• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-05-07
  • จำนวนเรื่อง : 566
  • จำนวนผู้ชม : 191902
  • ส่ง msg :
  • โหวต 375 คน
รักถิ่นมาตุคามปิตุภูมิ
เทิดชาติศาสน์กษัตริย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2
วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2562
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 313 , 07:21:36 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สำรวจฟ้า โหวตเรื่องนี้

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงศีล

 

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ยังเป็นพระวชิรญาณอยู่นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา และมีภูมิรู้ทางภาษาบาลีอย่างชนิดหาตัวจับยาก 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบกิตติศัพท์ในด้านนี้ของพระองค์ วันหนึ่งจึงทรงอาราธนาพระองค์เข้าสอบความรู้พระปริยัติธรรมสนามหลวง

พระวชิรญาณเองก็ไม่ขัดพระราชศรัทธา จึงเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมถวาย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงฟังการสอบความรู้พระปริยัติธรรมในครั้งนั้นด้วยทุกวัน

วันแรกของการสอบพระปริยัติธรรม พระวชิรญาณทรงแปลคำภีร์พระธรรมบท อันเป็นหลักสูตรชั้นบาเรียน (เปรียญ) ตรี หรือประโยค 1-2 และประโยค ป.ธ.3 ปรากฏว่าทรงแปลได้ตลอดไม่มีติด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับเป็นประธานอยู่ในที่ประชุมพระมหาเถระผู้เป็นกรรมการควบคุมการสอบอยู่ด้วย

ทรงเห็นว่าพระวชิรญาณมีความเชี่ยวชาญมากถึงเพียงนี้จึงมีพระราชดำรัสว่า ไม่ต้องแปลประโยค 1-2 และประโยค ป.ธ. 3 อันเป็นหลักสูตรชั้นบาเรียนตรีก็ได้ ให้ข้ามไปแปลคัมภีร์มงคลทีปนี อันเป็นหลักสูตรบาเรียนโททีเดียวเถิด

วันที่ 2 พระวชิรญาณจึงข้ามชั้นจากบาเรียนตรีไปสอบชั้นบาเรียนโทคือแปลคัมภีร์ทีปนีเลยทีเดียว การณ์ก็ปรากฏว่าทรงแปลได้ไม่ติดขัดอีกเช่นเคย

ในวันที่ 3 ทรงเข้าแปลคัมภีร์บาลีมุต อันเป็นหลักสูตรชั้นประโยค 5 ก็ปรากฏว่าทรงแปลได้ฉลุยอีกเช่นเคย

หลังเสร็จสิ้นการแปลในวันที่ 3 นี้มีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น เมื่อกรมหมื่นรักษ์รณเรศ (หรือหม่อมไกรสร) ซึ่งเป็นผู้กำกับกรมธรรมการในขณะนั้นและเป็นคู่อริทางการเมืองของพระวชิรญาณมาก่อน ได้กราบเรียนถามพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดมาฬีโลกยารามขึ้นในที่ประชุมกรรมการแปลขณะนั้นประมาณว่าให้ได้ยินกันโดยทั่วถึงว่า “นี่จะปล่อยกันไปถึงไหน”

พระวชิรญาณทรงทราบว่าทรงถูกทักท้วงอย่างแรงเช่นนี้ก็ทรงน้อยพระหฤทัย จึงให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ที่ทรงเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมนั้น ก็ด้วยมีความประสงค์จะสนองพระเดชพระคุณตามพระราชศรัทธาที่ได้ทรงอาราธนาไว้นั้น หาได้มีความปรารถนาในทางยศศักดิ์อัครฐานหรือต้องการลาภสักการะแต่อย่างใดไม่

แลได้แปลถวายให้ทรงฟังมาแล้ว 3 วัน คิดเห็นว่าจะเฉลิมพระราชศรัทธาให้ตามสมควรแล้ว จึงใคร่ขอพระบรมราชานุญาตให้หยุดแต่เพียงนี้เถิดอย่าให้ต้องเข้าแปลอีกต่อไปเลย

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความขุ่นข้องหมองพระทัยตามความที่กราบบังคมทูลมานั้น จึงไม่ทรงขัดศรัทธาของพระวชิรญาณ ทั้งยังได้พระราชทานพัดยศเปรียนธรรม 9 ประโยค อันเป็นสัญลักษณ์ของผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติชั้นสูงสุดแห่งคณะสงฆ์ไทยให้ทรงถึอเป็นสมณศักดิ์สืบมาอีกด้วย

เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์คราวนี้มีเบื้องหลังอย่างไร สมเด็จพระเจ้ากรมบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระวินิจฉัยขยายความให้ทราบภูมิหลังของกรมหมื่นรักษ์รณเรศซึ่งเป็นผู้กำกับกรมธรรมการในขณะนั้นว่า

“ด้วยหม่อมไกรสรอยู่ในพวกเจ้าหน้าที่ประสงค์จะได้ราชสมบัติพลัดจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปได้แก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อการเป็นไปดังประสงค์แล้ว เจ้านายพระองค์อื่นก็กลับสมัครสมานอย่างเดิม

แม้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ไม่ทรงรังเกียจกินแหนงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอุดหนุนเพื่อให้เจริญพระเกียรติยศทางฝ่ายพุทธจักรดังกล่าวมาแล้ว

แต่หม่อมไกรสรทรงมีทิฐิ ถือว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจจะเป็นศัตรูราชสมบัติ คอยแกล้งเกลียดกันด้วยอุบายต่างๆ เพื่อจะมิให้มีผู้คนนิยมนับถือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงถูกหม่อมไกรสรเป็นตัวมารคอยใส่ร้ายต่างๆ ต่อมาในรัชกาลที่ 3 จนผลกรรมบรรดาลให้ตัวเองต้องราชภัยเป็นอันตรายไปเอง…”

พระอัจฉริยภาพทางภาษาบาลีในพระวชิรญาณนั้นเอกอุเพียงไร ผู้ที่ศึกษาภาษาบาลีมาก่อนย่อมจะทราบเป็นอย่างดีว่ามีเค้าแห่งความเป็นจริงรองรับอยู่เป็นอันมาก ดังปรากฏหลักฐานเป็นผลงานพระราชนิพนธ์ในพระองค์อยู่หลายสิบเรื่อง ที่เห็นชัดและพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยยังใช้สืบมาจนบัดนี้ ก็คือบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น นะโม 8 บท (นมการฎฐกคาถา)

ยิ่งกว่านั้นประจักษ์พยานที่แสดงถึงความเป็นปราชญ์ทางภาษาบาลีในพระวชิรญาณ สมกับที่ทรงได้รับพระราชทานพัดยศเปรียญธรรม 9 ประโยคอันเป็นเช่นปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางพระพุทธศาสนา ก็คือเมื่อตอนก่อนจะเสด็จสวรรคตพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเป็นภาษาบาลีอยู่เป็นเวลานาน ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์คาถา (ฉันท์หรือบทกวีภาษามคธ) ลาพระสงฆ์อีกยืดยาวสอบผ่านกันมากกว่าพระสงฆ์จากสำนักอื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่าพระวชิรญาณทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีหรือภาษามคธจนเลื่องชื่อลือชากันมากขึ้นทุกทีเช่นนั้น จึงโปรดให้พระวชิรญาณเข้าร่วมเป็นกรรมการการสอบพระปริยัติธรรมในสนามหลวงด้วยผู้หนึ่ง แต่เพียงสมัยแรกที่ทรงเข้าเป็นกรรมการก็มีวิวาทะครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้น

เมื่อพระองค์ไปเกิดมีเรื่องถกเถียงทางวิชาการกันกับพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมฬีโลกยาราม ซึ่งเป็นพระมหาเถระผู้มีอาวุโสสูงกอปรกับมีความเชี่ยวชาญทางภาษาบาลี “แข็ง” ปั๋งกว่าใครอยู่ในขณะนั้น

เรื่องที่โต้เถียงกันนั้นมีอยู่ว่า พระมหาผ่องแห่งสำนักวัดประยุรวงศาวาส เข้าแปลพระปริยัติธรรมและแปลความแห่งหนึ่งในข้อสอบผิดหลักไวยากรณ์

เรื่องที่แปลนั้นมีว่า “ตุมเห อันว่าท่านทั้งหลาย นิสีทถ จงนั่ง อาสเน ในอาสนะ”

พระวชิรญาณไม่โปรดที่พระมหาผ่องแปลศัพท์ “อาสเน” ว่า “ในอาสนะ” จึงทักท้วงขึ้น

พระมหาผ่องจึงแปลใหม่ว่า “อาสเน = เหนืออาสนะ”

คราวนี้พระวชิรญาณโปรด แต่พระพุทธโฆษาจารย์เกิด “ไม่โปรด” ขึ้นมาบ้าง จึงเป็นฝ่ายทักท้วงว่าไม่ถูก คนกลางคือพระมหาผ่องเลยชักสีหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะฟังใครเพราะต่างฝ่ายต่างก็ “ใหญ่” ด้วยกันทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นดังหนึ่งแม่กองบาลีสนามหลวง แต่อีกคนหนึ่งก็ทรงเป็น “เจ้า” ทั้งยังทรงเป็นเจ้าที่ทรงพระปรีชาญาณทางมคธภาษาถึงขั้นเปรียญธรรม 9 ประโยคเสียอีกด้วย

พระวชิรญาณเห็นว่าสถานการณ์ของพระมหาผ่องท่าจะไม่ค่อยดี ขืนปล่อยไปอย่างนี้คงสอบตกเป็นแม่นมั่น จึงทรงแสดงทัศนะทางวิชาการขึ้นในที่ประชุมพระมหาเถระทั้งปวงในขณะนั้นว่า

“นั่งในอาสนะนั้น นั่งอย่างไร จะฉีกอาสนะออกแล้วเข้าไปนั่งที่ฉีกหรือจะเอาอาสนะขึ้นคลุมตัวไว้ในนั้น”

พระพุทธโฆษาจารย์ได้ฟังเช่นนี้ก็ถึงแก่ตบะแตก ลุแก่โทสะบังอาจกล่าวถ้อยคำหยาบช้าต่อพระวชิรญาณชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม สวนขึ้นมาว่า “ทุกวันนี้คิดถึงพระเดชพระคุณของพระเจ้าแผ่นดินดอก จึงได้มาไล่หนังสือ ถ้าหาไม่ก็ไม่ปรารถนาเดินมาให้เจ็บหัวแม่ตีน”

การสอบอันนั้นเลยเป็นการเลิกไปโดยปริยาย

เมื่อความทราบไปถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกริ้วเป็นอันมากสั่งถอดพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) จากกรรมการสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวง แล้วทรงมอบการทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยการสอบพระปริยัติธรรมนั้นให้อยู่ในความรับผิดชอบของพระวชิรญาณจนตลอดรัชกาล

ข้อความที่มหาปราชญ์ทั้งสองท่านโต้แย้งกันนั้น หลายท่านที่ไม่เคยเรียนภาษาบาลีมาก็อาจจะสงสัยว่าตกลงแล้วใครถูกกันแน่

ความข้อนี้ผู้เขียนไม่ขอวินิจฉัย แต่ขอคัดคำอธิบายของอาจารย์เริง อรรถวิบูลย์ ผู้เรียบเรียงประวัติของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์มาให้พิจารณาประกอบดังนี้

“…ความจริงทราบว่า อาสเน นี้ บรรดานักปราชญ์ชั้นครูอาจารย์ทุกๆ สำนักเรียนมักจะแปลกันว่า อาสเน ในอาสนะทุกๆ สำนัก โดยท่านอธิบายว่า เป็นศัพท์ที่จะต้องแปลเฉพาะความหมายเช่นเดียวกันกับศัพท์เฉพาะทางความหมายคือ “ในสีมา” และในหัตถบาสถ์ เป็นต้น

ผู้เรียบเรียงหนังสือนี้ สมัยเมื่อเรียนบาลีธรรมบทก็เคยได้รับคำอธิบายจากอาจารย์ผู้สอนว่า ศัพท์บาลีบางคำซึ่งแปลความหมายออกมาเป็นภาษาไทยโดยทั่วๆ ไป จะต้องแปลให้ตรงความหมายที่นิยมกัน เช่น อยู่ จะต้องแปลต่อไปว่า ‘ใน’ หน้าคำว่า ให้ จะต้องต่อกับคำว่า ‘แก่’ ดังนี้เป็นต้น”

ต่อมาเมื่อพระวิชรญาณทรงลาผนวชเสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ใน พ.ศ. 2394 แล้วนั้น ฝ่ายพระพุทธโฆษาจราย์ (ฉิม) วัดโมลีโลกยาราม ก็รู้ดีว่าลมการเมืองคงจะพัดพาเอาราชภัยมาตกต้องตนเป็นแม่นมั่นในไม่เร็วก็ช้า จึงรีบเก็บข้าวของเตรียมตัวจะกลับไปสู่ภูมิลำเนาเดิมคือจังหวัดเพชรบุรี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องจึงทรงพระกรุณาโปรดฯให้พ้นโทษไม่ทรงถือสาหาความ ทั้งยังมีพระราชกระแสรับสั่งเป็นเชิงยกย่องว่า พระพุทธโฆษาจารย์นั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญพระปริยัติธรรมมาก

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” ครองตำแหน่งเจ้าคณะกลาง แล้วอาราธนาให้มาเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุในพระนคร

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) ไม่เคยคิดมาก่อนแม้แต่น้อยว่า ฟ้าจะเมตตาดินถึงเพียงนี้ จึงเกิดศรัทธาปสาทะในพระคุณธรรมแห่งความเป็นบัณฑิตที่แท้และสำนึกในมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงกอปรด้วยทศพิธราชธรรมอย่างยากจะหาผู้ใดทัดเทียมได้

เพราะนอกจากจะไม่ทรงเอาความกับตนแล้วยังกลับทรงพระราชทานยศให้ภิญโญมากขึ้น แลซ้ำยังยกย่องให้เป็นที่ปรากฏให้สังฆมณฑลเสียอีกด้วย

อาศัยพระกรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ ในครั้งนี้เองเป็นเหตุ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) จึงประพันธ์คาถาถวายพระพรชื่อ “สุขาภิยาจนคาถา” (คาถาถวายพระพรให้ทรงเกษมสำราญ) ซึ่งขึ้นต้นด้วยบาทแรกว่า “ยํ ยํ เทวมนุสสานํ” แล้วทูลเกล้าฯ ถวาย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระคาถานี้แล้ว พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยมาก จึงโปรดฯ ให้พระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑลสวดคาถานี้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตราบจนถึงบัดนี้

ข้อมูลจาก

พระมหาวุฒิชัย วชิเมธี.  “ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ” คาถาบาลีมีขึ้นเพราะเหตุวิวาทะระหว่าง รัชกาลที่ 4 กับพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมฬีโลกยาราม, ศิลปวัฒนธรรม มีนาคม 2547

 

 
ขอบคุณ ศิลปวัฒนธรรม
 
สิริสวัสดิ์จันทรวารค่ะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
vinitvadee วันที่ : 25/11/2019 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ท่าน PT คะ

ร.๔ ทรงเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ค่ะ ได้เฉลิมพระนาม มหาราชแล้ว
ขอบพระคุณมากนะคะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 1 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 25/11/2019 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ร.๔ ปราดเปรื่องเรื่องธรรมะบวชเรียนนาน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]