลังนี้เราสร้าง 600 ล้าน ปีละ 1 ล้าน ต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะเกิดประโยชน์ เราใช้ 30-40 ปี เราก็ต้องทุบทิ้ง 50 ปี เราก็ต้องทุบทิ้ง แสดงว่า ถ้าอาคารหลังนั้นราคาประมาณ 700 ล้าน ถ้าเราใช้แค่ 40 ปี ปีละเท่าไหร่ ไม่คุ้ม

พระอาจารย์มองว่าการที่จะเอาพระพุทธศาสนาอยู่ได้ ไม่ใช่การสร้างวัด แต่การสร้างจิตวิญญาณของคนที่นับถือศาสนาพุทธ หรือไม่นับถือศาสนาพุทธ ให้เข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่าไปเน้นเรื่องการสร้าง เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วรักษาให้ดี maintenance ให้ดี จัดการให้ดี ซ่อมแซมให้ดี ห้องน้ำ กุฏิสงฆ์ดูแลให้ดี ไม่ต้องไปสร้างเพิ่ม อย่าไปคิดที่จะสร้างเพิ่ม

ตอนนี้อยากจะให้คนเข้าวัดเยอะๆ และจะสร้างวัดใหญ่ๆโตๆนี่คิดผิดหมดเลย ดังนั้นพระอาจารย์คิดว่าวันใดวันหนึ่งพระอาจารย์อยากจะกลับมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย พระอาจารย์จะสร้างรูปแบบใหม่ของวัด เรียกว่าเป็น “พระอาจารย์ชาตรีโมเดล” หรือ “รัสเซียนโมเดล” ให้คนไทยได้เห็นว่าการทำงานพระพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องสร้างวัด

พระรุ่นใหม่ต้องเข้าถึงสื่อโซเชียลฯ


 

ทว่า แม้โลกโซเชียลฯ จะมีคุณประโยชน์มากมายและจำเป็นต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแต่พระอาจารย์ชาตรีก็ยังย้ำว่า “โลกโซเชียลฯสำหรับพระก็เป็นอันตรายเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ”

“พระใช้โซเชียลฯ คุยกับผู้หญิงบ้าง คนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง ดูสื่อโน่นนี่นั้นบ้าง ตัดสินใจสึกดีกว่า อยู่ไม่ได้แล้ว อะไรแบบนี้ โยมลองคิดดูว่า มีเพื่อน 5,000 คน ใน 5,000 คน มีคนที่มาชอบพระองค์นั้นสัก 5 คน แล้วบอกหลวงพี่สึกเถอะ หนูมีบ้านนะ มีกิจการนะ มีร้านขายของนะ

อย่างไรก็ดี หากพระสมัยใหม่ใช้สื่อเป็น มีความสามารถในการใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ พระอาจารย์คิดว่า นั่งอยู่ในกุฏิ ต้นไม้ ในป่า ก็สามารถสื่อธรรมะให้ญาติโยมได้

ในเมืองไทย 94.6% นับถือศาสนาพุทธ พระอาจารย์คิดว่า น่าจะมีสัก 5-10% จาก 64 ล้านคนที่เป็นพุทธ ก็จะเกิดประโยชน์ สามารถดูเฟซบุ๊ก Live ของพระที่มีความสามารถในการเผยแผ่ธรรมะ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อพระพุทธศาสนา


 

การสอนธรรมะและเผยแผ่พระศาสนาในรัสเซียอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ร่ำรวยมีชื่อเสียง แต่พระอาจารย์ภาคภูมิใจที่ได้ชดใช้ข้าวก้นบาตรจนเติบใหญ่มีเนื้อหนัง ชีวิตสั้นลงทุกวัน ใยจะต้องทุกข์กับการแสวงหา ในเมื่อพระนิพพานอยู่ใกล้ๆ แต่เราส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็น”

นอกจากนี้ พระอาจารย์ชาตรียังเคยกล่าวผ่านโลกโซเชียลฯ ย้ำหนักแน่นแม้จะต้องยืนหยัดสู้เหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดแต่ก็ยืนยันว่า ชีวิตนี้เพื่อพระพุทธศาสนา

“อาตมาอาจจะไม่มีค่าอะไรในสังคมสงฆ์ไทย แต่อย่างน้อยก็ยังภูมิใจที่ได้เป็นพุทธบุตรผู้สืบอายุพระศาสนาในรัสเซียและยูเรเชีย จากลูกชาวบ้าน สู่การเป็นสามเณรน้อยพุทธบุตร มหาจุฬากล่อมเกลา ก้าวต่อมาคือการจบการทูต ได้ทำหน้าที่ทูตแห่งธรรม สอนกรรมฐานเป็นอาชีพ
 
ส่วนการสอนมหาวิทยาลัยเซนต์ปิเตอร์สเบิร์ก คือการทดแทนคุณข้าวปลาอาหารคืนให้รัฐบาลรัสเซียที่ให้ทุนและโอกาส ชีวิตนี้สั้นลงทุกที น้อยใจเสียใจบ้างตามประสา เหนื่อยแต่ไม่เคยท้อ เพราะชาตรีแรด ทนอย่างแรด


 

ถึงแม้ว่าการไปอยู่ในประเทศรัสเซีย จะไม่มีอาหารไทย คนไทย ไม่มีวัฒนธรรมไทย ไม่มีปัจจัยมากมาย อยู่ด้วยความยากลำบาก พระอาจารย์ก็มีความสุข เพราะชีวิตเลือดเนื้อ เซลล์ทุกเซลล์ที่อยู่ในร่างกาย ได้มาจากข้าวก้นบาตรของพระพุทธเจ้า เราบวชเรียนมา

เซลล์ที่เกิดขึ้นในร่างกายเกิดจากแรงศรัทธาจากญาติโยม ข้าวก้นบาตร บุญบารมีที่พระพุทธเจ้าเลี้ยงพระอาจารย์มา ดังนั้นการที่พระอาจารย์ตัดสินใจ ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา พระอาจารย์คิดว่า เป็นการถวายชีวิตนี้ให้กับพระพุทธเจ้า เป็นการตอบแทนคุณพระพุทธเจ้า นี่คือสิ่งที่ทำให้พระอาจารย์อยู่ได้

“การทำงานพระศาสนามีอุปสรรคมากมายแต่ถ้าใจสู้แบบยอมตาย พระอาจารย์เชื่อมั่นว่า พระศาสนาจะยังคงอยู่อีกนานแสนนาน อย่างน้อยก็พระอาจารย์คนหนึ่งจะทำพันธกิจนี้ด้วยชีวิต”

แม้ปัจจุบันนี้วัดไทยแห่งเดียวในรัสเซียนี้จะมีญาติโยมคนไทยช่วยกันทำบุญเกื้อกูลเสมอมา จนบัดนี้หนี้สินได้ลดน้อยลงไปมากแล้ว แต่ก็ยังเหลือหนี้ก้อนสุดท้ายอีกประมาณเกือบๆ 2 ล้านบาท

นอกจากนี้ เงินเดือนจากการสอนหนังสือของพระอาจารย์ก็ไม่เพียงพอในการใช้จ่ายภายในวัด เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา แต่พระอาจารย์ชาตรีก็ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า พระอาจารย์ “ต้องสู้”!


 

เรื่อง : สวิชญา ชมพูพัชร ภาพ : กัมพล เสนสอน

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Chatree Hemapandha

ขอบคุณสถานที่ จดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

**ร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อต่อลมหายใจพระพุทธศาสนาในรัสเซีย ผ่านชื่อบัญชี วัดอภิธรรมพุทธวิหาร เซนต์-ปีเตอร์สเบอร์ก เลขบัญชี 207-417990-0 ธนาคารกรุงเทพ 
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณสวิชญา ชมพูพัชร-คุณกัมพล เสนสอน 
 
สวัสดิ์สิริศนิวารปรีดิ์มานกมลโรจน์ค่ะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 24/02/2019 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ก่อนจะได้ผลสำเร็จมาอย่างนี้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนาๆประการ มีความมุมานะอดทนสูงยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
vinitvadee วันที่ : 23/02/2019 เวลา : 17.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบพระคุณ คุณลุงยั้งคิดค่ะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
vinitvadee วันที่ : 23/02/2019 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบคุณ คุณTatiyaDang ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    



[ Add to my favorite ] [ X ]