*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1831
  • จำนวนผู้ชม : 3506117
  • จำนวนผู้โหวต : 1120
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1120 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม 2558
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 3521 , 10:44:49 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ลำชานบ้านบู , TheSuphan และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

"ส.ศิวรักษ์" ขู่ไล่ รบ.หากเลิกบัตรทอง ซัดนายกฯไร้เดียงสาทำลายสิ่งประเสริฐสุด

ภาพจากเฟซบุ๊ก "Sulak Sivaraksa"

"ส.ศิวรักษ์" ลั่นบัตรทองเป็นความสำเร็จของวงการสาธารณสุขไทย เหน็บนายกฯไร้เดียงสาต้องการทำลายสิ่งประเสริฐสุดที่รัฐให้แก่ราษฎร ซัด "ปลัด สธ. - รมว.สธ." เป็นหุ่นเชิดให้ คสช. ขู่ถ้าไม่เปลี่ยนมติต้องรวมตัวกันขับไล่รัฐบาลให้พ้นอำนาจ

วันนี้ (25 ธ.ค.) นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ "Sulak Sivaraksa" ว่า [ เอาเผด็จการคืนไป เอาบัตรทองคืนมา ]

"ตำนานบัตรทอง: ประวัติศาสตร์การสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย" โดย นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน นับเป็นหนังสือที่ถูกต้องกับกาลเทศะเป็นอย่างยิ่ง แม้ชื่อก็กินความกระชับ

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยประกันสุขภาพถ้วนหน้า นับว่าเป็นความสำเร็จของวงการสาธารณสุขไทย อันควรแก่การก้มหัวให้ โดยเราต้องนึกถึงนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นคนแรก ที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยศึกษาหาข้อมูลอย่างเต็มที่ โดยมีเพื่อนร่วมงานที่สำคัญ เช่น นายแพทย์วินัย สวัสดิวร ที่ร่วมงานอย่างสำคัญมาโดยตลอด รวมถึงบุคคลอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนไม่น้อยในกระทรวงสาธารณสุขซึ่งผลักดันจนเกิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยได้สำเร็จ บุคคลที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนามมานี้ล้วนมีคุณูปการกับราษฎรไทยทุกถ้วนหน้า แม้ทักษิณ ชินวัตรจะฉวยโอกาส แต่เขาก็กล้าตัดสินใจ รับเอางานชิ้นสำคัญนี้มาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสมัยแรกของเขา จนทำให้ตำนานบัตรทองเป็นของจริงและใช้การอย่างได้ผล

นายแพทย์วิชัยเขียนเล่าเรื่องความเป็นมาของตำนานดังกล่าวโดยโยงไปถึงหลักประกันสุขภาพจากอังกฤษและญี่ปุ่นเป็นประเด็นที่สำคัญ ใครก็ตามที่อยากรู้เรื่องตำนานบัตรทองต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีในปัจจุบันต้องการจะทำลายสิ่งอันประเสริฐสุดที่รัฐไทยให้แก่ราษฎร ทั้งนี้เพราะอคติหรือความไร้เดียงสาทางการเมืองก็สุดแท้ จึงอยากให้ใคร ๆ ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตีพิมพ์เพียง ๑,๐๐๐ เล่ม จากเงินทุนของมูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) และอยากให้มีการตีพิมพ์เป็นหมื่น ๆ เล่ม ให้ได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย เชื่อว่าผู้อ่านจะรวมตัวกันทำประชามติคัดค้านรัฐบาลเผด็จการ คสช. ซึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยอคติ ด้วยอวิชชา หากถือว่าตัวมีอำนาจจะทำอะไรก็ทำได้ น่าเศร้าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้ก็เป็นหุ่นเชิดให้รัฐบาล คสช. โดยไม่ไยดีกับการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยเอาเลย

ถ้ารัฐบาลนี้ไม่เปลี่ยนมติในเรื่องดังกล่าว พวกเราต้องรวมตัวกันขับไสไล่ส่งรัฐบาลให้ปลาสนาการไปจากอำนาจด้วยวิถีทางของสันติประชาธรรม

ขอบคุณที่มาของข่าว ผู้จัดการออนไลน์

 

ขอทำการบ้านให้คุณลุงส.ได้ทราบข้อเท็จจริง

 

เรื่องบัตรทอง ก่อนคุณลุงส.จะเที่ยวไล่ใครต่อใครอีก

 

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๕๘ เป็นเวลากว่า ๕ เดือนล่วงมาแล้ว ผมได้นำบทความที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ อภิวัฒน์ มุทิรางกูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย เรื่อง ข้อเสนอมาตรการระยะสั้นและยาวในรักษาชีวิตและสุภาพคนไทย๔๙ล้านคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง ตามลิงค์ http://www.oknation.net/blog/nfedlion/2015/07/12/entry-3 ดังนี้

ข้อเสนอมาตรการระยะสั้นและยาวในรักษาชีวิตและสุภาพคนไทย๔๙ล้านคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง 

ระยะสั้น ยอมรับและเผยแพร่ความจริง และรักษาสิทธิในการเลือกแนวทางการรักษาของผู้ป่วย

หลังจากที่ทีดีอาร์ไอได้แถลงรายงานทำให้สังคมรับรู้ว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่เข้ารับการรักษามีอัตราการตายที่สูงผิดปกติ ผู้เขียนได้รับทราบหลักฐานยืนยันทั้งการวิจัยที่ควบคุมตัวแปร ทั้งประสพการณ์ตรงของแพทย์ ทำให้สามารถสรุปได้ว่า การวินิจฉัยและรักษาที่ สปสช. จำกัดแนวทาง เช่น จำกัดชนิดของยา หรือจำกัดที่มาของยาเพื่อลดค่าใช้จ่ายนั้นมีส่วนส่งผลทำให้ผู้ป่วยบัตรทองมีอัตราการตายสูงแน่นอน นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่ทีดีอาร์ไอเสนอและมีการกล่าวถึงกัน (ผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคเรื้อรัง) นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา จากรายงานของทีดีอาร์ไอเองก็บ่งชี้ว่าอัตราการตายของทารกแระคลอดก็สูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ตามหลักสากลการจำกัดสิทธิโดยไม่มีกระบวนการให้ข้อมูล (counseling) เป็นวิธีการที่สุ่มเสี่ยงต่อความผิดทางจริยธรรมทางการแพทย์ สปสช. อาจจะมีมาตรการนี้แบบนี้เพราะความไม่รู้ แต่เมื่อได้รับการเตือนแล้วเป็นหน้าที่ๆ สปสช.ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน อันที่จริงในเรื่องนี้ ง สนช. โดย นพ. เจตน์ ศิรธรานนท์ ก็ได้สรุปและให้ความเห็นว่าในระยะเร่งด่วนควรให้ผู้ป่วยที่สามารถจ่ายได้สามารถจ่ายเพื่อให้แนวทางการรักษาดีขึ้นและในระยะยาวควรมีระบบร่วมจ่าย อย่างไรก็ดีผู้เขียนไม่ได้เห็นการตอบรับเพื่อแก้ไขปัญหาของ สปสช. และไม่เห็นมาตรการใดๆที่เป็นรูปธรรมของ สปสช.เลย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง แม้จะมีการเตือนแล้ว สปสช. เพื่อเป็นการประหยัดก็ยังได้บังคับให้ผู้ถือบัตรทองล้างไตโดยการล้างท้องก่อน (CAPD-first) แทนที่จะให้ผู้ป่วยมีสิทธิเลือกที่จะเพิ่มเงินเพื่อทำ การล้างไตจากการกรองเลือด (Hemodialysis) เป็นต้น

ในมาตรการระยะสั้นที่จำเป็นต้องทำคือ
๑ บอกความจริงแก่ประชาชนและผู้ป่วย
๒ ผ่อนปรนมาตรการการเบิกจ่ายเพื่อคืนสิทธิในการเลือกแนวทางการรักษาแก่ประชาชน
๓ ยกเลิกการบริหารที่จำกัดสิทธิแนวทางการรักษาทางอ้อม
สปสช. ควรบอกความจริงแก่ประชาชนและผู้ป่วย สปสช. ควรให้ข้อมูลแก่ประชาชนและผู้ป่วยที่กำลังรอการรักษาว่า สปสช. ได้กำหนดวงเงินการรักษาโรคนั้นๆไว้ที่เท่าไหร่ ได้กำหนดชนิดและที่มาของยาและเวชภัณฑ์ การตรวจห้องปฏิบัติการ ต่อโรคนั้นๆอย่างไรบ้าง เป็นหน้าที่ของ สปสช.ที่ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า “รักษาได้ทุกโรค ฟรี”นั้น ในทางปฏิบัติจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ผ่อนปรนมาตรการการเบิกจ่ายเพื่อคืนสิทธิในการเลือกแนวทางการรักษาแก่ผู้ป่วย สปสช. ควรคืนสิทธิในการเลือกแนวทางการรักษาให้แก่ผู้ป่วย ในปัจจุบันมีหลายรายการที่เมื่อผู้ป่วยขอเปลี่ยนแนวทางการรักษา ผู้ป่วย หรือ โรงพยาบาลต้องรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมด จนเกิดกรณีแพทย์ผู้รักษาต้องชดใช้ค่ารักษาทั้งหมดมาแล้ว สปสช. ควรเปลี่ยนแนวทางเป็นการสนับสนุนค่ารักษาตามเพดานที่ สปสช. กำหนดไว้ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังควรจะมีสิทธิเลือกที่จะเพิ่มเงินเพื่อทำการล้างไตจากการกรองเลือด (Hemodialysis) เป็นต้น
ยกเลิกการบริหารที่จำกัดสิทธิแนวทางการรักษาทางอ้อม เพื่อเป็นการประหยัดเงิน สปสช. ใช้วิธีซื้อยาและเวชภัณฑ์แบบเหมาโหล ที่เรียกว่า VMI การทำแบบนี้สุ่มเสี่ยงต่อการจำกัดสิทธิของผู้ป่วย เช่นเดียวกัน เช่น ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดถูกจำกัดสิทธิให้ใช้ ขดลวดถ่างหลอดเลือด หรือ stent เพียง ๒ ยี่ห้อเท่านั้น เป็นต้น สำหรับข้อเสียชองยาและเวชภัณฑ์เหมาโหลในหลายๆด้านตามหลักการทางเภสัชกรรมและการสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฏหมายตามคำตัดสินของ คตร. ก็มีการพูดถึงและเตือน สปสช. อยู่เสมอๆ

ระยะยาว
เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาของบัตรทองไม่ได้มีเพียงแค่อัตราการตายที่สูงผิดปกติของผู้เข้ารับการรักษา แต่ปัญหาของหลักประกันถ้วนหน้ายังมีอีกมากมาย ในหลายมิติ ซึ่งในทุกๆปัญหาถ้าไม่ได้รับการแก้ไขล้วนแล้วแต่จะทำให้ประเทศชาติล่มสลายทั้งสิ้น

โดยสรุป ปัญหาของบัตรทองคือ
๑ การรักษาที่ถูกจำกัดมาตรฐาน
๒ บัตรทองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง มีกลุ่มผลประโยชน์ที่ถูกกว่าหาโดย คตร. สตง. ปปท. และ ปปช. ว่าทุจริตและ/หรือประพฤติมิชอบ
๓ เป็นภาระงบประมาณที่สูง ในสิบปี งบประมาณของ สปสช. จะสูงถึง ๑/๔ ของงบประมาณแผ่นดิน
๔ โรงพยาบาลขาดทุน ทั้งประเทศโรงพยาบาลของรัฐขาดทุนเป็นหลักหมื่นล้านต่อปีทุกปีต่อเนื่อง
๕ ภาระแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานหนักจนหมดสภาพ
ผู้เขียนอยากขอร้องให้ สปสช. และรัฐบาลวางมาตรการแก้ไข และควรเป็นมาตรการที่แก้แล้วแก้ปัญหาได้ทั้ง ๕ ข้อนี้ ไม่ใช่แก้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง โดยรายละเอียดควรเป็นเช่นไร ผู้เขียนคงไม่สามารถให้ความเห็นได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี ผู้เขียนจะขอวิเคราะห์คร่าวๆหวังว่า สปสช.และรัฐบาลจะใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาก่อนที่จะสายเกินไป

การแก้ปัญหาของ สปสช. เพื่อให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามั่นคงและยั่งยืนควรประกอบด้วย ๕ ข้อดังต่อไปนี้
๑ มีธรรมาภิบาลที่ถูกต้องกับงาน และบริหารด้วยความซื่อตรงกับธรรมาภิบาลนั้นๆ
๒ รู้จักวิเคราะห์ปัญหา เหตุของปัญหาและแก้ที่เหตุของปัญหา
๓ ทดลองทดสอบแบบเห็นภาพ (simulation study) ก่อนนำนโยบายมาใช้
๔ บริหารด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มีธรรมาภิบาลที่ถูกต้องกับงาน และบริหารด้วยความซื่อตรงกับธรรมาภิบาลนั้นๆ
ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าหลักธรรมาภิบาลในการบริหารของ สปสช. คือ ๑ มั่นคง ยั่งยืน และ เป็นเอกภาพ ๒ เป็นองค์กรประกันสุขภาพเพื่อให้คนไทยไม่ต้องล้มละลายจากการรักษาโรค อย่างไรก็ดีผู้เขียนมองว่า สปสช. เนื่องจากเป็นองค์กรเพื่อการสาธารณสุขควรเพิ่มเติมธรรมาภิบาลที่เป็นหัวใจทางการแพทย์ด้วย เช่น คำสอนของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทยที่ท่านให้ใช้เป็นหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้แก่ “ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นหมอเพียงประการเดียว แต่ต้องการให้เธอเป็นหมอที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ด้วย” ผู้เขียนเห็นว่าถ้า สปสช. ใช้ธรรมะข้อนี้เป็นพื้นฐานในการวางนโยบายแล้ว การจำกัดสิทธิในการได้รับแนวทางการรักษาจะไม่เกิดขึ้นและ สปสช. ก็จะเลิกการกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคตามความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ถึงแม้งบประมาณไม่พอ สปสช.ก็จะสามารถหามาตรการที่ดีกว่าและที่สำคัญไม่กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของผู้ป่วยได้แน่นอน

ผู้เขียนมีข้อสังเกตอีกว่า การวางนโยบายและปฏิบัติตามธรรมาภิบาลการบริหารของ สปสช. บางครั้งไม่ถูกต้องซื่อตรงต่อธรรมาภิบาลนั้นๆ เช่น ปรัชญาว่าด้วยหลักประกันที่เป็นเอกภาพ สปสช. นึกถึงการรวมกองทุนเป็นสำคัญ แต่ผู้เขียนกลับนึกถึงการทำงานที่เป็นเอกภาพระหว่าง สปสช. สสส. และ สธ มากกว่า หรือ การทำให้คนไทยไม่ต้องล้มละลายจากการรักษาโรค ถ้า สปสช. บริหารตามแนวทางนี้จริง สปสช. ควรจัดสรรค่ารักษาเน้นไปที่โรคที่ค่าใช้จ่ายสูง เพราะคงไม่มีใครล้มละลายจากโรคหวัด หรือป่วยเล็กน้อยที่รักษาได้จากการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) เป็นต้น

ผู้เขียนยังมีข้อสังเกตอีกว่า การนำหลักการใดๆมาใช้ควรไม่ขัดกับหลักธรรมาภิบาลที่สำคัญกว่า ควรตระหนักว่าถ้าใช้หลักการใดแล้วทำให้เกิดทางตันแสดงว่า การใช้หลักธรรมาภิบาลนั้นผิดพลาด เช่น ตัวแทนภาคประชาสังคมคัดค้านการร่วมจ่ายด้วยเหตุผลว่าเป็นการแยกฐานะของคน เห็นชัดว่าการยึดถือหลักการข้อนี้ของตัวแทนภาคประชาสังคมขัดกับความเป็นจริงที่ว่า แต่ละคนมีฐานะต่างกัน นอกจากนี้การยึดหลักการข้อนี้ทำให้ประเทศชาติไม่มีทางออก แถมยังเป็นการส่งเสริมให้คนไทยเห็นแก่ตัว ขัดขวางไม่ให้ สังคมไทยรักกัน เสียสละให้แก่กัน ทำให้จิตสำนึกสาธารณะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ยาก

สุดท้ายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างซับซ้อนของการบริหารบัตรทองในปัจจุบันเห็นชัดเจนถึงความไม่สมดุลย์ในหลายๆเรื่อง สปสช.ควรจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นหลักการสำคัญในธรรมาภิบาลและแนวทางบริหาร เชื่อได้ว่าถ้า สปสช. สามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจมาใช้อย่างถูกต้อง หลักประกันสุภาพถ้วนหน้าที่มั่นคง ยั่งยืนต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

รู้จักวิเคราะห์ปัญหา เหตุของปัญหาและแก้ที่เหตุของปัญหา
ในการแก้ปัญหาที่ดี สปสช. ควรจะวิเคราะห์ถึงปัญหาอย่างลึกซึ้ง ทั้งชนิด และปริมาณ เช่น สปสช. ควรจะมีตัวเลขว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ต้องการจริงๆเป็นเท่าไหร่หรืองบประมาณที่ประเทศชาติต้องใช้ถ้าการรักษาอยู่บนมาตรฐานการรักษาที่เป็นสากลเป็นเท่าไหร่ และถ้าหากวิเคราะห์แล้วงบประมาณที่ต้องใช้จริงสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะหาเงินมาได้ สปสช. ควรบอกให้สังคมรับรู้ เมื่อสังคมรู้ก็จะช่วยเสนอและยอมรับมาตรการการแก้ไข เช่น ตัวแทนภาคประชาสังคมอาจเลิกคัดค้านการร่วมจ่าย เป็นต้น หรือสถานภาพโรงพยาบาลที่ขาดทุนก็ควรรายงานเป็นจำนวนเงิน แทนที่จะรายงานเป็นระดับ ๗ ระดับ แล้วรายงานเฉพาะระดับ ๗ เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่า ระดับ ๗ ลดลง แต่ระดับอื่นๆเพิ่มขึ้นก็เป็นได้

ทดลองทดสอบแบบเห็นภาพ (simulation study) ก่อนนำนโยบายมาใช้
ผู้บริหารควรจะสามารถมีเทคโนโลยีหรือกรรมวิธีที่บอกได้ว่าเมื่อกำหนดนโยบายแล้ว ปัญหาที่หมักหมมอยู่จะได้รับการแก้ไข และที่สำคัญจะไม่เกิดปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่า ผู้เขียนต้องกราบขออภัยที่อาจจะเข้าใจผิด แต่ที่ผ่านมาผู้เขียนมองไม่เห็นว่านโยบายสำคัญๆได้คำนึงถึงเรื่องนี้ เช่น รมต สาธารณสุข และอาจารย์ อัมมาร ได้พยายามเสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยการให้คนบริจาคเข้าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและสามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ ผู้เขียนเห็นว่าผู้ออกนโยบายควรจะมีวิธีประมาณการทำนายว่าจะมีผู้บริจาคในเงินจำนวนเท่าไหร่และจะทำให้แก้ปัญหาได้หรือไม่ อีกตัวอย่างหนึ่งคือการรวมกองทุน ความพยายามในการรวมกองทุนมีมานานแล้ว แต่ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นงานวิจัยที่บ่งบอกว่า เมื่อรวมกองทุนแล้วจะเป็นอย่างไร มาตรฐานการรักษาของสิทธิข้าราชการจะตกต่ำลงหรือไม่ ปัญหาอื่นๆที่ไม่เคยมีมาก่อนมีอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

บริหารด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การบริหารด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหัวใจในการทำให้ประโยชน์ต่อประชาชนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ควรทำในหลายๆมิติ เช่น สังคมไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายต่อโรคไม่ติดเชื้อ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็ง จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทางออกของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเรื่องนี้คือ การป้องกันโรคและการตรวจกรองผู้ป่วยในระยะแรกที่มีประสิทธิภาพ(เพราะการรักษาโรคในระยะแรกใช้ยาน้อยหรืออาจไม่ต้องใช้ยา และหายได้) เป็นต้น การทราบว่า สังคมไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ คือ การใช้เหตุผล การออกมาตรการการป้องกันโรคและการตรวจกรองผู้ป่วยในระยะแรกที่มีประสิทธิภาพคือภูมิคุ้มกัน เพื่อสร้างความพอเพียงในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ยั่งยืน การทำงานร่วมกันระหว่าง สปสช. สสส. และ สธ. อย่างเป็นเอกภาพเพื่อตรวจกรองโรคระยะแรกเป็นความสามัคคี เป็นต้น

สรุป
ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกภาคส่วน มองเห็นปัญหา และร่วมกันแก้ปัญหาด้วยความเสียสละ สามัคคี เพื่อสุขภาพดีถ้วนหน้าของคนไทย

ขอขอบคุณที่มาของบทความ FB Apiwat Mutirangura

ความเห็นที่เกี่ยวข้องจาก FB Arnond Sakworawich อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

วันนี้พาศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ติดอันดับต้นของโลกเที่ยวกรุงเทพ เลยเล่าเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยให้ฟังว่าไปลอกของ National Health Security ของอังกฤษมา

พอได้ยิน NHS ของอังกฤษ ท่านก็พูดคำเดียวสั้นๆ ว่า เป็นไปไม่ได้ ยังไงก็เจ๊ง อังกฤษก็กำลังจะเจ๊ง ของไทยก็เจ๊ง แน่นอน เลยต้องหุบปาก เพราะไม่อยากเล่าว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรบ้าง

ยังไม่ทันจะได้อ้าปากต่อ ท่านก็บอกว่า มาพูดเรื่องนี้ที่เบลเยี่ยมไหม จะได้รู้ว่ามันมีปัญหาอะไร คนอื่นๆ จะได้เรียนรู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ระบบ NHS ของอังกฤษ มีปัญหามากมาย ไปลอกมา ยิ่งน่าจะเจอปัญหาหนักกว่า ยิ่งประเทศกำลังพัฒนาไม่มีสตางค์มาก ยิ่งไม่น่าจะทำได้จริง อีกไม่กี่ปีก็น่าจะไปไม่รอด ระบบนี้ล่มแน่นอน

ผมนี้ ได้แต่เงียบ ไม่อยากจะไปพูด เพราะกลัวประเทศไทยขายขี้หน้า ยังไงเราก็ยังเป็นคนไทย

อีกบทความของ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ อภิวัฒน์ มุทิรางกูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย เรื่อง การร่วมจ่ายเพียงเล็กน้อยตามอัตภาพจะปฏิรูปบัตรทอง รักษาชีวิตคนไทย การแพทย์ของไทย และประเทศชาติของเรา

การศึกษาของทีดีอาร์ไอที่เก็บข้อมูลในปีพ.ศ. 2550-2554 พบว่าผู้ป่วยที่ใช้บริการบัตรทองจะตายมากกว่าผู้ป่วยที่ใช้สิทธิข้าราชการ โดยที่ถ้าป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่ค่าใช้จ่ายสูง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ มีโอกาสตายมากกว่าถึง ร้อยละ ๗๐ และตายอย่างรวดเร็วภายใน ๓ เดือน

การศึกษานี้แสดงว่าผู้เข้ารับการรักษาด้วยบัตรทองถูกรัฐบาลละเลยมานานแล้ว โดยถูกหลอกว่ารับการรักษาฟรี แต่พอเป็นโรคที่ต้องใช้การรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลโดย สปสช. จะคุมกำเนิดการตรวจและการรักษาที่มีราคาแพงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย จนทำให้คนไทยต้องตายทั้งที่รักษาได้เป็นจำนวนมาก ถ้าไม่ตายก็พิการ เช่น ติดเชื้อในช่องท้องจากการล้างไตด้วยน้ำยาล้างท้องเองที่บ้าน เป็นต้น ทั้งๆที่ประหยัดขนาดนี้แล้ว โรงพยาบาลของรัฐยังขาดทุนปีละเป็นหมื่นล้านบาท หมายความว่าถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป โรงพยาบาลจะอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา รักษาใครที่เป็นโรคที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือไม่ได้อีกต่อไป นอกจากการแพทย์การสาธารณสุขของไทยจะตายแล้ว ประเทศชาติก็จะตายด้วย คาดการกันว่าในอีก ๑๐ ปีงบประมาณบัตรทองจะสูงถึง ๑ ใน ๔ ของงบประมาณของรัฐอีกด้วย หมายความว่าจะไม่มีงบสำหรับพัฒนาประเทศเลยในอนาคต

ถ้ามีการร่วมจ่าย สามารถกะประมาณคร่าวๆได้ว่าประชาชนน่าจะต้องร่วมจ่ายเพียงประมาณ ๑ ใน ๕ ของค่าใช้จ่ายจริง เพียงแค่นี้ร่วมกับการปฏิรูปการใช้เงินของ สปสช. อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการรั่วไหลให้ การใช้จ่ายแบบละลายแม่น้ำให้ NGO. หรือลดเงินค้างท่อในโครงการย่อยทั้งหลาย ร่วมกับการป้องกันส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ตรวจกรองโรคเรื้อรังในวัยชราอย่างมีประสิทธิภาพเชื่อว่าจะสามารถทำให้ ระบบสาธารณสุขของไทยอยู่ได้อย่างยั่งยืนและพัฒนาได้ เชื่อว่ารัฐบาลสามารถสร้างระบบการร่วมจ่ายแบบ "พอเพียง" ได้

ระบบนี้เป็นทางรอดเดียวของชาติ ทำให้คนที่ไม่สามารถจ่ายได้ไม่เดือดร้อน เป็นการส่งเสริมให้เกิดการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น และที่สำคัญ เป็นการใช้จุดแข็งของสังคมไทย เป็นการอยู่กันด้วยนำ้ใจถ้อยทีถ้อยอาศัย สามัคคี อันที่จริงสถานการณ์ที่เลวร้ายของบัตรทอง สังคมทราบดี นักการเมืองและ NGOs ก็ทราบดี แต่เขาก็ทราบดีว่ารัฐบาลเสี่ยงต่อการถูกตำหนิอย่างมากจากการที่จะทำให้มีการร่วมจ่ายขึ้น เขาถึงเห็นว่าเป็นโอกาสอย่างดีในการสร้างกระแสล้มรัฐบาล ผู้เขียนอยากจะบอกว่าเป็นการหาเสียงที่โหดร้ายมาก หลอกให้คนไทยเรียกร้องของฟรีพร้อมๆกับนอนรอความตายของตนเองและประเทศชาติ

 

และอีกบทความที่ทั้งสองท่านเขียนร่วมกัน จากผู้จัดการออนไลน์

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยบัตรทองตายมากผิดปกติหลายหมื่นคนต่อปีคืออะไร? ป้องกันได้หรือไม่?

การแก้ไขปัญหาจะทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามั่นคง ผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้รับการดูแลอย่างดี และควรทำอย่างเร่งด่วนเพื่อหยุดการตายที่ป้องกันได้

โดย อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์/ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร
19 มิถุนายน 2558 10:19 น.

ศาสตราจารย์ ดร นายแพทย์ อภิวัฒน์ มุทิรางกูร
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย
และ
อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

จาก รายงานฉบับสมบูรณ์ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่องโครงการศึกษาผลลัพธ์ทางสุขภาพและความเป็นธรรมทางสุขภาพ ทีดีอาร์ไอได้ศึกษาเปรียบเทียบ สิทธิบัตรทองที่ดำเนินการโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และสิทธิข้าราชการ ทีดีอาร์ไอได้รายงานอัตราการตายของผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทองสูงผิดปกติ โดยพบว่า ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปีที่เข้ารับการรักษา ในปี พ.ศ. 2550-2554 ด้วย โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็งจะตายในหนึ่งปีมากกว่าสิทธิข้าราชการถึงร้อยละ 70 หรือ ตายมากกว่าสิทธิราชการถึง 7หมื่นกว่าคน และผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุหลอดเลือดในสมอง และมะเร็ง จะตายมากผิดปกติต่างจากโรคอื่น 3 หมื่นกว่าคน การตัดสินใจแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะสามารถช่วยชีวิตคนไทยในกลุ่มนี้ได้

เนื่องจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง ผู้เขียนประเมินว่า การตายผิดปกติ หลายหมื่นรายนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง หมายความว่า น่าจะมีผู้พิการและตายที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขงานวิจัยของทีดีอาร์ไออีกมากมายมหาศาล ผู้เขียนจึงวิเคราะห์สาเหตุและนำเสนอแนวทางการแก้ไข ซึ่งได้นำเสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และยังส่งทางอีเมลให้แก่ รัฐมนตรีสาธารณสุขและรองนายกรัฐมนตรีอีกด้วย รายงานของผู้เขียนสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

1.สาเหตุการตายสูงผิดปกติของผู้ใช้สิทธิบัตรทองมีความเป็นไปได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่มีเหตุผลยืนยันคือการบริหารเพื่อประหยัดงบประมาณและประมาท กลายเป็นการทำงานที่ผิดหลักจริยธรรมของวิชาแพทย์และเภสัชกรรมของ สปสช.
2.แนวทางการแก้ไขที่ผู้เขียนเสนอหากดำเนินการจะสามารถแก้ปัญหา งานบริการทางการแพทย์และงบประมาณได้ในทันที หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน และผู้ใช้สิทธิบัตรทองจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

ในรายงานนี้ผู้เขียนได้วิเคราะห์รายงานของทีดีอาร์ไอและพบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุหลอดเลือดในสมอง และมะเร็ง จะมีอัตราการตายเปรียบเทียบ บัตรทองต่อข้าราชการ (1.3, 1.7, 1.7, 1.7, 1.7เท่าตามลำดับ) สูงกว่า ผู้ป่วยด้วยโรคทั่วไป (1.2เท่า) ผู้เขียนจึงวิเคราะห์ ตั้งสมมติฐานและศึกษาว่า ปัจจัยใดทำให้ ผู้ป่วยเฉพาะโรค ตายมากกว่าผู้ป่วยโรคทั่วไปที่ใช้สิทธิบัตรทอง

เพื่อศึกษาสาเหตุการตายที่สูงผิดปกติ ผู้เขียนจึงได้สอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเริ่มจากแพทย์ผู้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง “เหตุผลมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ค่ะ คนทั่วๆ ไปไม่ทราบ ได้รับการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ครบถ้วน เพราะการรักษาโรคนี้โดยใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถูกบังคับโดยสูตรสำเร็จตามโรคนั้นๆ หากผิดเพี้ยนจากสูตรนั้นๆ จะไม่ได้รับการเบิกจ่ายคืนจาก สปสช.ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ และยังเป็นสูตรสำเร็จที่รักษาน้อยที่สุดเท่าที่จะ ทำน้อยได้ ในแง่ของราคานะคะ โดยไม่สนใจปัจจัยอื่น หลายๆ ครั้งที่ต้องหยุดรักษาผู้ป่วยทั้งๆ ที่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะรับการรักษา”

แพทย์อายุรกรรมหัวใจให้ความเห็นว่า “ตรงไปตรงมาครับ สิทธิ์เบิกจ่ายต่างกัน 30 บาท ไม่สามารถจ่ายยานอกบัญชีได้ การตรวจพิเศษน้อยกว่ากลุ่มเบิกได้ สำหรับ stent (ขดลวดสปริงถ่างหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน) ถูกจำกัดให้ใช้ตามที่สปสช. ประมูลมาให้ ถ้าใช้นอกเหนือนั้นต้องทำเรื่องขอคืน ซึ่งยุ่งยาก ใช้เวลานาน แต่ 30 บาทถูกบังคับต้องไปตามสิทธิ์ แล้วถ้า รพ.ต้นสังกัดดองคนไข้ไว้ คนไข้ก็เสียโอกาส โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบโอกาสเป็นได้เท่ากัน รุนแรงไม่ต่างกัน แต่สำหรับโรคหัวใจ ถามว่าสปสช. ช่วยไหม เค้าก็มีส่วนดีที่ทำให้คนเข้าถึงบริการมากขึ้น อย่างไรก็ดีกลไกการเบิกจ่ายและการส่งต่อผู้ป่วยก็เป็นปัญหา ทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการตรวจที่จำเป็น เช่น ผู้ป่วย 30 บาทที่เป็น หัวใจขาดเลือดทำฉีดสีตรวจหลอดเลือดเพียงร้อยละ 28 ขณะที่ ข้าราชการ”

จากประสบการณ์ของแพทย์ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า แนวทางการบริหารของ สปสช. ทำไปเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ หารู้ไม่ว่าได้ละเมิดหลักจริยธรรมที่เป็นหัวใจของวิชาแพทย์ไปแล้ว 2 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง หลักของความเป็นมนุษย์ และ สอง Do no harm ผู้เป็นแพทย์ย่อมทราบดีว่าเมื่อใดที่หัวใจของจริยธรรมของการแพทย์นี้ถูกละเมิดความเสียหายย่อมเกิดขึ้นเสมอ

ในหลักของความเป็นมนุษย์ เป็นตาม คำสอนของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทยที่ว่า “ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นหมอเพียงประการเดียว แต่ต้องการให้เธอเป็นหมอที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ด้วย” คำสอนนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของศิลปะในการดูแลผู้ป่วยของแพทย์ ผู้ป่วยคนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โรคในผู้ป่วยแต่ละคนถึงจะเป็นโรคเดียวกันก็มีพยาธิสภาพที่แตกต่างกันได้ การวินิจฉัยและรักษาควรปรับตามลักษณะของผู้ป่วยและธรรมชาติของโรคในผู้ป่วยคนนั้นๆ แต่ การรักษาผู้ป่วยระบบของ สปสช. กลับขัดกับหลักการข้อนี้โดยสิ้นเชิง โดยจะมีการกำหนดให้รักษาตามแนวทางที่วางไว้อย่างจำกัด นอกจากนี้การออกระเบียบจนทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการวินิจฉัยและรักษาที่สมควรก็เป็นการขัดกับหลักการข้อนี้เช่นเดียวกัน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย และ ราชบัณฑิต กล่าวว่า “การรักษาผู้ป่วย เป็นการประกอบโรคศิลปะ เหมือนการวาดรูป ให้รูปสวยงาม การดูแลรักษาผู้ป่วยก็เช่นเดียวกัน การดูแลรักษาจึงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เหมือนการระบายสี แต่การรักษาผู้ป่วยระบบของไทย จะมีการกำหนดให้รักษาตามแนวทางที่วางไว้ จะต้องมียาที่กำหนดอยู่ในบัญชียาหลัก รักษาตามข้อบ่งชี้ เช่น ผู้ป่วยโรคตับ ท่อน้ำดีอุดตัน ไม่สามารถใช้วิตามิน อี ได้ (เบิกตามสิทธิ์ไม่ได้) เพราะไม่อยู่ในบัญชียาหลัก ทั้งที่รู้ว่าเด็กโรคตับ ที่มีภาวะพร่องน้ำดี จะขาดวิตามิน ที่ละลายในไขมัน เช่น A E D K แต่วิตามิน อี ก็ใช้ไม่ได้ตามสิทธิ์ บัตรทอง ต้องใช้ บัตรเงิน หรือ Erythropoietin ใช้ในโรคไต ห้ามใช้ในโรคตับ ทั้งที่การรักษาไวรัสตับอักเสบ ซี ด้วยยา Ribavirin ทำให้โลหิตจางได้ กว่าจะต่อสู้ให้ใช้ Erythropoietin ตามสิทธิ์ได้ ก็เป็นเวลานานพอสมควร”

ข้อสังเกต ยาราคาถูกอย่าง วิตามิน อี หรือยาราคาแพงแต่คนไข้มีน้อย เช่น Erythropoietin ใช้ในโรคตับ ทั้งที่การรักษาไวรัสตับอักเสบ ซี ที่มีโลหิตจาง จาก ยา Ribavirin ไม่ได้เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณเลย การประหยัดแบบนี้เหมือนการยอมให้คนไข้ตายต่อหน้าต่อตา เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นในอนาคต

สำหรับหลักการ Do no harm วงการแพทย์เมื่อจะเปลี่ยน ยา การวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ หรือแนวทางการรักษาจะต้องมีการทดลองทดสอบก่อนจะใช้ ไม่สามารถฟังเฉพาะความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญแล้วกำหนดเป็นนโยบายสำหรับคนทั้งประเทศได้ การที่ สปสช. ทำเป็นระเบียบแนวทางการรักษาขึ้นมาโดยไม่ผ่านการทดลองทดสอบนับเป็นการขัดกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์อย่างยิ่ง เช่น ในขณะที่การล้างไตสำหรับผู้ป่วยไตวายทำได้หลายวิธี แต่ สปสช.ได้กำหนดว่าผู้ถือสิทธิบัตรทองที่ไตวายจะต้องใช้วิธี การล้างไตทางหน้าท้องอย่างต่อเนื่องโดยผู้ป่วยที่เดินเหินได้ (CAPD, Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis) ก่อนเท่านั้น เรียกว่า CAPD-first ผลคือผู้ป่วยติดเชื้อในช่องท้องและล้มตายเป็นอันมาก การขาดการวิจัยทดลองทดสอบของ สปสช. ทำให้ไม่รู้ถึงความจำเป็นและวิธีการในการเตรียมความพร้อมให้แก่แพทย์และผู้ป่วย ดังนั้น การที่ สปสช. มาเปลี่ยนแนวทางการรักษาโดยขาดการวิจัยทดลองการใช้จึงเป็นความผิดพลาดที่ส่งผลเสียโดยตรงต่อผู้ป่วย ในทำนองเดียวกันการกำหนดวิธีการรักษาหรือตรวจโรคต่างๆ ในโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เมื่อ สปสช. เลือกจำกัดแนวทางการรักษาขึ้นมาใหม่ ไม่เป็นตามวิธีการสากล สปสช. ต้องทำงานวิจัยรองรับก่อนทั้งสิ้น

นอกจากนี้ สปสช. เพื่อต้องการประหยัดงบประมาณได้ซื้อยาและเวชภัณฑ์แบบเหมาโหลจากแหล่งเดียว ลักษณะนี้ขัดกับหลักการควบคุมคุณภาพสินค้าโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อยาหรือเวชภัณฑ์จากแหล่งนั้นๆมีปัญหา แพทย์ไม่สามารถมียาหรือเวชภัณฑ์จากแหล่งอื่นมาใช้ได้ คล้ายๆ กับการบังคับให้มีการถ่ายทอดทีวีพูลตลอดเวลา 24 ชม คนไทยส่วนใหญ่คงปิดทีวี แต่ในกรณีของยาทางเลือกอื่นไม่มีนอกจากรับยาที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น

ความเห็นจากเภสัชกรอาวุโส “เรื่องการจัดซื้อยา จำนวนมากๆ จากแหล่งเดียวมีปัญหาในระดับประเทศหลายข้อ ข้อแรกการควบคุมคุณภาพมีปัญหา ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงที่จะได้ยาเสื่อมคุณภาพค่ะ ไทยมีข้อจำกัดค่ะ ยังไม่มีหน่วยงานใดตรวจตัวอย่างควบคุมคุณภาพในระดับประเทศค่ะ ประเทศอื่นถ้าจะซื้อยา เช่น ออสเตรเลีย กองทุน Pharmaceutical Benefits Schedule: PBS เขาจะให้ชื่อไว้ในบัญชียาของ PBS ให้รพ หรือร้านยา ใช้ได้หลายยี่ห้อ ปัญหาอื่นยังมีเรื่องยาขาดชั่วคราว หากยี่ห้อที่ สปสช. ซื้อขาดชั่วคราวก็มีปัญหาทั่วประเทศค่ะ เพราะ สปสช. ไม่ได้มีคลังยาที่จะสำรองยา ประเด็นยาขาดแคลนยานั่นสำคัญมากค่ะ เขาควรเลิกจัดซื้อมากกว่าค่ะ”

อันที่จริงแพทย์หลายท่านทราบและทำนายได้ว่าจะเกิดความเสียหายเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ สปสช. ทำนั้นขัดกับหลักการทางจริยธรรมที่เป็นหัวใจของการแพทย์ สปสช.ได้รับการเตือนในเรื่องต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่ว่า คราวนี้ รายงานของทีดีอาร์ไอได้ชี้ชัดแล้วว่า แนวทางการบริหารที่ขัดกับหลักจริยธรรมการแพทย์และเภสัชกรรมนี้ได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงมากมายต่อชีวิตของผู้ใช้สิทธิบัตรทองนับหมื่นนับแสนคน ถึงเวลาแล้วที่ สปสช. จะต้องรับฟัง และเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหาร

นอกจาก เหตุผลข้างต้นแล้ว ผู้เขียนได้รายงานว่าสมมติฐานการตายผิดปกติว่ามีอย่างน้อย 4 ข้อ และแต่ละข้อถ้าเป็นจริงหมายถึงแนวทางการปรับปรุงระบบสุขภาพของไทยที่แตกต่างกัน ได้แก่

1.ตายเพราะมีการรักษาที่ผิดปกติ ไม่ตรงตามหลักการแพทย์และ/หรือเภสัชกรรม: แสดงว่าแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทองของ สปสช. ต้องได้รับการแก้ไข
2.ป่วยมากกว่า: แสดงว่าขาดการป้องกันโรค
3.ป่วยหนักกว่า: แสดงว่าขาดการเข้าถึงเฉพาะบางโรคจึงมารักษาในระยะท้ายๆ
4.อื่นๆ เช่น โรงพยาบาล

ล่าสุดงานวิจัย ผลการศึกษาเรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจจากทีมอายุรแพทย์โรคหัวใจ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยมิตร ศรีธรา เมธีวิจัยอาวุโสสกว ซึ่งเปรียบเทียบอัตราการตายและการอยู่รอดของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยสิทธิราชการและสิทธิบัตรทอง พบว่าผู้ป่วยที่ใช้บัตรทองมีอัตราการอยู่รอดน้อยกว่า ตายมากกว่าผู้ใช้สิทธิบัตรราชการ ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ 1 นอกจากนี้ ลักษณะทางคลินิกและทางระบาดวิทยาของโรคไม่สนับสนุนให้สมมติฐานข้อ 2 3 และ 4 มีความสำคัญ

โดยสรุป การบริหารที่ขัดหลักจริยธรรมการแพทย์และเภสัชกรรมของ สปสช. คือ

1.จำกัดแนวทางการวินิจฉัยและรักษา ทั้งๆ ที่โรคเดียวกันจะมีความต่างกัน ทั้งสาเหตุและความรุนแรงของโรค และความแตกต่างของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม
2 .น่าจะขาดการทดลอง ทดสอบ เตรียมความพร้อมเวลาออกมาตรการณ์หรือโครงการ
3.ใช้เงินเป็นตัวตั้งทำให้เกิดกฏเกณฑ์ของ สปสช. ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงและลดคุณภาพการดูแลรักษา
4.ใช้ยาหรือเวชภัณฑ์จากแหล่งเดียว ทำให้ไม่เกิดการควบคุมคุณภาพจากการแข่งขัน

มีหลายคนถามว่า แล้วก่อนมีบัตรทองล่ะ เปรียบเทียบได้ไหม คำตอบคือ ก่อนมีบัตรทองผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐมี 2 กลุ่ม คือผู้ที่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ และสำหรับผู้ที่จ่ายไม่ได้ก็จะเข้าระบบสังคมสงเคราะห์ ซึ่งการรักษาทั้ง 2 กลุ่มไม่มีการแยกวิธีการตรวจและการรักษา ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ก่อนจะมีบัตรทองไม่มีผู้เสียชีวิตแบบผิดปกติน่าจะเกิดจากการบริหารการแพทย์ของ สปสช.

ลำดับความสำคัญในการตัดสินใจแก้ปัญหา

โดยทั่วไปถ้าเป็นเรื่องที่รอได้ ควรพิสูจน์สาเหตุที่แน่นอนก่อนถึงจะออกมาตรการการแก้ไข อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความเป็นตาย ที่น่าจะกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจวางมาตรการอย่างเร่งด่วน จะเป็นแนวทางที่สำคัญเพื่อรักษาชีวิตและสุขภาพของคนไทยกลุ่มนี้ ในทางกลับกันการศึกษาถึงสาเหตุแล้วไปแก้เฉพาะจุดน่าจะต้องใช้เวลานานพอสมควร หมายความว่าถ้าเลือกแนวทางนี้ผู้คนจะล้มตายอย่างต่อเนื่องอีกมากมาย

ข้อนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในปี 1982 เมื่อ Tylenol ซึ่งก็คือ brand name ของ Paracetamol ที่เรากินแก้ปวดกันทั่วๆ ไปนี่เอง Tylenol เคยทำผิดพลาดคือมี Cyanide ลงในขวดTylenol ที่วางขาย ทำให้ผู้กินยานี้ในชิคาโกเสียชีวิต 7 คนข่าวเรื่องการตายเช่นนี้เป็นเรื่องใหญ่มากในสหรัฐอเมริกา และทุกคนคิดว่า Tylenol คงสิ้นชื่อไปไม่มีวันได้เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในความเป็นจริงกลับปรากฎว่า Tylenol ยังมีชื่อเสียงมากมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ Tylenol หยุดผลิตในทันทีหยุดโฆษณาและเรียกคืนยาทั้งหมด ชดเชยเงินคืน และรับผิดชอบต่อญาติของผู้ที่เสียชีวิตหลังจากการทานยา Tylenol แล้วค่อยมาหาสาเหตุการทำให้เสียชีวิตในภายหลัง ไม่น่าเชื่อว่า Tylenol ยังคงขายดี เพราะแก้ปัญหาด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม แม้ว่าทุกวันนี้ยังหาตัวผู้กระทำผิดที่แอบผสม Cyanide เข้าไปในขวดยา Tylenol ไม่ได้

ลองจินตนาการดูว่าหาก Tylenol บอกว่าจะโฆษณาไปเรื่อยๆ จะไม่เรียกยาคืน และจะปล่อยให้มีคนตายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาสาเหตุว่าใครแอบเอา Cyanide หย่อนเข้าไปในขวด Tylenol ทุกวันนี้ Tylenol จะยังมีชื่ออยู่บนโลกนี้และขายได้หรือไม่

เรื่องการตายมากผิดปกติจากบัตรทองก็เช่นกัน ถ้า สปสช. ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ยุติโครงการหรือสาเหตุที่น่าจะทำให้เกิดการตายมากผิดปกติโดยด่วน ต่อไปในอนาคตจะมี สปสช. หรือไม่ ก็ต้องขอให้ช่วยคิดและแก้ไขก่อนที่จะสายเกินแก้

แนวทางการแก้ปัญหา

ผู้เขียนได้สอบถามแพทย์ ผู้รู้หลายท่าน ทุกท่านให้ความเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาทำได้โดยง่าย การตายแบบไม่สมควรจะถูกยับยั้ง ผู้ใช้สิทธิบัตรทองจะได้รับบริการดีขึ้น และงบประมาณจะสมดุลมากกว่าที่เป็นอยู่ แนวทางการแก้ปัญหาสรุปสั้นๆได้ดังนี้

1.สปสช. ต้องเลิกบริหารจัดการ วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย และเลิกจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์เอง เปลี่ยนให้ สาธารณสุข โรงพยาบาลและแพทย์ ร่วมกันรับผิดชอบการแพทย์ และการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์
2.สปสช. ทำหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลกองทุนเพียงอย่างเดียว เหมือนกองทุนประกันสังคม
3.สาธารณสุขและโรงพยาบาล พัฒนาระบบเขตสาธารณสุขและระบบบัญชี เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้สมดุล
4.เปลี่ยนให้ กระทรวงสาธารณสุขและราชวิทยาลัย เป็นผู้ดูแลโครงการเฉพาะแทน สปสช.
5.สปสช. ควรบอกความจริงแก่ประชาชนในสถานการณ์ที่เป็นจริง เช่น สปสช. สามารถจ่ายค่ารักษาให้ได้มากน้อยแค่ไหน สังคม ชุมชน ร่วมกันหามาตรการในการหาค่าใช้จ่ายที่เหลือเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ลำบาก สำหรับผู้ที่มีฐานะดูแลตัวเองได้ ผู้เขียนเชื่อว่าหากจ่ายได้และได้ยาที่ถูกต้อง ย่อมมีผลดีต่อสุขภาพและรักษาชีวิตได้ซึ่งสำคัญกว่าการได้รับบริการฟรีที่คุณภาพไม่เพียงพอจะรักษาสุขภาพและชีวิต
6.ให้ราชวิทยาลัยทุกราชวิทยาลัย ร่วมกับสปสช. กระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกันสร้าง medical guideline และ computerized medical audit ตามหลักการควบคุมคุณภาพเชิงสถิติ (Statistical quality control) โดยมีหน่วยงานกลางซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์ร่วมพิจารณา
7.ในระยะยาวควรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาแก้ไขปัญหาทั้งหมด

 

หรือจากการสัมภาษณ์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิทย์  โดย เนชั่นทีวี

นักวิชาการชี้"บัตรทอง" คนจนควรได้รักษาฟรี คนมีเงินต้องช่วยออกเงินบ้าง เพื่อให้ระบบอยู่ได้

เนชั่นทีวี สัมภาษณ์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิทย์ นักวิชาการจากนิด้า ถึงกรณีที่รัฐบาลจะยกเลิกบัตรทอง อ้างว่ารัฐแบกรับภาระฝ่ายเดียวไม่ไหว โดย ดร.อานนท์ มองว่า สำหรับค่าใช้จ่ายบัตรทอง เพิ่มขึ้นปีละประมาณหมื่นล้าน ภายใน 10 ปี จะเท่ากับ 25% ของงบประมาณแผ่นดิน ยังไม่รวมปัจจัยที่เมืองไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีแต่คนอายุเยอะค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้สุดท้ายรัฐบาลจะไม่มีเงินที่จะใช้จ่ายจริงๆ เพราะจะเป็นภาระทางการคลังที่สูงมาก จะเป็นหนี้สาธารณะอย่าง กรีซ อาร์เจนตินา

นักวิชาการชี้บัตรทอง คนจนควรได้รักษาฟรี คนมีเงินต้องช่วยออกเงินบ้าง เพื่อให้ระบบอยู่ได้

ในตอนแรกงบรายหัวของบัตรทองหัวละไม่กี่บาท ตอนนี้หัวละ 3 พัน เพิ่มทุกปี ปีละประมาณ หมื่นล้าน หรือประมาณ ร้อยละ 17 อย่างที่ นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้เริ่มมีการคุยกันบ้างแล้ว อย่างทาง TDRI เสนอให้เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ แต่ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีมาก และควรจะยังมีอยู่ในสังคมไทย คนจนควรได้รักษาฟรี แต่คนมีเงินแล้วต้องช่วยออกเงินบ้าง เพื่อที่จะทำให้ระบบมันอยู่ได้

ดร.อานนท์ กล่าวว่า สำหรับคนชั้นกลางที่กินเงินเดือน จะไป รพ.รัฐก็นาน จะไป รพ.เอกชนก็จ่ายไม่ไหว ถ้าจ่ายเพิ่มนิดหน่อยแต่ไม่ต้องรอนานมาก ยังพอจ่ายส่วนต่าง แต่ไม่แพงเท่ารพ.เอกชน กลุ่มคนจำพวกนี้ยังพอสร้างทางเลือกได้บ้าง เช่นอาจจะเป็นการจ่ายล่วงหน้า อย่างการซื้อประกันสุขภาพ และทำให้ได้ใช้คลีนิกนอกเวลาราชการ หรือได้ห้องพิเศษของ รพ.รัฐ เร็วมากขึ้น พยายามสร้างสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น และทำให้ประชาชนเต็มใจที่จะจ่ายมากขึ้น ดึงคนที่มีเงิน และคนชนชั้นกลาง ให้หันมาเข้ารพ.รัฐมากขึ้น เพื่อเอากำไรจากตรงนี้ไปหล่อเลี้ยงคนยากจนได้ และจะทำให้สังคมเกิดการเกื้อกูลกัน
 
"สำหรับสัดส่วนของงบประมาณบัตรทองเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินมาช่วยเหลือคนจนซึ่งควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ นายแพทย์ ปิยะสกล บอกความจริงกับประชาชน ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่อาจารย์คงต้องทำงานเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้หาเงินมาช่วยเหลือคนจนอย่างเต็มที่ นั่นเป็นภาระหนักของท่าน ศ.ดร.อานนท์" กล่าว
 
ดร.อานนท์ กล่าวต่ออีกว่า ทุกวันนี้ในบัญชีรายชื่อยังมีเจ้าของร้านทอง, เจ้าของโชว์รูมรถ 20-30 แห่ง , ผู้มีทรัพย์สินหลายพันล้าน แต่ยังใช้บัตรทองฟรี นี่เป็นการเอาเปรียบสังคมทั้งๆที่จ่ายได้ แต่อาจเพราะมันเป็นของฟรีทำให้ใครก็คิดว่า "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" คนที่มีเงินถ้าอยากให้เขาจ่ายเงิน รัฐบาลก็ต้องให้สิ่งที่ดีขึ้นกับเขา ทำให้เขาอยากจ่าย พอเขาจ่ายรัฐบาลได้กำไรบ้างก็เอาไปช่วยเหลือคนจน เหมือนเป็นประชารัฐจริงๆ ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ช่วยเหลือกัน คนมีเงินก็ช่วยจ่าย ได้บุญได้ช่วยเหลือชาติด้วย แต่นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของตนเท่านั้น
 
คนใช้สิทธิบัตรทองมีประมาณ 48 ล้านคน สำหรับคนที่ไม่มีสิทธิใช้บัตรทองคือพวกที่ทำประกันสังคม เช่น ข้าราชการ แต่คนที่มีเงินและใช้บัตรทองน่าจะมีเยอะพอสมควร เพราะเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของบริษัท จะเข้าประกันสังคมไม่ได้ แต่มีสิทธิใช้บัตรทอง ถ้าไม่ต้องจ่ายแพงจนเกินไปอย่างค่ารักษารพ.เอกชน และมารักษารพ.รัฐ ซึ่งรพ.รัฐก็มีหมอเก่ง เจอคนไข้เยอะ เพราะ"คนไข้คือครูของแพทย์" จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คนมีเงินบางรายก็ยอมจ่าย ซึ่งเราพยายามทำระบบให้ดีเพื่อดึงดูดจูงใจให้ประชาชนกลับมาใช้บริการรพ.รัฐ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง และคนรวย จะช่วยทำให้ระบบอยู่ได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

 

คุณลุงส.บอกว่า บัตรทองเป็นสิ่งประเสริฐสุด

 

แต่สิ่งประเสริฐสุดของคุณลุงไม่ได้มาฟรีฟรีครับ

 

คุณลุงส.ควรเสนอ ทั้งวิธีการหาเงินมาทำ

 

ทั้งวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่จนทุกวันนี้

 

ถ้าข้อเสนอและทางออกของคุณลุงดีแล้ว

 

รัฐบาลไม่รับเอาไปแก้ไขหรือนำไปปฏิบัติแล้ว

 

คุณลุงค่อยออกมาไล่รัฐบาล

 

แล้วผมจะออกไปช่วยคุณลุงไล่ด้วยครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 29/12/2015 เวลา : 17.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

บก.ชาลี : เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ โรคที่เกิดจากการหาเรื่อง โรคที่ประมาท ไม่ใส่ใจในสุขภาพ เป็นโรคทำตัวเอง เช่นนี้รัฐไม่ควรเอาภาษีอากรมาจ่ายครับ

ความคิดเห็นที่ 10 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 27/12/2015 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ส่วนตัวไม่เคยใช้บัตรทอง แต่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนตลอด
ผมเสนอแบบนี้ครับ ต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือเฉพาะที่ยากจนจริงๆ เท่านั้น และพวกที่เข้ารักษาเพราะขับขี่รถด้วยความประมาท เป็นเด็กแว้น หรือพวกสูบบุหรี่กินเหล้า จนเป็นโรคโน่นนี่นั่น ต้องถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ใช้บัตรทองครับ

ความคิดเห็นที่ 9 Torko , ลำชานบ้านบู ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 27/12/2015 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

คุณTheSuphan : การออกความเห็น วิจารณ์ หรือตำหนิ ต้องมีข้อเสนอเพื่อแก้ไข ไม่งั้นจะเป็นการตีหัวเข้าบ้านไปครับ

คุณTorko : ใช่ครับ ผมเชื่อว่า ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของบัตรทองเกิดจากโรคที่คนไทยไม่ได้ดูแลรักษาสุขภาพอย่างที่ควรจะเป็นเช่น อุบัติเหตุ สารพัดโรคอันเกิดจากการดื่มกิน และขาดการออกกำลังกายครับ

คุณลำชานฯ : ถ้าหมายถึงผม ยังไม่บ้านะครับ มีเพี้ยนบ้างนิดหน่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 8 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลำชานบ้านบู วันที่ : 27/12/2015 เวลา : 11.08 น.

สวัสดีครับ
คนบ้า

ความคิดเห็นที่ 7 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Torko วันที่ : 27/12/2015 เวลา : 04.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Climate

ขออนุญาตออกความเห็นอีกรอบ
หากอย่างนั้นแล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่พลักให้การรักษาพยาบาลนั้น ฟรีไปค่ะ หากพลเมืองมีสุขภาพที่แข็งแรงอะไรๆที่ดีๆก็จะตาม
นี้แค่มองมองตื้นๆน่ะค่ะ และรัฐบาลคงทำงานหนักเพิ่มอีก
แต่พลเมืองสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ อะไรใหม่ก็ดีตามไปด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้นการศึกษาคงเป็นรากฐานที่สำคัญด้วย

ความคิดเห็นที่ 6 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
TheSuphan วันที่ : 26/12/2015 เวลา : 22.03 น.
https://www.facebook.com/PeatJade

คนหลงตัวเอง หลงว่าตนเก่ง เป็นมานานแล้ว ยิ่งแก่ยิ่งเลอะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/12/2015 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

พี่ยั้งคิด : น่าสงสารครับ

ความคิดเห็นที่ 4 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 26/12/2015 เวลา : 20.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

คนแก่บางคน ทิษฐิมากตั้งแต่วัยหนุ่มสาว แล้วก็ติดตัวไปจนตาย

ความคิดเห็นที่ 3 Torko , นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/12/2015 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

คุณTorko : ประเด็นคือ บ้านเราคนที่เข้าถึงบริการของบัตรทองกลายเป็นคนที่มีศักยภาพพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้ครับ คนที่จ่ายได้ต้องจ่าย คนจนคนทุกข์ยากลำบากไม่ต้องจ่าย แต่ต้องดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีด้วย เช่น ไม่ทานของดิบดิบอุดมด้วยพยาธิ หรือเมาหัวราน้ำ ร่างกายไม่ไหวเจ็บป่วยทรุดโทรมมาหารค่าใช้จ่ายบัตรทองครับ

น้องนุ้ย : เห็นใจครับ หลานสาวเป็นหมอโรงพยาบาลอำเภอ วันหนึ่งต้องตรวจคนไข้เป็นร้อยร้อยครับ

ความคิดเห็นที่ 2 นายยั้งคิด , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
pooklookclub วันที่ : 26/12/2015 เวลา : 14.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pooklookclub

สิ่งที่เห็นได้บ่อยๆ คือคนรวยๆ ที่มีเงินพอจะจ่ายได้ก็ใช้บัตรทอง แถมบางทีไม่ได้เป็นอะไรก็มาหาหมอ เพราะว่าค่ารักษาพยาบาลถูก คนเป็นจริงๆ เลยโดนหางเลขไปด้วย เคยปวดท้องแทบตายไปตรวจแล้วเลือดกับปัสสาวะปกติก็โดนไล่กลับบ้านแถมบอกอีกว่าไม่เห็นเป็นอะไรไม่รู้จะมาหาหมอทำไม..สุดท้ายทนไม่ไหวต้องไปตรวจ รพ.เอกชนเจอเนื้องอกซะงั้น

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Torko วันที่ : 26/12/2015 เวลา : 12.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Climate

แต่เรื่องสุขภาพ กับการศึกษา ความเป็นอยู่ที่มาตรฐานของคนไทย น่าจะเป็นเรื่องหลักๆที่รัฐบาลต้อง,,, ต้อง,,,, หาทางออกให้ทุกคนจงได้
บัตรทองเป็นทางเดียวของคนจนๆมีโอกาสที่จะได้รับการรักษาโรคต่างๆ
เห็นด้วยที่เสนอว่าต้องส่งเสริมสุขภาพตั้งแต่ตอนต้นๆๆ
คนมักป่วยอย่างไม่คาดหวังน่ะค่ะ
อย่างไรแล้วรัฐบาลต้องหาทางแก้เร็วด่วนหากจะกำจัดบัตรทอง
แต่ขอบคุณค่ะ....

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน