• อมต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : newslifeok@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 53
  • จำนวนผู้ชม : 138381
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
นักข่าวชีวิต
สิ่งที่คุณค้นหา อาจทั้งชีวิต คุณ..พบได้ที่นี่ อ่านเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ ประวัติบุคคล ความเป็นมาเป็นไป พอดีพอร้าย ประสบการณ์ตื่นเต้น เร้าใจ เรื่องรัก เรื่องชีวิต เรื่องแนวๆ ชวนฉงน แล้วพบกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/newslife
วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน 2552
Posted by อมต , ผู้อ่าน : 8036 , 17:40:50 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จุดจบของมนุษย์ผู้บ้าอำนาจ  กับความเชื่อ บนความยึดติด..ตัวกูของกู !

            ฮิตเลอร์ เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก  ไม่มีใครไม่รู้จัก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์  นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมันนี ยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19  ผู้มีอำนาจ ใช้อิทธิพลทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน จำนวนมากมายมหาศาลจนเป็นประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจดจำความอหังการ์  สุดแดนของความเลวร้ายสันดานดิบของมนุษย์  ที่ผุดมาให้เห็นกันชัดเจนเช่นนี้

             

            ช่วงเวลาหกปีของสงครามโลกครั้งที่สอง โลกต้องสูญเสียผู้คนไปมากมาย มีทหารต้องตายในการรบถึง 17 ล้านคน  พลเรือน 18 ล้านคน มนุษยชาติที่ถูกนาซีฆ่าตายด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ยิงทิ้ง  ฝังทั้งเป็น  รมแก้ส ฯลฯ  อีกถึง 12 ล้านคน 

            ฝ่ายเยอรมันนีเอง ต้องเป็นผู้พ่ายแพ้สงครามมีทหารตายไป 3,250,000 คน  พลเรือน 3,350,000 คน  คนบาดเจ็บ  5,000,000 คน  ตึกรามบ้านช่องเสียหาย 20,000,000 หลัง และที่ถูกทำลายจนไม่เหลืออะไรเลย 7,000,000 หลัง  ระยะเวลาหกปีนั้นเยอรมันนีต้องใช้เงินไปในการสงครามสูงถึง 5,440,000,000,000 บาท (ห้าล้านสี่แสนสี่หมื่นล้านบาท โดยเทียบเป็นค่าเงินบาท ณ เวลานั้น)

            อดอล์ฟ  ฮิตเลอร์ เป็นใคร มาจากไหน 

            เมื่อวันที่ 30 มกราคม  ค.ศ. 1933  พรรคนาซีของเยอรมันนี  ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ  และอดอล์ฟ  ฮิตเลอร์  เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  โดยประชาชนชาวเยอรมันนีต่างโห่ร้องต้อนรับ  แสดงความชื่นชมยินดีกับพลพรรคนาซี  ที่ใช้เครื่องแบบเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล  ซึ่งกำลังเดินแถวบนถนนอุนเตอร์ เด็นลินเด็น  ณ กรุงเบอร์ลิน 

            

            ไม่มีใครคาดคิดไว้ว่าสิบปีต่อจากนั้น  เลือดจะนองทั่วแผ่นดินยุโรป  มนุษยโลกต้องสูญเสียชีวิตผู้คนอันเป็นที่รัก  เป็นญาติมิตรบุตรหลาน  ที่ต้องตายไปก่อนวัยอันควร จากศึกสงครามโลกครั้งที่สอง  การเดินทางอันยากลำบากผ่านทะเลทราย ซาฮารา  การจมน้ำตายในมหาสมุทรแอตแลนติก  การตายด้วยความหนาวเย็นบนทุ่งราบของรุสเซีย  หรือจากระเบิดสงคราม  กระสุนปืน ที่ทำให้ต้องบาดเจ็บถึงตายในถิ่นประเทศของตนเอง

            ความเป็นจริง อันเป็นสัจธรรมคู่โลก 

            ทุกอย่างย่อมมีขึ้น  และเสื่อมไปเป็นธรรมดา  และตามบทกรรมที่ก่อเกิด 

            ฮิตเลอร์ได้ประกาศว่ารัฐที่สามของเยอรมนีจะอยู่ยั้งยืนยงไปถึง 1,000 ปี  แต่เพียง 12 ปี จากนั้นก็กลับล่มสลายพินาศลง  ทั้งที่ยุคก่อนการล่มสลายนั้น เยอรมนีเป็นประเทศผู้นำทั้งในด้านวัฒนธรรมแห่งยุโรป ทั้งในด้านศิลปะ  ดนตรี  วรรณคดี  เป็นชาติที่มีอุดมคติ  อุดมการณ์อันสูงในทางเสรีนิยม  แต่ก็เกิดระบอบนาซีขึ้น  และได้รับความนิยมจากประชาชนจนถึงขนาดชนะการเลือกตั้ง

( การแบ่งอาณาจักรในโลกนี้มีมา 2 อาณาจักรแล้ว   คือ  1.  st Reich คือ กรีก   ของพระเจ้า อเล็กชานเดอร์มหาราช  และ 2.  nd Reich คือ โรมันหรือ ออตโตมัน   ฮิตเลอร์จึงตั้งใจจะสร้างอาณาจักรที่ 3  rd Reich คือ เยอรมัน  โดยหัวหน้าสถาปนิกของนาซีชื่อ อัลแบร์ต ชพีร์ (Albert Speer) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคนาซี  เพราะเชื่อมั่นในตัว ฮิตเลอร์ ในเวลาต่อมาตอนเริ่มเกิดสงครามอัลแบร์ต ชพีร์ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รับภาระเร่งผลิตยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพทั้งหมด รวมทั้งการเกณฑ์ยิวมาเป็นแรงงานด้วย พอสงครามจบจึงต้องข้อหาหนักถูกพิจารณาคดีที่นูเรมแบร์กและรับโทษติดคุก ชพันดู (spandau) อยู่ถึง 20 ปี ในฐานะอาชญากรสงคราม พอถูกปล่อยตัวออกมา ได้เขียนหนังสือชื่อ Inside The Third Reich หรือ อีกหนึ่งด้านของอาณาจักรไรซ์ที่ 3)

            ด้วยผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเหตุใหญ่ที่สะสมอารมณ์ ความคิด ความต้องการ  อันนำให้คนในชาติเยอรมนีเห็นชอบชื่นชมในระบอบนาซี   อันเป็นระบอบที่นำไปสู่หายนะของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา

            การไม่รู้จักแพ้ 

            การต่อสู้เพื่อให้ได้มา  และการไม่รู้จักยอมรับความพ่ายแพ้  เป็นการนำไปสู่การทำให้เกิดการล้มล้างทำลาย  หลังจากการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารเรือเยอรมนี เป็นกบฏยึดเรือรบจากนายเรือ  ทหารบกโยนปืนทิ้ง  พระเจ้าไกเซอร์ผู้เป็นจอมทัพหนีออกจากเยอรมนีไปประเทศฮอลันดา  เยอรมนีร้องเพลงหลังสงครามมีเนื้อความกล่าวโทษเหตุการณ์แพ้สงครามว่า “พวกเราเยอรมนีไม่ได้แพ้สงคราม  พวกยิวต่างหากที่หักหลังเรา” ซึ่งในขณะนั้น ระบอบนาซีได้เข้ามาในเยอรมนี  เพื่อเยียวยาความพ่ายแพ้ต่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยการนำความคิดอคติ นำไปสู่โทสาคติ เป็นความเกลียดชังที่ทำให้เกิดอารมณ์แห่งโทสะ  ที่ตั้งบนฐานของการอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลอันชอบที่จะได้เกลียด  ก่อเกิดสภาพที่เรียกว่า แอนตี้เซมิติค และพุ่งเฉพาะไปที่ชนชาวยิว ความเกลียดชังชนชาวยิวจึงถูกก่อให้เกิดเป็นอคติ นำไปสู่โทสะจริตในกาลต่อมา

      

            ด้วยชาวยิวมักมีความสามารถในเชิงเศรษฐกิจ  และมีฐานะการเงินดี  หลังเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม  ทำให้ประชาชนลำบากยากแค้น สภาพทางเศรษฐกิจขัดสนยากจน  ระบอบนาซีจึงประกาศยกฐานะเศรษฐกิจประชาชน   ด้วยการประกาศต่อต้านชาวยิว  ให้ประชาชนเยอรมนีเพิ่มความเกลียดชังชาวยิวว่าเป็นผู้มาแย่งอาชีพ  และมาควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ

            เมื่อเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สหรัฐอเมริกาได้ครองโลก มีประธานาธิบดีวูดโรว์  วิลสัน กำหนดชี้ขาดให้ประเทศต่าง ๆ หลายประเทศในยุโรป ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เช่น ประเทศเอสโทเนีย  ลัตเวีย  ลิธัวเนีย  โปแลนด์  ฮังการี  ยูโกสลาเวีย  แอลเบเนีย  ซึ่งประเทศเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของรุสเซีย  ออสเตรีย  และเยอรมนี

            เหตุความเกลียดชังยิวแบบแอนตี้เซมิติคจึงเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นหนาแน่น  อันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝื่ดเคืองหลังสงคราม  ทั้งด้วยเขตพรมแดนที่ถูกกำหนดใหม่โดยอำนาจของผู้ชนะสงคราม  ทำให้มีการตัดดินแดนบางส่วนให้ขาดออกจากกัน  ทั้งทางผืนดิน  และทางเศรษฐกิจ  เช่น ประเทศออสเตรีย  กับฮังการี  เคยเป็นประเทศเดียวกัน อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกันมาช้านาน  ก็ถูกแบ่งแยกเป็นอิสระออกจากกัน  ผลคือทำให้ออสเตรียเป็นประเทศที่ร่ำรวยในทิวทัศน์อันสวยงามมากที่สุดประเทศหนึ่ง  และฮังการีเป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่นถ่านหิน และเหล็ก  มากที่สุดอีกประเทศหนึ่ง

            หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 

            เยอรมนีได้ตั้งสาธารณรัฐขึ้นและในระหว่างปี ค.ศ. 1918-1952  พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดได้ส่งคนออกไปลอบฆ่านักการเมืองที่เป็นเสรีนิยมฝ่ายตรงกันข้าม ถึงตายไปเกือบ 300 คน  รัฐบาลสาธารณรัฐเยอรมนีในสมัยนั้นกลับลงโทษอย่างเบาที่สุด ต่อคนร้ายที่ถูกข้อหาการลอบฆ่าในทางการเมือง 

            ปี ค.ศ. 1923  นายพลเยอรมนีนอกราชการ ชื่อ เอริค ฟอน ลูเดนดอรฟ  และช่างทาสีบ้านซึ่งไม่มีงานทำ ชื่อ อดอล์ฟ  ฮิตเลอร์  ได้สมคบกันพยายามทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลบาวาเรีย  แต่กลับล้มเหลวและถูกจับตัวได้  ศาลเยอรมนีสั่งปล่อยนายพล ลูดอรฟ  ส่วนฮิตเลอร์ ถูกสั่งจำคุก 5 ปี  แต่ฮิตเลอร์ถูกจำคุกไม่ถึงปี  ก็ถูกปล่อยตัวออกมาเป็นอิสระ  ชีวิตทางการเมืองของฮิตเลอร์ จึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นมา

            ฮิตเลอร์ สร้างลัทธิการเมือง ด้วยการนำความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ยกไปเป็นความบกพร่อง  ความไม่ดี  ความชั่วร้ายทั้งปวงให้แก่ยิว  ที่ถือว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์  และสัญญาแวร์ซายส์ที่พันธมิตรบังคับให้เยอรมนีลงนามเมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่ 1  

            จนในปี ค.ศ. 1929 นายทุน และทหาร และประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ ที่หวังอานิสงส์ผลประโยชน์ร่วม  จึงพากันเลือกพรรคนาซีของฮิตเลอร์ ทำให้พรรคมีกำลังกล้าแข็งขึ้น  ฮิตเลอร์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเยอรมนี  แต่ก็ต้องพ่ายแพ้คู่แข่ง จอมพล ปอล ฟอน ฮินเด็นเบอร์ก  ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของพระเจ้าไกเซอร์  และกลุ่มชาตินิยม อำนาจเก่า   อีกสี่ปีต่อมาได้มีการข่มขู่จอมพล ปอลฯ จึงยอมลงจากตำแหน่ง  และแต่งตั้งฮิตเลอร์  อดีตช่างทาสีบ้าน  เป็นนายกรัฐมนตรี  ผู้กุมอำนาจบริหารประเทศเยอรมนี  และนับได้สิบปีหลังจากที่ฮิตเลอร์ ติดคุกจากเหตุร่วมมือทำรัฐประหาร

        เมื่อฮิตเลอร์ได้ครองอำนาจบริหารประเทศ

            สิ่งแรกที่ฮิตเลอร์ทำ  คือสั่งล้มพรรคการเมืองอื่น ๆ คงเหลือไว้เพียงพรรคเดียว คือ พรรคนาซี (National  Sozialistische  Deutsche  Arbeiteparter)   ให้เป็นพรรคที่ถูกกฎหมายเพียงพรรคเดียวในประเทศเยอรมนี

                        

            บิดาของฮิตเลอร์ ชื่อ Alois  Schicklgruber  ปู่ของฮิตเลอร์นั้นไม่ทราบว่าเป็นใคร  ส่วนย่ามีอาชีพเป็นหญิงรับใช้เร่ร่อน  พ่อของฮิตเลอร์มีเมียสามคน     เมียคนที่สาม ซึ่งมีอายุน้อยกว่าพ่อของฮิตเลอร์ ถึง 23 ปี  คือ แม่ของฮิตเลอร์ นั่นเอง 

              

            ฮิตเลอร์เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ปี ค.ศ. 1889  ชีวิตตอนเด็กยากลำบาก  การเรียนไม่ดี  ต่อมาเข้ารับราชการทหาร ได้ยศเพียงแค่สิบตรี  ฮิตเลอร์มีความฝันอยากเป็นช่างเขียนที่มีชื่อเสียง  แต่เรียนไม่สำเร็จ 

       

           ฮิตเลอร์จึงหันไปทำอาชีพช่างทาสีบ้าน ฮิตเลอร์จึงมีภาพลักษณ์ของคนที่มีความรู้น้อย  พูดจาหยาบคาย  แต่สิ่งที่ผู้คนกลับให้ความเลื่อมใส  ศรัทธา  เชื่อถือภักดี ยอมให้เป็นผู้นำ  เพราะฮิตเลอร์มีความสามารถในการขุดสันดานดิบของมนุษย์  ให้ระเบิดออกมาได้  และนำพาไปสู่วัตรปฏิบัติ ความเป็นที่สุดของการใช้สันดานดิบ  นั่นคือ การเข่นฆ่า  ความโหดร้าย  รุนแรง  ก้าวร้าว อำมหิต

            ลูกน้องคนสนิทข้างกายในพรรคนาซีของฮิตเลอร์ เป็นส่วนที่ยืนยันถึงความเป็นฮิตเลอร์ เช่น เกอริง (Goering) ติดยาเสพติดงอมแงม เริ่ม (Roehm) เป็นคนลักเพศ  เฮย์ดริค (Heydrich) ชอบเสพสุขด้วยการทรมานคน  และฮิมเลอร์ (Himler) มีสันดานเป็นผู้ร้ายฆ่าคน

            ปี 1935 รัฐสภาเยอรมนี  ซึ่งมีแต่พวกฮิตเลอร์  และพลพรรคนาซี  ครองอำนาจ  ได้ออกกฎหมายตัดสิทธิทางการเมืองของคนที่มีสายเลือดยิว โดยนับสายเลือดตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย  และให้หมดสิทธิในการเลือกตั้ง  รวมทั้งหมดสิทธิทางการเมืองโดยสิ้นเชิง

            ปี 1933 พลพรรคนาซี ได้ปล้นร้านค้าของยิว  ทุบตียิวที่ต่อต้านขัดขีน 

            ปี 1935  มีการออกกฎหมายเพิกถอนสิทธิของยิวในอาชีพต่าง ๆ

            ปี 1939  ฮิตเลอร์สั่งจับยิวเป็นจำนวนสองหมื่นคน  ส่งตัวเข้าค่ายกักกัน

            ปี 1940  ฮิตเลอร์สั่งให้ส่งตัวยิวทั้งหมดในเยอรมนี และออสเตรียไปอยู่ยังค่ายกักกัน  เรียกว่า เก็ตโต ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษในโปแลนด์

            ปี 1941  ฮิตเลอร์สั่งฆ่าชาวยิวที่ถูกจับมาอยู่ค่ายกักกัน  รวมทั้งเชลยชาวรุสเซีย  โปแลนด์  โรมาเนีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย ด้วยการนำเข้าห้องแล้วเปิดแก๊สให้ตายพร้อม ๆ กันทีละพัน ๆ คน  ในช่วงเวลาแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเชลยจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ถูกส่งตัวเข้ามาในเยอรมนี ถึง 7,500,000 คน  ที่ต้องตายไปในค่ายกักกันที่มีจำนวนเป็นพันค่าย  พวกยิวในยุโรปตะวันออก 2 – 3 แสนคนถูกส่งตัวเป็นเชลยและต้องบาดเจ็บล้มตายไปเช่นกัน

            ฮิตเลอร์ยังได้ตั้ง “หน่วยรบพิเศษ” ขึ้นประจำในแนวรบ ทั้ง 4 แนวของเยอรมนีในรุสเซีย  แต่ละหน่วยมีทหาร ซึ่งเป็นทหารการเมือง อาสาเข้าพรรคนาซี  มีกำลังพลต่อหน่วยประมาณ 500 – 600 คน มีนายพลเป็นผู้บัญชาการ  ทำหน้าที่ลาดตระเวนด้านหลังกองทัพ  คอยตรวจจับพลเรือนที่พบทั้งเชื้อชาติยุโรป  และยิว  เมื่อจับได้ก็เอาตัวมายิงทิ้ง ด้วยวิธีการอันโหดร้ายทารุณ 

            โดยต้อนเอาตัวพลเรือนที่จับได้มารวมกัน  สั่งให้เดินไปในที่ใดที่หนึ่งที่ห่างไกลบ้านคน  ให้คนเหล่านั้นขุดหลุมกว้าง ยาว ขนาดหลุมใหญ่เหมือนกับสนามเพลาะ  แล้วสั่งให้ทุกคนถอดเสื้อผ้า ยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งทีปากหลุม  ทหาร “หน่วยรบพิเศษ” จึงสาดกระสุนปีนกลยิงเข้าใส่คนที่จับตัวมา  ยิงจนร่วงลงไปในหลุมทั้งหมด  เจ็บบ้างตายบ้าง ก็โกยลงหลุมไปทั้งหมด  แล้วจึงกลบหลุม  ชาวนาซี เรียกว่า “การลบล้าง” (Liquidate ศัพท์นาซี)  รวมผู้คนที่ต้องตายเพราะการลบล้างนี้ประมาณหนึ่งล้านคน

            ต่อมา นาซีได้มีการคิดค้นวิธีการฆ่า หลายวิธีการทั้งใช้สารเคมีฉีดเข้าเส้นเลือด การฉีดอากาศเข้าเส้นเลือดในคนเป็น ๆ ให้ถึงตาย  การตัดเส้นเลือดใหญ่ให้เลือดออกหมดตัวจนตาย  การผลักคนตกลงสู่เตาเผาไฟ  และจนมาถึงการคิดค้นแก้ส “ไซคลอนบี” ที่เป็นส่วนผสมระหว่างไฮโดรเจนกับไซยาไนด์  ด้วยวิธีนี้ภายในเวลาไม่กี่นาที สามารถรมแก้สฆ่าคน 600 คน ตายเรียบไม่เหลือ  จึงเป็นวิธีที่นาซีใช้กับคนเป็นล้าน ๆ คน ต่อมา  ด้วยความสะดวก รวดเร็ว  และประหยัด  สามารถทำลายชีวิตคนได้คราวละสองพันคน ในเวลาเพียง 10 กว่านาที  ฮิตเลอร์ ได้มอบหมายให้ อดอล์ฟไอค์มานน์  ทำหน้าที่การใช้แก้สรมฆ่าผู้คนที่เป็นเชลยและชาวยิวรวมนับหลายล้านคน

         

จุดจบของผู้มีอำนาจ

            สิบห้าปีต่อมา ไอค์มานน์ได้หลบหนึหัวซุกหัวซุนไปในหลายประเทศ  จนกระทั่งถูกจับตัวได้  และถูกนำตัวขึ้นศาลที่อิสราเอล  แม้ไอค์มานน์ปฏิเสธ  แต่ที่สุดก็จำนนต่อหลักฐาน  ศาลได้สั่งพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอไอค์มานน์ เมื่อวันที่  31 พฤษภาคม 1961

       

            ปี ค.ศ. 1945 ฤดูใบไม้ผลิ  เยอรมนีเริ่มพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2  กองทัพรุสเซียบุกเข้าเยอรมนีทางแนวรบด้านตะวันออก  และกองทัพพันธมิตรบุกเข้าทางด้านตะวันตก  เมื่อกองทัพพันธมิตรเข้าเบอร์ลินได้  ฮิตเลอร์และภรรยาก็ฆ่าตัวตายในหลุมหลบภัย  พวกพ้องก็เอาศพไปเผาจนไม่มีอะไรเหลือ  ดร.เกิบเบลส์ คนสนิทของฮิตเลอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้พรรคนาซีตลอดมา  ก็ฆ่าบุตรภรรยาแล้วฆ่าตัวตายตาม  ส่วนคนสำคัญในพรรคนาซีอีกหลายคนได้ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรจับตัว  และนำขึ้นศาลอาชญากรสงคราม  ทุกคนต่างก็ให้การว่าถูกบังคับให้ต้องฆ่าคนเป็นล้าน ๆ ด้วยต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

            สำหรับ เกอริง นั้นพันธมิตรได้ยึดทรัพย์สมบัติที่มีค่ามหาศาล  ที่เกิดขึ้นและได้มาเมื่อครั้งตนมีอำนาจในยุคของฮิตเลอร์

            เมื่อสิ้นอำนาจ  ก็สิ้นซึ่งทรัพย์สมบัติบรรดามี  และความชั่วที่ได้ก่อขึ้นไว้  ถูกประจานไปทั่วโลก  เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกด้านมืดไปอีกนานแสนนาน  ไม่ว่ายุคใด สมัยใด จะเป็นอดีต  ปัจจุบัน  และต่อถึงอนาคต  มนุษยโลกต่างก็มีแบบแผน  แนวทาง  ที่ดำเนินไปตามครรลองของชีวิต  แต่สิ่งที่ยังคงอยู่และเป็นไปอย่างไม่มีวันเสื่อมสิ้น  นั่นคือ สันดานดิบ  และความหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ  การแสวงหาอำนาจอย่างไร้ขอบเขต  และการกดขี่ผู้คนให้จำนน  ไม่ว่าด้วยอำนาจ  อิทธิพล ปัญญาและแรงกาย หากตั้งอยู่บนความไร้สติ  ความอยุติธรรม  และความมืดบอด อวิชชา ย่อมนำพาไปสู่ความหายนะเมื่อถึงบั้นปลายชีวิต  ตามสัจธรรมของชีวิตที่ต้องประสบกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย  อันจักเป็นไปด้วยความเป็นสุข หรือด้วยความทุรนทุรายต่อสู้กับสรรพโรค  สรรพภัย ก็ตาม

            สมดังที่กล่าวกันไว้ว่า  ใดใดในโลกล้วน  อนิจจัง  ยังก็แต่ชั่ว คนชัง  ดีคนชื่นชอบ  บอกเล่าขาน..ยาวนาน 

ตามเรื่องประวัติศาสตร์ชนทุกชาติ  มีเหตุดังนี้ทั้งความโลภ โกรธ หลง อันเป็นที่มาของสติ ความนึกคิด  การกระทำอันจะนำพาความเจริญ หรือความหายนะ มาสู่โลก  ด้วยปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นได้  โดยที่ทุกท่านคงไม่คิดปฏิเสธ  เปลี่ยนแปลงสัจธรรมในข้อนี้  ใช่หรือไม่.

 

ขอบคุณที่มา : ยิว โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  2510

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=blacksunday&month=26-03-2009&group=3&gblog=7




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]


จริงหรือ..คนไทยยอมรับตามที่ศาลโลกวินิจฉัย คราวที่กรมพระยาดำรงฯ ไปเยือนปราสาทพระวิหาร
จริง
8 คน
ไม่จริง
16 คน

  โหวต 24 คน