• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-05-07
  • จำนวนเรื่อง : 575
  • จำนวนผู้ชม : 220885
  • ส่ง msg :
  • โหวต 433 คน
รักถิ่นมาตุคามปิตุภูมิ
เทิดชาติศาสน์กษัตริย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2
วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน 2562
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 717 , 07:45:11 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน แม่หมี , สำรวจฟ้า และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

ภาพกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามเสียกรุง คือภาพบ้านเมืองแตกสลาย ผู้คนอดอยากหิวโซ ทิ้งบ้านฐานถิ่นหนีภัยสงคราม ซากศพเกลื่อนเมือง บ้าน วัด วัง พังพินาศ ภาพเช่นนี้มีบรรยายไว้ชัดเจนในพระราชพงศาวดารทุกฉบับ นับเป็นการสิ้นสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างกรุงศรีอยุธยาอย่างแท้จริง

นอกเหนือไปจากความพินาศวอดวายของบ้านเมืองแล้ว สิ่งที่ซ้ำเติมความเสียหายคือ หัวเมืองเหนือ ใต้ อีสาน อาศัยช่วงเวลาการสิ้นอํานาจของกรุงศรีอยุธยา แยกตัวเป็นอิสระ ตั้งเจ้าปกครองกันเอง ไม่ขึ้นตรงต่ออํานาจส่วนกลางแบบเดิมอีกต่อไป

พระเจ้าตากที่แม้จะทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะ “กู้กรุง” ให้เหมือนเดิม แต่เมื่อเห็นสภาพบ้านเมืองที่พังพินาศไปแล้ว ถึงกับถอดพระราชหฤทัย ไม่คิดแม้กระทั่งจะเป็นผู้นํา “กู้กรุง” ดังพระราชประสงค์เดิม เพราะขณะนั้น กรุงศรีอยุธยาเกินจะเยียวยาแล้ว จึงคิดจะกลับไป “ครอง” เมืองจันทบุรีอันเป็นเมืองน้อยแทน

“ทอดพระเนตรเห็นอัฎฐิกเรวฬะคนทั้งปวงอันถึงพิบัติชีพตายด้วยทุพภิกขะ โจระ โรคะ สุมกองอยู่ดุจหนึ่งภูเขา แลเห็นประชาชนซึ่งลําบากอดอยากอาหาร มีรูปร่างดุจหนึ่งเปรตปีศาจพึงเกลียด ทรงพระสังเวชประดุจมีพระทัยเหนื่อยหน่ายในราชสมบัติจะเสด็จไปเมืองจันทบุรี”

แต่เมื่อทรงรับที่จะเป็นผู้นํา “กู้กรุง” ก็จําเป็นต้องทํา “การบ้าน” อย่างหนักที่ท้าทายอยู่เบื้องหน้า

“บรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็คิดกําเริบก่อเกิดอหังการ ตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นเป็นหลายเมือง แผ่นดินแบ่งออกเป็นหลายส่วน เกิดจลาจลรบพุ่งกันเป็นหลายพวก และสมณพราหมณ์ไพร่ฟ้าประชากรได้ความเดือดร้อนหาที่พึ่งมิได้

ทรงพระดําริจะปราบยุคเข็ญซึ่งเป็นจลาจลให้สงบราบคาบ และจะก่อกู้กรุงเทพมหานครให้คืนคงเป็นราชธานี มีพระราชอาณาเขตปกแผ่ไปเป็นแผ่นดินเดียว ทั่วจังหวัดแว่นแคว้นแดนสยามประเทศเหมือนดังเก่า”

พระราชภารกิจ “กู้กรุง” เริ่มขึ้นทันทีที่พระเจ้าตากทรงตัดสินพระราชหฤทัยทิ้งกรุงศรีอยุธยาในยามคับขันที่สุด

ภารกิจ “คืนความสุข” เยียวยาราษฎร

ระหว่างสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 ทหารพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้นานนับปีด้วยนโยบาย “ปักหลักพักค้าง” ยึดพื้นที่ไร่นาวัวควาย เพื่อให้กองทหารปลูกข้าวเป็นเสบียงกินข้ามปี ทําให้ราษฎรซึ่งอยู่หัวเมืองรายรอบกรุงศรีอยุธยา ไม่สามารถทําไร่ทํานาได้ตามปกติ เกิดสภาวะอดอยากและอดตายกันไปทั่วกรุงศรีอยุธยา ราษฎรบางส่วนถึงกับยอมมอบตัวหนีสภาพอดอยากต่อกองทัพพม่า สภาพเช่นนี้ยืดเยื้ออยู่นานเกือบ 2 ปี

หลังจากนั้น พระเจ้าตากก็สามารถยกพลจากหัวเมืองตะวันออก เข้าตีฐานที่มันสุดท้ายของกองทหารพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น จนสามารถขับไล่กองทหารพม่ากองสุดท้ายออกจากกรุงศรีอยุธยาได้เป็นผลสําเร็จ ก่อนจะสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่

เมื่อภาวะสงครามผ่านพ้นไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความเสียหาย ความอดอยาก ราษฎรพลัดบ้านพลัดถิ่น ไม่สามารถทํามาหากินได้อย่างปกติ เหล่านี้คือปัญหาเร่งด่วนที่รอให้พระเจ้าตากจัดการทันทีหลังเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

พระราชภารกิจแรกคือการเยียวยาราษฎร ซึ่งอยู่ในสภาพ “หมดตัว” กันถ้วนทั่ว ด้วยการ “แจก” ข้าวปลาอาหารเพื่อเป็นการยังชีพในเบื้องต้น

“ทรงพระกรุณาให้แจกจ่ายอาหารแก่ราษฎรทั้งหลาย ซึ่งอดโซอนาถาทั่วสีมามณฑลเกลื่อนกล่นกันมารับพระราชทานมากกว่าหมื่น บรรดาข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือนไทยจีนทั้งปวงนั้น ได้รับพระราชทานข้าวสารเสมอคนละถังกินคนละยี่สิบวัน”

 

“พระเจ้าตากทรงแจกจ่ายข้าวสารแก่ราษฎร”

ภาพจิตรกรรมจัดแสดงภายในตำหนักเก๋งคู่ (เก๋งหลังใหญ่) พระราชวังเดิม

 

บางครั้งที่ข้าวสารไม่พอแจก รัฐบาลกรุงธนบุรีก็ทุ่มเงินซื้อข้าว “นําเข้า” จากต่างประเทศ เพื่อมาเยียวยาราษฎร ในราคาที่แพงกว่าปกติ ไม่เพียงแต่ข้าวสารเท่านั้น เสื้อผ้า “เงินสด” รัฐบาลกรุงธนบุรีก็แจกให้กับราษฎรและข้าราชการที่ทุกข์ยาก ซึ่งการแจกแต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณไม่น้อย

นอกจากนี้ ในระยะก่อตั้งกรุงธนบุรี ครั้งใดที่กองทัพกรุงธนบุรียกออกไปตีเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพิษณุโลก เมืองฝาง เป็นต้น ก็จะมีรายการแจกข้าวสารเงินทองให้กับคนยากและพระภิกษุสงฆ์อยู่เสมอ

รวมไปถึงนโยบายสําคัญที่สั่งห้ามมิให้ทหารกรุงธนบุรีข่มเหงราษฎรหัวเมืองที่แพ้ศึก รวมทั้งไม่ให้ปล้นชิงเอาทรัพย์สิน วัวควาย อันเป็นปัจจัยการผลิตของราษฎรท้องถิ่นนั้นเด็ดขาด นโยบายเยียวยานี้ ดําเนินไปตลอดช่วงแรกของการสถาปนากรุงธนบุรีตั้งแต่ปี 2311 จนถึงปี 2314 ทําให้ราษฎรที่หลบหนีสงครามเข้าป่าดง กลับออกมาดําเนินชีวิตได้ตามปกติเหมือนอย่างเคย

ทั้งนี้ การที่ราษฎรเกิดความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่ อาจไม่ใช่เพียงแค่นโยบาย “แจกข้าว” คืนความสุขเพียงอย่างเดียว เพราะฝันร้ายจากสงครามยังคงน่าจะหลอกหลอนราษฎรกรุงศรีอยุธยาอยู่ไม่น้อย การเรียกความเชื่อมั่น จึงน่าจะรวมไปถึงการแสดงความแข็งแกร่งของรัฐบาลใหม่ ที่สามารถปกป้องบ้านเมืองจากศัตรูเก่าได้ ซึ่งจะทําให้รัฐบาลกรุงธนบุรีให้ได้รับความไว้วางใจจากราษฎรมากยิ่งขึ้น

คืนความสุขใน “ศึกบางกุ้ง”
สงครามเรียกคืนความเชื่อมั่น

“ศึกบางกุ้ง” แม้จะไม่ใช่ศึกใหญ่นัก แต่ถือเป็นศึกที่สําคัญครั้งหนึ่งในสมัยกรุงธนบุรี เพราะศึกนี้เป็นศึกแรกที่เกิดขึ้นหลังจากสถาปนากรุงธนบุรีไม่ถึงปี ขณะที่ราษฎรยังคงฝันร้ายในศึกกรุงแตกอยู่ และคงยังไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลกรุงธนบุรีมากนัก ว่าจะรับมือกับกองทัพพม่าได้อีกหรือไม่ หรือจะพ่ายแพ้หมดสภาพเหมือนอย่างกรุงศรีอยุธยาเคยประสบมาแล้ว

กองทัพพม่ายกทัพมาจากเมืองทวายเพื่อ “หยั่งเชิง” กองทัพกรุงธนบุรีที่ค่ายบางกุ้ง เขตเมืองสมุทรสงคราม ศึกนี้พระเจ้าตากจึงทรงนําทัพเอง เข้าตีกองทัพพม่าแตกพ่ายไปอย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ผลของสงครามครั้งนี้ “ได้ใจ” ราษฎรเป็นอย่างมาก พระเกียรติยศในฐานะผู้นําคนใหม่ เป็นที่กล่าวขานไปทั่วแผ่นดิน

“พระเกียรติยศก็ลือชาปรากฏ ดุจพระยาไกรสรสีหราชอันเป็นที่กลัวแห่งหมู่สัตว์จัตุบาททั้งปวง”

“ศึกบางกุ้ง” ไม่เพียงแต่จะคืนความเชื่อมั่นให้กับราษฎรทั่วไปเท่านั้น แต่ศึกครั้งนี้ยังส่งผลให้บรรดาหัวหน้าชุมชน มาเฟียท้องถิ่น ซ่องโจร ที่เคยออกอาละวาดปล้นชิงข้าวปลาอาหารวัวควายของชาวบ้านในยามที่บ้านเมืองติดศึกสงครามไร้กฎหมายควบคุม ก็เกิดอาการเกรงกลัวพระเดชานุภาพ สงบราบคาบลงทุก ๆ แห่ง ยุติ “อาชีพ” ปล้นชิงกันสิ้น บางส่วนก็เปลี่ยนอาชีพมารับราชการแทน

“ต่างเข้ามาถวายตัวเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาท ได้รับพระราชทานเงินทองและเสื้อผ้า และโปรดชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนางในกรุงและหัวเมืองบ้าง”

นโยบาย “คืนความสุข” หลังบ้านเมืองพินาศวอดวาย นับจากวันที่พระเจ้าตากเสด็จขึ้นครองราชย์ ไม่ว่าจะเป็นการแจกข้าวสาร เสื้อผ้า เงินทอง รวมไปถึงการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนใน “ศึกบางกุ้ง” ได้ส่งผลดีต่อรัฐบาลกรุงธนบุรีเป็นอย่างมาก หัวเมืองต่าง ๆ ราษฎรทุกหมู่เหล่า รวมทั้งแกนนําชุมชน ต่างก็หันกลับไปทํามาหากินกันเหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี

“บ้านเมืองก็สงบปราศจากโจรผู้ร้าย และราษฎรก็ได้ตั้งทําไร่นา ลูกค้าวานิชก็ไปมาค้าขายทํามาหากินเป็นสุข ข้าวปลาอาหารก็ค่อยบริบูรณ์ขึ้น คนทั้งหลายก็ค่อยได้บําเพ็ญการกุศลต่าง ๆ ฝ่ายสมณสากยบุตรในพระพุทธ ศาสนาก็ได้รับบิณฑบาตจตุปัจจัย ค่อยได้รับความสุขบริบูรณ์ เป็นกําลังเล่าเรียนบําเพ็ญเพียรในสมณกิจ ฝ่ายคันถธุระ วิปัสสนาธุระทั้งปวงต่าง ๆ”

ปีแรกแห่งกรุงธนบุรี แม้ว่าบ้านเมืองจะดูสงบขึ้น ราษฎรได้รับการเยียวยา โจรผู้ร้ายลดลง ความเชื่อมั่นเริ่มกลับคืนมา แต่ขณะนั้นราชธานีแห่งใหม่ยังขาดเอกภาพดุจเดียวกับกรุงศรีอยุธยา จึงถึงเวลาที่จะต้องจัดการกับกลุ่มก๊กต่าง ๆ ด้วยการสลายชุมนุมใหญ่ที่ตั้งตัวเป็นอิสระจากอํานาจส่วนกลางให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวบรวมบ้านเมืองให้เกิดเอกภาพในทันที

 

“พระเจ้าตากทรงรวบรวมไพร่พลจากหัวเมืองตะวันออก เข้าตีกองทหารพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น”

จิตกกรรมฝาผนังภายในท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ

 

ปฏิบัติการสลายกลุ่มก๊ก
“คืนความสุข” คืนเอกภาพแห่งรัฐ

ปัญหาใหญ่หลังกรุงแตก คือบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศทางอํานาจ บรรดาหัวหน้าชุมนุมใหญ่ ในหัวเมืองสําคัญต่างตั้งตัวเป็นอิสระตัดขาดจากอํานาจของกรุงศรีอยุธยา เวลานั้นจึงมี “เจ้าแผ่นดิน” เกิดขึ้น อย่างน้อย 5 กลุ่มใหญ่ คือ เจ้ากรุงธนบุรี เจ้าพระพิษณุ โลก เจ้าพระฝาง เจ้าเมืองนครฯ เจ้าพิมาย กรุงธนบุรีก็เป็น 1 ใน 5 ชุมนุม ที่เกิดขึ้นในช่วงกรุงแตก 

ปฏิบัติการ “คืนความสุข” ครั้งนี้คือการรวบรวม ชุมนุมใหญ่ทั้ง 4 เมือง ที่แยกตัวเป็นอิสระนั้น เข้ามาไว้ ในราชอาณาจักรกรุงธนบุรี เพื่อความเป็นเอกภาพ เช่นเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี

กรุงธนบุรีสถาปนาขึ้นในปี 2311 ปีเดียวกันนี้ พระเจ้าตากทรงยกทัพขึ้นไปหมายจะจัดการกับเมืองพิษณุโลกเป็นแห่งแรก แต่ครั้งแรกนี้ทรงทําไม่สําเร็จ เพราะถูกปืนเข้าที่แข้งซ้ายจนบาดเจ็บ ต้องยกทัพกลับกรุงธนบุรีมาก่อน หลังจากหายประชวรแล้ว ก็ทรงยกทัพไปจัดการกับเจ้าพิมาย หรือกรมหมื่นเทพพิพิธ ศึกนี้ชนะได้ไม่ยากนัก สามารถจับตัวเจ้าพิมายประหารชีวิตสําเร็จ

ปีถัดมาคือปี 2312 ทรงให้จัดทัพเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งยกไปตีกรุงกัมพูชาเมืองประเทศราชที่เคยอยู่ในอํานาจของกรุงศรีอยุธยา อีกทัพหนึ่งเสด็จนําทัพเองเพื่อยกไปตีเมืองนครศรีธรรมราช ศึกในปีนี้ตีได้เพียงเมืองนครฯ

ส่วนกรุงกัมพูชานั้น “พระยา 2 พี่น้อง” คือ พระยาอภัยรณฤทธิ์ (ทองด้วง) และพระยาอนุชิตราชา (บุญมา) ได้ข่าวลือว่าพระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ที่เมืองนครฯ จึงเลิกทัพกลับมาก่อน

ต่อมาในปี 2313 ความจริงควรเป็น “ศึกล้างตา” กับเมืองพิษณุโลก แต่ขณะนั้นเจ้าพระฝางได้ยึดเมือง พิษณุโลกไว้ได้แล้ว กองทัพกรุงธนบุรีจึงมุ่งหน้าจัดการกับเจ้าพระฝาง แม้จะไม่ได้ตัวเจ้าพระฝาง ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ศึกนี้ก็สามารถยึดเมืองพิษณุโลก เมืองสวางคบุรี เป็นผลสําเร็จ

เท่ากับว่าอํานาจของกรุงธนบุรีได้ขยายลงไปยังเมืองทางใต้ถึงเมืองนครฯ และเมืองบริวาร ทางตะวันออกเฉียงเหนือคือโคราช ทางเหนือคือเมืองพิษณุโลกและเขตหัวเมืองเหนือทั้งปวง ประชิดติดกับอํานาจของล้านนา

เป้าหมายต่อไปคือการยึดเมืองเชียงใหม่ แต่การตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรกนั้นไม่ประสบความสําเร็จ เพราะ “คําปรัมปราเล่าสืบ ๆ กันมาว่า กษัตริย์พระองค์ใดยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่นี้ ครั้งเดียวมิได้”

การสลายกลุ่มก๊กชุมนุมต่าง ๆ ทั้ง 4 กลุ่ม คือ พิษณุโลก พิมาย พระฝาง และเมืองนครฯ ทําสําเร็จเสร็จ สิ้นใน 3 ปีแรกของกรุงธนบุรี เว้นแต่เมืองประเทศราชที่ยึดได้ในปีถัดมา (ตีได้กรุงกัมพูชาในปี 2314, เชียงใหม่ในปี 2317)

ความสําเร็จในการปราบศึกต่าง ๆ ปรากฏชัดในโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ของนายสวน มหาดเล็ก แต่งไว้เมื่อปี 2314 หลังจากสลายกลุ่มก๊กต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว

ปางปาตลิบุตรทั้ง........เวียงสวางค์
นครราชสีมาหมาง.......ปิ่นหล้า
ถ้าแต่หมู่ทหารกลาง....หมวดหนึ่ง ก็ดี
ก็จะมีชัยแก่ข้า............ศึกเสี้ยนสยบแสยงฯ

คืนความสุข ศาสนจักร

หลังจากใช้ทั้งพระเดชและพระคุณในการสร้าง “อาณาจักร” สําเร็จไปแล้วส่วนหนึ่งยังเหลือ “ศาสนจักร” ซึ่งถือเป็นหลักแห่งความสงบของบ้านเมือง และถือว่าเป็น “งาน” สําคัญของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ที่จะต้องทํานุบํารุงการพระศาสนาให้รุ่งเรืองในรัชสมัยของพระองค์

พระเจ้าตากได้ทรงเคยตั้งพระราชปณิธานไว้แต่แรกเมื่อคิดจะกู้กรุงศรีอยุธยาว่า จะทํานุบํารุงพระบวรพุทธศาสนาซึ่งก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไม่น้อยไปกว่าใคร ให้กลับมารุ่งเรืองดังเดิม 

ดังนั้น หลังจากสถาปนากรุงธนบุรีได้ไม่นาน ก็ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ขึ้น คือ พระอาจารย์ดี วัดประดู่ และทรงตั้งพระราชาคณะ พระอันดับต่าง ๆ ตามแบบอย่างโบราณ

นอกจากนี้ยังทรงใช้พระราชทรัพย์เป็นอันมาก จ้างคนสร้างพระวิหารเสนาสนะถวายแก่พระพุทธศาสนาเป็นจํานวนมาก แล้วตรัสพระราชทานโอวาทขอให้พระสงฆ์อยู่ในศีลบริสุทธิ์

“อย่าให้พระศาสนาของพระองค์เศร้าหมองเลย แม้นพระผู้เป็นเจ้าจะขัดสนด้วยวัตถุจตุปัจจัยทั้ง 4 ประการนั้น เป็นธุระโยมจะอุปถัมภ์ ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงมีศีลคุณบริบูรณ์ในพระศาสนาแล้ว แม้นจะปรารถนามังสะรุธิระโยม ๆ ก็อาจสามารถจะเชือดเนื้อแลโลหิตออกบําเพ็ญทานได้”

ครั้นเมื่อตีได้เมืองนครฯ ก็ทรงให้ “ยืม” พระไตรปิฎกมาคัดลอกจําลองไว้สําหรับกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อตีได้ชุมนุมเจ้าพระฝาง ก็ทรงจัดระเบียบพระสงฆ์เมืองเหนือใหม่ เช่น ถ้าภิกษุรูปใดปาราชิกก็จะพระราชทานให้สึกออกทําราชการ เป็นต้น

ปฏิบัติการคืนความสุขของพระเจ้าตากล้วนแต่เร่งรีบกระทําตั้งแต่ต้นรัชกาล และส่วนใหญ่ก็ประสบความสําเร็จได้ด้วยดีภายใน 3 ปีแรก ทําให้กรุงธนบุรีฟื้นกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทั้งทางโลกและทางธรรม

อย่างไรก็ดี “กิจการภายใน” ที่กลับฟื้นมาดีดังเดิมก็ยังไม่พอที่จะสร้างความมั่นคงให้กับกรุงธนบุรีได้อย่าง ยืนยาว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พระเจ้าตากทรงพยายามกระทําอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถาปนากรุงธนบุรีขึ้น และก็ได้รับความสําเร็จในตอนปลายรัชกาล แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ทรงอยู่ในราชบัลลังก์จนได้เห็นความสําเร็จนั้น

 

“ตีเมืองสวางคบุรี” ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมนุมเจ้าพระฝาง

ภาพจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร เชียนโดย หลวงฤทธิจักรกำจร ในสมัยรัชกาลที่ ๕

 

เรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ

เพื่อฟื้นฟูพระราชอาณาจักรให้กลับมายิ่งใหญ่เช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา รัฐบาลกรุงธนบุรีจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้การรับรอง “อย่างเป็นทางการ” จาก “พี่ใหญ่” คือรัฐบาลจีน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง

เหตุที่รัฐบาลกรุงธนบุรีต้องการเป็นมิตรกับรัฐบาลจีนในขณะนั้น ก็เพราะเวลานั้นพม่าเองก็เปิดศึกรบกับเมืองจีนทางตอนใต้อยู่ด้วยเช่นกัน หากทั้งสองรัฐบาลเป็นมิตรต่อกันแล้วจะได้สนับสนุนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ การขึ้นครองราชย์ด้วย “วิธีพิเศษ” ของพระเจ้าตาก ยังไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลจีน

เพราะรัฐบาลจีนทราบว่ากรุงศรีอยุธยายังมีรัชทายาทอยู่อย่าง น้อย 2 พระองค์ คือ เจ้าจุ้ยและเจ้าศรีสังข์ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงกัมพูชา และหากรัฐบาลจีนไม่ยอมรับรัฐบาลกรุงธนบุรีแล้ว อาจส่งผลเสียต่อการปกครองกรุงกัมพูชาและลาว ในฐานะ “ประเทศราชเดิม” ของกรุงศรีอยุธยาก็เป็นได้

ที่สําคัญการยอมรับ “อย่างเป็นทางการ” ของรัฐบาลจีน จะช่วยให้การค้าที่เคยติดต่อซื้อขายกันมาอย่างยาวนานจะได้ดําเนินต่อไปได้ ทั้งนี้รัฐบาลกรุงธนบุรีมีความต้องการ “สินค้าต้องห้าม” จําพวกยุทธปัจจัยจากเมืองจีนเป็นอย่าง ยิ่ง โดยเฉพาะ เหล็ก ทองแดง กํามะถัน9 ซึ่งการซื้อยุทธปัจจัยนั้นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลจีนก่อน

การดําเนินการเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีแรกของการสถาปนากรุงธนบุรี และกระทําอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี แต่ก็ไม่ประสบความสําเร็จ จนกระทั่งรัฐบาลจีนเห็นว่าพระเจ้าตากได้ควบคุมการปกครองไว้โดยเด็ดขาดแล้ว และเป็นที่ยอมรับของราษฎร

ดังนั้น ในปี 2314 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าตากทรงปราบปรามกลุ่มก๊กต่าง ๆ ได้ทั้งหมดแล้ว รัฐบาลจีนเริ่มเปลี่ยนท่าทีมายอมรับพระเจ้าตากมากยิ่งขึ้น

“หลัง พ.ศ. 2315 เป็นต้นมา ในเอกสารราชการของราชสํานักชิงได้เปลี่ยนการกล่าวอ้างพระนามสมเด็จ พระเจ้ากรุงธนบุรี กล่าวคือ มิได้เรียกขานว่า ‘หัวหน้าเผ่าชนอาณาจักรสยาม’ หรือ ‘พระยาสิน’ หรือ ‘กันเอินซือ’ แต่เรียกขานว่า ‘เจิ้นเจา’ ซึ่งหมายถึง ‘กษัตริย์เจิ้ง’ หรือ ‘แต้อ๋อง’ นั่นเอง”

หลังจากนั้น รัฐบาลจีนก็อนุญาตให้ขายสินค้าต้องห้ามของจีน จําพวกยุทธปัจจัยให้กับรัฐบาลกรุงธนบุรีได้ ตามที่ร้องขอ และต่อมาก็อนุญาตให้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ “อย่างเป็นทางการ” ได้

แต่คณะทูตคณะสุดท้ายของรัฐบาลกรุงธนบุรีที่ส่งออกไปเจริญทางพระราชไมตรีถึงกรุงปักกิ่ง “อย่างเป็นทางการ” ในปี 2324 ซึ่งได้บรรลุข้อตกลงต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่คณะทูตไม่สามารถนํา “ข่าวดี” กลับมากราบบังคมทูลได้ทัน เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแผ่นดินกรุงธนบุรีเป็นกรุงรัตนโกสินทร์เสียก่อน

หมดทุกข์

โมเดล “คืนความสุข” ยุคกรุงธนบุรี เกิดขึ้นในยุคที่พระมหากษัตริย์ไม่ใช่เชื้อสายราชตระกูลกรุงศรีอยุธยา แต่เป็นข้าราชการหัวเมืองธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความมุ่งมั่นจะฟื้นคืนความสุขให้กับราษฎร

ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีจึงมีความ “พิเศษ” แตกต่างจากพระราชพงศาวดารในยุคอื่น คือได้สะท้อนภาพที่พระมหากษัตริย์ที่เป็น “คน” มากกว่า มีพระราชภารกิจแบบ “ถึงเนื้อถึงตัว” กับราษฎรมากกว่าในยุคสมัยก่อน ๆ

ในขณะที่การฟื้นคืนราชอาณาจักรก็ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแต่การสร้าง “สถาบัน” แต่ได้เริ่มต้นที่จุดต่ำสุดของ สังคม คือบรรดาคนอดโซ ไร้บ้านเรือนนอน ไร้ที่ทํากินเหล่านั้น และยังขยายครอบคลุมไปถึงพระศาสนาซึ่งก็ไม่ได้มุ่งเน้นในการสร้างวัดวาอารามให้ใหญ่โต แต่ลงลึกไปถึงการถวายสบงจีวร สร้างกุฏิศาลามากกว่า

แม้เราจะไม่มีโพลในสมัยนั้นที่จะวัดความนิยมในพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ว่าการ “คืนความสุข” ครั้งนั้น ได้ผลดีร้ายประการใด แต่ 15 ปีที่ทรงอยู่ในราชสมบัตินั้น มิใช่เวลาที่สยามประเทศเสียเปล่าเลย

 

หมายเหตุ บทความในนิตยสารชื่อ โมเดล ฟื้นฟูประเทศ “คืนความสุข” ยุคพระเจ้าตาก

 

ขอบคุณ ศิลปวัฒนธรรม

สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
vinitvadee วันที่ : 30/11/2019 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ท่านPT คะ

มีคนเขียนเทิดทูนวีรกรรมของพระองค์ท่านมากขึ้นทุกวันค่ะ
ขอบพระคุณมากนะคะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 2 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 30/11/2019 เวลา : 14.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

บทความนี้ดีมาก พระเจ้าตากเป็นกษัตริย์ที่สมควรได้รับการยกย่องมากกว่านี้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
vinitvadee วันที่ : 30/11/2019 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบพระคุณ คุณลุงยั้งคิดค่ะ _/\_

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]