• อมต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : newslifeok@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 53
  • จำนวนผู้ชม : 138247
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
นักข่าวชีวิต
สิ่งที่คุณค้นหา อาจทั้งชีวิต คุณ..พบได้ที่นี่ อ่านเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ ประวัติบุคคล ความเป็นมาเป็นไป พอดีพอร้าย ประสบการณ์ตื่นเต้น เร้าใจ เรื่องรัก เรื่องชีวิต เรื่องแนวๆ ชวนฉงน แล้วพบกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/newslife
วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2552
Posted by อมต , ผู้อ่าน : 11243 , 22:16:03 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

ตอนที่ 3 บันทึกภาพประวัติศาสตร์ เรื่องราวบนแผ่นฟิล์มกระจก  ของเก่าโบราณ  ที่หาดูได้ยาก  มรดกตกทอดของ อ.ฉลอง  กลิ่นพิกุล ช่างถ่ายภาพยนตร์ไทย เรื่อง แผ่นดินของใคร (ภาพยนตร์ไทย เกี่ยวกับเขาพระวิหาร  ยุคปี 2501)

      ฟิล์มกระจกมีใช้แพร่หลายอยู่ในยุครัชกาลที่สี่ มาจนถึงยุค ปี 2500  ก็เริ่มหมดความนิยม  เริ่มแรกของการคิดค้นการถ่ายภาพ  โดยใช้กล้องถ่ายภาพ  เป็นการนำเอาแผ่นกระจกมาทำเป็นฟิล์ม

      ภาพจากฟิล์มกระจก 2 ภาพนี้        เป็นสมบัติตกทอด    ถูกค้นพบโดยทายาทของ อ.ฉลอง  กลิ่นพิกุล 

      ปัจจุบัน ฟิล์มกระจกพร้อมกล่อง ทั้งสองภาพนี้  พร้อมกับฟิล์มภาพยนตร์ไทย  และภาพถ่าย  ฯลฯ  อันเป็นมรดกของตระกูลกลิ่นพิกุล  นางเรียม  กลิ่นพิกุล ผู้เป็นภรรยา และทายาทของ อ.ฉลอง ได้นำบริจาคมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทยไปเมื่อปี 2550  ด้วยเจตนารมณ์มอบให้เป็นสมบัติของชาติ  และเพื่อให้สามารถนำแสดงต่ออนุชนชาวไทยได้สืบไป

 

ภาพฟิล์มกระจกภาพแรก เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ  ภาพยุคราว ๆ ปี 2490 - 2500

 

คุณ โดม สุขวงศ์  นักวิชาการภาพยนตร์ ผู้ก่อตั้ง หอภาพยนตร์แห่งชาติ และโครงการอนุรักษ์ภาพยนตร์ในประเทศไทย ปัจจุบันเป็น หัวหน้างานอนุรักษ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร

 ได้สันนิษฐานว่าคงเป็นภาพที่ใช้ฉายบนจอหนัง  ก่อนการแสดงหนังเรื่องต่าง ๆ ต่อไป

  จากคำบอกเล่าของทายาท อ.ฉลอง  กล่าวว่าเนื่องจากสมัยก่อน อ.ฉลอง  กลิ่นพิกุล  ได้สร้างภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง  และเป็นผู้ทำหน้าที่ถ่ายภาพยนตร์เอง เรื่องแรกที่สร้าง คือ เรื่องเจ้าแม่ลานเท   หนังทุกเรื่องเมื่อนำฉายโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ แล้ว  อ.ฉลองก็จะนำออกเดินสาย ฉายตามต่างจังหวัด  โดย อ.ฉลอง จะควบคุมงานการฉายหนังด้วยตนเอง  ดังนั้น คุณโดม  สุขวงศ์ จึงมีความเห็นตรงกันว่า  น่าจะต้องมีการใช้ฟิล์มกระจกนี้  แสดงภาพพระองค์ท่านฯ ในการนำถวายความเคารพ  ก่อนการฉายหนังทุก ๆ เรื่อง  และน่าจะเป็นยุคก่อน พ.ศ. 2500  ซึ่งยังคงนิยมการใช้ฟิล์มกระจกอยู่ น่าจะลอง  กล่าวว่านการนำถวายความเคารพ  ก่อนการฉายหนังทุก ๆ เรื่อง  ฉายโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ

  

 

ภาพฟิล์มกระจกภาพที่สอง ภาพคุณยาย ที่ยังเป็นปริศนาอยู่ว่าท่านคือใคร  ภาพของหญิงไทยสูงวัยแต่โบราณ  ในอีกบริบทหนึ่ง  ของชาวบ้านธรรมดา มีวิถีชีวิต ลักษณะท่าทาง วัฒนธรรม ประเพณี การแต่งกาย  เสื้อผ้า  หน้า ผม ฯลฯ 

 

 

จากรูปภาพ  สามารถถ่ายทอด สะท้อนภาพวิถีชีวิตชาวบ้านธรรมดา  ในอีกแง่มุมหนึ่ง  ที่น่าศึกษา  ภาพนี้เป็นอีกภาพหนึ่ง บนฟิล์มกระจก  ไม่สามารถสืบค้นได้ว่าท่านคือใคร เป็นภาพของหญิงไทยสูงวัย  อายุราว 60 ปี ขึ้นไป ภาพนี้ถ่ายเมื่อยุคก่อนปี 2500 

 

ทายาท อ.ฉลอง กล่าวว่าไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นภาพใคร  และคุณพ่อเก็บไว้ทำไม  ซึ่งจากภาพถ่ายของคุณย่า  ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน  ตามประวัติศาสตร์ของการถ่ายรูปภาพในเมืองสยาม  ผู้คนในยุคก่อนก็มีความกลัวการถ่ายภาพของตน  แต่พิจารณาดูคุณยายท่านนี้  ท่านกล้าหาญทีเดียว  และยินดีให้ถ่ายรูปโดยเต็มใจ  ทำให้พวกเราลูกหลานไทย ได้มีโอกาสได้เห็นภาพหญิงชาวบ้านธรรมดา  อีกแง่มุมหนึ่ง ให้ศึกษาวิถีชีวิตคนไทยแต่เก่าก่อนได้

- ภาพกล้องโบราณ -
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงฉายพร้อมกล้องคู่พระหัตถ์

 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่ม ธิดาพระอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ) ต้นสกุล"โรจนดิศ" เป็นเจ้าจอมมารดา ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๐๕

ที่มา:http://www.moi.go.th/portal/page_pageid=814,1062651,814
_1064639&_dad=portal&_schema=PORTAL

 

 

กล้องถ่ายภาพโบราณของ อ.ฉลอง กลิ่นพิกุล

เลนส์ของกล้องถ่ายรูปโบราณยุคก่อนปี ๒๕๐๐

   ตามในภาพเป็นเลนส์ ZEISS IKON COMPUR เป็นเลนส์ที่ทำในเยอรมัน นำประกอบใส่ด้านหน้าของตัวกล้องถ่ายรูปในยุคนั้น ตัวกล้องทำด้วยไม้ ซึ่งเป็นไม้มะฮอกกานี หรือไม้เชอร์รี่ ด้านหลังของกล้องเป็นแผ่นกระจกฝ้า สามารถถอดออกได้ ช่วงกลางมีส่วนของกล่องพับสีดำ ยืดหดได้ เพื่อปรับมุมภาพที่ต้องการถ่าย วิธีการปรับมุมภาพโดยการเลื่อนล้อยืดหดยกขึ้นลงแผ่นไม้ที่ติดตั้งตัวเลนส์ให้สูงหรือต่ำตามต้องการ

                   

กล่องใส่ฟิล์มกระจก : ด้านข้าง   

กล่องใส่ฟิล์มกระจก ด้านหน้า 

            

กล่องใส่ฟิล์มกระจก : ด้านใน  

 

วิวัฒนาการของการถ่ายรูป

  พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพได้แสดงวิวัฒนาการการบันทึกภาพ เป็นลำดับดังนี้

  ตั้งแต่สมัย 4000 กว่าปีก่อน สมัยอริสโตเติล  มีการค้นพบปรากฏการณ์แสงผ่านรูเข็มในห้องมืด ปรากฏภาพหัวกลับบนฝาผนัง และค้นพบหลักฐานที่มนุษย์วาดภาพจากผนังลงบนแผ่นหนังสัตว์บันทึกไว้ ภาพที่ได้ไม่ชัดเจน

  ยุคอิตาลีมีความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ มีการประดิษฐ์กล้องออบสคิวรา (Box style Camera Obscura)  ภาพจากกล้องต้องใช้จิตรกรสเก็ตช์และวาดไว้ ภาพที่ได้ยังขาดความคมชัด และโดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส ใช้แผ่นทองแดงฉาบเงินเป็นแผ่นรับแสง  ใช้เวลาเปิดชัตเตอร์นาน 30 นาที

  ในเวลาไล่เลี่ยกัน Talbot ชาวอังกฤษได้ค้นพบกระดาษไวแสงรับภาพ ได้ภาพออกมาเป็นทั้งแบบ negative  และแบบ Postive  ใช้เวลารับแสง 15 นาที

  ต่อมา Ferderick Scott Archer ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์แผ่นรับภาพเป็นแผ่นกระจกเปียก  ซึ่งใช้เวลาในการรับแสง 5- 30 วินาที ทำให้การสร้างภาพเร็วขึ้นเป็นลำดับ  ในเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาแผ่นกระจกแห้ง  เป็นแผ่นรับแสง และมีความเร็วในการรับแสงมากขึ้น ทั้งยังสามารถปรับขนาดของแผ่นกระจกแห้งได้   ทำให้เกิดการพัฒนากล้องถ่ายภาพที่มีขนาดต่างๆ กัน

  ต่อมาสหรัฐอเมริกาได้มีการคิดค้นแผ่นฟิล์มไวแสงแบบม้วนขึ้น  และได้ประดิษฐ์กล้องใช้ฟิล์มตัวแรก คือ Kodak 

  ต่อมาเยอรมันได้ผลิตกล้องชื่อ ไลก้า  ซึ่งถือว่าเป็นกล้องที่ดีที่สุดในโลก เป็นกล้องใช้ Film   ที่มีเลนส์ทำมาจากแร่ควอทซ์

  ต่อมาญี่ปุ่นได้ผลิตกล้อง Nikon  Fuji  Konica   อีกหลายรูปแบบ  

  หลายประเทศในยุโรปได้มีการผลิตกล้องต่างๆ มากมาย เช่น กล้อง Photo snaiper มีตัวบังคับให้มั่นคงขึ้น กล้องสงครามมีเหล็กหุ้ม  กล้องโพลาลอยด์ ซึ่งถ่ายและอัดรูปออกมาได้เลย   กล้อง Single use camera ใช้ครั้งเดียวทิ้งทำด้วยกระดาษ   กล้อง Panorama  ถ่ายภาพแนวกว้าง   กล้องถ่ายแผนที่ทางอากาศ   กล้อง 3 มิติ

  จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20   ได้มีการคิดค้นกล้องระบบดิจิทัล      โดยมีอิมเมจเซ็นเซอร์ในการสร้างและบันทึกภาพแทนฟิล์ม  ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในเวลานี้

 

ที่มาข้อมูล :  http://phay113.multiply.com/journal/item/6/6

 

วิวัฒนาการการถ่ายรูปของไทย
             

การถ่ายรูปเข้ามาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ.2388  โดยสังฆราชปาเลอกัว    สั่งให้บาทหลวงลาร์โนดีที่กำลังจะเดินทางจากฝรั่งเศสเข้ามาเมืองไทย   ช่วยขนกล้องพร้อมอุปกรณ์เข้ามาด้วย หลังจากนั้น ทั้งสองท่านได้ช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่คนไทย   (คนแรกที่ถ่ายรูปเป็นคือนายโหมด  อมาตยกุล  ที่ได้เป็นพระยากระสาปน์กิจโกศล)

               ภาพถ่ายยุคแรก อัดลงบนแผ่นเงิน มีความคมชัดมาก แต่ถ่ายได้ทีละรูป ถ้าอยากได้รูปเพิ่ม ต้องถ่ายใหม่ทุกครั้ง          เพราะไม่สามารถอัดซ้ำได้อย่างฟิล์มกระจก     หรือฟิล์มเซลลูลอยด์ที่นักประดิษฐ์คิดค้นได้ในภายหลัง

               ร้านถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้แก่ ร้านถ่ายรูปบนเรือนแพของนายจิตร จิตราคนี  ที่ได้เป็นขุนสุนทรสาทิสลักษณ์   ช่างภาพหลวงสมัยรัชกาลที่ 4 – 5

               คำว่าฉายา แปลว่าเงา คนไทยเปรียบการถ่ายรูปว่าเหมือนถ่ายเอาเงาของคน หรือสัตว์สิ่งของนั้น ๆ ไปใส่ในแผ่นกระดาษ จึงได้มีคำว่าชักเงารูป และช่างภาพหลวงบางคนก็ได้รับราชทินนามว่าฉายาสาทิศกร”    (นายทองดี  นายสะอาด สองพี่น้องนามสกุล จิตราคนี  ได้เป็นช่างภาพหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 )

               ในสมัยรัชกาลที่ 6 และสมัยต่อ ๆ มา   ร้านถ่ายรูปหลายร้านจึงนิยมเอาคำว่า ฉายา   ใส่ไปในชื่อร้านด้วย เช่น ฉายานรสิงห์   (เป็นร้านของหลวง ยึดกิจการจากห้างโรเบิร์ต เลนส์ ของเยอรมันคราวสงครามโลกครั้งที่ อยู่ทแยงกับโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง  เปิดดำเนินการเมื่อ พ.ศ. 2461)  ฉายาอรุณลักษณ์  ฉายาสงขลา  ฉายาจิตรกร เป็นต้น

 

 

 

ที่มา: http://admin.kru.ac.th/pr/E_Book/3061101.pdf

 

ฟิล์มกระจก  คืออะไร 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "เรื่องการถ่ายรูปเมืองไทย"  ไว้ในหนังสือ กุมารวิทยา ฉบับที่ 22  วันจันทร์ที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 114 หรือเท่ากับ พ.ศ. 2438 หน้า 156-158 ดังนี้

 

เ รื่ อ ง ถ่ า ย รู ป เ มื อ ง ไ ท ย

          วิธีถ่ายรูปที่เข้ามาในเมืองไทย ยังไม่ถึง 50 ปี แต่แรกถ่ายด้วยแผ่นเงินขัดเสียให้เกลี้ยงจนเปนกระจกเงาต้องนั่งช้า ติดเห็นรางๆแลได้รูปเดียวพิมพ์ต่อไม่ได้  รูปถ่ายกระจกพึ่งจะมาถึงกรุงเทพ   เมื่อสักสี่สิบปีเศษ   แต่ใช้น้ำยาสด  ต้องนั่งนานไม่ดี มีแต่เสียมากกว่าได้  กรมหมื่นอลงกฎ กับนายโหมด (กสาปน์) เปนผู้ถ่าย   

          ภายหลังนายจิตร หลวงอัคนีนฤมิตร เปนผู้ถ่าย  มีแต่งขึ้นประมาณ 30 ปีนี้

          รูปน้ำยาแห้งพึ่งมีมาเมื่อประมาณ 15 ปี แต่แรกมานั้น เสียมากกว่าได้   ต่อมาภายหลังเรือเมล์เดินเร็วขึ้น   จึ่งได้เปนอันใช้ได้สะดวกดี

 


พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงถ่ายรูปเจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร
เมื่อเป็นพระยาแรกนา พ.ศ. 2447

 

วิธีการถ่ายรูปที่ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้เบื้องต้นคือ..

 

รูปถ่ายระบบดาแกโรไทพ์ : คือรูปถ่ายที่ถ่ายบนแผ่นโลหะ เช่น แผ่นเงิน อาบน้ำยา เมื่อทำปฏิกิริยากับแสง และนำไปล้างแล้วจะเกิดรูปที่คมชัดละเอียดมาก นิยมนำไปใส่กรอบ หรือกระเป๋าใส่รูป รูปถ่ายระบบดาแกโรไทพ์เป็นรูปกลับซ้ายขวาอย่างรูปมองในกระจก ถ่ายครั้งหนึ่งได้หนึ่งรูป ถ้าอยากได้อีกต้องถ่ายใหม่ เพราะอัดไม่ได้  สมัยแรก ๆ ผู้ถูกถ่ายต้องนั่งนิ่ง ๆ นานถึงครึ่งชั่วโมง เพราะน้ำยาไม่ไวแสงพอ  ภายหลังจึงลดเวลาน้อยลง ๆ จนเหลือไม่กี่นาที

 

                                

กล้องระบบดาแกโรไทพ์รุ่นแรกที่ทำออกขาย

 

ระบบเวทเพลท : หรือที่รัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่าแบบ น้ำยาสด โดยใช้กระจกอาบน้ำยาเปียก ๆ และนำไปถ่ายรูปขณะกระจกกำลังเปียกเดี๋ยวนั้น   ช่างภาพจะต้องนำกระโจมห้องมืด ขนขวดน้ำยา และเครื่องมือทั้งหลายไปตลอด ออกจะทุลักทุเล เมื่อถ่ายแล้วจะอัดลงกระดาษเดี๋ยวนั้นเลย หรือค่อยอัดภายหลังก็ได้

 

 

ห้องมืดแบบกระโจม ระบบเวทเพลท

 

ดรายเพลท : กระจกแห้ง เป็นพัฒนาการจากกระจกอาบน้ำยาเปียก เป็นการฉาบน้ำยามาให้สำเร็จรูป ช่างภาพไม่ต้องเสียเวลามาขนขวดน้ำยาฉาบเองให้ยุ่งยาก และได้ปรับปรุงความไวแสงให้ดีขึ้น

 

 

                  สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าให้สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ฟังในสาส์นสมเด็จ ว่า..เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปนั้น ไม่ค่อยมีใครยอมถ่ายรูปกัน   เพราะเกรงว่าจะเอาไปใช้ทำร้ายด้วยเวทมนตร์ ขนาดขุนนางชั้นสูงยังไม่ยอมถ่ายกัน                   

 

                   
   พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงพระเยาว์
      สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ถ่ายโดยนายจิตร 

 

ทรงเล่าต่อไปอีกว่า มีอยู่คนหนึ่งจำชื่อไม่ได้ ไปถ่ายรูปที่ ร้านนายจิตร ซึ่งเป็นช่างถ่ายรูปมีชื่อเสียงในรัชกาลที่ 4    นายจิตรถ่ายให้ครึ่งตัวพอเจ้าของไปรับรูปตกใจ ตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตรายไปเสียอีก

       

   หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) เป็นช่างถ่ายรูปอาชีพคนแรก ที่ตั้งร้านถ่ายรูปขึ้น รับจ้างถ่ายเป็นการถาวรของสยาม ร้านอยู่บนเรือนแพหน้าวัดกุฎีจีน   หรือวัดซางตาครูซตรงข้ามกับปากคลองตลาด

 สำหรับการถ่ายรูปยุคใหม่ นายยอร์จ อีสต์แมน ชาวอเมริกัน ได้ผลิตกล้องถ่ายรูปมือถือขึ้นเป็นรุ่นแรก โดยใช้ฟิล์มกระดาษโปร่งแสง ถ่ายได้ครั้งละ 100 รูป เมื่อถ่ายแล้วก็ส่งไปบริษัทโกดักถอดล้างทั้งกล้องทั้งฟิล์มเลย ต่อมาอีสต์แมนได้พัฒนาฟิล์มเป็นเซลลูลอยและใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ที่มาข้อมูล : หนังสือถ่ายรูปเมืองไทยสมัยแรก โดย เอนก นาวิกมูล

 

 

 

 

             สำหรับภาพฟิล์มกระจก  ภาพนี้ เป็นภาพถ่ายในระยะปลายรัชกาลที่ 5 กล่าวกว้างๆ ว่าอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2450 ถึง พ.ศ. 2453 (ซึ่งที่ถูกเวลานั้นเรายังไม่ใช้ พ.ศ. แต่ใช้ ร.ศ. คือ ร.ศ. 126 ถึง ร.ศ.129) เป็นภาพถ่ายฟิล์มกระจกสองตาของคุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ และเป็นครั้งแรกการพบภาพบนฟิล์มกระจก ที่เป็นภาพถ่ายของพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลย์วงศ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ กับกล้องถ่ายภาพยนตร์   พระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย เพราะทรงเป็นคนไทยรายแรกที่ถ่ายภาพยนตร์และฉายภาพยนตร์

 

ภาพถ่ายฟิล์มกระจก ภาพนี้นับว่าเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ และเกียรติภูมิด้านภาพยนตร์ของชาติไทย เพราะเป็นภาพถ่ายของคนไทย  ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นเป็นครั้งแรก และรายแรกในสยาม เจ้านายไทยพระองค์นี้ทรงเริ่มถ่ายภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 

 

ภาพนี้เป็นฟิล์มกระจกโปสิติพ มีภาพถ่ายเดียวกันสองรูปอยู่ในชิ้นเดียวอย่างที่เรียกว่า ภาพเสตอริโอ ซึ่งเมื่อมองผ่านด้วยเครื่องดู จะเห็นผสมรวมเป็นภาพเดียวแต่มีสามมิติ คือมีระยะลึกด้วย ภาพอย่างนี้ไทยเราเรียกกันว่า ภาพถ่ายสองตา เป็นภาพที่ถ่ายด้วยกล้องที่ทำมาเฉพาะสำหรับถ่ายภาพเสตอริโอ คือมีสองเล็นส์  คล้ายตาคนเรา ถ่ายพร้อมกันทีเดียวเป็นสองรูปอย่างนี้ กล้องนี้นิยมเล่นกันมากในสมัยรัชกาลที่ 5

 

ในภาพถ่าย เป็นภาพกลุ่มคน จับกลุ่มอยู่บริเวณฐานเสาชิงช้าใหญ่ หน้าวัดสุทัศน์ จุดเด่นหลักของภาพอยู่ที่ ชายตรงกลางภาพ ซึ่งยืนพิงอยู่ที่ขอบฐานกลมของเสาชิงช้า แม้ว่าชายคนนั้นกำลังยกกล้องถ่ายรูปในมือขึ้นทำท่าจะถ่ายรูปใครก็ตามที่กำลังถ่ายภาพนี้อยู่เช่นกัน และเป็นกล้องถ่ายรูปแบบสองตาหรือกล้องเสตอริโอเช่นกันด้วย    กล้องนั้นบังใบหน้าส่วนใหญ่    แต่ใครที่คุ้นรูปถ่ายของกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ จะดูออกทันทีว่านี่เป็นรูปของพระองค์ท่าน ส่วนคนอื่นในภาพที่เห็นเด่นชัดอีกคนหนึ่ง คือ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงยืนอยู่บนฐานข้างเสาชิงช้า กำลังทอดพระเนตรที่กล้องสองตาในพระหัตถ์ของพระองค์เช่นกัน

 

     ฟิล์มกระจกภาพถ่ายสองตาที่พบนี้ บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษ แต่ละชิ้นเป็นกระจกหนาประมาณ 2 มิลลิเมตรเศษ ขนาดกว้างราว 4 ซม. ยาวราว 10 ซม. แต่ว่าเฉพาะ พื้นที่ภาพแต่ละภาพในกระจกชิ้นหนึ่ง     มีขนาดเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส   กว้างยาวด้านละราว 4 ซม. เว้นที่ว่างตรงกลางกระจกไว้ราว 2 ซม.

 

     กล้องถ่ายรูปนิ่งชนิดที่มีโปงคลุมสำหรับช่างถ่ายมุดเข้าไปดูภาพที่จะตกบนกระจกฝ้าหลังกล้อง ซึ่งมักจะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมหนาๆ ไม่ดูเหมือนมีแมกกาซีนอยู่บนกล้องอย่างในภาพนี้

 

 

ที่มา : วารสารหนัง:ไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 (ตุลาคม 2544 - มีนาคม 2545)
เว็บไซต์สมาคมหนังไทย
http://www.thaifilm.com/articleDetail.asp?id=13

 

 

ศิลปวัฒนธรรม อันทรงคุณค่า  คือสมบัติอันล้ำค่าของเมืองไทย  เป็นสิ่งที่ลูกหลานพึงรักษาและสืบสานต่อให้ดำรงคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะในด้านใด ก็ล้วนแล้วแต่มีค่ามหาศาล

 

ประวัติศาสตร์ไทย คือ การสื่อถึงความเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม 
ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ยาวนานและยั่งยืนจนกระทั่งทุกวันนี้..........
และตลอดไปอีกชั่วกาลนาน.

 

          




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]


จริงหรือ..คนไทยยอมรับตามที่ศาลโลกวินิจฉัย คราวที่กรมพระยาดำรงฯ ไปเยือนปราสาทพระวิหาร
จริง
8 คน
ไม่จริง
16 คน

  โหวต 24 คน