*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1545
  • จำนวนผู้ชม : 2899295
  • จำนวนผู้โหวต : 1056
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1056 คน
<< เมษายน 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 16 เมษายน 2561
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 835 , 21:40:43 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน february26 , rattiya และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชายแดนพม่า

วันนี้ออก OPD NAPHA นั่นคือห้องตรวจผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวี เป็นคิวของผู้ป่วย NAPHA extension คือกลุ่มผู้ป่วย migrant ชาวกะเหรี่ยง พม่า ที่ไม่ใช่คนไทยที่มาขอใช้สิทธิ์รับยาที่ รพ แม่สอด

ภารกิจประจำวันของฉันค่อนข้างยุ่งเหยิง ตอนเช้าต้องไปราวน์ICU ราวน์วอร์ดเกือบ 30 เตียงสอนนักศึกษาแพทย์ ราวน์วอร์ดพิเศษ สะสางงานที่รับผิดชอบที่ต้องจัดการในเช้าวันนั้น ทำให้วันนี้ลง OPDเกือบ 10.30 น คนไข้งดน้ำงดอาหารมารอตั้งแต่ 6 โมงใครมาก่อนได้ตรวจก่อนตามคิว

ฉันมาถึง..คนไข้นั่งรอเป็นระเบียบ ไม่มีใครพูดเลยสักคนเงียบกริบ
คนไข้เข้ามาตรวจทีละคน ส่วนใหญ่ต้องใช้ล่าม แทบไม่มีการปรับยาสำหรับ OPD นี้ ไขมันในเลือดเป๊ะ เบาหวานคุมได้เป๊ะ ไวรัสกดได้ตลอด คนไข้เกือบ 60 คนใช้เวลาตรวจไม่ถึงสองชั่วโมง

ตอนฉันยื่นใบสั่งยาให้คนไข้ไปรับยา คนไข้ทุกคนยกมือไหว้ เอามือข้างหนึ่งแตะที่ศอกอีกข้างราวกับรับของจากพระผู้ใหญ่ บางคนมีย่อถอนสายบัวด้วย ถ้าไม่มาเห็นด้วยตาตัวเองจะหาว่าโอ้อวดเกินจริง....

คนไข้ส่วนใหญ่ห่อข้าวมากิน ไม่รีบไม่ร้อน หมอมาเมื่อไหร่ก็ได้ ได้ยาเมื่อไหร่ก็ได้แม้ว่าค่ำนี้ยังไม่รู้จะนอนที่ไหนเพราะบ้านอยู่ฝั่งพม่าไกลโพ้น ..เขาก็เตรียมตัวมาอย่างดี

นึกแล้วมันช่างแตกต่างจากสังคมไทยปัจจุบันที่มีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาด่าหมอ ด่าพยาบาลกันปาวๆ ยังกับเป็นบุคคลน่ารังเกียจ

ยอมรับว่าไม่ได้อ่านทั้งหมด อ่านเพียงเล็กน้อยก็ยังรู้สึกได้ถึงความเสื่อมศรัทธาต่อวงการแพทย์..ไม่รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุ เพราะส่วนตัวเอง และเพื่อนแพทย์ใกล้ชิดก็ไม่มีใครทำอะไรผิดจากจรรยาบรรณที่พึงมี แพทย์พยาบาลไทยยังทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเหมือนเดิมซ้ำยังพยายามพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้นตามโลกยุคใหม่

แพทย์ไทยไม่ได้เปลี่ยนไป...แต่สายตาที่มองมาคู่นั้นต่างหากที่เปลี่ยนแปลง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คนไข้ชายแดนพม่า

รพ แม่สอด ได้เงินจากคนต่างชาติโดยเฉพาะชาวพม่ารวม 110,000,000 บาทต่อปีพอๆ กับที่ได้เงินจากคนไทยจากกองทุนบัตรทอง ดังนั้นคนพม่าเขามาซื้อบริการเราทั้งนั้นแต่การปฏิบัติต่อหมอไทยประดุจเราเป็นเทพเจ้า

มีคนไข้หนุ่มน้อยอายุ 16 ปีมาด้วย Encephalitis สงสัยวัณโรคขึ้นสมอง โคม่ามาตั้งแต่แรกรับไปโรงพยาบาลที่เมาะละแหม่งหนึ่งสัปดาห์ไม่ดีขึ้นจึงพากันมาที่ รพ แม่สอดอย่างทุลักทุเล หายใจพะงาบๆ ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่วอร์ดสามัญ ตอนนี้ตื่นดีเตรียม off ท่อช่วยหายใจ แพทย์ณัฐกานต์เดินไปราวน์ทีไรทุกคนในครอบครัวยกมือไหว้ท่วมหัวถ้ากราบได้คงทำไปแล้ว แววตาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ไม่เคยเรียกร้องอะไรยืนฟังแพทย์อธิบายอย่างเงียบๆ ไม่เคยร้องขอไป ICU มาถึงวันนี้ค่ารักษาแสนกว่าบาท เขาจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพราะกลัวหมอจะทิ้งเขา...เราพูดกันคนละภาษา แต่เรื่องของศรัทธาเป็นเรื่องสากลที่เข้าใจกันได้ระหว่างมนุษยชาติ เขาวางชีวิตไว้ในมือหมอไทยที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรกด้วยซ้ำ...

ในความเห็นของฉัน..วิกฤตศรัทธาในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากจรรยาบรรณแพทย์ที่เปลี่ยนไป แต่เกิดจากความไม่รู้ที่มากจนสะสมกัดกินลักษณะที่ดีของคนไทย ที่เคยคิดดีทำดีต่อกัน ที่เคยอ่อนน้อมพูดจากันด้วยภาษาไพเราะ มีเหตุมีผล เห็นอกเห็นใจกัน

สังคมชื่นชมคนดีหายไปไหน...

โชคดีที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้ ที่ตรงชายขอบ..ฉันจึงเห็นความแตกต่าง

ตอนเช้ามีคนรอใส่บาตรพระรายเรียงเป็นแถวรับหมอกอ่อนๆ กลางวันถีบรถจักรยานไปทำงานมีปิ่นโตคนละเถา ในวันฝนตกหนักที่อาจจะมีคนแอบแช่งฝนแต่เด็กๆ อาบน้ำฝนกันอย่างสนุกสนาน มือพ่อแม่จูงลูกๆพะรุงพะรังไปดูหนังกลางแปลงทั้งครอบครัว ...

ฉันได้รู้ว่าถ้าความสุขในสังคมและครอบครัวได้มาง่ายๆ กลับไปเป็นสังคมห่อใบตองและถีบรถถีบ แต่ประเทศเราอาจไม่เจริญขึ้น...ฉันจะยอมแลก

มาช่วยกันปรับปรุงสังคมไทยไหมคะ ..ไม่รู้ว่ามันจะสายเกินไปหรือยัง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คนไข้พม่า

 

ขอบคุณ FB Nuttagarn Chuenchom (คุณหมอเบียร์) และ http://www.nationtv.tv/main/content/378558435/

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ณัฐกานต์ ชื่นชม แพทย์เชียงใหม่

ขอแนะนำ คุณหมอเบียร์ พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม รุ่นน้องมงฟอร์ต ผู้เขียนบทความนี้

ศิษย์เก่าดีเด่น โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ประจำปี 2558

พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม ศิษย์เก่ารุ่น 2537

ปัจจุบันทำงาน โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก

ประวัติการศึกษา
-ประถมศึกษา โรงเรียนพระหฤทัย
-มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนพระหฤทัย
-มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
-ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มช
-วุฒิบัตรอายุรศาสตร์ทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ มช
-Graduate Diploma in Clinical Science Faculty of medicine Chiang mai University
-วุฒิบัตรอายุรศาสตร์โรคติดเชื่อ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช

ประวัติการทำงาน

- แพทย์ใช้ทุนปีที่ 1 โรงพยาบาลแม่สอด
- แพทย์ใช้ทุนโรงพยาบาลอุ้มผาง
- ศึกษาต่ออายุรแพทย์ทั่วไป ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช
- อายุรแพทย์ โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก
- ศึกษาต่ออายุรแพทย์โรคติดเชื่อ หน่วยโรคติดเชื่อและโรคเขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
- อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด

ได้รับคัดเลือกเป็นศิษย์เก่าดีเด่น โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ประจำปี 2558 ในสาขา บุคลากรที่เป็นที่ยอมรับและสร้างประโยชน์ทางสังคม

หมอเบียร์ กับบทพิสูจน์ ‘ความกันดาร เลือกคน’ โดย จันทราภา จินดาทอง
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

 

 

 

 

 

ภาพแพทย์หญิงวัย ๒๐ กว่าๆ กำลังสาละวนอยู่กับการตรวจคนไข้ซึ่งเป็นเด็กน้อย ชาวปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ในโรงพยาบาลอุ้มผาง โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ชายแดน ดูแตกต่างจากคนวัยเดียวกันที่แข่งขันกันมุ่งหน้าเข้าหาความเจริญของเมืองใหญ่

แพทย์หญิงณัฐกานต์ ชื่นชม หรือที่คนอุ้มผางรู้จักกันในนาม “หมอเบียร์” แพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมอเบียร์ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่และโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนสอบเข้าเรียนแพทย์ เรียกได้ว่าเธอใช้ชีวิตช่วงปฐมวัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่สะดวกสบายมาตลอด 

ขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ หมอเบียร์มีโอกาสร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ออกไปทำค่ายตามพื้นที่ชนบท ในตอนนั้นเธอคิดเพียงว่าเป็นความสนุกสนานและทำให้ได้เรียนรู้ความคิดของคนอื่นบ้างเท่านั้น

หลังการเรียนครบ ๖ ปี นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีทางเลือกระหว่างศึกษาต่อเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทางทันที หรือออกมาใช้ทุนข้างนอกเป็นระยะเวลา ๓ ปี เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนต่อ ขณะที่หมอเบียร์ตัดสินใจเลือกที่จะใช้ทุน เพราะได้ยินจากรุ่นพี่ๆ ว่า ทำให้ได้ประสบการณ์และเป็นการค้นหาตัวเองให้เจอ

ในปีแรกของการใช้ทุน หมอเบียร์เลือกลงที่โรงพยาบาลแม่สอด ด้วยเหตุผลเดียว คือ เป็นโรงพยาบาลที่ยังมีตำแหน่งว่างอยู่ในการสมัครใช้ทุนรอบแรก เธอไม่ทราบข้อมูลอื่นของพื้นที่ ไม่รู้แม้กระทั่งว่า แม่สอดเป็นอำเภอที่มีเขตติดต่อกับชายแดน และหมอเบียร์เลือกที่จะมาเพียงลำพัง โดยไม่มีเพื่อนหมอรุ่นเดียวกันเลย

โรงพยาบาลแม่สอดทำให้หมอเบียร์รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกที่มีผู้คนหลาก หลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ทั้งคนไทย กะเหรี่ยง พม่า แม้แต่กลุ่มคนแขกอิสลาม แพทย์รุ่นพี่ที่โรงพยาบาลแม่สอดคอยสอนให้รักษาผู้ป่วยซึ่งโดยมากอาการค่อนข้างหนักแล้ว เธอจึงได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาอย่างเต็มที่

เมื่อสิ้นสุดปีที่ ๑ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือหมอตุ่ย แพทย์ชนบทดีเด่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ได้ชักชวนให้หมอเบียร์ขึ้นมาช่วยทำหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายแพทย์ที่เคยมาใช้ทุนและครบกำหนดกลับ

หมอเบียร์ตัดสินใจมาอยู่โรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งที่รู้จักและเคยเดินทางมาอุ้มผางในฐานะนักท่องเที่ยวที่มาเยือนน้ำตกทีลอซู เพราะเธอต้องการพิสูจน์ความจริงสองประการ คือ คำที่เคยได้ยินจากอาจารย์หมอว่า “ความกันดาร เลือกคน” ยิ่งหนทางไกล เราน่าจะยิ่งพบเจอกับคนดี มีอุดมการณ์ และความคิดของเธอเองที่ว่า ยิ่งห่างไกลความเป็นหมอกับคนไข้จะไม่ใช่ลักษณะของลูกค้ากับผู้ให้บริการเหมือนในที่ที่เจริญแล้ว

๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ หมอเบียร์เริ่มต้นชีวิตของแพทย์ประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง เธอได้ผ่าตัดคลอด ตัดม้าม หรือกระทั่งบางครั้งเธอยังต้องต่อสำไส้ ผ่าตัดมดลูก หมอเบียร์จึงเข้าใจว่า ทำไมรุ่นพี่ที่โรงพยาบาลแม่สอดจึงสอนเธอให้ทำมากกว่าที่ควรจะเป็น

ในช่วงแรก หมอเบียร์รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจกับคนไข้และญาติที่กว่าจะพากันมาที่โรงพยาบาล ก็หลังจากรักษากันเองจนอาการหนักมากแล้ว แต่พอเธอได้ออกหน่วยลงไปในหมู่บ้าน จึงพบว่า ด้วยหนทางที่ทุรกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก สาธารณูปโภคไม่มี และยังเชื่อในวิถีดั้งเดิม ทำให้เธอพยายามรักษาด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจมากขึ้น อีกทั้งมีการพยายามประยุกต์ความเชื่อกับการรักษาสมัยใหม่ เช่น คนไข้ที่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่มีความประสงค์จะทำพิธีกรรมตามความเชื่อ หมอเบียร์ก็อนุญาตให้นำผู้ทำพิธีมาดำเนินการในโรงพยาบาลได้ หรือขอร้องให้คนไข้กลับไปทำพิธีหลังจากรักษาตัวเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน

หมอเบียร์มีหลักสามประการที่ใช้ในการรักษาคนไข้ ได้แก่ หนึ่ง การดูแลคนไข้เหมือนญาติของตน ให้ความเอาใจใส่ โดยเธอแบ่งคนไข้ที่เดินทางมารับการรักษาออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกไม่ได้เป็นโรคและต้องการให้หมอยืนยันว่าไม่เป็น กลุ่มที่สองไม่ได้เป็นโรคแต่อยากให้หมอบอกว่าตนเป็นโน่นเป็นนี่ ทั้งสองกลุ่มรวมกันคิดเป็นร้อยละ ๕๐ส่วนอีกร้อยละ ๕๐คือกลุ่มที่สามซึ่งเป็นโรคจริงๆ และต้องได้รับการรักษา

ประการที่สอง หมอเบียร์มีหลักคิดว่า คนไข้ที่มาหาตนต้องถูกแบ่งเบาความทุกข์และจะยิ่งดีถ้าได้ความสุขกลับไป ประการสุดท้าย เธอใช้ความหวังดีและจริงใจที่จะกล้ารักษาคนไข้ โดยไม่กังวลว่าจะถูกฟ้องร้องในกรณีที่เป็นเหตุสุดวิสัย

หากสอบถามคนไข้หรือชาวบ้านทั่วไปในอำเภออุ้มผาง น้อยคนนักที่ไม่รู้จักหมอเบียร์ โดยเฉพาะคนไข้เด็กๆ มักชอบให้เธอเป็นผู้รักษา หมอเบียร์ให้เหตุผลว่า เธอพยายามเข้าใจธรรมชาติของเด็ก เช่น จะเรียกชื่อเล่นของคนไข้ที่เธอเขียนติดไว้ด้านหน้าโอพีดีการ์ดทุกคน เธอไม่ทำให้เด็กกลัวการตรวจ โดยใช้มือคลำก่อนใช้หูฟัง หรือให้เด็กอ้าปากส่องไฟฉายก่อนใช้ไม้กดลิ้น เป็นต้น ในห้องตรวจของเธอประดับประดาไปด้วยตุ๊กตา และมีการสร้างความสัมพันธ์นอกเวลางาน ทำให้เด็กไม่กลัวตนเอง

พฤษภาคม ๒๕๕๐ ครบกำหนดการใช้ทุน หมอเบียร์ตั้งใจจะกลับไปเรียนต่อ เธอรู้สึกโชคดีที่มีโอกาสเริ่มต้นอาชีพหมอในสถานที่ซึ่งยืนยันความจริงที่ว่า “ความกันดาร เลือกคน” เพราะเพื่อนร่วมงานทุกคนในโรงพยาบาลอุ้มผาง ล้วนเป็นคนดีมีอุดมการณ์ ตั้งใจช่วยเหลือดูแลคนไข้ ส่วนพี่น้องชาวอำเภออุ้มผางล้วนมีไมตรีจิตอันดี จนทำให้หมอเบียร์รู้สึกเสมอว่า เธอเป็นผู้ได้รับมากกว่าเป็นผู้ให้เสียอีก

ดังนั้น หมอเบียร์จึงอยากฝากถึงนักศึกษาแพทย์รุ่นน้องๆ ให้ลองมาใช้ชีวิตเป็นแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชน ก่อนตัดสินใจเลือกทางเดินในอนาคต โดยเสียสละเวลาช่วงสั้นๆ เพียง ๓ ปีของชีวิต ดังเช่นที่เธอเลือกและยังคงรู้สึกประทับใจกับคำพูดของผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางที่ว่า “คนรุ่นเก่าที่ผ่านมา ได้แผ้วถางทางเดินไว้แล้ว รอเพียงแต่จะส่งผ่านอุดมการณ์และความคิดไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปเท่านั้น”



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
rattiya วันที่ : 17/04/2018 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

โลกปัจจุบันที่การสื่อสารรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดำเนินไปเรื่อยๆ.ความคิดเห็นต่างเกิดขึ้นทุกสถานที่แม้แต่สถานบันครอบครัว..เราจะปรับตัวอย่างไร ....ภายภาคหน้าคนรุ่นใหม่เข้ามามีบาทแทนที่คนรุ่นเก่า(ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้า)

ความคิดเห็นที่ 6 rattiya , vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 17/04/2018 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ

หมอหลานสาวคนโตเลือกที่จะพูดกับคนไข้ตรงตรง แต่มีเหตุผลประกอบจนไข้ยอมรับ หมอหลานสาวคนรองพูดด้วยความเห็นอกเห็นใจคนไข้มากกว่า (เมื่อวานพึ่งโทรไปปรึกษา)

คุณปากไก่ครับ จริงอยู่ที่สังคมต้องเจริญก้าวหน้า แต่จิตใจของผู้คนในสังคมควรจะคงไว้ซึ่งความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันเช่นที่เคยเป็น วันนี้คนไทยใช้บริการทางการแพทย์เยอะมาก แต่จ่ายด้วยภาษีอากรของคนทั้งประเทศ คนไข้เยอะมากแต่หมอน้อยมาก หากเราใส่ใจดูแลสุขภาพให้ดี ผู้ป่วยก็จะน้อยตาม ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 rattiya , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ปากไก่ วันที่ : 17/04/2018 เวลา : 08.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinso

ผมไม่ยอมแลกรถไฟฟ้ากับรถถีบแน่นอน
ประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงประเทศเดียว
หมอก็เป็นอาชีพหนึ่งในหลายๆอาชีพ
ถ้าหมอรักอาชีพหมอ อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาบั่นทอนกำลังใจตนเอง
คนไข้เขามีสิทธิ์ เขาเข้าใจในสิทธิ์ของเขา เขาต้องรักษาสิทธิ์ไว้ก่อน นั่นคือสังคมประชาธิปไตยปกติ
หมอเข้าใจอยู่แล้ว แต่ยอมรับได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หมอระอาชาวบ้าน ชาวบ้านก็ระอาใจหมอออเจ้าเช่นกัน
ให้กำลังใจหมอครับ

ความคิดเห็นที่ 4 สิงห์นอกระบบ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
vinitvadee วันที่ : 17/04/2018 เวลา : 07.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

"ฉันได้รู้ว่าถ้าความสุขในสังคมและครอบครัวได้มาง่ายๆ กลับไปเป็นสังคมห่อใบตองและถีบรถถีบ แต่ประเทศเราอาจไม่เจริญขึ้น...ฉันจะยอมแลก"

โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยนค่ะ

หมอณัฐกานต์ แม้แต่นักปราชญ์ยังรัก จากชื่อของเธอ

ขอสดุดีชีวิตที่มีค่าของมนุษย์คนหนึ่ง สมกับคำว่าเวไนยสัตว์
เกิดมาเพื่อเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์

คนไข้สามพวก น่าสนใจค่ะ
โรคจิตอ่อนๆ เชียวละ

หมอเพื่อนแม่คนหนึ่งอยู่แผนกโรคทางเดินปัสสาวะ พวกปัสสาวะไม่ออก รพ.ใหญ่ของรัฐ ตอนเช้าสอน นศ.แพทย์
แล้วตวจตั้งแต่ ๑๐ น.จนคนไข้หมด

บ่ายโมงแล้ว คนไข้ยังเต็มอยู่ หมอต้องรักษาก่อน
มื้อเช้าได้กาแฟแก้วเดียว สอน ตั้งแต่ ๗ โมง จะทานอะไรรองท้องได้เล่า

ตรวจคนไข้ไป หยิบฝรั่งชิ้นเล็กๆ ใส่ปากไป และบอกแม่ว่า รพ.กำลังขาดทุนหนักจาก ๓๐ บาทรักษาทุกโรค (พ.ศ.๒๕๔๔ ปีที่อเมริกาเกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด)

แม่มีปัญหาจึงไปหาหมอ เพราะหมอเก่งมาก ขจัดปัญหาให้แม่ได้ในคราวเดียว ซึ่งที่จริงไม่น่าจะต้องไปแย่งคิวคนไข้อื่นๆ เลยค่ะ

ขอบคุณในน้ำใจอันประเสริฐของคุณหมอทุกท่าน ที่ตั้งใจรักษาคนไข้ "กิจคนไข้มาเป็นอันดับแรก" ซึ่งมีมากมายในบ้านเรา

พวกหมอการพาณิชย์น่ะปล่อยเขาไปค่ะ

ขอบพระคุณเรื่องดีๆ ค่ะน้าสิงห์
เหมือนเรื่องคุณหมอบุญยงค์ รพ.น่าน เลยค่ะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 3 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 17/04/2018 เวลา : 07.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

"ในความเห็นของฉัน..วิกฤตศรัทธาในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากจรรยาบรรณแพทย์ที่เปลี่ยนไป แต่เกิดจากความไม่รู้ที่มากจนสะสมกัดกินลักษณะที่ดีของคนไทย ที่เคยคิดดีทำดีต่อกัน ที่เคยอ่อนน้อมพูดจากันด้วยภาษาไพเราะ มีเหตุมีผล เห็นอกเห็นใจกัน"


ส่วนตัวคิดว่าสังคมเริ่มพัฒนาตามแนวตะวันตก การเรียกร้องสิทธิต่างๆที่คิดว่าตัวเองพึ่งมีพึื่งได้
หลายคนลืมคิดไป เรื่องของการดูแล เอาใจใส่ที่มาจากใจรักมนุษย์ธรรม เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (มิใช่ด้วยหน้าที่) เป็นเรื่องที่ไม่สามารถตีราคาออกมาเป็นเงิน การดูแลคนไข้ด้วยความใจ เต็มใจที่จะทำ แตกต่างจากการได้รับการรักษาพยาบาลเพราะหน้าที่ที่จะต้องทำ(มีเงินจ่าย ประกันฯจ่ายให้ )

ความเห็นส่วนตัวนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี from mobile วันที่ : 16/04/2018 เวลา : 22.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

การบริจาคยาที่ยังใช้ได้ ต้องเป็นยาที่มีชื่อยากำกับ และควรอยู่ในแผงยาที่มีสภาพดี หากเพื่อนๆจะบริจาคก็ลองเสริชหาที่อยู่ของรพ.อุ้มผาง หรือลองสังเกตรพ. ที่ท่านไปรักษาว่ามีกล่องสำหรับบริจาคยาหรือไม่ ทางรพ.อุ้มผางจะมีเจ้าหน้าที่เภสัชกร คัดแยกยาอีกทีค่ะ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ยา ลดภาระให้กับทางรพ. และเราก็จะไม่ทิ้งยาดีๆให้เป็นของไร้ค่า

ความคิดเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี from mobile วันที่ : 16/04/2018 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านแล้วต้องขอชื่นชมหมอเบียร์ค่ะ

สำหรับรพ. อุ้มผาง แม่หมีจะมียาที่ไม่ได้ใช้เพราะอาการดีขึ้น จะคอยรวบรวมยาเหลือใช้จากคนในครอบครัว ที่ยังใช้ได้อยู่ในซองหรือแผงยา ตรวจดูว่าหมดอายุหรือไม่ ถ้ายังไม่หมดอายุก็จะบริจาคไปให้กับทางรพ. เพื่อนบางคนบอกเขาอาจไม่รับแล้วก็ได้ แต่แม่หมีเชื่อว่า ทุกวันน่าจะมีคนไข้ที่ต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน