*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1511
  • จำนวนผู้ชม : 2827558
  • จำนวนผู้โหวต : 1028
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1028 คน
<< กรกฎาคม 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม 2561
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 447 , 22:21:10 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน Monchai , สุรศักดิ์ และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

มีการแชร์บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในไลน์หลายกลุ่มดังนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mary newport md

เขียนโดย คุณหมอแมรี่ นิวพอร์ต

ในอเมริกาประมาณว่าคน 5.4 ล้านได้ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) รูปแบบนี้เกิดขึ้นรวดเร็วในประชากรสูงอายุ

หนี่งในนั้นชื่อ สตีฟ นิวพอร์ต (Steve Newport) มีภรรยาชื่อ คุณหมอแมรี่ นิวพอร์ต (Mary Newport) เป็นแพทย์หญิง หมอแมรี่ได้เรียนรู้ว่าสามีเธอได้เป็นโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) อย่างรุนแรง

เมื่อแพทย์ได้ตรวจสามีของแพทย์หญิงแมรี่ที่โรงพยาบาล ท่านได้ขอให้คุณสตีฟ(Steve) วาดรูปนาฬิกา เขากลับเขียนวงกลมไม่กี่รูปแทน แล้ววาดรูปไม่กี่รูปโดยไม่มีความหมาย มันไม่เหมือนนาฬิกาเลย

แพทย์นั้นดึงแพทย์หญิงแมรี่มาข้างๆแล้วบอกว่า "สามีคุณเกือบเป็นโรคความจำเสื่อมอย่างร้ายแรงแล้ว"

ได้ความรู้ว่าการทดสอบหาผู้เป็นโรคความจำเสื่อมหรือไม่อย่างไร แพทย์หญิงแมรี่อารมณ์เสียมากในขณะนั้น แต่ความเป็นแพทย์ หมอจึงไม่ยอมแพ้ เริ่มศึกษาโรคนี้ หมอพบว่าโรคความจำเสื่อมคือมีส่วนร่วมเมื่อน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ถูกลดทอนประสิทธิภาพไปสู่สมอง

งานวิจัยของท่านว่า "โรคสมองเสื่อมของผู้สูงวัยดูเหมือนว่ามีน้ำตาลมาก (โรคเบาหวาน) ในหัว! ก่อนที่คนๆนั้นเกิดอาการป่วยของน้ำตาลมาก (โรคเบาหวาน) หรือโรคความจำเสื่อม, ที่ร่างกายมีปัญหาเรียบร้อยแล้วมาเป็นเวลา 10 ถึง 20 ปี

ตามที่การศึกษาค้นคว้าของแพทย์หญิงแมรี่ โรคของความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) คล้ายกันมากกับโรคเบาหวาน (diabetes) Type 1 และ Type 2 สาเหตุเช่นกันคือความไม่สมดุลย์ของ Insulin

เพราะว่าอินซุลิน (Insulin) มีปัญหา, มันไปขัดขวางเซลล์สมองในการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส (Glucose) น้ำตาลกลูโคส (Glucose) เป็นอาหารของเซลล์สมอง เมื่อปราศจากนำตาลกลูโคส (Glucose) เซลล์สมองก็ตาย

เมื่อเปิดออกมา โปรตีนคุณภาพสูงเหล่านี้เป็นเซลล์ที่เลี้ยงร่างกาย

แต่อาหารเซลล์สมองของเราคือน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ตราบนานเท่าที่เราเชี่ยวชาญแหล่งอาหารทั้งสองชนิดนี้ เราก็เชี่ยวชาญในสุขภาพของเราเอง

คำถามต่อไป ที่ซึ่งเราจะหาน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ได้จากที่ไหน มันไม่สามารถที่จะซื้อน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ชนิดสำเร็จในห้างร้านได้ มันไม่ได้มาจากผลไม้ เช่นองุ่น เธอเริ่มค้นหาทางเลือก

อาหารที่เป็นตัวเลือก สำหรับเซลล์สมอง คือสารคีโตน (Ketone) คีโตน (Ketone) เป็นสิ่งจำเป็นในเซลล์สมอง คีโตน (Ketone) ไม่สามารถพบในวิตามิน(Vitamins)

*น้ำมันมะพร้าว(Coconut oil)* ประกอบด้วยไขมันไตรกลีเซอรายด์ (Triglyceride) หลังจากกินไขมันไตรกลีเซอรายด์ที่อยู่ใน *น้ำมันมะพร้าว* เข้าไป ก็จะเกิดกระทำทางชีวภาพ(Metabolise) ไปเป็นคีโตน(Ketone) ที่ในตับ นี้เป็นทางเลือกหนึ่งของอาหารเพื่อเซลล์สมอง

หลังจากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์, แพทย์หญิงแมรี่ได้เติม *น้ำมันมะพร้าว* ใส่ในอาหารของสามีเธอ หลังจากนั้นเพียงสองสัปดาห์ เขา(Steve)ได้ไปที่โรงพยาบาลอีกเพื่อวาดสีและการทดสอบนาฬิกา ความก้าวหน้าเป็นที่น่าทึ่ง

แพทย์หญิงแมรี่กล่าวว่า "ในเวลานั้น ฉันคิดว่า พระเจ้าได้ยินการสวดมนต์ของฉันหรือไม่ หรือว่าน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ทำงานหรือไม่ แต่มันก็ไม่มีทางอื่น อย่างไรก็ตามที่ดำเนินต่อไปดีกว่าคือการกิน *น้ำมันมะพร้าว*

แพทย์หญิงแมรี่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแบบอย่างของฐานรากการปฏิบัติทางการแพทย์ เธอรู้อย่างแจ่มแจ้งในความสามารถของแบบอย่างทางการแพทย์

สามสัปดาห์ต่อมา เป็นครั้งที่สามที่เขาพาไปทดสอบทำกับนาฬิกาทันสมัย การกระทำดีกว่าคราวที่แล้ว ความก้าวหน้าไม่เพียงแต่ความฉลาด แต่ทั้งอารมณ์และจิตใจด้วย

หมอแมรี่กล่าวว่า "เขาไม่สามารถวิ่งได้ แต่ตอนนี้สามารถวิ่งได้ เขาไม่สามารถอ่านมาเป็นปีครึ่ง แต่ตอนนี้สามารถอ่านได้อีกแล้วหลังจากกิน *นำมันมะพร้าว* มาเป็นเวลาสามเดือนแล้ว

กิริยาของสามีเธอเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่พูดในตอนเช้า ตอนนี้เธอสังเกตุว่าเปลี่ยนไปมาก "เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขามีจิตวิญญาณ พูดและหัวเราะ เขาดื่มน้ำเอง เขาปัสสวะเอง

โดยผิวเผิน, นี้เป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ เพียงแต่ผู้มาที่คลีนิคหรือสัมพันธ์แบบบ้าที่บ้านเป็นประสพการณ์สนุก : มันไม่ง่ายที่เห็นความก้าวหน้าเช่นนี้!

หลังจากทอดอาหารสดกับหัวหอมในน้ำมันมะพร้าว การทำขนมเคกด้วยน้ำมันมะพร้าว หลังจากกินน้ำมันมะพร้าว 3 ถึง 4 ช้อนโต๊ะต่ออาหารมื้อหนึ่ง, 2-3 เดือนต่อมา, ตาเช่นเดียวกันก็จะโฟกัสได้อย่างปรกติ

จากการศึกษาของเธอได้พิสูจน์ว่า *น้ำมันมะพร้าว* สามารถปรับปรุงปัญหาจริงๆของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

ทาน้ำมันมะพร้าวที่ขนมปัง เมื่อใช้ครีมมะพร้าว รสชาติดีอย่างคาดไม่ถึง

คนอายุเยาว์วัยสามารถใช้เพื่อการซ่อมบำรุงสุขภาพและการป้องกัน และสามารถปรับปรุงดีขึ้นถ้ามีอาการป่วยสมองเสื่อม

สาเหตุสมองเสื่อมเพราะอาหารไม่สามารถขนถ่ายไปยังเซลล์สมองได้ และอาหารจะผ่านจากร่างกายไปสมองก็โดยอินซูลิน(Insulin)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเบาหวานจะไม่ง่ายที่ได้การหลั่งของอินซูลิน "อาหารไม่สามรถไปยังสมอง เมื่อเซลล์สมองอดจนตาย พวกเขาก็จะถูกกีดกั้นของความปราดเปรื่อง

*น้ำมันมะพร้าว* ประกอบด้วยไขมัน มีเดียมเชน ไตรกลีเซอรายด์ (medium-chain triglyceride) ที่สามารถส่งอาหารไปยังสมองโดยปราศจากอินซูลิน (อินซูลิน)

*ดังนั้น มันสามารถปรับปรุงโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) และโรคพาคินสัน (Parkinson's disease)*

โปรดกรุณาส่งเผยแพร่ต่อ (ข้อความในไลน์)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mary newport md

คุณหมอ Mary Newport 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ mary newport md

คุณ Steve Newport สามีของคุณหมอ ผู้เคยตรวจพบอาการของโรคความจำเสื่อม(Alzheimer)

ที่มา ไลน์

 

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) 

การแพทย์แผนปัจจุบันได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีอาการสำคัญ คือ ความจำเสื่อม หลงลืม มีพฤติกรรมและนิสัยเปลี่ยนไปจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 8-20 ปี หลังจากเกิดโรค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการได้รับการรักษา

การดำเนินของโรคจะแบ่งเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
ระยะก่อนสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องทางการเรียนรู้เล็กน้อย (เข้าใจช้า) มีปัญหาในการจำเรื่องใหม่ๆ เช่น การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ แต่โดยทั่วไปยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ
ระยะแรกเริ่ม ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความจำในระยะสั้น ความจำใหม่ หรือความจำที่เพิ่งเรียนรู้มา เช่น ลืมว่าเก็บกุญแจไว้ที่ไหน ลืมนัด ถามซ้ำ พูดซ้ำ ช่วงนี้อารมณ์จะเริ่มเปลี่ยนไป มีความวิตกกังวลมากขึ้น
ระยะปานกลาง นอกจากสูญเสียความทรงจำในระยะสั้นแล้ว ความจำในระยะยาว และความรู้ทั่วไปก็จะค่อยๆ บกพร่อง ผู้ป่วยจะเริ่มจำชื่อ หน้าตาของเพื่อนไม่ได้ (อาจรวมถึงคนในครอบครัวด้วย) การพูดจะบกพร่องชัดเจน เช่น จะไม่สามารถบอกชื่อสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าได้ ทั้งที่ใช้อยู่เป็นประจำ
ผู้ป่วยจะเริ่มสับสน วิตกกังวล กระวนกระวาย หงุดหงิด โมโหง่าย อารมณ์แปรปรวน เช่น ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล เห็นภาพหลอนโดยเฉพาะในเวลาโพล้เพล้ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่น เดินหนีออกจากบ้านโดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นหรือตอนกลางคืน

สมองเสื่อมระยะสุดท้าย ความทรงจำทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ความรู้ทั่วไป รวมทั้งความจำโดยปริยาย (เช่น การใช้ของใช้ต่างๆ ในกิจวัตรประจำวัน ) ก็จะสูญเสียไป ผู้ป่วยต้องอาศัยพึ่งพาผู้ดูแลตลอดเวลา
บางคนอาจมีท่าทางการเดินแบบซอยเท้าสั้นๆ มีอาการตัวแข็งคล้ายกับคนเป็นโรคพาร์กินสันได้ ในที่สุดผู้ป่วยจะไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆ ได้เลย ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ บางคนอาจมีอาการชัก กลืนลำบากร่วมด้วย

ส่วนการเสียชีวิตในผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้น โดยมากจะมีสาเหตุมาจากอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ผู้ป่วยไม่ยอมดื่มน้ำ ทานอาหาร หรือผู้ป่วยที่นอนนิ่งอยู่กับเตียงนานจนเกิดแผลกดทับและการติดเชื้อ เป็นต้น (ไม่ใช่การเสียชีวิตจากโรคโดยตรง)

อัลไซเมอร์เกิดได้อย่างไร ใครสุ่มเสี่ยง
ในอดีตโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่มักพบในผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะพบอัตราการเป็นโรคมากขึ้น โดยเฉลี่ยจะเริ่มมีอาการในช่วงอายุ 65-69 ปี แต่ในปัจจุบัน เริ่มพบในผู้ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ

ผู้ป่วยประมาณ 7% มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม แต่ส่วนใหญ่อีกประมาณกว่า 90% ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน และอาจเกิดได้จากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่ส่งผลต่อสมองได้เช่นกัน

ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นถึงประมาณ 3 เท่า โรคนี้ไม่มีทางป้องกันหรือรักษาให้หายขาดได้ 

ปัจจัยที่อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

การใช้ยาต้านการอักเสบในกลุ่มเอนเสดส์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs)
การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

* แต่ยาทั้งสองชนิด มีผลข้างเคียงสูง ค่อนข้างอันตราย *

ส่วนวิธีที่ง่ายและปลอดภัยกว่า คือ การกินผักและผลไม้เพียงพอ, การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การใช้สมองฝึกคิด ฝึกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นประจำ

ถึงแม้แพทย์จะระบุว่า โรคอัลไซเมอร์นั้นไม่มีวิธีป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้ แต่เราก็พอมองเห็นอะไรบางอย่างที่เป็นแสงสว่างเล็กๆ จากบทความตอนต้น

จริงอยู่ที่แพทย์ระบุว่า โรคนี้อาจเกิดจากพันธุกรรมได้ประมาณ 7% แต่ส่วนใหญ่ ที่ไม่สามารถระบุได้นั้น เราคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการดำเนินชีวิต

เนื่องจาก ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จะมีความเสี่ยงอัลไซเมอร์สูงขึ้นถึงประมาณ 3 เท่า และกลุ่มโรคที่ว่ามานี้ ล้วนเป็นกลุ่มโรคแห่งความเสื่อมอันมีผลมาจากวิถีการกินอยู่ของเราเป็นสำคัญ

ดังนั้น หากเรามีพฤติกรรมการกินอยู่ที่เหมาะสมถูกต้อง โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต และไขมัน (ร้าย) ในเลือดสูง ก็จะไม่มากล้ำกรายเราได้ง่ายๆ นั่นหมายความว่า เราสามารถลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ลงได้ถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงการปรับพฤติกรรมการกินอยู่ให้ห่างไกลโรคแห่งความเสื่อมที่ว่ามา รวมทั้งโรคอัลไซเมอร์ อยากให้ทุกท่านลองสังเกตระดับความขี้หลงขี้ลืมตัวเองกันดูสักหน่อย

เพราะหนุ่มสาวสมัยนี้ แม้จะเพิ่งมีอายุแค่ 30 ต้นๆ หรือบางคน 20 กว่าๆ ก็เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ กันแล้ว เช่น ลืมว่าล็อครถหรือยัง ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือยัง ลืมสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แม้จะเพิ่งใช้มันเสร็จ หรือถือมันอยู่ก็ตาม

หากเราเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอาการดังกล่าว ก็อย่าเพิ่งกังวลจนเกินไป ขอให้ทำความเข้าใจ ว่าเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย ที่บอกให้เรารู้ ว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องหันมาใส่ใจการกินอยู่ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพกาย ใจ และสมอง ที่ดีอย่างยั่งยืน

พฤติกรรมอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้บ้าง

- การใช้งานสมองมากเกินควร อยู่ภายใต้ความตึงเครียดจากการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่แบ่งเวลาผ่อนคลาย ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอในเวลาที่เหมาะสม
- เลือดข้นหนืด ไหลเวียนไม่สะดวก สมองเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา และต้องใช้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงตลอดเวลาเช่นกัน หากเลือดข้นหนืด ไหลเวียนมาเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดอาการ อ่อนเพลีย ง่วงนอนทั้งวัน มึนงง ขี้หลงขี้ลืมได้
- สูบบุรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนมากเกินไป เหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเกินกำลัง โดยเฉพาะ หัวใจ สมอง และระบบประสาท หากทำต่อเนื่องนานๆ จะทำให้การทำงานของสมอง และระบบประสาทเสื่อมก่อนวัย
- ไม่ทานอาหารมื้อเช้าที่มีสารอาหารเพียงพอ เลือดที่ส่งไปเลี้ยงร่างกายรวมทั้งสมองก็ย่อมกลายเป็นเลือดที่ไม่มีคุณภาพ
- ทานอาหารจังค์ฟู้ดส์ที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกายสูง เป็นสาเหตุก่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมัน (ร้าย) ในเลือดสูง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงอัลไซเมอร์
- หายใจสั้น การหายใจเป็นการเปลี่ยนถ่ายออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และนำอากาศเสียออกจากร่างกาย หากเราหายใจสั้นจนเคยชิน ออกซิเจนในเลือดก็จะไม่เพียงพอ นานวันเข้า อวัยวะที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกก็คือสมอง เพราะสมองต้องใช้ออกซิเจนในการทำงานมากถึง 20-25% ของปริมาณออกซิเจนในร่างกาย และทนต่อการขาดก๊าซออกซิเจนได้น้อยมาก

การปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในแนวทางธรรมชาติบำบัด

- จัดสรรเวลาพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ไม่ทำงานจนดึกเกินไป (ไม่ควรนอนดึกเกิน 5 ทุ่ม) หากมีเวลาพอ อาจนอนพักสัก 15-20 นาที ในช่วงพักกลางวัน เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดได้ลึกขึ้น
- ดื่มน้ำเปล่าไม่เย็นให้เพียงพอ เพื่อให้เลือดไม่ข้นหนืด ไหลเวียนได้สะดวก (เราอาจทานสมุนไพรธาตุน้ำ เช่น ตรีผลา หรือ จตุผลาธิกะ เสริมเพื่อให้เม็ดเลือดสามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น)
- ลด-งด การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกายมากเกินไปโดยไม่จำเป็น
- ทานอาหารมื้อเช้า โดยเลือกทานอาหารที่มีสารอาหารค่อนข้างครบถ้วน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ทานขนมปังขัดขาว เบเกอรี่ แทนมื้อเช้า
- ลดการทานอาการสำเร็จรูปแช่แข็ง เครื่องดื่มหวานจัด ขนมหวานจัดหรือมีแป้งและไขมันเยอะเกินไปอย่าง เบอร์เกอร์ โดนัท ปาท่องโก๋
- ฝึกหายใจเข้า-ออกให้ยาวขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เลือดของเรามีปริมาณออกซิเจนสำหรับแจกจ่ายให้อวัยวะต่างๆ อย่างเพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่พอเหมาะเป็นประจำ ช่วยให้เราหายใจได้ยาวและลึกขึ้น ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ทั้งยังทำให้เกิดการขับของเสียออกทางผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ

การนวดบำบัด สามารถช่วยลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้หรือไม่
ในทุกๆ วัน “เลือด” จะเป็นตัวกลางในการนำพา “สารอาหาร” ไปหล่อเลี้ยงสมองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ส่วน “หัวใจ” ต้องสูบฉีดเลือดประมาณ 700 CC ต่อหนึ่งนาที ไปใช้หล่อเลี้ยงสมอง

ดังนั้น แนวทางการนวดเพื่อช่วยบำบัดอาการอัลไซเมอร์ในแบบของ ดิ อโรคยา จึงเน้นการนวดตามแนวเส้นลมปราณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

เส้นลมปราณถุงน้ำดี เพื่อกระตุ้นการย่อยสลายสารอาหารเป็นพลังงาน และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

เส้นลมปราณหัวใจ-เยื่อหุ้มหัวใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสูบฉีดโลหิต

เส้นลมปราณไต และกระเพาะปัสสาวะ เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในเม็ดเลือด

เส้นลมปราณปอด เพื่อกระตุ้นให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น การเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

นอกจากนี้ การนวดยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตทั่วทั้งร่างกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนผลดีต่อสุขภาพองค์รวมในทุกระบบอีกด้วย

น้ำมันมะพร้าวช่วยบำรุงเซลล์สมอง

ในภาวะปกติ สมองของเราจะใช้พลังงานจากน้ำตาลกลูโคสเป็นหลัก แต่ในภาวะที่เราใช้สมองหนักจนเกินกำลังเช่น ทำงานเร่งด่วนภายใต้ความกดดัน มีสอบสำคัญจนต้องเร่งอ่านหนังสือข้ามคืน จนกลูโคสถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อเราอดอาหาร ตับของเราจะผลิต “คีโตน” ขึ้นมาจากไขมันที่สะสมไว้ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน

น้ำมันมะพร้าวซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันสายปานกลาง สามารถนำไปย่อยสลายแปรรูปเป็นพลังงานและถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นตัวช่วยในการบำรุงฟื้นฟูเซลล์สมองของเราได้อย่างดี

ในกรณีผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “เบาหวานชนิดที่ 3” เนื่องจากเซลล์ประสาทในสมองบางส่วนเกิดการดื้ออินซูลิน จนไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ก็เช่นกัน

น้ำมันมะพร้าวซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันสายกลางนับเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่ง ทั้งในด้านที่สามารถแปลงเป็น “คีโตน” เพื่อให้พลังงานทดแทนแก่สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถเข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นอาหารของเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอินซูลีน

ที่มา http://thearokaya.co.th/web/?p=5543

 

น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้จริงหรือ? (บทความโดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) ได้จากการสกัดแยกน้ำมันจากเนื้อผลของต้นมะพร้าว (Cocos nucifera) ตระกูลปาล์ม ที่แพร่หลายกันขณะนี้

คือ น้ำมันมะพร้าวที่ใช้การสกัดแยก โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง และไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมี ที่เรียกว่า virgin coconut oil โดยใช้วิธีบีบเย็น เป็นต้น ตัวประกอบหลักเป็นกรดไขมันขนาดปานกลาง (medium chain) ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งส่วนมากคือ lauric acid แต่ก็มี caprylic, myristic และ palmitic acid อยู่ด้วย น้ำมันมะพร้าวที่จำหน่ายในสหรัฐและบรรยายสรรพคุณว่าดีสำหรับโรคสมองฝ่ออัลไซเมอร์มี caprylic triglyceride เป็นสำคัญ

ส่วนที่ใช้อ้างหรือนำมาอธิบายถึงคุณงามความดีคือ การที่น้ำมันมะพร้าวป้อนสารคีโตน (ketones) ให้สมอง โดยให้สมองใช้คีโตน แทนน้ำตาลกลูโคส โดยมีความเชื่อว่าโรคอัลไซเมอร์คือ “เบาหวานของสมอง” และสมองเบาหวานนี้จะใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคส และตั้งสมมติฐานว่าคีโตนจะช่วยลดความเสียหายในเซลล์สมองที่เกิดขึ้นจากมวลอนุมูลอิสระ รวมทั้งจากสารอักเสบที่เป็นตัวการของโรคอัลไซเมอร์ และป้องกันการเกิดตะกอนโปรตีน amyloid ที่เป็นลักษณะสำคัญของโรค ในธรรมชาติตามปกติ พลังงานจะได้จากกลูโคส เมื่อกลูโคสขาดแคลน ตับจะเป็นตัวสร้างคีโตน (ในรูปของ acetoacetate และ beta-hydroxybutyric acid) ให้เป็นแหล่งพลังงานแทน สมองจะไม่เหมือนกับหัวใจหรือกล้ามเนื้อ โดยที่จะใช้กรดไขมันเป็นพลังงานโดยตรงไม่ได้ จะใช้ได้แต่กลูโคสหรือคีโตน

การให้อาหารที่มีคีโตนมาก (ketogenic diet) คือประกอบด้วยแป้งและโปรตีนน้อยสุดโดยมีไขมันเป็นหลัก ในทางการแพทย์นั้นมีที่ใช้ในโรคลมชักบางชนิดที่ดื้อยาโดยเฉพาะในเด็ก แต่มีผลข้างเคียงทางกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก สำหรับกรดไขมัน กรดไขมันขนาดปานกลางไตรกลีเซอไรด์ จะบริโภคได้ง่ายกว่าอาหารคีโตนดังข้างต้น และจะสามารถกินได้พร้อมกับแป้ง โดยที่ให้คีโตนได้เหมือนกัน

การศึกษาการใช้อาหารคีโตนในโรคอัลไซเมอร์ให้ผลน่าสนใจ โดยเป็นการทดลองในหนู 2 รายงานในปี 2005 และ 2011 ในสุนัข 1 รายงาน (2008) และในคนที่เริ่มมีอาการหลงลืม MCI (Mild cognitive impairment) ในปี 2012 ซึ่งมีผู้ป่วยในการศึกษา 23 ราย ได้รับอาหารที่มีแป้งหรือคาร์โบโฮเดรทต่ำ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้มีการสร้างคีโตน พบว่าจะมีความจำดีกว่าคนที่ได้อาหารแป้งสูง ซึ่งคล้ายคลึงกับรายงานในปี 2004 กับผู้ป่วย MCI และที่เป็นอัลไซเมอร์แล้ว โดยให้เครื่องดื่มที่มีกรดไขมันขนาดปานกลางไตรกลีเซอไรด์ จะพบว่ามีค่าการวัดความจำดีขึ้นบ้าง โดยแปรตามระดับของ beta-hydroxybutyric acid ที่สูงขึ้น

สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวกับโรคอัลไซเมอร์มีแต่รายงานของผลิตภัณฑ์ชื่อ Axona (AC-1202) ของอเมริกาเท่านั้นในปี 2009, 2011และ 2012 ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง 152 ราย ใช้ผลิตภัณฑ์ AC-1202 ที่ 10-20 กรัมต่อวัน ไป 90 วัน ณ วันที่ 45 กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวมีระดับการทดสอบดีขึ้น แต่ในวันที่ 90 คะแนนกลับมาเท่ากันในกลุ่มที่ได้และไม่ได้น้ำมันมะพร้าว รวมทั้งวันที่ 104 หลังจากหยุดการกินน้ำมันมะพร้าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่ไม่มียีน apolipoprotein E กลับพบว่าน้ำมันมะพร้าวเสริมความจำให้ดีขึ้นที่การทดลองทุกระยะ

ถึงแม้ว่าผลที่ได้จะน่าสนใจ บริษัทผู้ผลิต Axona ตัดสินใจที่จะไม่ศึกษาระยะหรือ phase ที่สาม ซึ่งจะเป็นขั้นตัดสินชี้ขาดว่าดีจริงๆหรือไม่ โดยหันมาผลิตเป็นอาหารทางการแพทย์แทน (medical food) ทำให้ขาดข้อสรุปที่ชัดเจนว่าควรได้ผลจริงหรือไม่ในการใช้กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ทั้งน้ำมันมะพร้าวทั่วไปและผลิตภัณฑ์ Axona เป็นสารที่ให้ทั้ง พลังงานและไขมันอิ่มตัวสูง ทั้งนี้ต้องระวังในเรื่องน้ำหนักตัว และระดับไขมันในเลือด แม้ว่าจะมีรายงานว่าน้ำมันมะพร้าวไม่กระทบกับระดับไขมันหรือทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มก็ตาม ถึงปัจจุบันทั้งน้ำมันมะพร้าวและ Axona ยังไม่ได้รับการรับรองหรือสนับสนุนให้ใช้ในผู้ป่วยสมองเสื่อม แต่ถ้าผู้ป่วยหรือครอบครัวต้องการใช้ ก็จำเป็นที่จะต้องบอกถึงที่มาและหลักฐาน ผลข้างเคียงคือท้องเสีย ไขมันสูงในเลือด และต้องย้ำถึงความไม่ชัดเจนเด็ดขาดในการพิสูจน์ถึงสรรพคุณและประสิทธิภาพของน้ำมันมะพร้าว ในอเมริกาสนนราคาของน้ำมันมะพร้าวจะตกประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อขนาด 16 ออนซ์ (ประมาณ 480 ซีซี) และ Axona ตกประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อเดือน

จะใช้หรือไม่ใช้ หมอคงตอบไม่ได้นะครับ หมอคงให้ได้แต่หลักฐานที่หาได้ดีที่สุดสำหรับน้ำมันมะพร้าว แต่ที่แน่ๆไอศกรีมกะทิ และน้ำมะพร้าวนี้ของชอบแน่นอน และค่อยไปลดไขมันในตอนหลัง ถ้าไม่เป็นโรคหัวใจตายซะก่อน

ที่มา https://board.postjung.com/639925.html

 

น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค อัลไซม์เมอร์ (Alzheimer ) ได้จริงหรือ? (บทความโดย รองศาสตราจารย์วัลลา ตั้งรักษาสัตย์)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รองศาสตราจารย์ วัลลา ตั้งรักษาสัตย์

รองศาสตราจารย์วัลลา ตั้งรักษาสัตย์ ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) ซึ่งสกัดจากเนื้อ (Kernel) ของมะพร้าว (Cocos nucifera) ได้รับความสนใจและมีการแนะนำให้นำมาใช้การรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันสายปานกลาง (Medium chain triglycerideds, MCTs ) ซึ่งมีจำนวนคาร์บอน 8-12 อะตอมได้แก่กรดลอริก ( C=12) กรดคาปริก (C=10) กรดคาไพรลิก(C=10) และกรดคาโปรอิก (C=8) รวมกันประมาณ 62.5 % ไขมันซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางเมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเข้าสู่ตับได้โดยตรงไม่ต้องอาศัยน้ำดีในการย่อย
โดยทั่วไปร่างกายได้รับพลังงานจากกลูโคส เมื่อกลูโคสลดลงเช่นในกรณีขาดอาหารหรืออดอาหาร ตับจะสร้าง ketone bodies ซึ่งได้แก่ acetoacetate beta-hydroxybutyrate และacetone จากไขมันที่ร่างกายสะสมไว้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทน

ในผู้ที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์นั้นการเผาผลาญกลูโคสลดลงจึงมีผลต่อการทำงานของสมอง มีผู้เสนอให้ใช้น้ำมันมะพร้าวซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างคีโตนเพื่อเป็นแหล่งพลังงานของสมองและกล่าวว่าผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมสามารถใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคส ซึ่งทฤษฎีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในหมู่แพทย์ที่รักษาโรคอัลไซม์เมอร์และนักวิจัย
การทำให้เกิดภาวะคีโตซิสในร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการให้อาหารที่เรียกว่า Ketogenic diet ซึ่งเป็นอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักเพื่อทำให้เกิดการสร้างคีโตนขึ้น มีการใช้อาหารนี้ในการรักษาโรคลมชักมาเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อการใช้ยาและต่อมาพบว่าการใช้ MCTs oil แทนไขมันที่ใช้ตามปกติจะทำให้การดูดซึมเร็วกว่า และทำให้อาหารมีรสชาติดีกว่า เกิดภาวะคีโตซิสได้เร็วกว่าสามารถป้องกันการชักได้

มีรายงานการศึกษาถึงผลของการใช้ Ketogenic diet ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์และมีความจำเสื่อมเล็กน้อยจำนวน 23 คน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งจะทำให้มีระดับคีโตนเพิ่มขึ้น พบว่าทำให้ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้นกว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง และอีกการศึกษาหนึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์หรือผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างอ่อนจำนวน 20 คน โดยให้ดื่มเครื่องดื่ม MCTs เมื่อทดสอบความจำพบว่าผู้ป่วยมีความจำบางอย่างดีขึ้นและพบว่ามีระดับ beta-hydroxybutyrate สูงขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 90 นาที หลังการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะผู้ป่วยจำนวน 9 คนที่ไม่มี apolipoprotein E เท่านั้น

ปัจจุบันมีอาหารทางการแพทย์ (Medical food) ที่ชื่อว่า Axona® มีสารสำคัญคือกรดคาไพรลิกซึ่งเป็นกรดไขมันสายปานกลาง มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ชื่อว่า Ketasyn [AC-1202] โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์อย่างอ่อนและปานกลาง จำนวน 152 คน เป็นเวลา 90 วัน แบบ randomized double-blind ใน phase 2 โดยให้ Axona® วันละ10-20 กรัมหรือยาหลอก ในวันที่ 45 ทางผู้ผลิตรายงานว่าผู้ป่วยที่ได้รับ Axona® สามารถทำแบบทดสอบความจำได้ดีกว่า และในวันที่ 90 และหลังจากหยุดให้ Axona® แล้วคือในวันที่ 104 พบว่าผู้ป่วยที่ไม่มี apolipoprotein E gene และได้รับ Axona® มีความจำดีกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอก ทั้งสองครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิตไม่ได้ทำการศึกษาต่อใน phase 3 ซึ่งต้องทำในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์จำนวนมากขึ้นจึงจะสามารถผ่านการอนุมัติขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ขึ้นทะเบียนเป็นยาได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าอาหารทางการแพทย์ Axona® ใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ได้

สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์นั้น ยังไม่พบว่ามีรายงานการวิจัยหรือบทความตีพิมพ์ที่กล่าวถึงการศึกษาทางคลินิกที่ประเมินได้ว่าสามารถใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ จึงน่าจะมีการส่งเสริมให้มีการวิจัยทางคลินิกที่นำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์โดยตรงเพื่อจะได้ทราบถึงปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยรวมถึงผลข้างเคียงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารหรือปริมาณไขมันในเลือด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยและเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

Alzheimer’s Association. Alternative treatments. http//www. alz.org/alzheimers_disease_alternative_treatments.asp Accessed August 1, 2012.
Henderson ST, Vogel JL, Barr LJ, Garvin F, Jones JJ, Costantini LC. Study of the ketogenic agent AC-1202 in mild to moderate Alzheimer’s disease: a randomized, double-blind, placebo-controlled, multicenter trial. Nutr Metab(Lond). 2009;6:1.
Krause MV. Mahan LK. Nutritional care in disease of the nervous system and behavioral disorders. In : Krause MV. Mahan LK, eds. Food, nutrition and diet therapy 7th ed. Philadelphia : WB Saunders ; 1984.
Krikorian R, shidler MD, Dangelo K, Couch SC, Benoit Sc, Clegg DJ. Dietary Ketosis enhances memory in mild cognitive impairment. Neurobiol Aging. 2012; 33:425.e19-27
Reger MA, Henderson ST, Hale C, et al. Effects of beta-hydroxybutyrate on cognition in memory-impaired adults. Neurobiol Aging.2004;25:311-314. Abstract
Scott GN. Is coconut oil effective for treating Alzheimer disease?
http://as.webmd.com/viewarticle/764495?src=emailthis. Accessed July 30, 2012.

ที่มา http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/110

 

ขอบคุณ

https://board.postjung.com/639925.html

http://coconutketones.com/

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/110

http://thearokaya.co.th/web/?p=5543

 

เป็นข้อพิจารณาสำหรับครอบครัว

 

ที่มีผู้ป่วยโรคอัลไซม์เมอร์ในความดูแลครับ

 

อาจจะไม่เกี่ยวกันนัก

 

น้องสาวจขบ.แนะนำให้ทำตามหนังสือเล่มนี้

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไอซ์ ไทยคีโต

 

ด้วยการงดข้าวและแป้ง โดยทานผักแทน

 

สารภาพว่า ยังไม่ได้ทดลองทำเลย

 

ทำแค่ งดข้าวและแป้งมื้อเย็นอย่างเดียว



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 สุรศักดิ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 07/07/2018 เวลา : 06.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณพี่แม่หมี คุณFeb และพี่สุรศักดิ์ครับ

สุขภาพเป็นเรื่องที่เราท่านทุกเพศและทุกวัยต้องใส่ใจดูแลครับ

ความคิดเห็นที่ 6 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 06/07/2018 เวลา : 23.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ (ได้จากที่นี่เลย)  "ผู้หญิงคนเดียวเที่ยวเท่ๆ บินรอบโลกกว่า 70 ประเทศ ทำได้ไง ??" กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบน

เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากครับ

ความคิดเห็นที่ 5 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 06/07/2018 เวลา : 18.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ขอบคุณครับพี่สิงห์

ความคิดเห็นที่ 4 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 06/07/2018 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณค่ะ
ได้ความรู้เยอะเลย

ความคิดเห็นที่ 3 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 06/07/2018 เวลา : 07.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณพี่หมอวัลลภและคุณหลานvnvdครับ

ได้คห.จากผู้รู้จริงเป็นประโยชน์มามากครับ พี่หมอฯ

คุณหลานฯ หมั่นท่องว่า อ้วนหนอ โรคหนอ ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 06/07/2018 เวลา : 06.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

โอย งดข้าวและแป้ง มันลำบากจริงๆ
ข้าวหอมหุงด้วยหม้อน้อยๆ แสนอร่อย
เส้นใหญ่นี่ ผัดราดหน้าให้เส้นไหม้ไหม้ ผัดซีอิ๊วอร่อยสุดใจ
ขอบพระคุณค่ะน้าสิงห์ _/\_

ความคิดเห็นที่ 1 สุรศักดิ์ , สิงห์นอกระบบ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 06/07/2018 เวลา : 06.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

http://www.healthdata.org/thailand

สมองเสื่อมอัลไซเมอร์
เป็นสาเหตุการตายอันดับ 4 ในไทย

https://www.helpguide.org/articles/alzheimers-dementia-aging/preventing-alzheimers-disease.htm

ตอนนี้เราพอจะรู้ว่า
ถ้าจะป้องกันอัลไซเมอร์...

1. ออกแรง-ออกกำลัง เป็นประจำ
และ ไม่นั่งนาน น่าจะลดเสี่ยง 50%

2. ติดต่อสังคมบ้าง
อย่างน้อย
พูด 3 คำ ... ขอโทษ ขอบคุณ ขอบใจ ทุกวัน

3. อาหารสุขภาพ
ลด "ขาว-หวาน-มัน"

เน้น ลดอาหารทอด
ลด อาหารขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว

ชา 2-4 ถ้วย/วัน น่าจะดี

4. รับแสงแดดอ่อนทุกวัน
อย่าให้ขาดวิตามิน D
จากแสงแดด
(สำคัญกว่า อาหารเสริม วิตามินเม็ด)

5. ใช้หัวใจ สมอง
ทำงานอดิเรกที่เราชอบ

เรียนเรื่องใหม่ หรือ
ภาษาใหม่

6. นอนให้พอ

7. ลดเครียด
วิธีใด ก็ได้
ดีมาก คือ ออกกำลัง + ออกกำลังแผนตะวันออก
เช่น โยคะ ไทชิ ชี่กง มวยจีน

7. ไม่บุหรี่
8. ไม่ดื่มหนัก
9. ระวังหัวกระแทกของแข็ง

ไม่ขับรถเร็ว
เมาไม่ขับ
ง่วงไม่ขับ

สวมหมวกกันน็อค
คาดเข็มขัดนิรภัย

ขอบคุณครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน