*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1722
  • จำนวนผู้ชม : 3097693
  • จำนวนผู้โหวต : 1103
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1103 คน
<< พฤศจิกายน 2014 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน 2557
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 1085 , 21:55:05 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

ความกล้าที่จะเรียนในสิ่งที่มิอาจรู้ได้ คือหัวใจของการเรียนรู้ สิ่งที่มิอาจรู้ได้ สามารถรู้ได้ด้วยปัญญา

 

ความกล้าที่จะเรียนในสิ่งที่มิอาจรู้ได้ คือหัวใจของการเรียนรู้ สิ่งที่มิอาจรู้ได้ สามารถรู้ได้ด้วยปัญญา

เซอร์ ไอแซค นิวตัน เปรียบเทียบความรู้ที่คนรู้แล้วเท่ากับเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด

แต่สิ่งที่ไม่รู้นั้นเปรียบประดุจทรายที่เหลือในมหาสมุทร ดังนั้นการศึกษาที่เน้นแต่จะให้คนรู้ในสิ่งที่รู้แล้ว

จึงมีความหมายเพียงน้อยนิด

คำถาม คือ รู้เท่าที่รู้อยู่แล้วพอหรือไม่ และเมื่อไหร่ที่คนเราจะต้องใช้ความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

คำตอบ คือ เมื่อเราไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เราก็จะเอาตัวไม่รอดเมื่อเกิดปัญหาที่ไม่เคยเผชิญ

และเราก็จะไม่สามารถพัฒนาไปสู่สิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าได้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับใครๆได้

ถ้าเราเป็นลูกน้องเราก็ทำได้เหมือนหุ่นยนต์ ทำตามคำสั่ง มีฝรั่งเป็นนาย ไม่มีส่วนในการแก้ปัญหา

และพัฒนางานในที่ๆทำงานอยู่เลย

ความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกิดได้ด้วยปัญญา พุทธศาสนาได้แบ่ง การทำให้เกิดปัญญา เป็น ๓ วิธี คือ

๑ โดยการฟังหรือการอ่าน (สุตมยปัญญา)

๒ โดยการคิดค้น วิเคราะห์ (จินตามยปัญญา) และ

๓ โดยจิต (ภาวนามยปัญญา)

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผมได้ศึกษาประวัติของนักวิทยาศาสตร์ระดับตำนานในอดีต

และจากประสบการณ์ตรง สามารถยืนยันได้ว่า การจะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

หรือการจะรู้ในสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้นั้น ใช้ จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา เป็นหลัก

ยิ่งความรู้นั้นๆเป็นระดับความรู้ที่ไม่อาจรู้ได้มากเท่าไหร่ยิ่งต้องใช้ ภาวนามยปัญญา มากเท่านั้น

หลายๆท่านคงเคยได้ยินเรื่องการตะโกนคำว่า ยูเรก้า ของ อาจารย์ อาคีมิดิส

หลังจากที่ท่านคิดค้นวิธีวัดส่วนผสมของทองใน มงกุฎได้

หรือ การค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ อาจารย์เซอร์นิวตัน จากการเห็นลูกแอปเปิ้ลตกลงบนพื้น

การต้นพบยาปฏิชีวนะเพนนิซิลินของอาจารย์เซอร์อเลกซานเดอเฟลมมิง

หรือแม้แต่ การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เป็นต้น

ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเป็นการรู้สิ่งไม่เคยรู้มาก่อน และไม่อาจรู้ได้ด้วยวิธีการเดิมๆ

เหล่านี้รู้ได้ด้วย ภาวนามยปัญญา เป็นองค์ประกอบหลักทั้งสิ้น

ปัญหาคือ สังคมไทยและการศึกษาไทยใช้แต่ สุตมยปัญญา หมายความว่าเรียนรู้จากการฟังและการอ่านเท่านั้น

การเรียนแบบนี้ได้เกิดและกำลังดำเนินไปในการศึกษาไทยอย่างเข้มข้น ในทุกระดับ

ตั้งแต่ การศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน วัด และแม้กระทั่งการทำวิจัยของนักวิทยาศาสตร์

ส่งผลให้การศึกษาของไทยเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์จนทำให้นักเรียนไทยเรียนด้วยการท่องจำเป็นนิสัย

และคิดเองไม่เป็น เมื่อทำงานผู้จ้างก็หวังใช้แค่แรงงานและความสามารถตามแผนงานที่ระบุไว้อย่างจำเพาะ

เหมือนหุ่นยนต์

ส่วนการศึกษาธรรมะถ้าเข้าวัดไม่ดีเช่น ทำมะกลาย คนไทยก็จะถูกหลอกจนหมดตัวได้โดยง่าย

แต่ต่อให้เข้าวัดที่ดีก็ไม่บรรลุธรรม เพราะเอาแต่ท่องพระไตรปิฏก ไม่สามารถรู้ความหมายที่แท้จริง

หรือไม่สามารถเลือกธรรมะที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ สำหรับนักวิจัยก็จะวิจัยเฉพาะหัวข้อที่ตนเองทำได้

ทำให้หัวข้อวิจัยในประเทศไทยมีลักษณะทำเพื่อต่อยอดความรู้เท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้แบบก้าวกระโดด

หรือ Paradigm jump ทำให้งานวิจัยในไทยยากที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ

และคนไทยก็ต้องตามก้นฝรั่งต่อไปไม่รู้อีกนานเท่าไหร่

 

ความผิดพลาดนี้เกิดจากอะไร? เหตุใดคนไทยที่นับถือพุทธ ทั้งที่เป็นศาสนาแห่ง ปัญญา

กลับไม่รู้วิธีการทำให้เกิดปัญญาเพื่อรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้

ปัญหาทั้งหมด สรุปสั้นๆเกิดจาก ๓ ข้อ ได้แก่

๑ การศึกษาของไทยในทุกระดับ เน้นการฟังหรือการอ่านหรือสุตมยปัญญา

ไม่ฝึกการคิดค้น วิเคราะห์หรือจินตามยปัญญา และ เชื่ออย่างผิดๆว่า ภาวนามยปัญญา

ใช้สำหรับการเรียน อภิธรรมเท่านั้น และไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

๒ เมื่อไม่ใช้ การคิดค้น วิเคราะห์ และ การปฏิบัติในการศึกษา

นักเรียนก็จะไม่สามารถเข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงของความรู้ได้

๓ การวัดผลการศึกษา เน้นการจำได้เป็นหลัก และมักจะวัดผลด้วยข้อสอบแบบ ปรนัย

ทำให้หาคำตอบที่ไม่มีตัวเลือกไม่เป็น และหาคำตอบใหม่ๆที่ไม่เคยมีคำตอบมาก่อนไม่ได้

แนวทางการแก้ไข

๑ ควรเลิกความเชื่อผิดๆว่า ความฉลาดเป็นพันธุกรรมเท่านั้น จริงๆแล้ว ความฉลาดฝึกฝนได้

ในปัจจุบันการศึกษาไทยประสพความสำเร็จในการทำให้เด็กอัจฉริยะกลายเป็นคนธรรมดา

ดังนั้นความโง่ก็ไม่ได้มีผลจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ดังนั้นความฉลาดย่อมฝึกฝนได้

และคนธรรมดาถ้าได้รับการฝึกฝนก็สามารถพัฒนาสติปัญญาจนมีความสามารถที่เหลือเชื่อได้

(จากประสบการณ์ขอยืนยันว่าเป็นความจริง ลูกศิษย์ผมที่มีอาการสมาธิสั้นสามารถจบปริญญาโท

มีผลการสอบวิทยานิพนธ์ในระดับดีเด่นและตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติที่สำคัญๆได้)

๒ การเรียนการสอนควรให้คำถามที่ต้องหาคำตอบด้วยตนเอง โดยเฉพาะคำตอบที่เกิดจากการวิเคราะห์

๓ ควรเรียนด้วยการปฏิบัติก่อนจะเรียนรู้ทฤษฎี (เป็นวิธีลัดสั้นที่สุดที่ทำให้เกิด ภาวนามยปัญญา)

(เช่น ในฐานะครูวิทยาศาสตร์ผมมักจะให้นิสิตทำการวิจัยเบื้องต้นก่อนจะเรียนรู้ทฤษฎี

หรือในฐานะครูแพทย์ผมเห็นด้วยกับการให้รู้จักผู้ป่วยและโรคก่อนอ่านความรู้ในตำรา

หรือในวิชาระดับปรีคลินิกควรเรียนภาคปฏิบัติก่อนทฤษฎี เป็นต้น)

๔ การวัดผลควรให้รางวัลแก่คนที่คิดเป็น ทำเป็น  มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่คนที่จำได้

๕ ฝึกสร้าง  ภาวนามยปัญญา ในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนฝึกสมาธิในโรงเรียน

แทนที่จะทำแต่ การท่อง พุทโธ หรือการกำหนดลมหายใจเข้าออก ควรแบ่งส่วนเวลาการทำสมาธิเพื่อวิปัสสนา

หมายความว่า ใช้เวลาพิจารณาเรื่องต่างๆในขณะที่ใจสงบ เรื่องต่างๆที่พิจารณามีได้หลายหัวข้อ

เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม ธรรมชาติ จิต ในชีวิตประจำวัน (ธรรมะในชีวิตประจำวัน) เป็นต้น 

ผมเขียนบันทึกนี้มีความมุ่งหวังเพื่อพัฒนา ปัญญาแก่สังคมไทย

แต่ผมมีความรู้จำกัดจากประสบการณ์ของผมเท่านั้น

ที่ผมแทคท่านอาจารย์หลายๆท่าน ก็เพื่อขอความเห็นของทุกๆคนเพื่อปรับปรุง

และขอความช่วยเหลือของทุกๆท่านที่เห็นความสำคัญช่วยพิจารณาเผยแพร่

ด้วยความเคารพ

อภิวัฒน์ มุทิรางกูร

 

ขอขอบคุณที่มา FB Apiwat Mutirangura

ประวัติของอาจารย์ ศ.นพ.ดร.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C_%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3

  

อาจารย์พบว่า นักวิทยาศาสตร์สำคัญในโลกล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จ

ด้วยการคิดค้น วิเคราะห์ (จินตามยปัญญา) และ โดยจิต (ภาวนามยปัญญา)

ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยการอยู่เฉยหรือแอบอ้างผลงานของผู้อื่นครับ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 16/11/2014 เวลา : 13.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ พี่หมอฯ ประเทศเผด็จการมักจะทำเช่นที่พี่หมอฯว่า ด้วยนโยบายประชานิยมลดแหลกแจกแถม รวมทั้งประเทศเผด็จการประชาธิปไตยด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 16/11/2014 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

นึกถึงสมัยเด็กเด็กเหมือนกันครับ คุณยาม เข้าLabทดลองน้อยมาก จำได้ว่ามีคุณครูผู้ล่วงลับไปแล้ว สอนตอนป.๗ เรื่องการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ ลงทุนเอานักเรียนไปที่รถส่วนตัวให้เพื่อนคนหนึ่งจับปลั๊กหัวเทียนแล้วคนอื่นก็จับต่อต่อกันมา พอคุณครูท่านสตาร์ทรถแล้วปรากฎว่า นักเรียนแถวสะดุ้งด้วยไฟสปาร์คทั้งหมดเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 16/11/2014 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

สวัสดีครับ คุณเคียงดิน

ความคิดเห็นที่ 4 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 16/11/2014 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ถ้าเมืองไทย _______ ทุ่มเท ______ ทำห้องสมุดแบบ TK park ทุกจังหวัด + ทำเว็บไซต์ ติวทุกวิชา ออนไลน์ ______ ตั้งแต่อนุบาล จนถึง อาชีวะ _____________ + ติวภาษาต่างประเทศ ออนไลน์ทุกวิชา ____________ + เพิ่มการผลิต สาขาที่จบมาแล้วมีงานทำ____________ เพิ่มหมอฟัน เพิ่มหมอ เพิ่มนักบิน เพิ่มพยาบาล เพิ่มผู้ช่วยพยาบาล....................... เด็ก ไทย จะมีขวัญ และกำลังใจ _______________ ถ้า สถาบันอาชีวะ ร่วมผลิต พยาบาล + ผู้ช่วยพยาบาล........... เด็กอาชีวะ จะรู้สึกว่า _____________ สถาบันมีระดับ มีกำลังใจ จะตีกันน้อยลง.........

ความคิดเห็นที่ 3 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 16/11/2014 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

สำคัญมาก......... คนที่เชื่อว่า คนเราฉลาดจากกรรมพันธุ์ลูกเดียว _____ มักจะน้อมไปทางเผด็จการ + ไม่ส่งเสริมการศึกษา _____________ คนที่เชื่อว่า คนเรา ฉลาดจาก กรรมพันธุ์ + การเรียนรู้ ___________ มักจะน้อมไป เพื่อส่งเสริมการศึกษา

ความคิดเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 15/11/2014 เวลา : 22.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขอบคุณที่นำมาแชร์ครับ เมื่อคืน ผมเพิ่งขอตำราเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้น ม 2 ของลูกสาวมาดู เธอพยายาม hightlight ส่วนสำคัญของแต่ละบท

ผมถามเธอว่า ไหนสมุดบันทึกการทดลอง ไหนลองเอามาดูสิ เธอบอก ไม่มี ไม่ได้เอามา อยู่โรงเรียน อ้าว เป็นงั้นไป

ผมว่าการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์ มัธยม บ้านเรา เน้นท่องจำทฤษฎีมากไป

แต่ในระดับปริญญาตรี มี lab ให้ทดลองมากทีเดียว แต่เราไม่คลั่งใคล้ และมีความสามารถไม่พอ

ความคิดเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เคียงดิน วันที่ : 15/11/2014 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน