*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1619
  • จำนวนผู้ชม : 3001717
  • จำนวนผู้โหวต : 1090
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1090 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน 2562
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 1562 , 09:44:54 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน แม่หมี , wullopp และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

เรื่องจริงของหญิงนักสู้ชีวิตที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีเกี๊ยว”แห่งฮ่องกง เริ่มสู้ชีวิตจากมือเปล่าสองมือจนประสบความสำเร็จที่ผู้คนต่างต้องยกนิ้วให้

Chong Kin-wo, who turned her dumpling business into a global brand, has died. Photo: Xinhua

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ซางเจี้ยนเห๋อ ( 臧健和) เกิดในปี 1945 ที่จังหวัดซานตง ตอนเธอยังเล็ก พ่อก็ทิ้งครอบครัวหนีหายไปจากบ้าน เหลือเธอและน้องสาวที่ต้องอยู่กับแม่ ตอนห้าขวบ เธอเริ่มรู้จักช่วยแม่ทำมาหากินด้วยการเก็บเมล็ดข้าวตามท้องนา เจ็ดขวบช่วยแกะเมล็ดข้าวโพด สิบขวบรู้จักหุงหาอาหารแทนแม่ การที่ต้องเติบโตในครอบครัวคนจน ทำให้เธอรู้จักกัดฟันสู้ชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ตอนอายุสิบสี่ ดินฟ้าอากาศแล้งจัด นาล่มหมดไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยว สามแม่ลูกต้องจากบ้านเกิดเดินขอทานมาตลอดทาง จนมาปักหลักที่เมืองชิงเต่า แม่ต้องช่วยเขาปะชุนเสื้อผ้าเพื่อหารายได้ ส่งเธอและน้องสาวเข้าเรียนหนังสือ เธอรู้ว่าหากขืนเธอเรียนต่อ แม่จะต้องเหนื่อยอยู่คนเดียวจนร่างกายอาจจะรับไม่ไหว แม้เธอชอบเรียนหนังสือ แต่เธอก็ไม่ยอมฟังคำทัดทานของแม่ เธอออกจากโรงเรียนตอนอายุสิบห้า แล้วเข้าไปทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล และเธอยังรับทำทุกงานพิเศษที่มีคนว่าจ้าง ทั้งนี้เพียงต้องการให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขี้น

เธอเป็นคนหน้าตาดี ฉลาด ขยันและนิสัยดี มีคนมาจีบเธอมากมาย แต่เธอยังไม่ยอมชายตามองใคร อาจเพราะยังไม่มีใครที่เธอถูกใจจริงๆ และเธอก็ตั้งใจอยากให้น้องเรียนจบและมีงานทำเสียก่อน

ปี 1967 ครอบครัวเธอมีบ้านอยู่ถาวรแล้ว และน้องสาวก็เรียนจบมีงานทำแล้ว เธอเริ่มมีความรักครั้งแรกตอนอายุยี่สิบสอง ฝ่ายชายมาจากเมืองไทย เป็นลูกหลานคนจีนในเมืองไทย เขาเดินทางไปเมืองจีนเพื่อช่วยพัฒนาประเทศชาติตามคำชักชวนของรัฐบาลจีนในยุคนั้น ผู้ชายทำงานช่วยด้านการแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลเดียวกับที่เธอทำงาน เป็นคนนิสัยดีในสายตาเธอ แม่และน้องสาวก็ชื่นชอบผู้ชายคนนี้ เขาทั้งสองจึงมีเส้นทางรักที่ราบรื่น และทั้งคู่ก็แต่งงานกันในที่สุด

ตอนอายุยี่สิบสี่ เธอได้คลอดลูกสาวคนแรก และอีกสี่ปีถัดมา ก็ได้ลูกสาวเพิ่มอีกคน ฝ่ายชายสัญญาว่าจะครองรักอยู่กับเธอในชิงเต่าจนแก่เฒ่า ฝ่ายชายบอกเขาว่าเขาก็มาจากครอบครัวที่ยากจนในเมืองไทย ทั้งคู่จึงดูเหมือนมีภูมิหลังของครอบครัวที่คล้ายคลึงกัน

ปี 1976 พ่อของฝ่ายชายที่อยู่ในเมืองไทยถึงแก่กรรม แม่ของฝ่ายชายจึงหาทางและเร่งรัดให้ลูกชายกลับเมืองไทยด่วน เพราะเขาเป็นลูกชายคนโต ฝ่ายชายสัญญากับเธอว่า เมื่อกลับถึงเมืองไทยจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วจะรับเธอและลูกทั้งสองไปอยู่เมืองไทยด้วยกัน

หลังจากนั้นสามปี เธอและลูกทั้งสองจึงได้เดินทางออกจากเมืองจีนสู่เมืองไทย เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ทำให้เธอรู้ว่าแท้จริงแล้วบ้านฝ่ายสามีมีฐานะร่ำรวยในขั้นเศรษฐี ทางบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกผ้าแพรไหม เธอน่าจะได้มีชีวิตที่สุขสบาย ได้เป็นคุณนายเต็มยศ แม้สามียังคงรักเธอเหมือนเดิม แต่มีสิ่งแปลกปลอมแทรกเข้ามาระหว่างเขาทั้งสอง นั่นคือสามีเธอมีภรรยาใหม่เพิ่มขึ้นอีกคน และยังมีลูกชายตัวน้อยๆด้วยกันหนึ่งคน

เธอทวงถามความถูกต้องจากสามี แม่สามีบอกให้เธอทำใจยอมรับสภาพนั้นให้ได้ แต่เธอยืนกรานว่าเธอแต่งงานและมีลูกก่อน แต่แม่สามีบอกเธอว่า หลานที่วงศ์ตระกูลต้องการคือหลานชาย ไม่ใช่หลานสาว เธอยืนกรานจะให้สามีเลือกเอาแค่คนเดียว สามีเธอไม่มีคำตอบให้เธอ แต่หันไปส่งยิ้มให้กับภรรยาฝ่ายไทย เธอรู้อนาคตฐานะของเธอและลูกสาวที่จะไม่ได้อยู่ในสายตาของตระกูลนี้ แม่สามีบอกเธอว่า "ผู้หญิงเยอะแยะที่อยากมาเป็นสะใภ้บ้านนี้ เธอกับลูกทั้งสองอยู่ได้ก็อยู่ไป ไม่มีใครไปไล่เธอหรอก " แต่เธอปฏิเสธที่จะอยู่ในสถานะที่น่าอึดอัดเช่นนั้น เธอบอกว่า "สิ่งที่ฉันต้องการ คือความรักที่มีแค่หัวใจดวงเดียวที่มีให้ต่อกัน และศักดิ์ศรีที่ฉันจะเชิดหน้าสู้หน้าคนอื่นได้" เธอตัดสินใจพาลูกทั้งสองจากเมืองไทยด้วยความขมขื่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ wanchai dumpling

เธอกับลูกได้เอกสารเข้าไปอยู่ในฮ่องกง เมืองไทยไม่ใช่ที่ของเธออีกต่อไป และเธอก็ไม่มีความกล้าพอที่จะบากบั่นกลับไปพบแม่ที่ชิงเต่าอีกครั้ง เธอตัดสินใจปักหลักที่ฮ่องกง เธอมีสองมือ เธอจะสู้เพื่อลูกทั้งสอง ตัวอย่างเช่นนี้เธอเห็นมาแล้วตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอไม่กลัว เธอไม่หวั่น เธอเชิดหน้าสู้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่น

เธอเช่าห้องเล็กๆพอซุกหัวนอนประมาณสี่ตารางเมตร ไม่มีหน้าต่าง เธอพูดภาษากวางตุ้งไม่ได้ ก็ได้แต่หางานที่ใช้แต่แรงงานเป็นหลัก รับจ้างทำความสะอาดและล้างจานในภัตตาคารในช่วงกลางวัน ตกเย็นไปล้างรถรางที่อู่รถราง ตกดึกไปรับจ้างเฝ้าไข้คนไข้ในโรงพยาบาล วันๆมีเวลานอนไม่กี่ชั่วโมง แต่เธอก็ยังมีสีหน้าที่มีแต่รอยยิ้มสู้ชีวิต ลูกๆทั้งสองก็น่ารัก ช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านให้เธอให้ดีทีเดียว

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เธอประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บบริเวณบั้นเอวในระหว่างงาน จนเธอไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ต้องพักฟื้นเป็นเวลานานตามหมอสั่ง เมื่อเพื่อนมาเยี่ยมเธอที่บ้าน เธอทำเกี๊ยวเลี้ยงเพื่อน เพื่อนบอกอร่อยมากๆ เปิดร้านขายได้สบาย ในเมื่อเป็นช่วงที่ไม่มีรายได้เข้าบ้าน วันรุ่งขึ้นเธอจึงตัดสินใจไปหาเศษไม้มาทำเป็นรถเข็นคันเล็กๆไว้ขายเกี๊ยว วันถัดมาเธอพาลูกสาวทั้งสองออกไปเริ่มอาชีพขายเกี๊ยว ปักหลักที่บริเวณท่าเรือวันจ๋าย ( 灣仔碼頭) หรือ Wanchai Ferry ที่คนไทยรู้จักกันดี

วันแรกของอาชีพแม่ค้าขายเกี๊ยว ใจเธอสับสน อาย กลัว รังเกียจตัวเธอเอง ถามใจตัวเองว่า เธอตกอับถึงขั้นต้องมายืนขายเกี๊ยวอยู่ข้างถนนแล้วเหรอ

ผู้คนเดินผ่านไปมาเยอะแยะ เธอก้มหน้าก้มตาไม่ค่อยกล้าสบสายตาใคร มองดูแต่น้ำซุปที่เดือดปุดๆในหม้อ กลับกลายเป็นลูกสาวคนโตที่รู้จักตะโกนเรียกลูกค้าให้มาอุดหนุน "เกี๊ยวร้อนๆจ้าเกี๊ยวร้อนๆ เกี๊ยวที่อร่อยที่สุดในฮ่องกง" ส่วนลูกสาวคนเล็กก็คอยเต้นแร้งเต้นกาเชียร์แขกอยู่หน้าแผง

ตอนค่ำใกล้เวลาเก็บร้าน มีนักเรียนห้าคนเข้ามาอุดหนุน สั่งกันคนละชาม พอทานหมดก็สั่งเพิ่มอีกคนละชาม เมื่อทานจนเกลี้ยงชามก็พากันชมไม่ขาดปาก "โฮ๋วเสก" (อร่อยมาก) นั่นเป็นภาษากวางตุ้งคำแรกที่ไพเราะที่สุดสำหรับเธอ มันเป็นกำลังใจอันใหญ่หลวงที่ช่วยจรรโลงให้อาชีพขายเกี๊ยวของเธอเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจ

Madame Chong's dumplings can be cooked in many different ways. Photo: Wanchai Ferry

ตอนกลางวันเธอเตรียมวัตถุดิบอยู่ที่บ้าน ลูกๆไปเรียนหนังสือ ตอนเย็นยกทัพอออกไปขายเกี๊ยวพร้อมกัน แม่มีหน้าที่ปรุง ลูกคนโตเป็นลูกมือและคอยเชียร์แขก ส่วนคนเล็กคอยดูต้นทาง ตำรวจมาเมื่อไหร่ก็รีบวิ่งไปบอกแม่ให้เข็นรถเข็นหนี จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งลูกคนเล็กมัวแต่เล่นกับลูกหมาของคนแถวนั้น ตำรวจมาก็ไม่ทันสังเกต จนแม่โดนตำรวจจับ ต้องโดนปรับและยึดรถขายเกี๊ยว เธอตกใจร้องไห้รีบเข้าไปกอดขาคุณตำรวจ "คุณอาค่ะ ปล่อยแม่หนูเถอะ ไม่ใช่ความผิดของแม่ หนูผิดเอง หนูไม่ได้ดูต้นทางให้ดี......" คุณตำรวจอ่อนอกอ่อนใจ มองดูหน้าตาของสามแม่ลูกที่มีน้ำตานองหน้า จนคุณตำรวจต้องใจอ่อนลูบหัวเด็กทั้งสองด้วยความสงสาร หลังจากวันนั้น คุณตำรวจผู้ใจดีก็พยายามไม่แวะเวียนไปแถวนั้นอีก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ wanchai dumpling

การค้าของเธอเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุดสำหรับเธอ ปีหนึ่งมีวันหยุดแค่สัปดาห์เดียวในช่วงตรุษจีน เธอมีแผงที่ใหญ่ขึ้น เกี๊ยวของเธออร่อย สะอาด สดใหม่ทุกวัน ลูกโตใส้แน่น ราคากันเอง ลูกค้ามากขึ้นทุกวันจนต้องเข้าแถวรอกัน มีนักข่าว นักชิมเขียนบทความเชียร์เธอมากมาย ใครๆก็รู้ว่าถ้าจะทานเกี๊ยวที่อร่อยต้องมาที่แผงเธอที่ท่าเรือวันจ๋าย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ wanchai dumpling

ปี 1982 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเธอครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต เจ้าของร้านสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นชื่อไดมารูมาขอพบเธอที่แผง บอกเธอว่าอยากไปชมโรงงานของเธอ เธอตอบด้วยความตกใจ "แม้แต่ที่ขายเกี๊ยวยังต้องอาศัยแผงลอยข้างถนน จะเอาปัญญาที่ไหนไปสร้างโรงงาน” เจ้าของไดมารูบอกเธอว่าสนใจอยากร่วมลงทุนกับเธอ เรื่องทั้งเรื่องมาจากลูกสาวของเขาที่เป็นคนจู้จี้จุกจิกเรื่องอาหารการกินมาก แต่พอดีมีโอกาสได้ชิมเกี๊ยวเจ้านี้โดยบังเอิญ ลูกสาวเขาสามารถทานทีเดียวไม่ต่ำกว่ายี่สิบลูกอย่างเหลือเชื่อ ทำให้เขาสนใจในผลิตภัณฑ์ของเธอ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ wanchai dumpling

ไดมารูมีสาขาหลายสิบสาขาในญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ในฮ่องกงก็เปิดกิจการมาแล้วกว่ายี่สิบปี เกี๊ยวที่สามารถสร้างความประทับใจอย่างที่สุดให้กับลูกสาวของเขาทำให้เขาสนใจเกี๊ยวตัวนี้ เขาอยากได้เกี๊ยวของเธอไปขายในซุปเปอร์มาเก็ตแบบแช่แข็งซื้อกลับบ้านได้ "ทางเราจะสร้างโรงงานให้ แต่ชื่อผลิตภัณฑ์ให้ใช้ชื่อของไดมารู" "ไม่ได้หรอกค่ะ เกี๊ยวของฉันเริ่มต้นและดังมาจากบริเวณ"ท่าเรือวันจ๋าย" เกี๊ยวของฉันก็ต้องชื่อ "ท่าเรือวันจ๋าย" ( 灣仔碼頭) สิค่ะ" "ถ้าเช่นนั้นก็ช่วยใส่ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของทางไดมารูไว้บนซองผลิตภัณฑ์" "ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เกี๊ยวของฉันดังได้ก็เพราะชมกันปากต่อปากจากลูกค้ามาเป็นเวลานานแล้ว ควรจะเป็นที่อยู่และเบอร์ของฉัน คำติคำชมก็จะได้ตรงมาหาฉัน ฉันจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของลูกค้า" ไม่มีหนทางต่อรองกันได้เลย สุดท้ายทางฝ่ายไดมารูต้องยกธงขาว ยอมรับกติกาของเธอทั้งหมด เธอจึงได้โรงงานมาแบบฟรีๆ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

มันกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จากเกี๊ยวที่ขายอยู่ริมถนน จนสามารถเข้าไปขายในห้างดังระดับโลก ทำให้ผู้คนรู้จักเกี๊ยว "ท่าเรือวันจ๋าย" มากขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ปี 1996 บริษัทอาหารแช่แข็งลือชื่อของอเมริกา Pillsbury ยื่นข้อเสนอขอร่วมทุนกับเธอ ร่วมทุนฝ่ายละหนึ่งพันล้านเหรียญสร้างโรงงานขนาด 1200 ตารางเมตรที่ทันสมัยที่สุดในฮ่องกง มันทำให้เกี๊ยวของเธอสามารถขยายตลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Pillsbury

ปี 1997 สร้างโรงงานต่อไปในเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเมืองอื่นๆอีก บัดนี้เกี๊ยวของเธอกระจายไปทั่วประเทศจีนที่มีประชากรถึง 1400 ล้านคน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ wanchai port dumpling

ทุกวันนี้ คุณสามารถหาซื้อเกี๊ยวแช่แข็ง "ท่าเรือวันจ๋าย" ได้เกือบทั่วโลก ยอดขายเพิ่มไปถึงปีละหกพันล้านเหรียญ เธอหวังอย่างยิ่งว่า สักวันชาวโลกต้องรู้จักและชื่นชอบเกี๊ยวจากประเทศจีน พอๆกับที่ชื่นชอบพิซซ่าหรือแฮมเบอร์เกอร์ของฝรั่ง ในวันนี้ ความฝันของเธอกำลังก้าวสู่ความเป็นจริงทีละก้าวอย่างมุ่งมั่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ wanchai dumpling

จากการสำรวจล่าสุด เธอน่าจะมีทรัพย์สมบัติไม่ต่ำกว่าห้าพันล้านเหรียญ แต่น่าเสียดายที่เธอถูกโรครุมเร้าอยู่หลายโรค เพราะเธอเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวานตั้งแต่เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว แล้วเธอก็ต้องจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2019 ศิริอายุรวมได้ 74 ปี

One of Chong Kin-wo’s last public appearances was last year at Chinese University, where a hall was named in her honour. Photo: CUHK

นี่คือเรื่องจริงของชีวิตที่น่าทึ่งของ”ราชินีเกี๊ยว”จากฮ่องกงคนนี้....”ซางเจี้ยนเห๋อ” แม้เธอจะต้องพบเรื่องเศร้าหมองขนาดใหญ่ในชีวิตเธอ แม้เธอต้องลำบากยากเข็นขนาดไหน แต่เธอไม่เคยถอดใจ เธอตั้งใจทำทุกวันของเธอให้ดีที่สุด ทำทุกหน้าที่ของเธอให้สมบูรณ์แบบที่สุด ตลอดเส้นทางชีวิตที่เธอเดินมา เธอไม่กล้าคาดหวังที่จะมีผู้มีพระคุณมาค้ำจุนคุ้มครองเธอ เธอเตือนตัวเองตลอดว่า "ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนเสมอ และเมื่อวันแห่งความสำเร็จมาถึง ตนนั่นแหละจะรับรู้ได้ถึงรสชาติที่ยิ่งใหญ่นั้นๆอย่างเต็มภาคภูมิ”

ขอดวงวิญญาณเธอจงสู่สุคติเทอญ

ขอบคุณ บทความโดยคุณขจรศักดิ์

 

ทำอะไรแม้เพียงอย่างเดียว

 

แต่เต็มไปด้วยความมุ่งตั้งใจก็รุ่งได้



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 26/04/2019 เวลา : 21.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

เป็นเรื่องที่ทรงคุณค่า
ทำให้
เข้าใจมิติทางสังคม
ทั้งในจีน ไทย ฮ่องกง

น่าทึ่งจริงๆ กับเรื่องคนสู้ชีวิต

ขอให้ทุกๆ ท่านประสบความสำเร็จในด้านดีทุกๆ ด้าน ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน