• อมต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : newslifeok@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 53
  • จำนวนผู้ชม : 138407
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
นักข่าวชีวิต
สิ่งที่คุณค้นหา อาจทั้งชีวิต คุณ..พบได้ที่นี่ อ่านเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ ประวัติบุคคล ความเป็นมาเป็นไป พอดีพอร้าย ประสบการณ์ตื่นเต้น เร้าใจ เรื่องรัก เรื่องชีวิต เรื่องแนวๆ ชวนฉงน แล้วพบกัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/newslife
วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม 2552
Posted by อมต , ผู้อ่าน : 7108 , 17:41:13 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความสัมพันธ์ไทยกับเขมร  การเกี่ยวข้องสายเลือดแห่งพงศ์เผ่า

           

ในยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ห้า  ได้มีหม่อมเจ้าหญิงพระองค์หนึ่ง  ที่ควรกล่าวถึง  เป็นผู้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสายโลหิตระหว่างเชื้อพระวงศ์เจ้ากรุงสยาม  กับเจ้าครองนครเขมร   คือหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด 

            หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด  เป็นพระธิดาของพระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ  (โอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่ 2  ท่านเป็นต้นราชสกุล ปราโมช)   กับมารดา คือ หม่อมราชวงศ์ดวงใจ  ปราโมช

                              

ลำดับราชสกุล ปราโมช      

            พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ เสกสมรสกับ หม่อมราชวงศ์หญิงดวงใจ มีพระโอรส-ธิดา 7 องค์ ได้แก่

      หม่อมเจ้าหญิงเมาฬี

     หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด

      หม่อมเจ้าชายจำรูญ

      หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า

      หม่อมเจ้าหญิงโอษฐอ่อน

      หม่อมเจ้าหญิงรำมะแข

     หม่อมเจ้าชายคำรบ (พระบิดาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  กับ ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช)  

            

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ เสกสมรสกับ หม่อมแดง ปราโมช (บุนนาค) ธิดา เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) มีโอรส-ธิดา คือ

      หม่อมราชวงศ์หญิงบุญรับ พินิจชนคดี สมรสกับ พระพินิจชนคดี (พินิจ อินทรทูต)

      หม่อมราชวงศ์หญิงอุไรวรรณ ปราโมช

      หม่อมราชวงศ์หญิงเล็ก ปราโมช

      หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช  (พ.ศ. 2448 - 2540)

      หม่อมราชวงศ์ถ้วนเท่านึก ปราโมช

      หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช  (พ.ศ. 2454 - 2538)

ความเดิมการหมั้นและสมรส         

           

หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดนั้น  เดิมท่านหมั้นกับพระองค์เจ้าคัคณางคยุคล ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 4   แต่เนื่องจากพระองค์เจ้าคัคณางคยุคล มีหม่อมอยู่ในวังแล้ว คือ หม่อมสุ่น  เป็นเหตุให้หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดไม่พอพระทัย  ขอยกเลิกการหมั้นนั้น 

            ต่อมาหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด ได้สมรสกับพระราชโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระนามว่าพระองค์เจ้าเฉลิมลักษณวงศ์  ซึ่งเป็น พระอนุชาของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ  และกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญนี้ได้มีเรื่องราวบันทึกไว้   ในคราวเรื่องกบฏวังหน้า  และต่อเนื่องไปยังหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดต้องพลัดถิ่นฐานสยามประเทศ  ไปพำนักพักยังนครเขมร  ก่อเกิดสายสัมพันธ์ ในกาลต่อมา

กบฎวังหน้า ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2417)

มีบันทึกไว้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเจริญพระชนมายุได้ 23 พรรษา หลังจากที่เสด็จกลับจากชวา เกิดการวางเพลิงระเบิดขึ้นในวังหลวง

ก่อนเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้นั้น มีข่าวปล่อยว่าจะมีการลอบปลงพระชนม์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทำให้เกิดความระแวงกันขึ้นระหว่างวังหลวงกับวังหน้า

            และเมื่อหลังเหตุระเบิดไฟไหม้ที่ตึกดินในวังหลวง  มีการสอบสวนหาสาเหตุการระเบิด โดยเจ้านายในวังหลวง

            กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ซึ่งเป็นผู้ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแต่งตั้ง  ให้การสนับสนุน  เป็นผู้มีอำนาจและกำลังทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ อยู่ในวังหน้า  จึงเกรงภัยที่อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด  ได้หลบหนีออกจากวังหน้า  ตรงไปที่สถานกงสุลอังกฤษ  มีท่านกงสุล คือนายทอมัส  นอกซ์    เมื่อจุลศักราช 1236 (พ.ศ. 2417)  และได้ทรงพักอยู่ที่สถานกงสุลอังกฤษนานถึง 2 อาทิตย์ 

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์  ได้ไปเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ออกจากสถานกงสุลอังกฤษ

ด้วยขณะนั้นเป็นยุคที่อาณาจักรสยาม  ถูกต่างชาติแทรกแซง  คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้มีกำลังทหาร และอาวุธ  ทั้งนิยมล่าประเทศในแหลมอินโดจีนไปเป็นอาณานิคมเมืองขึ้น  หากเกิดความร้าวฉานขึ้นในราชอาณาจักรสยามแล้ว  อาจเป็นเหตุถูกเข้าทำลายบ้านเมือง  ดังเช่นชะตากรรมของประเทศเพื่อนบ้าน คือ เขมร และลาว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยถึงสถานการณ์ช่วงนั้นว่า การแถลงข้อเท็จจริงจะช่วยให้ประชาชนสิ้นความหวาดวิตกลงได้ จึงมีประกาศออกเป็นทางราชการความบางส่วนว่า

 

 “...แต่ความที่พูดจาดูร่ำลือกันนั้น ข้าพเจ้าก็มิได้เชื่อว่าเป็นความจริง เพราะกรมพระราชวังกับข้าพเจ้า มิได้มีอริร้าวฉานแก่กันกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ครั้นถึงวันจันทร์ เดือนอ้ายแรมห้าค่ำ ปีจอ ฉศก ข้าพเจ้าได้ทราบความอีกว่า กรมพระราชวังได้เตรียมทหารและคนซึ่งมิได้เป็นทหาร ซึ่งอยู่บ้านนอกนั้น เจ้าหมู่มูลนายก็ได้เรียกไพร่เหล่านั้นให้เข้ามาพร้อมกันในเดือนอ้าย ถึงกระนั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่เชื่อในความนั้นเป็นแน่ชัด

ครั้นค่ำลงวันนั้น เวลา ๕ ทุ่มเศษ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในโรงแก๊สในพระบรมมหาราชวัง ที่โรงแก๊สซึ่งเกิดเพลิงไหม้ขึ้นเป็นที่สำคัญน่ากลัวยิ่งนัก คือข้างฝ่ายตะวันตกของโรงแก๊ส เป็นโรงเก็บภูษามาลา อันนี้เป็นที่ไว้พระมหาพิชัยมงกุฎ และพระมหาชฎา และเครื่องต่างๆซึ่งเป็นต้นเครื่องสำหรับแผ่นดินสืบมาแต่โบราณ

โรงภูษามาลา ที่ไว้เครื่องต้นนี้ห่างจากโรงแก๊สที่ติดเพลิงขึ้นนั้น ๒ วา หลังโรงภูษามาลานั้นติดกับฉนวนประตูดุสิตศาสดา ทางซึ่งจะออกวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากฉนวนนั้น ก็ติดกับหอพระปริตรสาตราคมและพระที่นั่งราชฤดี ใกล้กับพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ และด้านใต้ของโรงแก๊สนั้นมีเขื่อนเพ็ชร์ พระราชวังชั้นในห่างจากโรงแก๊ส ๑๔ วา ๓ ศอก ที่โรงแก๊สที่เพลิงติดขึ้นนั้นอยู่ตรงกลาง เป็นที่คับแคบ แลของที่เป็นเชื้อเพลิงนั้นมีมากคือ ดินประสิวแลน้ำมัน เป็นต้น

ถ้าเพลิงไหม้ติดลามขึ้นแล้ว พระที่นั่ง แลคลังของต่างๆที่อยู่ใกล้เคียงดังข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วนั้น ก็คงจะเป็นอันตรายทั้งสิ้น เพราะของเหล่านี้ติดเนื่องกัน โรงแก๊สซึ่งเกิดเพลิงขึ้นในเวลากลางคืนนั้นเป็นที่ลับ ที่สงัด มิได้มีผู้คนไปมาเล้าลม ซึ่งเพลิงติดขึ้นดังนั้นก็เป็นที่สงสัยหวาดหวั่นยิ่งนัก ในเวลาที่เพลิงติดขึ้นนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระปราบปรปักษ์แลข้าราชการได้ช่วยกันดับเพลิงนั้น ถ้าเพลิงนั้นจะติดอยู่ช้า ฤามีลมเป่ามาก็จะรักษาไว้ไม่ได้เลย ฤาถ้ามีหม้อแก๊สแตก ก็จะเป็นอันตรายแก่คนเป็นอันมากซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง

ในเวลานั้นเพราะเหตุบังเกิดขึ้น ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มีความหวาดหวั่นเป็นอันมาก เพราะเพลิงเกิดขึ้นในที่สำคัญ จะเกิดขึ้นด้วยเหตุอันใดก็ไม่รู้ เกรงว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุกลอุบายอันใดอันหนึ่ง การอันนี้ก็เป็นการเหลือที่จะคาดคะเนว่าจะเป็นการเท็จฤาจริงให้แน่ได้ เหตุที่บังเกิดขึ้นได้ดังนี้แล้ว ครั้นจะเชิญท่านเสนาบดีมาประชุมปรึกษาในเวลากลางคืนนั้นก็เห็นว่าเป็นเวลาดึกถึงเจ็ดทุ่ม เกินเวลาแล้ว

ข้าพเจ้าจึงสั่งข้าราชการซึ่งเป็นพนักงานทั้งปวงที่มาช่วยดับเพลิงในเวลากลางคืนนั้น ให้นอนอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ประจำซองอยู่ตามพนักงาน เพราะกลัวว่าจะมีเหตุขึ้นอีกในเวลากลางคืนนั้น..”

 

เรื่องไฟไหม้ในพระบรมมหาราชวังนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ตอบปัญหาประจำวันไว้ในหนังสือสยามรัฐ ประจำวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ ความตอนหนึ่งว่า

 

“...จนวันหนึ่ง มีคนร้ายลอบเข้าไปจุดไฟในพระบรมมหาราชวังใกล้กับตึกที่เก็บดินดำ โดยประสงค์ที่จะให้ดินดำนั้นระเบิดขึ้น เคราะห์ดีที่เจ้านายข้าราชการในวังหลวง เห็นเหตุการณ์และดับไฟเสียทัน มิฉะนั้นจะเกิดเหตุร้ายแรง และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจถึงสวรรคตเสียแต่ในต้นรัชกาล

เมื่อเกิดเหตุนี้ขึ้นแล้ว ความอลเวงทางการเมืองก็เกิดขึ้นในเมืองไทยอย่างหนัก กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จไปประทับอยู่ในกงสุลของชาติมหาอำนาจนั้น และยอมพระองค์อยู่ใต้อารักขาของชาตินั้น เมืองไทยขณะนั้นจึงล่อแหลมหวุดหวิดจะมีมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง และยึดเอาเป็นเมืองขึ้น เดชะบุญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถระงับเหตุต่าง ๆ ได้ทันท่วงที และเดชะบุญที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์มีใจซื่อสัตย์ จงรักภักดีและอาจหาญ ได้อุตสาหะบากบั่นเข้าไปถึงกงสุลต่างประเทศ และเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวรฯออกมาได้ เมืองไทยจึงรอดมาได้ไม่เสียเอกราช...” 

 

การทำความเข้าใจและสมานฉันท์กันในระหว่างวังหน้า  และวังหลวง ได้ในที่สุด จึงทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็น เป็นสุข  และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้

เหตุการณ์หลังเกิดระเบิด

            กล่าวถึงหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด  ในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดไฟไหม้ตึกเก็บดินดำวังหลวงนั้น  หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดได้ขนทรัพย์สมบัติส่วนตัว  และคณะละครหลวง  ของเจ้าจอมมารดาอำภา  ทั้งตัวรำ  เครื่องละครและดนตรีปี่พาทย์ต่าง ๆ   รวมเป็นคนหลายสิบคน   จ้างเรือสำเภาล่องลงตามแม่น้ำเจ้าพระยา ออกจากแผ่นดินสยาม  ผ่านเสาหินทางทิศใต้ที่ปักอยู่  ก่อนถึงพระประแดง มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองเขมร

            ฝ่ายรัฐบาลกรุงสยามได้ส่งทหารลงเรือกลไฟ แล่นไล่ตามจับเรือสำเภาของหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด  เผอิญเรือกลไฟของรัฐบาลเกิดชำรุดเสียหาย จักรหัก  ต้องจอดทอดสมออยู่กลางน้ำ  เรือสำเภาของหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดจึงชักใบแล่นเรือ  เดินทางสู่เขมรได้อย่างปลอดภัย

            ขณะนั้น สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ (นักองด้วง ซึ่งประสูติและโตที่กรุงเทพฯ) เป็นเจ้าครองเขมร  และเป็นพระสหายของหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด  ได้ต้อนรับและเชิญให้พำนักอยู่ที่นครเขมร

            หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดเข้าไปอยู่ในวังกับสมเด็จพระนโรดมนั้น มีคนในวังหน้าติดตามไปด้วยหลายคน เป็นเจ้านายวังหลวงคนหนึ่งคือหม่อมเจ้าหญิงปุก และลูกสาวคนรองของนายโรเบิร์ต น็อกส์  หม่อมเจ้าหญิงปุกประทับที่เมืองเขมรตลอดมาจนชรามาก  และสิ้นชีพิตักษัยที่เมืองเขมรในรัชกาลที่ 7

            หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดได้ช่วยฝึกการละครในวังเขมร   กระทั่งสมเด็จพระนโรดมฯ ได้แต่งตั้งหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด เป็นพระราชเทวี  มีพระราชบุตรด้วยกัน ๑ องค์ คือ "พระองค์เจ้าพานคุลี"

ลำดับความเป็นมาของกรุงสยาม กับเขมร

            สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ทั้งญวนทั้งเขมร เกิดจลาจลแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์กันขึ้น  บุตรชายเจ้าเมืองญวนที่เกิดกบฏ ชื่อ องเชียงสือ หนีมาพึ่งไทย (มีปรากฏอยู่ในเรื่อง ‘บุญบรรพ์’ บรรพ ๑)

            ขณะเดียวกันทางเมืองเขมร ก็เกิดเรื่องวุ่นวายจนขุนนางเขมร ต้องพาพระเจ้าแผ่นดินอายุเพียง ๑๑ ขวบ หนีเข้ามาพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ คือนักองเอง หรือ นักพระองค์เอง (ปรากฎอยู่ในเรื่อง ‘บุญบรรพ์’ บรรพ ๑ เช่นกัน)

            เมื่อญวนกำเริบจะยึดเอาเขมรซึ่งกำลังวุ่นวาย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงโปรดฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกออกไปทำศึกกับญวน ปราบปรามการจลาจลในเขมรอยู่นานถึง ๑๕ ปี มิให้เขมรถูกญวนกลืนเสีย จนกระทั่งตั้งเมืองหลวง และพระราชวังใหม่ขึ้นที่เมืองอุดงฦาชัยเมืองหลวงเก่า แล้วให้ราชวงศ์ของนักองเองครอบครองเป็นพระเจ้าแผ่นดินเขมรสืบกันต่อมา

            จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี กรมศิลปากร 2547  บันทึกว่า 

 

“เมื่อ พ.ศ. 2379 ... แล้วทรงพระราชดำริถึงลาวฝ่ายตะวันออกเขมรป่าดง ยังไม่ได้จำนวนบัญชีชายฉกรรจ์เป็นแน่ว่ามากน้อยเท่าใด จึ่งโปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาออกไปทำบัญชีเขมรป่าดง เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองศีรษะเกษ เมืองเดชอุดม เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองอุบล เมืองสุวรรณภูมิ เมืองยโสธร เมืองศรีทันดร เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองอัตปือ รวม 13 เมือง ให้พระมหาเทพ (ป้อม) ซึ่งเป็นพระยามหาอำมาตย์ พระพิเรนทรเทพ (ขำ) ขึ้นไปชำระบัญชีคนเก่าและคนที่ข้ามมาใหม่...”

           

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงอภิเษกให้นักองเอง เป็นพระเจ้าแผ่นดินเขมรใหญ่ มีพระเจ้าแผ่นดินสืบราชสมบัติกันต่อๆมา ๘ รัชกาล คือ

 

รัชกาลที่ 1  นักองเอง (สมเด็จพระนารายณ์ราชาธิราช)

รัชกาลที่ 2  นักองจันทร์ (สมเด็จพระอุไทยราชาธิราช)

รัชกาลที่ 3  นักองด้วง (สมเด็จพระหริรักษ์ราชาธิบดี)

รัชกาลที่ 4  นักองราชาวดี (สมเด็จพระนโรดม  โอรสใหญ่ ร.๓)

รัชกาลที่ 5  นักองศรีสุวัตถ  (สมเด็จพระศรีสวัสดิ์)

รัชกาลที่ 6  สมเด็จพระมณีวงศ์  (ถึง ร.๖ นี้ เขมรตกเป็นของฝรั่งเศส แล้ว  การสืบราชสันตติวงศ์หันกลับไปทางสายเหลนของนักองราชาวดี คือเจ้าชายสีหนุ อายุ ๑๘ ปี)

รัชกาลที่ 7  พระเจ้านโรดมสีหนุ  (ถึง ร.๗ ต่อมาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เจ้าชายสีหนุสละราชบัลลังก์ถวายพระราชบิดา  การสืบราชสันตติวงศ์จึงย้อนขึ้นจากลูกขึ้นไปหาพ่อ (พระองค์สุรามฤต)  ซึ่งดูเหมือนจะไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การสืบราชสมบัติ)

รัชกาลที่ 8  พระองค์สุรามฤต (ลูกของพระองค์สุธารส  ซึ่งเป็นลูกของ ร.๔ อีกที)

 

           

พระเจ้าแผ่นดินเขมรนั้นตั้งแต่ ร.๑ - ร.๕ ล้วนอยู่วังในกรุงเทพฯ และตั้งแต่ ร.๑ - ร.๔ ได้รับอภิเษกจากพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ให้ขึ้นครองราชย์ทุกพระองค์จนกระทั่งตกอยู่ในอำนาจของฝรั่งเศส     

โทษทัณฑ์หลังออกจากกรุงสยาม

            การที่หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด  มีเหตุต้องหนีออกจากกำแพงวังนั้น ทางกรุงสยาม ถือว่าการที่ท่านออกนอกเขตวังโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตเป็นความผิด  ทั้งท่านยังเป็นพระบรมวงศานุวงศ์  การเสด็จออกจากพระนครเกินเสาหินที่ปักเป็นอาณาเขตกรุงเทพพระมหานครทั้งสี่ทิศโดยไม่ได้กราบถวายบังคมลา  ถือว่าเป็นกบฏ 

            เมื่อตามจับตัวหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดไม่ได้  ตามอาญาต้องจับมารดา คือหม่อมราชวงศ์ดวงใจ   ปราโมช  และพี่น้อง  ไปลงโทษแทน  ให้คุมขังและริบราชบาตร ได้รับความลำบากอยู่หลายปี ถึงพ้นโทษได้กลับมาอยู่วัง

ชีวิตบั้นปลายของหม่อมเจ้าหญิงฯ

            จนสิ้นแผ่นดินสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  เข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ครองราชย์  หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดจึงได้กลับมากรุงสยาม  และบวชชีหลายปีจึงสึก  ใช้ชีวิตสงบ  ยามวัยชราได้ช่วยเลี้ยงหลานชาย คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นลูกของน้องชาย (พระองค์เจ้าคำรบฯ)  อันเป็นที่มาที่ท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กล่าวเล่าความถึงท่านป้าในแง่มุมต่าง ๆ 

            ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ท่านเขียนบรรยายไว้ในหนังสือโครงกระดูกในตู้  เปรียบหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด  เป็น “โครงกระดูกในตู้” ชิ้นใหญ่ของราชสกุลปราโมช

            สมเด็จพระนโรดมทรงแต่งตั้งท่านป้าฉวีวาดเป็นถึงพระราชเทวี  ท่านประสูติพระองค์เจ้าเขมรกับสมเด็จพระนโรดมองค์หนึ่งเป็นพระองค์เจ้าชาย มีนามว่าพระองค์เจ้าพานคุลี

            พระองค์เจ้าพานคุลีนี้เคยเข้ามาเยี่ยมท่านแม่ที่กรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านป้าฉวีวาดกลับมาจากเมืองเขมรแล้วในรัชกาลที่ 6  และได้บวชชี  หลานๆ จึงเรียกท่านป้าฉวีวาดว่า “ท่านป้าแอหนัง” หรือ “ท่านยายแอหนัง” เพราะท่านเป็นนางเอกต้องระหกระเหินเหมือนนางบุษบาในเรื่องอิเหนา เมื่อนางบุษบาบวชชีก็มีชื่อว่า แอหนังติหลาอรสา

            หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดมีชีวิตบั้นปลายอยู่โดยสงบ  จนสิ้นชีพิตักษัย ด้วยวัย 80 ปี กว่า

บทส่งท้ายของทุกชีวิต

            จักเห็นได้ว่าไม่ว่ายุคใดสมัยใด  การปกครองบ้านเมืองต้องเป็นไปด้วยความปรองดองของคนในชาติ  ทุกหมู่เหล่า  หาไม่แล้วคนต่างชาติที่มุ่งทำลายชาติ  และหวังเอาผลประโยชน์  ก็จะแทรกแซงบ่อนทำลาย 

            การใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหา  ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง  และเคารพต่อกันในสิทธิ หน้าที่  นำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขของชาติบ้านเมือง 

            การนำเรื่องราวในอดีต  มาเล่ากันฟังในปัจจุบัน  เพื่อน้อมนำมาเป็นบทเรียนให้ได้คิดไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ  และสร้างขวัญกำลังใจว่าสยามชาติไทย  มีความยิ่งใหญ่  ด้วยบรรพบุรุษของไทยทุกยุคทุกสมัย  ต่างก็รักชาติ  การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแม้ใหญ่หลวงเพียงใด  ก็กระทำด้วยใจที่รักชาติ  ศาสน์  กษัตริย์  เป็นที่ตั้ง  และยึดเหนี่ยวเป็นศูนย์รวมใจ  ชาติไทยจึงเป็นปึกแผ่นมั่นคงสถาพรตลอดมา.

 

ที่มาข้อมูล  : โครงกระดูกในตู้ ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

                           สตรีสยามในอดีต ของ น.พ.วิบูล  วิจิตรวาทการ

                   วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

http://www.lekpluto.org/history/rebellion/thairebellion_13.htm

http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=7521&username=phavihan

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/03/K4174352/K4174352.html

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]


จริงหรือ..คนไทยยอมรับตามที่ศาลโลกวินิจฉัย คราวที่กรมพระยาดำรงฯ ไปเยือนปราสาทพระวิหาร
จริง
8 คน
ไม่จริง
16 คน

  โหวต 24 คน