*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1509
  • จำนวนผู้ชม : 2825164
  • จำนวนผู้โหวต : 1026
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1026 คน
<< มกราคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม 2561
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 591 , 13:50:00 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

กลุ่มอดีตนายทหารและเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง (Intel Vets) เตือน ประธานาธิบดีทรัมพ์ ว่า อิหร่านไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มการร้าย

กลุ่มอดีตนายทหารและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอเมริกันเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมพ์หยุดยั้งการกล่าวอ้างอันเป็นเท็จต่ออิหร่านที่ถูกระบุว่า เป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย ในขณะที่ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯเช่น ซาอุดิอาระเบียได้กระทำการที่ร้ายแรงกว่า ผ่านจดหมายเปิดผนึก ความว่า

-----

จดหมายเปิดผนึก : ประธานาธิบดีทรัมพ์

จาก : กลุ่มอดีตนายทหารและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอเมริกัน เพื่อเตือนสติ

หัวข้อ : อิหร่านเป็น "ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายชั้นนำของโลก" หรือไม่?

บทสรุป

เรากังวลกับถ้อยแถลงสาธารณะอันน่าสยดสยองล่าสุดจากสมาชิกหลักในคณะบริหารของท่าน ซึ่งทำให้รู้สึกว่า อิหร่านน่าหวาดกลัวมากขึ้น ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยที่ขาดความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์จะถูกชักนำให้มองอิหร่านว่าเป็นภัยคุกคามที่ใกล้มาก และไม่มีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอื่น นอกจากการใช้ปฏิบัติการทางทหาร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ กล่าวถึง นโยบายของอิหร่าน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 (ภาพจาก Whitehouse.gov)

สิบกว่าปีก่อน ขณะที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช กำลังพิจารณาการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านในเดือนพฤศจิกายนปี 2550 เพื่อหยุดยั้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทีมวิเคราะห์ข่าวกรองได้จัดทำรายงานการประเมินข่าวกรองแห่งชาติอย่างเป็นทางการ (NIE) โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้สรุปว่า อิหร่านหยุดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในปี 2546

ซึ่งประธานาธิบดีบุชได้ตั้งข้อสังเกตว่า ข่าวกรองของ NIE ช่วยในการตัดสินใจ เขาตั้งคำถามว่า "ผมจะอธิบายได้อย่างไรว่า การใช้ทหารทำลายอุปกรณ์นิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งข่าวกรองระบุว่า อิหร่านไม่ได้ดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์อยู่เลย"

เราเชื่อว่าท่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้นในวันนี้ แต่แทนที่จะเป็นข้ออ้างที่ไม่ถูกต้องว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่กลายเป็นข้ออ้างที่ว่าอิหร่านยังคงเป็น "รัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายรัฐชั้นนำของโลก" นี่เป็นข้อผิดพลาดที่เราอธิบายไว้ดังนี้

หนึ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ที่ชักจูงให้ประชาชนทั่วไปสนับสนุน ตามด้วยความกระตือรือร้นของสื่อส่วนใหญ่คือ อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนหลักในการก่อการร้ายในโลกปัจจุบัน

ในการนำเสนอล่าสุดของยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงแห่งชาติของทีมบริหารของท่านสำหรับ 2018 ประเด็นคือ:

"อิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายชั้นนำของโลก ได้ใช้ประโยชน์จากความไม่มีเสถียรภาพในการขยายอิทธิพลของตนผ่านคู่ค้าและตัวแทนในการค้าอาวุธ และการระดมทุน . . . อิหร่านยังคงขยายหนทางแห่งความรุนแรงในภูมิภาค และก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนพลเรือน"

ความรู้สึกดังกล่าว ถูกสะท้อนโดยประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ในเดือนตุลาคม 2015 รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย Adel al-Jubeir กล่าวหาว่า อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศว่า อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียได้ปฏิเสธที่จะพูดถึง 15 ใน 19 ของผู้ก่อการร้ายที่จี้เครื่องบิน และโจมตีอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เป็น ชาวซาอุดิอาระเบีย ไม่ใช่ชาวอิหร่าน และในขณะที่กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีการก่อการร้ายที่ร้ายแรงของกลุ่มก่อการร้ายที่อ้างว่า อิหร่านสนับสนุนเลย แต่เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นข้อสงสัยในข้อกล่าวหาต่ออิหร่านโดยซาอุดีอาระเบีย

ภาพพจน์ของอิหร่านว่า "รัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายชั้นนำของโลก" ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง แต่ขณะเดียวกันอิหร่านก็มีความผิดในการใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือนโยบายระดับชาติ อิหร่าน ปี 2017 ไม่ใช่อิหร่านใน ปี 1981 ในช่วงแรก ๆ ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นผู้ทำการ ระเบิดรถยนต์ ลักพาตัว และลอบสังหาร ฝ่ายค้านและชาวอเมริกัน แต่ก็ไม่เกิดขึ้นอีกนานหลายปีแล้ว แม้จะมีการอ้างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อยู่บ่อยครั้งว่า อิหร่านเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เราก็ทราบว่า รูปแบบการก่อการร้ายที่ถูกบันทึกไว้จากการก่อการร้ายทั่วโลกของสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุถึงเหตุการณ์ก่อการร้ายโดยผู้ก่อการร้ายที่อิหร่านสนับสนุนหรือในนามของอิหร่านแต่อย่างใด

แม้อิหร่านจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Hezbollah ในปีแรก ๆ ของสาธารณรัฐอิสลาม Hezbollah เป็นตัวแทนและผู้รับงานของอิหร่าน แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา Hezbollah มีการจัดตั้งองค์กรและกำลังทหารตามสิทธิของตนเอง และสู้รบกับอิสราเอลจนหยุดยิงทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนในปี พ. ศ. 2549 และ Hezbollah เข้าสู่กองทัพปกติ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Hezbollah ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเลบานอน ยังได้หันเหจากความรุนแรงที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องของศาสนา ซึ่งเป็นจุดเด่นของกลุ่มหัวรุนแรงชองมุสลิมนิกายซุนหนี่เช่น กลุ่ม ISIS

Ayatollah Khomeini

การตอบสนองแบบไม่สมมาตรของอิหร่าน

หลังจากที่อิหร่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของ Ayatollah เมื่อปี พ. ศ. 2522 บทบาทการโจมตีในฐานะผู้ก่อการร้ายเช่น การจับตัวประกันชาวสหรัฐฯ การวางระเบิดสถานทูตสหรัฐฯ และค่ายนาวิกโยธินในเลบานอน ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ไม่ไว้วางใจอิหร่าน แต่การก่อการร้ายของอิหร่านไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยความเกลียดชังหรือด้วยมุมมองทางศาสนาที่รุนแรง การก่อการร้ายของอิหร่านเป็นหนทางที่จะสู้กับศัตรูที่มีอำนาจมากโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังให้การสนับสนุนด้านการทหารและข่าวกรองแก่ อิรัก เพื่อนบ้านและศัตรูของอิหร่าน ในทางปฏิบัติอิหร่านได้รับการปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมาในการติดต่อกับอิสราเอล ในช่วงแรก ๆ ของการปฏิวัติอิหร่าน Mullahs แม้จะประณามอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ก็ได้ยอมรับว่า ได้รับการสนับสนุนทางทหารอย่างลับ ๆ จากหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล ในทางปฏิบัติที่เท่าเทียม ผู้นำชาวอิสราเอลไม่ติดต่อยุ่งเกี่ยวกับ Mullahs โดยเปิดเผย แต่ให้การสนับสนุนดังกล่าวเพื่อช่วยในการต่อต้านภัยคุกคามจากประธานาธิบดีอิรัก Saddam Hussein ด้วยเหตุผลที่สุด Classic คือ ศัตรูของศัตรูของเราคือ มิตรของเรา

ภาพลักษณ์ของอิหร่านที่ถูกระบุว่า เป็นแหล่งแพร่กระจายของผู้ก่อการร้าย เกิดขึ้นหลังจากการระเบิดสถานทูตสหรัฐฯ ในแอฟริกาตะวันออก โดยอัลกออิดะห์ (Al-Qa’ida) และกลุ่มซุนหนี่อื่น ๆ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1998 รายงานการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่อิหร่านสนับสนุนต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ลดลงเรื่อย ๆ และที่น่ากลัวการโจมตีของกลุ่มมุสลิมซุนหนี่ที่ไม่ได้อยู่ในแนวทางเดียวกันกับอิหร่าน ดัชนีการก่อการร้ายสากล (Global Terrorism Index) ฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผลการโจมตีของ 4 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 74 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากการก่อการร้ายใน ปี พ.ศ. 2558 ได้แก่ Boko Haram, Al-Qaeda, Taliban และ ISIS และ 13 กลุ่มของมุสลิม 14 กลุ่มที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐระบุว่า เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ เป็นมุลิมซุนหนี่ ได้แก่

– ISIS (Sunni)

– The Al-Nusra Front (Sunni)

– Al-Qa’ida Central (Sunni)

– Al-Qa’ida in Magheb (Sunni)

– Al-Qa’ida in Arabian Peninsula (Sunni)

– Boku Haram (Sunni)

– Al-Shabbab (Sunni)

– Khorassan Group (Sunni)

– Society of the Muslim Brothers (Sunni)

– Sayyaf Group in the Philippines (Sunni)

– Taliban in Pakistan and Afghanistan (Sunni)

– Lashgar i Taiba (Sunni)

– Jemaa Islamiya (Sunni)

– Houthis (Shia)

การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับอิหร่านครั้งล่าสุดที่ก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นการวางระเบิดรถบัสที่บรรทุกนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในบัลแกเรีย (กรกฎาคม 2012) การออกจากนโยบายก่อการร้ายของอิหร่านเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ตรงกันข้ามกับการที่อิสราเอลได้ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านห้าคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ถึงมกราคม พ.ศ. 2555 (วันที่และชื่อผู้โจมตีจะถูกผนวกเข้าไว้)

เราชาวอเมริกันสามารถจินตนาการถึงความโกรธแค้นและความต้องการแก้แค้นได้อย่าง่ายดาย หากชาวอเมริกันเชื่อว่า ประเทศศัตรูส่งสายลับมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อฆ่าวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่ทำโครงการป้องกันประเทศที่มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกันภายในอิหร่านที่มีการก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน Sean Naylor ผู้เขียนหนังสือ Relentless Strike ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวของการปฏิบัติงานที่ดำเนินการโดยกองกำลังปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ (JSOC) ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้ความจริงที่น่าอึดอัดใจนี้ลุกลามออกไป : ผู้นำของอัลกออิดะห์ (Al-Qa’ida) อุซามะห์ บิน ลาดิน เป็นบุคลากรคนหนึ่งของ JSOC เคยทำงานร่วมกับมุสสิมอี - คาลค์ (Mujahideen-e-Khalq : MEK) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอิหร่านในอิรัก หลังจากที่ไม่สามารถล้มระบอบการปกครองของ Ayatollah กรุงเตหะรานได้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ใส่ MEK ไว้ในรายชื่อองค์กรผู้ก่อการร้าย แต่ไม่ได้หยุดแนวคิดของ JSOC ที่ว่า "ศัตรูของศัตรูของเราคือมิตรของเรา" ต่อกลุ่ม MEK "พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่สามารถเข้าออกข้ามชายแดนได้ และพวกเขายินดีที่จะช่วยเราในสิ่งที่เราต้องการจะทำกับอิหร่าน" เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษกล่าว "MEK ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการร้ายจนสหรัฐฯ ตัดสินใจว่า ตราบเท่าที่ MEK จะช่วยฆ่าชาวอิหร่านมากกว่าชาวอเมริกัน ว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายอีกต่อไป ประวัติความเป็นมาของการก่อการร้ายของ MEK ค่อนข้างชัดเจน

*MEK : ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่าน หรือ กองกำลังเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติอิหร่าน (อังกฤษ: People ’s Mujahidin of Iran;PMOI, หรือ MEK, MKO ; เปอร์เซีย: سازمان مجاهدين خلق ايران sāzmān-e mojāhedin-e khalq-e īrān‎) เป็นองค์กรสังคมนิยมอิสลามที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบันของอิหร่าน นิยมลัทธิมาร์กและอิสลาม ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2503 และถูกขับออกจากอิหร่านหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2522 เริ่มต้นกลุ่มนี้มีนโยบายต่อต้านชาติตะวันตกและโจมตีผลประโยชน์ภายใต้การปกครองระบบอิสลามในอิหร่าน ปัจจุบันเสนอให้แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนา

หน่วยงานทางทหารของขบวนการคือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านกล่าวหาว่าขบวนการนี้เป็นผู้เสแสร้ง เป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเปิดโปงกิจกรรมทางนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อ พ.ศ. 2545 จนกลายเป็นความกังวลใจระดับโลกในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรปและอิหร่านจัดให้ขบวนการนี้เป็นองค์กรก่อการร้าย

อดีตผู้นำของอัลกออิดะห์ (Al-Qa’ida) อุซามะห์ บิน ลาดิน 

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 MEK ฆ่าบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ และพลเรือนสหรัฐฯ ที่ทำงานด้านโครงการทางทหารในกรุงเตหะราน และสนับสนุนการรัฐประหารใน ปี พ.ศ. 2522 และการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน

เมื่อ ปี พ.ศ. 2524 MEK ระเบิดสำนักงานใหญ่ของพรรคสาธารณรัฐอิสลาม และทำเนียบนานยกรัฐมนตรีสังหารเจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูง รวมทั้งประธานาธิบดีของอิหร่าน นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าผู้พิพากษา ของอิหร่าน รวม 70 คน

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 MEK ได้โจมตีสถานทูตอิหร่านและสำนักงานของรัฐบาลอิหร่านใน 13 ประเทศในเวลาเกือบพร้อมกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มในการดำเนินการในต่างประเทศพร้อมกันเป็นจำนวนมาก

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2542 MEK ได้จัดการกับเป้าหมายที่เป็นนายทหารระดับสูงที่สำคัญ และลอบสังหารรองเสนาธิการกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน

แม้ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะมีสองฟากฝ่าย แต่ทั้งฝ่ายการเมืองและการทหารของสหรัฐฯ ถูกกล่อมให้เชื่อถือใน MEK และ MEK ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในนโยบายที่อยู่ข้างสหรัฐฯ

 สงครามโลกจัดการกับอิรักที่นำโดยสหรัฐฯของสหรัฐฯ มีส่วนอย่างสำคัญในการฟื้นคืนอำนาจของอิหร่านในระดับภูมิภาค ด้วยอดีตประธานาธิบดี Saddam Hussein ถูกแทนที่โดย มุสลิมชีอะห์ ที่ลี้ภัยในอิหร่านเป็นเวลาหลายปี ทั้งในสถาบัน Baathist รวมทั้งกองทัพที่บังคับบัญชาโดยชาวอิรักชีอะห์ เข้าใจและเห็นใจเตหะรานอิหร่าน ออกมามีบทบาทนำในอิรัก และด้วยข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ใน ปี พ. ศ. 2558 ความสัมพันธ์ทางการค้าและอื่น ๆ ระหว่างอิหร่านกับรัสเซียและจีนดีขึ้น

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง การอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรมการก่อการร้ายของอิหร่านอาจเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย ด้วยเหตุผลนี้เราจึงขอให้ความสนใจต่อถ้อยแถลงล่าสุดของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ Nikki Haley ว่า ยากที่ "กลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางที่ไม่มีอิหร่านเกี่ยวข้อง" แต่ความจริงนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มก่อการร้ายส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่คนหรือหุ่นเชิดของอิหร่าน ISIS Al-Qaeda และ Al-Nusra ซึ่งเราท่านต้องตระหนักว่า สามกลุ่มนี้ได้แสดงตัวเองว่า มีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ท่านได้แสดงตัวเองว่า เต็มใจที่จะพูดความจริงอันยากลำบากในการเผชิญกับแรงกดดันของภาคส่วนต่าง ๆ และไม่สามารถยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ระหว่างการรณรงค์ต่อต้านการบุกอิรักของสหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2546 ว่า เป็นข้อผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ท่านยังได้จับอารมณ์ของชาวอเมริกันจำนวนมากที่เหนื่อยยากจากสงครามในดินแดนห่างไกลตลอดเวลา ถึงกระนั้นคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายจากอิหร่านที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมากมายจากกรุงวอชิงตัน และความต้องการที่จะประจันหน้ากับพวกเขากำลังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นขั้นตอนต่อการกลับคำมั่นสัญญาของท่านที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามครั้งใหม่อีก

พวกเราขอแนะนำให้ท่านพิจารณาคำเตือนที่เราได้ให้ไว้กับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้วในช่วงเวลาที่คล้ายกันในเชิงประวัติศาสตร์ :

"หลังจากเฝ้าดูรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พาวเวลล์ ในวันนี้ เราเชื่อมั่นว่า ท่านจะได้รับการช่วยเหลืออย่างดี หากท่านขยายการเจรจา ... เห็นได้ชัดว่า เราไม่มีเหตุผลที่สำคัญจับใจในการทำสงคราม นอกจากนอกจากวงของที่ปรึกษาเหล่านั้น และจากสิ่งนี้ เราเชื่อว่า ผลที่คาดไม่ถึงจะกลายเป็นมหาภัยพิบัติ"

 

ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานิ ฉลองความสำเร็จในการจัดการโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013 โดยการจูบศรีษะของลูกสาวของวิศวกรนิวเคลียร์ชาวอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร (ภาพของรัฐบาลอิหร่าน)

รายชื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านที่ถูกสังหารในอิหร่าน

12 มกราคม 2553 : Masoud Alimohammadi นักฟิสิกส์ชาวอิหร่าน : ถูกลอบสังหารโดยการวางระเบิดรถ ผู้กระทำความผิดได้รับสารภาพว่า ได้รับมอบหมายกจากหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล เพื่อดำเนินการลอบสังหาร

29 พฤศจิกายน 2553 : Majid Shahriari นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชาวอิหร่าน : ถูกลอบสังหารโดยวางระเบิดรถ สื่อเยอรมันระบุว่า หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล อิสราเอลเป็นผู้รับผิดชอบ

29 พฤศจิกายน 2553 : ลอบสังหารนาย Fereydoon Abbasi นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชาวอิหร่าน : ได้รับบาดเจ็บจากรถถูกวางระเบิด

23 กรกฎาคม 2544 : Darioush Rezaeinejad, วิศวกรชาวอิหร่าน, นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสวิตช์ไฟฟ้าแรงสูง อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของขีปนาวุธนิวเคลียร์ ถูกสังหารโดยมือปืนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ สื่อเยอรมันระบุว่า ถูกลอบสังหารโดยหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล

11 มกราคม 2545 : Mostafa Ahmadi-Roshan, นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านถูกฆ่าตายที่โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม Natanz ด้วยระเบิดแม่เหล็กที่เคยใช้ในการลอบสังหารของนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านก่อนหน้านี้

ลงชื่อ

Richard Beske, CIA, Operations Officer (เกษียณ)

William Binney, former NSA Technical Director for World Geopolitical & Military Analysis; Co-founder of NSA’s Signals Intelligence Automation Research Center

Marshall Carter-Tripp, Foreign Service Officer (เกษียณ) and Division Director, State Department Bureau of Intelligence and Research

Bogdan Dzakovic, Former Team Leader of Federal Air Marshals and Red Team, FAA Security, (เกษียณ) (associate VIPS)

Philip Giraldi, CIA, Operations Officer (เกษียณ)

Larry C. Johnson, former CIA and State Department Counter Terrorism officer

Michael S. Kearns, Captain, USAF (เกษียณ); ex-Master SERE Instructor for Strategic Reconnaissance Operations (NSA/DIA) and Special Mission Units (JSOC)

John Kiriakou, Former CIA Counterterrorism Officer and former senior investigator, Senate Foreign Relations Committee

Karen Kwiatkowski, former Lt. Col., US Air Force (เกษียณ), at Office of Secretary of Defense watching the manufacture of lies on Iraq, 2001-2003

Edward Loomis, NSA, Cryptologic Computer Scientist (เกษียณ)

David MacMichael, National Intelligence Council (เกษียณ)

Ray McGovern, former US Army infantry/intelligence officer & CIA analyst (เกษียณ)

Elizabeth Murray, Deputy National Intelligence Officer for Near East, CIA and National Intelligence Council (เกษียณ)

Torin Nelson, former Intelligence Officer/Interrogator (GG-12) HQ, Department of the Army

Todd E. Pierce, MAJ, US Army Judge Advocate (เกษียณ)

Coleen Rowley, FBI Special Agent and former Minneapolis Division Legal Counsel (เกษียณ)

Greg Thielmann — Former director of the Strategic, Proliferation, and Military Affairs Office of the State Department’s intelligence bureau (INR) and former senior staffer on the Senate Intelligence Committee

Kirk Wiebe — former Senior Analyst, SIGINT Automation Research Center, NSA

Lawrence Wilkerson, Colonel (USA, ret.), Distinguished Visiting Professor, College of William and Mary (associate VIPS)

Sarah G. Wilton, CDR, USNR, (Retired)/DIA, (Retired)

Robert Wing — former Foreign Service Officer (associate VIPS) 

Ann Wright, Col., US Army (เกษียณ); Foreign Service Officer (who resigned in opposition to the war on Iraq)

ขอบคุณ http://chuckspinney.blogspot.com/ 

Franklin

Franklin C. "Chuck" Spinne เมื่อ ปี 2011 (พ.ศ. 2554)

Franklin C. "Chuck" Spinne เป็นอดีตนักวิเคราะห์ทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กลายเป็นที่รู้จักในช่วงต้นทศวรรษ 1980 จาเอกสารที่รู้จักในชื่อ "Spinney Report" 

ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เขาอธิบายว่า เป็นการจัดซื้อจัดหาระบบอาวุธที่มีความซับซ้อนชองกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ อย่างประมาท โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านงบประมาณ แม้ผู้บังคับบัญชาของเขาพยายามที่จะปิดบังรายงานดังกล่าว แต่ที่สุดก็ถูกเปิดเผยในวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการงบประมาณในส่วนของงบประมาณด้านกลาโหม แม้ว่าจะไม่มีผูใดให้ข้อคิดเห็นหรือตั้งข้อสังเกตก็ตาม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Franklin C. Spinney

Franklin C. "Chuck" Spinne ขึ้นปกนิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม 2526

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 07/01/2018 เวลา : 07.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

น้าสิงห์คะ

โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล
ประมาณตรองตรึกรำลึกยาก

ชน เกิดมาเพื่อจรรโลงโลก ... เกิดมาดี
ลางคน เกิดมาเพื่อทำลายโลก ทำลายทุกอย่าง ... เกิดมาไม่ดีค่ะ

ขอบพระคุณบทความของวิสัยชายชาญค่ะ _/\_

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน