*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1633
  • จำนวนผู้ชม : 3017226
  • จำนวนผู้โหวต : 1091
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1091 คน
<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม 2557
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 1704 , 18:54:36 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน คนเมืองพระชนกจักรี , พาจรดอทคอม โหวตเรื่องนี้

ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ต้องใช้ฟืนหุงข้าว ไม่ต้องเดินเท้าไปทำงาน ได้ดูละครในตอนค่ำ ได้นอนเย็นฉ่ำตลอดคืน มีแหล่งพลังงานเป็นของเราเอง มีรายได้เข้า อบต. เทศบาล อบจ. และเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินกว่า 1.3 ล้านล้านบาท นำไปพัฒนาประเทศ ล้วนเป็นประโยชน์ที่ได้จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย เป็นประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชนทุกคน ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงนี้กลับถูกนำไปบิดเบือน ปลุกเร้า สร้างความเข้าใจผิดๆว่า แม้จะมีการเปิดแปลงสัมปทานใกล้บ้านท่าน แต่พวกท่านซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริงส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ และยังคงต้องใช้น้ำมันราคาแพงกว่าประเทศที่เราส่งออกไปเสียอีก เป็นดราม่า ที่ยังสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่องกับกลุ่มคนบางกลุ่ม      

      จากการติดตามกระแสสังคมยังพบว่า กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ยังมีความเข้าใจว่าสัมปทานไทยมีค่าสัมปทานต่ำและเป็นสัมปทานที่ถูกที่สุดในอาเซียน ซึ่งผมได้เคยนำเสนอไปแล้วคือ รายได้รัฐจากกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยวิธีรวมตัวเลขที่จัดเก็บได้จริง ของทั้งสองระบบ(ระบบ Thailand I และ Thailand III) ณ สิ้นปี 2554 รัฐจะมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 60 ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย และถ้าคิดโดยวิธีการคำนวณ จะพบว่าโครงการภายใต้ระบบ Thailand I รัฐมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 55 และ จากโครงการภายใต้ระบบ Thailand III รัฐมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 74 ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่น้อยเลยสำหรับกฎหมายปัจจุบัน

       แม้จะมีการยอมรับตัวเลขของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่เข้าไปชี้แจงในคณะอนุกรรมาธิการฯ แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ โดยท่าน สว. รสนา ได้อภิปรายในรัฐสภาและมีความคิดเห็นว่า "วิธีคิดของกรมฯ เป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง วิธีคิดตามหลักการลงทุนที่เป็นสากลต้องคิดการแบ่งผลประโยชน์ตามสัดส่วนการลงทุน โดยรัฐลงทุนด้วยทรัพยากร เอกชนลงทุนด้วยอุปกรณ์และการบริหาร ซึ่งเมื่อคิดเช่นนี้แล้ว พบว่า รัฐได้ผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยทรัพยากรเพียงร้อยละ 31 ขณะที่เอกชนได้ผลตอบแทนจากการลงทุนถึงร้อยละ 60 ซึ่งได้มากกว่ารัฐครึ่งต่อครึ่ง" จึงเหมาสรุปเอาว่าส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่รัฐได้รับไม่เป็นธรรม

       ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้รู้หลายท่านได้เขียนอธิบายไปพอควรแล้ว แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแนวความคิดของท่านได้ ผมจึงขอเสนอว่า ถ้าจะคิดว่ารัฐหรือประเทศไทยลงทุนด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีมูลค่า ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ขอให้คิดมากขึ้นอีกนิดว่า ผลประโยชน์ที่รัฐได้รับนั้น ไม่ได้มีแต่รายได้ที่เกิดจากกิจการปิโตรเลียม ซึ่งเป็นเพียงกิจการต้นน้ำเท่านั้น รัฐยังมีรายได้จากกิจการต่อเนื่องอื่นๆ อีกมากมาย และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมซึ่งตีเป็นมูลค่าไม่ได้ ต้องนำเอาผลประโยชน์ต่างๆ นี้ มารวมเข้าไปด้วย จึงจะเป็นผลประโยชน์ที่รัฐหรือประเทศหรือประชาชนได้รับจากการลงทุนด้วยทรัพยากรปิโตรเลียม น่าจะมีความถูกต้องมากกว่า ดังแสดงด้วยรูปนี้ครับ (เป็นตัวเลขประมาณ ณ ปี 2555)    

  

 

      ปิโตรเลียมที่อยู่ใต้พื้นดิน จะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยลงทุนสำรวจและพัฒนาไป 1.63 ล้านล้านบาท ขายปิโตรเลียมได้ 3.93 ล้านล้านบาท เหลือเป็นกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน 2.3 ล้านล้านบาท (3.93-1.63) แต่ต้องจ่ายค่าภาคหลวง(0.49) SRB(0.043) และ ภาษีปิโตรเลียม(0.83) ให้รัฐ รวม 1.36 ล้านล้านบาท เหลือเป็นกำไรจริง 0.94 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบรายได้รัฐ : รายได้บริษัท จะได้ 1.36 : 0.94  หรือ ร้อยละ  59:41 ตัวเลขดังกล่าวนี้คิดเฉพาะกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (กรอบสีส้ม)

       แต่ถ้าจะให้คิดแบบท่าน สว. โดยถือว่ารัฐลงทุนด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมนั้น ในแนวคิดนี้ ผลประโยชน์ตามสัดส่วนการลงทุนของผู้รับสัมปทานจะได้ร้อยละ 57 (0.94/1.63) ในขณะที่รัฐจะได้เท่าไรนั้น จะต้องนำผลประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมารวมด้วย (1.36+ผลประโยชน์อื่นๆ /3.93) ซึ่งจะมีค่าสูงกว่าที่บริษัทขุดเจาะน้ำมันได้รับ และมากกว่าร้อยละ 31 ตามที่ท่านกล่าวถึงอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ว่าจะคิดอย่างไร ผลประโยชน์ที่ร้ฐได้รับจากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมก็ไม่ได้ต่ำอย่างที่คนบางกลุ่มเข้าใจ และเมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับระบบของประเทศเพื่อนบ้านยังพบว่า ค่าสัมปทานปิโตรเลียมของไทยไม่ได้ต่ำสุด ตามข้อมูลที่ขออนุญาตนำมาแชร์ ดังนี้             

      ประเทศไทยใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการปิโตรเลียม ซึ่งในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่จะใช้ระบบสัญญาหรือสัญญาแบ่งปันผลผลิต การจัดเก็บรายได้รัฐของทั้งสองระบบมีความแต่งต่างกันตามเครื่องมือด้านการเงิน(fiscal device) ที่นำมาใช้ เช่น ค่าภาคหลวง(Royalty) ภาษี(Tax) ส่วนแบ่งกำไร(Profit sharing) เป็นต้น ซึ่งจะจัดเก็บมากหรือน้อย กำหนดได้ตามเครื่องมือดังกล่าว เช่น ค่าภาคหลวงเก็บร้อยละ 10  ภาษีเก็บร้อยละ 50  หรือ ส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียมเก็บร้อยละ 60 เป็นต้น  

       ระบบสัมปทานไทยในปัจจุบัน รัฐจัดเก็บรายได้จาก ค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ(SRB) และ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

       ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต รัฐจัดเก็บรายได้จาก ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียม ภาษีปิโตรเลียม และเครื่องมืออื่นๆ เช่น การให้รัฐเข้าร่วมลงทุน เป็นต้น โดยประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้ระบบนี้คือ ประเทศพม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา

       ดังนั้น ถ้ามีการกล่าวหาว่า ประเทศไทยไม่เคยเก็บเงินจากส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียม ต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริงครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเหมือนอย่างประเทศเพื่อนบ้าน การเปรียบเทียบรายได้รัฐจากกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะต้องเทียบกันที่ผลรวมที่เก็บได้จากเครื่องมือต่างๆ ที่ได้กล่าวแล้ว และไม่สามารถนำร้อยละของแต่ละตัว มาบวกกันตรงๆ ได้ เช่นในระบบ Thailand I รัฐจัดเก็บค่าภาคหลวงร้อยละ 12.5 และจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียมร้อยละ 50 ไม่ได้หมายความว่ารัฐจัดเก็บได้ร้อยละ 62.5 (12.5+50) หรือประเทศกัมพูชา จัดเก็บค่าภาคหลวงร้อยละ 12.5 เก็บส่วนแบ่งกำไรร้อยละ 40 เก็บภาษีร้อยละ 30 ไม่ได้หมายความว่าประเทศกัมพูชาจัดเก็บรายได้เข้ารัฐร้อยละ 82.5 (12.5+40+30) เพราะร้อยละของการจัดเก็บแต่ละตัวนั้นต้องดูว่าเป็นร้อยละของอะไร และภายใต้เงื่อนไขใดด้วย เช่น ค่าภาคหลวงร้อยละ 12.5 ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขาย หรือภาษีร้อยละ 50 ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย หรือส่วนแบ่งกำไรร้อยละ 40 ของมูลค่าปิโตรเลียมหลังหักค่าภาคหลวงและเงินลงทุน เป็นต้น

 

ตัวอย่างการจัดเก็บรายได้ของประเทศไทย และ ประเทศเพื่อนบ้าน

 ระบบสัมปทานไทย Thailand I  และ Thailand III

 

 

ระบบแบ่งปันผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน

พม่า

 

อินโดนีเซีย

 

กัมพูชา

 

พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

 

     รูปตัวอย่างดังกล่าวนี้ เป็นเพียงโครงสร้างแบบง่าย เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเมื่อนำแหล่งปิโตรเลียมที่พัฒนาในประเทศไทย มาวิเคราะห์เปรียบเทียบภายใต้ระบบต่างๆ จะได้ดังนี้ 

 

แหล่งที่ 1

     เป็นแหล่งก๊าซในอ่าวไทย มีอัตราผลิตเฉลี่ย 380 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ผลการวิเคราะห์แสดงเป็นร้อยละของมูลค่าปิโตรเลียมได้ดังรูป

 

     แหล่งที่ 1 มีค่าใช้จ่ายรวมคิดเป็นร้อยละ 32 ของมูลค่าปิโตรเลียม(capex+opex) ที่เหลือเป็นกำไรแบ่งกันระหว่างบริษัทและรัฐ ตัวอย่างเช่น เมื่อพัฒนาภายใต้ระบบThailand I รัฐจะมีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นร้อยละ 37 จากมูลค่าปิโตรเลียม หรือ คิดเป็นร้อยละ 55 ของกำไร (ตามรูปด้านล่าง: 36.4+18.3) 

     ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน คือ ระบบ Thailand III รัฐจะมีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นร้อยละ 47 ของมูลค่าปิโตรเลียม หรือ คิดเป็นร้อยละ 70 ของกำไร จะอยู่ในระดับกลางๆเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านซึ่งน้อยกว่าระบบของประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และพม่า แต่จะสูงกว่าระบบของประเทศกัมพูชา พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และระบบ Thailand I โดยรายได้รัฐจากระบบ Thailand III ประกอบด้วยค่าภาคหลวงร้อยละ 19 เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ(SRB) ร้อยละ 13 และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมร้อยละ 38  สำหรับระบบของประเทศเพื่อนบ้านจะมีเครื่องมือในการจัดเก็บที่ต่างกัน แสดงได้ดังรูป (ร้อยละของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย)

 

 

 

       การพัฒนาแหล่งที่ 1 ใช้เงินลงทุนไปจนถึงสิ้นปี 2555 ประมาณ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตของประเทศอินโดนีเซีย โครงการจะมีผลตอบแทนการลงทุนในอัตราร้อยละ 12.6 มีกำไรสุทธิประมาณ 880 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอัตราและมูลค่าที่ต่ำที่สุดที่บริษัทได้รับเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ ในกรณีที่บริษัทผู้ลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทนสูงกว่าร้อยละ 13 โครงการแหล่งที่ 1 นี้ จะไม่สามารถพัฒนาได้ภายใต้ระบบของประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากรัฐจัดเก็บส่วนแบ่งสูงเกินไป  

 

แหล่งที่ 2

     เป็นแหล่งน้ำมันดิบในอ่าวไทย มีอัตราผลิตเฉลี่ย 15,000 บาร์เรลต่อวัน

       แหล่งที่ 2 นี้  Thailand III จัดเก็บได้สูงกว่า ระบบของประเทศพม่า

 

แหล่งที่ 3

     เป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบก มีอัตราการผลิตเฉลี่ย 600 บาร์เรลต่อวัน เป็นตัวแทนของแหล่งขนาดเล็กที่สำรวจพบในระยะหลังโดยเฉพาะสัมปทานในรอบที่ 18 และ 19

 

     แหล่งที่ 3 นี้ เป็นโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำ และภายใต้ระบบสัญญาของประเทศฟิลิปปินส์ จะให้ผลตอบแทนโครงการดีที่สุด รองมาคือ ระบบ Thailand III อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการนี้ ถ้าผู้ลงทุนรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ผลตอบแทนแบบนี้ โครงการคงไม่สามารถพัฒนาได้เนื่องจากได้ผลตอบแทนต่ำมาก

      จากตัวอย่างของแหล่งทั้งสามแหล่งที่นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ พบว่า ระบบสัมปทานไทยในปัจจุบัน (Thailand III) ไม่ได้เป็นระบบที่มีค่าสัมปทานต่ำที่สุด แต่เป็นระบบทึ่มีการจัดเก็บรายได้รัฐอยู่ในระดับกลาง และมีความยืดหยุ่นกว่าระบบอื่นๆ กล่าวคือ เมื่อเป็นแหล่งขนาดกลางถึงใหญ่ รัฐสามารถจัดเก็บรายได้เข้ารัฐคิดเป็นร้อยละ 70 (แหล่งที่ 1) และ 80 (แหล่งที่ 2) ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นแหล่งขนาดเล็ก(แหล่งที่ 3) ระบบ Thailand III ยังมีกลไกที่สนับสนุนให้โครงการมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่พอรับได้ ซึ่งช่วยให้โครงการสามารถพัฒนาได้ จึงมีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันของประเทศที่พบแต่แหล่งขนาดเล็ก ซึ่งดูได้จากผลการดำเนินงานของการเปิดสัมปทานใน 3 รอบ ที่ผ่านมา (18-20) ตามที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วซึ่งพบว่าผลประกอบการของแปลงสำรวจที่ค้นพบและผลิตปิโตรเลียมส่วนใหญ่ยังมีผลขาดทุนอยู่

      ระบบที่มีการจัดเก็บรายได้รัฐในอัตราที่สูง ไม่ได้เป็นระบบที่ดีเสมอไป อาจจะดีต่อรัฐที่จัดเก็บได้มากแต่ขณะเดียวกันกลับส่งผลเสียต่อโครงการทำให้ไม่สามารถพัฒนาได้ซึ่งในกรณีหลังนี้รัฐก็จะไม่ได้รับประโยชน์ไปด้วย ดังนั้นเก็บมากหรือน้อย จึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างตามที่ได้เคยเขียนบทความไว้ก่อนหน้า เช่น ศักยภาพปิโตรเลียมภายในประเทศ ความเสี่ยงด้านธรณีวิทยา ความเสี่ยงด้านการเมือง ผลตอบแทนที่เอกชนต้องการ และนโยบายรัฐ เป็นต้น จึงขอยืนยันอีกครั้งว่า พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2532 หรือ ระบบ Thailand III มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับศักยภาพปิโตรเลียมที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน และด้วยกลไกการจัดเก็บที่คิดเป็นร้อยละ จึงไม่ล้าสมัย แม้ราคาน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ระบบดังกล่าวก็เอาอยู่

 

เป็นบทวิเคราะห์และความเห็นส่วนตัวผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะครับ

แม้ว่ากระแสในปัจจุบันจะอ่อนลงบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ประมาทที่จะเสนอข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง...

 

เปิดกรุสมบัติสัมปทานรอบที่ 21

 https://www.facebook.com/notes/chayutpong-nunthanawanich/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-21/598086193558452

 

รายได้รัฐจากสัมปทานปิโตรเลียม ลิงค์

https://www.facebook.com/notes/chayutpong-nunthanawanich/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1/572248706142201

 

ที่มา FB คุณ Chayutpong Nunthanawanich

 

อ่านแล้ว พิจารณาตามดุลพินิจของแต่ละท่านครับ

  

คุณ Chayutpong Nunthanawanich 

 

เป็นข้าราชการสังกัดกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติครับ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/08/2014 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ต้องช่วยกันศึกษาครับ คุณคนเมืองฯ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/08/2014 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

จะทยอยหาข้อมูลมาให้ขบคิดและปวดหัวเรื่อยเรื่อยนะครับ พี่แม่มดฯ

ความคิดเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 26/08/2014 เวลา : 06.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

ต้องค่อย ๆ อ่านและทำความเข้าใจครับ

ความคิดเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 26/08/2014 เวลา : 00.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ขอสารภาพว่าไม่เคยศึกษาเรื่องนี้ลึกซึ้งมาก่อน พี่เลยไม่ทราบว่าจะใช้ดุลพินิจอย่างไร

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน