• เสือจุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tigerjun@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-01
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 42598
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
ชมรมนักนิยมธรรมชาติ (Nature conservacy club)
เพื่อเสริมความรู้ เพื่อสร้างความรัก ในการศึกษาธรรมชาติ เพื่อเป็นพื้นฐานในการอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นที่เยาวชนของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/naturethai
วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2552
Posted by เสือจุ่น , ผู้อ่าน : 1574 , 17:09:33 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

หลายปีมานี้กระแสโลกร้อน เกิดขึ้นทั่วโลกหลายคนก็ยังเข้าใจผิดๆ ว่าโลกกำลังปรับตัวเดี๋ยวก็เย็นเอง บ้างก็ว่าไกลตัวน้ำแข็งขั้วโลกละลายจะเกี่ยวอะไรกับเมืองไทย บางคนก็นึกว่าโลกพี่งจะมาร้อนเอาสักสิบปีมานี้ แต่ความจริง ภาวะโลกร้อน เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้วตั้งแต่มีเครื่องจักรไอน้ำ และนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้งานทำให้เกิดกาซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นเป็นจำนวนมาก

โลกร้อนนั้นเกิดขึ้นจากภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect ค้นพบมาตั้งแต่ปี 1824 โดยJoseph Fourier) ปกติภาวะเรือนกระจกจะช่วยปรับสมดุลให้อุณหภูมิของโลกไม่ให้ร้อนจัดหรือเย็นจัด แต่ปัจจุบันบรรยากาศของโลกไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ก็เพราะมีกาซเรือนกระจกจำพวก มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ มากเกินไป

กิจกรรมที่ปล่อยให้เกิดกาซเรือนกระจกมากที่สุดคือการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น และการเผาไหม้นั้นก็เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรม ขนส่ง ชาวบ้านอย่างเราเองก็มีส่วนด้วยเพราะเราใช้สิ่งของทุกอย่างที่กล่าวมาแล้ว บางทียังเผาป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว

พอโลกร้อนมากๆ แผ่นน้ำแข็ง รวมถึงน้ำแข็งขั้วโลกทั่วโลกก็เริ่มละลาย ไหลลงมาในทะเล กระแสน้ำร้อนกระแสน้ำเย็นก็เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดภาวะการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดปกติ น้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลายเร็วขึ้น และไม่ก่อตัวเป็นน้ำแข็งอีก อีกหน่อยต้นน้ำที่เกิดจากหิมะก็จะน้อยลง ภูมิอากาศของโลกก็แปรปรวนหน้าร้อน ร้อนนานขึ้น หน้าหนาวสั้นลง เกิดพายุขนาดใหญ่ขึ้นบ่อยครั้ง และบางครั้งก็ไม่เป็นไปตามฤดูกาลปกติ สังเกตได้จากไต้ผุ่นที่สิบปีที่แล้วเกิดปีละไม่เกิน ๑๐ ลูก แต่สองสามปีมานี้เกิดขึ้นเกือบ ๒๐ ลูกทีเดียว

ปรากฏการณ์นี้มิเพียงมีผลกระทบกับมนุษย์เราเท่านั้น แต่มีผลกระทบโดยตรงกับสัตว์ที่อาศัยอยู่โดยตรงโดยเฉพาะขั้วโลก กวางคาริบู วอลรัส หมีขาว ขาดที่อยู่อาศัย และอาจสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ในทะเลเกิดปะการังฟอกขาว ทำให้สัตว์น้ำขาดแหล่งหากิน อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ลูกเต่าทะเล ฟักออกมาเป็นตัวเมียมากกว่าตัวผู้ บนผืนดินพืชเริ่มผลัดใบช้าลง ส่งผลให้การอพยพของนก หรือสัตว์ย้ายถิ่นเปลี่ยนแปลงไป ดังจะเห็นได้ว่าในเมืองไทยเราพบนกอพยพชนิดใหม่ๆ ที่ไม่ควรที่จะพบได้ เช่นเป็ดน้ำจากขั้วโลก มาหากินอยู่ในทะเลสาบเชียงแสน และที่สำคัญทำให้สัตว์จำพวกยุง แมลง ที่เป็นพาหะของโรคร้ายมีวงจรชีวิตที่ยาวนานขึ้น เกิดโรคใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ที่แตกตื่นกันทั่งโลก


แล้วเราที่เป็นส่วนหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกควรทำอย่างไร เราในฐานะคนธรรมดาที่ใช้การเดินทางด้วยรถยนต์ กินอาหารแดกด่วน (Fast Food) เดินห้าง และบริโภคสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ กระทั่งขยะในบ้านก็ไม่เคยคัดแยก เราสามารถทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกได้มากกว่าแค่ใช้กระเป๋าผ้าอีกมาก ลองพิจารณาดูว่า สิ่งต่างๆ ที่จะบอกเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เราจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงไร


ใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน ไม่ใช่เพียงแค่หลอดไฟเท่านั้น ยังมีหลอดที่มีปรอทน้อย ขนาดผอมบาง และมีบัลลาสต์อิเลคทรินิคส์ที่ประหยัดไฟเพิ่มขึ้นมากกว่า ๒๐% ถ้าหลอดใส้ หรือนีออนใหญ่ที่บ้านหมดอายุ ก็เปลี่ยนเป็นแบบประหยัดไฟทันที เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ใช้เบอร์ 5 และซื้อให้เหมาะกับความต้องการใช้จริงๆ เช่น แอร์ให้ความเย็นพอดี ตู้เย็นใหญ่พอสำหรับทุกคนในครอบครัว เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าใหญ่ไปก็กินไฟ น้อยไปก็ทำงานหนัก ทำให้เปลืองไฟเหมือนกัน หรืออย่างในบ้าน ถ้าเราสร้างบ้านให้มีประตูหน้าต่างที่รับลม แทนที่จะติดแอร์ ก็แค่เปิดพัดลม ก็เย็นพอแล้ว

ในเรื่องพลังงานทางเลือกเหล่านี้ เราต้องสนับสนุนส่งเสริมให้นักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติเห็นความสำคัญของพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากลม พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ สามารถนำไฟฟ้าไปถึงในทุกถิ่นที่ ใช้เป็นพลังงานในการทำน้ำอุ่น ให้หลอดไฟส่องสว่างเพื่อเด็กๆ จะได้อ่านหนังสือตอนกลางคืน แต่โซลาร์เซลล์มากเพียงใดก็คงไม่เพียงพอกับการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เป็นแน่


ในขณเดียวกันก็ต้องพยายามใช้บริการขนส่งมวลชนให้มากที่สุด เมืองไทยของเรานี่ก็แปลกกิจการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ที่จุคนได้เป็นจำนวนมหาศาลอย่างรถไฟฟ้า คิดทำทีไรเกิดช้าทุกที แต่พอจะตัดถนนทางด่วน ทางพิเศษ เกิดขึ้นเร็วจนน่าตกใจ แล้วรถยนต์ก็มีปริมาณมหาศาลวิ่งกันเต็มเมือง ยิ่งระบบขนส่งมวลชนยิ่งแย่คนก็ยิ่งถอยรถออกมาเผาผลาญพลังงานฟอสซิลมากขึ้นไปอีก รู้ไหมว่า แค่รถไฟฟ้าทั้งบนดิน และใต้ดินในกรุงเทพสองสามเส้นทางก็มีคนใช้มากกว่า ๖ แสนคนต่อวัน เทียบกันแล้วลดรถยนต์บนท้องถนนได้มากนับหมื่นคัน ไม่เพียงแต่ในเมืองแต่ระหว่างเมืองก็ควรมีรถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูง ให้มากขึ้น เพราะถึงอย่างไร รถไฟก็ราคาถูกกว่าขึ้นเครื่องบินที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมหาศาลอยู่แล้ว


ถ้าเลือกไม่ได้จริงๆ ที่ต้องใช้รถยนต์ ก็ลองใช้น้ำมันไบโอดีเซล หรือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด หรือไม่ก็ซื้อรถยนต์ขนาดเล็กๆ ถ้าอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดเช่าเอาก็ได้ เพราะปีหนึ่งจะขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดสักกี่ครั้งกันเชียว จริงไหม

มีรถก็ต้องหมั่นเช็คลมยาง ให้พอดียางอ่อนจะเปลืองน้ำมันมากขึ้น ขับเร็วไม่เกิน ๙๐ กม./ชม. ประหยัดที่สุด ใครมีเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนที่ทำงานนั่งรถไปด้วยกันก็ได้


อีกอย่างหนึ่งที่ง่ายสำหรับการเดินทางใกล้ๆ บ้าน ก็คือการขี่จักรยาน (นวัตกรรมล้ำยุค ที่ใช้แรงงานของคนปั่นสองล้อให้เคลื่อนขับไปโดยไม่ต้องพึ่งใคร) หลายเมืองในโลกนี้มีทางเฉพาะจักรยานอย่างดี มีที่จอดจักรยาน (ยิ่งมีระบบรถไฟฟ้าขนส่งรอบเมือง คนยิ่งใช้จักรยานมาก) จะขี่จักรยานไปปากซอย ขี่ไปซื้อกับข้าว ก็ช่วยลดการใช้น้ำมันได้เยอะ บางคนขี่จักรยานไปทำงาน เร็วเสียกว่าคนที่ขับรถยนต์ไปก็มี แต่ถ้าไม่ทั้งเงินซื้อจักรยาน ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานแล้ว บางทีระยะทางใกล้ๆ ใช้เดินเอาก็ได้ แปลกใจที่คนสมัยนี้เอะอะอะไรก็ขี่มอเตอร์ไซค์ บางทีใกล้นิดเดียวไม่ถึงร้อยเมตร ก็เรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เดินเอาก็ช่วยลดโลกร้อนได้ (ถ้ากลัวร้อน ก็พกร่มไปหน่อยเท่านั้นเอง)


เรื่องอุปนิสัยการบริโภค เราก็สามารถปรับเปลี่ยนวีถีชีวิตของเราได้ บางคนชอบกินกาแฟร้อน ซื้อร้านที่ใช้ถ้วยกระดาษบ้าง ถ้วยพลาสติกบ้าง ลองลงทุนซื้อกระติกน้ำร้อน หรือขวดใส่น้ำเย็นติดตัวไว้ แค่นี้ก็ลดปริมาณพลาสติกได้เยอะแล้ว หรือจะซื้ออาหารมากินแทนที่จะใส่กล่องโฟม ลองเอากล่องใส่อาหารส่วนตัวไปใส่ แม่ค้าไม่ว่าอะไรหรอก บางเจ้าที่ขายขนมเขาแถมให้อีกชิ้นด้วยซ้ำไป ก็เพราะช่วยลดต้นทุนให้เขาไง ไปตลาดคราวหน้าถือถุงผ้า ไปใส่ผัก ใส่ผลไม้ (ไอ้ที่ไม่เลอะเทอะใส่ไปเถอะ) เมืองนอกหลายประเทศเวลาเขาไปซื้อของในซูเปอร์ เขาก็เอาถุงผ้าไปใส่ อย่างคนไทยเรา จะลองหากล่องใบใหญ่ไปใส่ของเลอะๆ หรือจะเอาปิ่นโตกลับมาใช้อีกก็ เก๋ดีเสียอีก


ยังมีแนวความคิดเรื่อง Slow Food สโลว์ฟู้ดนี่ไม่ใช่ อาหารที่ได้ช้านะ แต่เป็นอาหารที่ทำกินกันในท้องถิ่น ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ทำกันแบบธรรมเนียมนิยมแบบเดิมๆ (ไม่ใช่การทำอาหารช้าๆ ด้วย) เพราะการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น จะช่วยให้ไม่ต้องเกิดการขนส่งทางไกล เปลือน้ำมัน สั่งได้ว่าต้องการมากน้อยแค่ไหน ไม่ล้นตลาดพืชที่ใช้ก็มีความหลากหลาย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง แถมเป็นการสืบสานองค์ความรู้ไว้บอกต่อลูกหลาน อร่อยไปหลายฝ่ายเลยทีเดียว


ถ้ายังทำเรื่องต่างๆ ที่บอกเล่ากันมาได้น้อยมากนัก เอาเรื่องที่ไม่ยากนักไปลองทำดู ก็คือ การปลูกต้นไม้ ซึ่งก็เหมือนการใช้หนี้คืนให้กับโลกนั่นเอง ใครเขาจัดไปปลูกป่าชายเลน ปลูกต้นไม้ ก็ไปร่วมกับเขา หรือจะขุดปลูกเองข้างบ้าน ข้างถนน ก็ได้ขอให้ร่วมกันปลูกต้นไม้ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรปลูกไม้เนื้อแข็ง ต้นใหญ่ ซึ่งจะให้ร่มเงาทำให้อากาศร้อนลดลง ทั้งยังควรปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด โดยเลือกชนิดพันธุ์ที่เหมาะกับท้องถิ่น เท่านี้ก็ถือเป็นการใช้หนี้โลกได้อีกทางหนึ่งแล้ว


การอยู่ร่วมกับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน ทุกวัน นี้ยังมีหนทางให้เลือกสร้างทำอีกไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลขยะ หรือยับยั้งชั่งใจไม่ซื้อของที่ไม่มีประโยชน์ หรือของที่เราใช้ ใช้แล้วก็ใช้อีกได้ เช่นคลิปหนีบกระดาษ เอากลับมาใช้ได้อีก ถ่านไฟฉายก็ใช้แบบที่ชาร์จไฟใหม่ได้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดปากแทนกระดาษ ดื่มน้ำก็เลือกจากขวดแก้ว (จะได้นำกลับไปบรรจุใหม่ได้) หรือจะอินเทรนด์เลือกใช้ของมือสอง ดีดี ราคาถูก ทั้งหนังสือ วีซีดี จักรยาน กล้องถ่ายรูป มีให้เลือกมหาศาล ของที่ใช้ก็ใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ถ้าสามารถนำมาซ่อมแซมใช้ใหม่ได้ ก็ควรนำมาซ่อมแซมดีกว่าซื้อใหม่


ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ จะช่วยการหยุดโลกไม่ให้ร้อนได้ ก็แค่มือของเราเพียงสองมือเท่านั้น ที่ถ้าค่อยๆ ช่วยกัน ทีละเล็กทีละน้อย รีบเร่งปรับตัว ปรับใจ ไป ถ้าเริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่นานวัน โลกก็คงจะไม่ร้อนมากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้เน่ๆ







อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
apooh วันที่ : 10/07/2009 เวลา : 23.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bedtaled
Reduce..Re-use..Re-cycle

อยู่แบบ"พึ่งพา"พี่

อยู่แบบคิดว่า ถ้าโฮสต์ตาย ปาราสิต เด๊ด คิดซะแบบนี้ เราก็ต้องพยายามรักษา/ทำนุ โฮสต์ ซิมิ เขาอยู่เราอยู่ รอดกันทั้งคู่










400 ต้น ต่อคน ต่อวันเหรอพี่ ---> สถานการณ์หนักแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เสือจุ่น วันที่ : 10/07/2009 เวลา : 18.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tigerjun
สู่ฝัน กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน ติดตามข่าวได้ที่ Bangkok Bicycle Campaign

555 ผมเพิ่งอ่านอะไรบางอย่าง
เขาว่า เราต้องปลูกต้นไม้วันละประมาณ 400 ต้น ถ้าเราจะคืนอากาศให้โลก

เอ อ่านจากไหนหนอ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 10/07/2009 เวลา : 17.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

ก็พอได้อย่างละนิดอย่างละหน่อยล่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tengpong วันที่ : 10/07/2009 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ปลูกต้นไม้ให้มันอยู่รอด
อย่างน้อยปีละ 10 ต้น ต่อคน..ครับเสือจุ่น


ป.ล. ยังไม่ได้เจอแป๋ม เพื่อส่งเสื้อให้เลยจนบัดนี้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 10/07/2009 เวลา : 17.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ก็แค่มือของเราเพียงสองมือเท่านั้น ที่ถ้าค่อยๆ ช่วยกัน ทีละเล็กทีละน้อย

แม่นแล้ว ท่านเสือจุ่น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สอนสุพรรณ วันที่ : 10/07/2009 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen


สุพรรณฯ ร้อนตับจะแตกอยู่แล้วครับ

ผมหันมาใช้จักรยานแล้ว...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ฝูงกูปรี ในป่าเต็งรัง เขมร : ภาพเก่าแก่หาชมยาก

ผมพบลิงก์วิดิโอนี้จากเพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้ พอดูแล้วนึกสงสัย เลยสอบถามพี่ชายที่ชื่อศรัณย์ บุญประเสริฐ ซึ่งแนะนำให้อ่านในหนังสือเรื่อง "ธรรมชาตินานาสัตว์" ของ นพ. บุญส่ง เลขะกุล (สำนักพิมพ์สารคดีจัดพ

View All
<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]