*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1632
  • จำนวนผู้ชม : 3017024
  • จำนวนผู้โหวต : 1091
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1091 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2562
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 392 , 13:20:47 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน พุธทรัพย์ , นายยั้งคิด และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, ข้อความ

ตอบ...ดร..สามารถ ราชพลสิทธิ์

กรณีบทความ รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน จีนเฮ ไทยเซ บทเรียนที่ต้องเรียน ซึ่งท่านได้เขียนและเผยแพร่ไว้หลายแหล่งดังนี้ 

ข่าวรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เงียบหายไปนาน หลังจากที่มีการปั่นกระแสให้เป็นข่าวโด่งดังเมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายการก่อสร้างสัญญาแรกเพียงระยะทางสั้นๆ แค่ 3.5 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมด 252 กิโลเมตร ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนระยะทางที่เหลืออยู่ในระหว่างการประมูลแยกเป็นสัญญาๆ 

รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-นครราชสีมา มีมูลค่าโครงการ 176,002.396 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธา 120,162.126 ล้านบาท และงานอื่นที่เหลือมีมูลค่า 55,840.27 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟฟ้า 50,633.50 ล้านบาท (2) การออกแบบรายละเอียดงานโยธา 1,706.77 ล้านบาท และ (3) งานควบคุมการก่อสร้างงานโยธา 3,500 ล้านบาท 

การลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เป็นการลงทุนทั้งหมด 100% โดยรัฐบาลไทย โดยที่รัฐบาลจีนไม่ได้ร่วมลงทุนด้วยเลย ก่อนเริ่มลงมือก่อสร้างโครงการนี้ ผู้เกี่ยวข้องออกมาคุยกันใหญ่ว่าแม้ว่าเราจะลงทุนเองทั้งหมดก็ตาม แต่เราจะพยายามรักษาให้เงินไหลไปสู่จีนน้อยที่สุด หรือให้เงินส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ในประเทศ กล่าวคือจะพยายามให้วิศวกรไทยและผู้รับเหมาไทยได้ทำงานมากที่สุด รวมทั้งจะใช้วัสดุ อุปกรณ์ในประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญ จะให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงจากวิศวกรจีนสู่วิศวกรไทย แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น 

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทยมีดังนี้ 

1. ฝ่ายจีนเป็นผู้ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้างงานโยธา และจัดหาพร้อมติดตั้งระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟฟ้า คิดเป็นเงินรวม 55,840 ล้านบาท ซึ่งในการออกแบบนั้น จีนใช้ข้อกำหนดทางเทคนิคหรือสเปกของจีน นั่นหมายความว่าจะต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ของจีนเป็นส่วนใหญ่ 

2. การก่อสร้างงานโยธาซึ่งมีวงเงิน 120,162.126 ล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลต้องการให้ผู้รับเหมาไทยได้รับงานเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่พอถึงเวลาประมูลปรากฏว่า ผู้รับเหมาไทยต้องไปจับมือกับบริษัทจีนเข้าร่วมแข่งขันการประมูลโดยมีบริษัทจีนเป็นแกนนำ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ของจีนตามสเปกที่จีนกำหนดไว้ หากไม่จับมือกับบริษัทจีน ผู้รับเหมาไทยอาจจะต้องซื้อวัสดุ อุปกรณ์ในราคาที่สูงลิ่ว การจับมือกับบริษัทจีนโดยมีบริษัทจีนเป็นแกนนำนั้น จะทำให้จีนได้รับเงินจากการก่อสร้างงานโยธาเป็นส่วนใหญ่ถึงประมาณ 70% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 84,000 ล้านบาท ในขณะที่ผู้รับเหมาไทยจะได้รับเงินจากงานโยธาประมาณ 30% เท่านั้น หรือคิดเป็นเงินประมาณ 36,000 ล้านบาท 

3. รวมเงินทั้งหมดที่จีนจะได้รับจากโครงการนี้ทั้งงานโยธาและงานระบบราง งานไฟฟ้าเครื่องกล งานจัดหาขบวนรถไฟฟ้า รวมทั้งงานออกแบบและควบคุมการก่อสร้างงานโยธาประมาณ 139,840 ล้านบาท (55,840+84,000) จากเงินทั้งหมด 176,002.396 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 80% นั่นหมายความว่าเงินลงทุนโครงการนี้โดยรัฐบาลไทยทั้งหมด 100% สุดท้ายจะไหลออกไปสู่ประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ถึงประมาณ 80% 

4. ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้วิศวกรไทยทั้งในช่วงการออกแบบ และควบคุมงาน เนื่องจากจีนไม่เปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าร่วมงานดังกล่าว 

ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นบทเรียนที่เราจะต้องตระหนักและเรียนรู้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำขึ้นอีกในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงต่อไป คือช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ดังนั้น ผมจึงขอเสนอแนะดังนี้ 

1. ให้จีนร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนครราชสีมา-หนองคายด้วย เพราะจีนจะได้รับประโยชน์จากเส้นทางรถไฟความเร็วสายนี้ด้วย ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงคุนหมิงของจีนโดยผ่านลาว หากจีนร่วมลงทุนด้วย เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โครงการนี้ขาดทุน 

2. ให้วิศวกรไทยได้ร่วมออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง 

3. ให้ผู้รับเหมาไทยได้รับงานก่อสร้างด้านโยธาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้รับเหมาไทยมีขีดความสามารถสูง ไม่จำเป็นที่ผู้รับเหมาไทยจะต้องจับมือกับบริษัทจีนเพื่อเข้าแข่งขันการประมูล หรือในกรณีที่จำเป็นจะต้องร่วมงานกับบริษัทจีน รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ผู้รับเหมาไทยเป็นแกนนำ 

หากทำได้เช่นนี้ เงินก็จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้ง วิศวกรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี จนในที่สุด อาจจะไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติหรือพึ่งพาน้อยที่สุด 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลโครงการสำคัญนี้ในรัฐบาลใหม่จะต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดและเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ไทยต้องตกเป็นเบี้ยล่างเขาอีก 

กางแผนรถไฟไทย-จีน  

ใจความสำคัญ

  • โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือ “รถไฟไทย-จีน” ใช้มาตรการความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เป็นการแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างไทยกับจีนในการก่อสร้าง ส่วนทางการค้าคือจีนจะรับซื้อข้าวจากไทยเป็นการแลกเปลี่ยน
  • ครม.ให้ความสำคัญกับรางรถไฟช่วง กรุงเทพฯ-โคราช โดยจะเริ่มสร้างทางรถไฟสายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก
  • รถไฟไทยจีนเน้นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า 3 ประเทศคือ จีน ลาว และไทย
  • ครม.ใช้วัสดุในไทยในการก่อสร้างทั้งหมด ในส่วนงานก่อสร้าง เฉพาะโครงสร้างราง ระบบสัญญาณ และขบวนรถจะใช้ผู้รับเหมาจากจีน
  • มีหลักสูตรให้ความรู้เบื้องต้นกับวิศวกรชาวจีน เช่น กฎหมายและภูมิศาสตร์พื้นฐานของประเทศไทย
  • ล่าสุดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยข้อสรุปเรื่องกรอบวงเงินค่าจ้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-โคราชไว้ที่ 3,500 ล้านบาท ซึ่งต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบปรับวงเงินอีกครั้ง

โครงการเพื่อประชาชน

โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือที่เราเรียกกันอย่างง่ายว่า “รถไฟไทย-จีน” มีการดำเนินการมาแล้วถึง 3 รัฐบาล แต่พอถึงรัฐบาล คสช. ก็มีการกำหนดให้เป็นความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ทำให้การก่อสร้างมีความต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองประเทศคือไทยและจีน

เป้าหมายหลัก ๆ ของรถไฟไทย-จีน ก็เพื่อ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า 3 ประเทศ คือ จีน ลาว และไทย ซึ่งโครงการรถไฟขนาดมาตรฐานสายแรกของประเทศไทยจะประกอบด้วย 2 เส้นทางคือ

  1. เส้นทางสายหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด
  2. แก่งคอย-กรุงเทพฯ

โดยผ่านการเห็นชอบว่าจะให้ความสำคัญกับช่วง กรุงเทพฯ-โคราช และเริ่มสร้างทางรถไฟสายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

ที่มารูปภาพ : ประชาชาติ

ไทยจีนช่วยกันทำ สานฝันรถไฟความเร็วสูง

ความร่วมมือแบบ “รัฐต่อรัฐ” ที่ไทยตกลงกับจีนนี้ จะเอื้อประโยชน์ทั้งในด้านการส่งออกสินค้า และด้านทรัพยากรในกระบวนการสร้างทางรถไฟ เพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างไทย จีน และประเทศในกลุ่มอาเซียน ในส่วนนอกเหนือจากการสร้างรถไฟไทย-จีน จีนก็จะให้ความช่วยเหลือเรื่องสินค้าเกษตร โดยจะรับซื้อข้าวจากไทยด้วย

แน่นอนว่าคณะรัฐมนตรีไม่ใช้ทรัพยากรทั้งหมดจากจีน แต่จะเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างในไทยทั้งหมด ซึ่งในส่วนของงานก่อสร้างจะมีสัดส่วนเป็น 75% ของกรอบวงเงินลงทุนโครงการ (179,412 ล้านบาท) ส่วนอีก 25% คือโครงสร้างราง ระบบสัญญาณและขบวนรถ จะใช้ทรัพยากรจากประเทศจีน โดยมีฝ่ายไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ทำงานของผู้รับเหมาจากจีนด้วย

แม้จะเป็นโครงการที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศ แต่ตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย รัฐฯ ก็ได้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วที่สุด เพื่อให้คนไทยได้ใช้บริการโดยเร็ว เป็นการยกศักยภาพด้านการคมนาคมของคนไทยด้วย

ส่วนกรณีปัญหาการสอบวิชาชีพวิศวกร มีการยกเว้นให้วิศวกรและสถาปนิกจีนไม่ต้องสอบเพื่อขอใบประกอบวิชาชีพก็จริง แต่เพื่อให้โครงการเกิดประสิทธิภาพ กระทรวงคมนาคมจะจัดให้มีการอบรมความรู้แก่ฝ่ายบุคลากรจากประเทศจีน โดยจะมีหลักสูตรให้ความรู้เบื้องต้น เช่น การอบรมความรู้เกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ของไทย และระบบกฎหมายของไทย เป็นต้น

ที่มา https://pmdu.soc.go.th/railways-cooperation-thailand-china/3461

ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลหลายแหล่งเพื่อหาข้อเท็จจริงสำหรับอธิบายข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องบทความที่ท่าน ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ กรณีบทความ รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน จีนเฮ ไทยเซ บทเรียนที่ต้องเรียน ที่ท่านได้เขียนไว้ สรุปได้ดังนี้ 

1) ในวันที่ประเทศไทยเรายังไม่เคยก่อสร้างทั้งไม่มีประสบการณ์ในเรื่องรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลไทยโดยกระทรวงคมนาคมได้ ใช้ความพยายามสูงสุด จนจีนถึงกับอี้งว่า ฝ่ายไทยสามารถเจรจาจนฝ่ายจีนยอมให้การก่อสร้างงาน Civil เป็นงานของผู้รับเหมาของไทย แต่การออกแบบจำเป็นต้องให้ฝ่ายจีนออกแบบ เพราะการเชื่อมต่อต้องเชื่อมกับจีน สำหรับค่าออกแบบก็ถูกแสนถูกเพียงหนึ่งพันสี่ร้อยล้านบาท ค่าคุมงานอีกสามพันสามร้อยล้านบาท ทำไมเราจึงต้องยอมให้ฝ่ายจีนคุมด้วยเพราะฝ่ายจีนมีประสบการณ์ในการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงมาแล้วมาแล้ว 3 หมื่น กิโลเมตร ฉะนั้นถ้าไม่เชื่อจีนแล้วจะเชื่อใคร แต่ทุกอย่างให้จัดเกิดความโปร่งใสด้วยการประมูล โดยแบ่งออกเป็น 14 สัญญา ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างไป 2 สัญญาแล้ว ประมูลแล้วรอลงนามอีก 5 สัญญา รอประกวดราคาอีก 7 สัญญา ในวงเงิน 120,000 ล้านบาท แค่ 7 สัญญาแรกสามารถลดราคาไปกว่าแล้ว 20,000 ล้านบาท เนื่องด้วยผู้รับเหมาของไทยกลัวจะสร้างไม่ได้จึงได้ไปทำการ Joint Venture กับผู้รับเหมาจีน ทำให้เกิดการแข่งขันกันด้วยจำนวนมากมายหลายบริษัทฯ

2) จากข้อ 1 ทำให้ผู้รับเหมาบางรายไม่พอใจ ด้วยเคยกินรวบทั้งเส้นทาง เชื่อมั้ยว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงคมนาคมสามารถลดราคาประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง 100 ล้านบาท  ด้วยเพราะแต่เดิมมีผู้รับเหมารายใหญ่ไม่กี่ราย จึงกลายเป็นผลดีกับประเทศไทย เพราะประเทศ ได้งาน และทำให้รู้ราคาที่เป็นจริง ว่าที่ทำทำกันอยู่โดยผู้รับเหมาของไทยนั้นราคาค่อนข้างสูงมาก

3) งานในภาพรวมรัฐบาลไทยโดยกระทรวงคมนาคมสามารถต่อรองลดราคามูลค่าโครงการจาก 225,000 ล้านบาทเหลือ 179,412 ล้านบาท สามารถประหยัดไปได้ถึง 40,000 ล้านบาท เศษ (ซึ่งไม่มีใครออกมาชมเชยกระทรวงคมนาคมเลย)

4) งานระบบรถไฟฟ้า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงคมนาคมสามารถต่อรองราคา จาก 56,000 เหลือ 50,600 ล้านบาท ได้รถเปลี่ยนเป็นคุณภาพสูงสุด เทียบเท่า Fuxing ในขณะที่เดิมจีนจะให้แค่  Hexie ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า เราไม่ยอม เราได้ทั้งราคาที่ดีขึ้น รถดีขึ้น (ดร.สามารถก็ไม่เห็นชม) 

5) โครงการนี้ทั้งในส่วนของMOUความร่วมมือด้านการพัฒนารถไฟไทย- จีน และในสัญญาที่จะซื้อรถ ระบุชัดถึงการทำ Technology transfer โดยเฉพาะการจัดตั้งTesting lab ที่กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ สวทช. รับ Technology โดยร่วมกับ รฟท. เพื่อใช้ในการตรวจรับงาน และการถ่ายทอดการผลิตหรือการบำรุงรักษาใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ สิ้นเปลือง 26 รายการ

 

ดังนั้น ที่ ท่าน ดร.สามารถเขียนมา

 

จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามที่

 

รัฐบาลไทยโดยกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการแล้ว

 

กำลังดำเนินการอยู่

 

และจะได้ดำเนินการในอนาคต

 

บทความและคลิปอธิบายคำตอบข้อ 4

จีนได้ชื่อว่าเป็นอีกชาติซึ่งพัฒนาด้านรถไฟความเร็วสูงอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลัง

ล่าสุดมีคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ของจีน เมื่อมีคนอัดคลิปของรถไฟความเร็วสูง 2 ขบวน วิ่งควบแข่งกัน แม้จะเป็นคลิปสั้นๆ แต่ก็โชว์ศักยภาพความเร็วได้ไม่น้อย

จากในคลิปนี้ จะถ่ายตอนที่ขบวน Hexie กำลังนำอยู่ จากนั้นขบวน Fuxing (ที่คนถ่ายโดยสารอยู่) ก็ตีคู่และทำความเร็วไปได้

ซึ่งขณะนั้นรถทั้งสองขบวนกำลังแล่นที่ความเร็วแตะระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยด้วย 

คลิปการแซงหน้าในครั้งนี้

อีกคลิปหนึ่งมีคนถ่ายไว้ตอน Fuxing วิ่งผ่านสถานี ว่าเร็วมากจริงๆ (ซึ่งตอนผ่านสถานี้จะชะลอความเร็วเล็กน้อย)

จะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะ Hexie คือรถไฟรุ่นเก่าที่เข้าประจำการเมื่อปี 2007 สามารถทำความเร็วปฏิบัติการได้ในระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในขณะที่ Fuxing นั้นถูกนำเข้าประจำการในปี 2016 ซึ่งนอกจากจะสามารถทำความเร็วที่ประมาณ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว ตอนทดสอบนั้นยังสามารถทำได้ถึง 420 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยด้วย

ภาพเปรียบเทียบทั้งสองขบวน

หลายคนอาจจะสงสัยถึงประสิทธิภาพและความสบายของการนั่งในระดับ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงมีการทำคลิปวิดีโอแสดงความนิ่งของรถไฟ Fuxing

ว่าแม้รถคันนี้จะวิ่งได้เร็วมาก แต่ยังคงความสบาย ขนาดตั้งเหรียญก็ยังไม่ล้มลงเลย…

จากประเด็นคลิปไวรัลสั้นๆ ทำให้เราได้รู้ถึงประสิทธิภาพของรถไฟความเร็วสูง และยิ่งทำให้เข้าใจว่าทุกวันนี้ประเทศจีนพัฒนาไปไกลกว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่นาน

แถมไม่ได้ไปแบบเดินหรือวิ่ง แต่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย..!!

ขอบคุณ https://www.catdumb.com/fuxing-vs-hexie-007-248/

 

รองโฆษกกระทรวงคมนาคมตอบข้อสงสัยความคุ้มค่าโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย - จีน

รองโฆษกกระทรวงคมนาคมตอบข้อสงสัยความคุ้มค่าโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย - จีน

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม รองโฆษกกระทรวงคมนาคม หัวหน้าสำนักงานบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ชี้แจ้งตอบข้อสังเกตจากบทความโดย ลม เปลี่ยนทิศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2562 ดังนี้
 
ตามที่ได้ปรากฏความเห็นภายใต้บทความของคุณลม เปลี่ยนทิศ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่มีความเห็นต่อผลการเข้าร่วมการประชุม Belt & Road ครั้งที่ 2 ณ นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีความเห็นของผู้เขียนบทความในเชิงความคุ้มค่า หรือกรณีการที่ไทยลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นมูลค่าสูง หรือไทยอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพื่อให้รถไฟจีนวิ่งผ่านไทยไปสิงคโปร์นั้น กระทรวงคมนาคมขอชี้แจงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญดังนี้
 
1) ข้อคิดเห็นดังกล่าวแม้จะเป็นประโยชน์ต่อการตระหนักถึง ความคุ้มค่าในการลงทุนของประเทศ และข้อห่วงใยต่อการติดกับดักหนี้ของประเทศที่ใช้ในโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงช่วง กรุงเทพ - หนองคาย (ระยะที่ 1 กรุงเทพ - นครราชสีมา) และการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงจาก นครราชสีมาไปยังจังหวัดหนองคาย เพื่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน  แต่เป็นเพียงการให้ความเห็นเพียงด้านเดียวและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และมองข้ามถึงประโยชน์ของการพัฒนาโครงข่ายด้านคมนาคมขนส่งของประเทศเพื่อเชื่อมโยงระหว่างมหานครกรุงเทพไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการส่งเสริมการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความสะดวกในการเดินทางของประชาชนให้มีทางเลือกในการเพิ่มทางที่สูงขึ้น  ตลอดจนเป็นการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจจากมหานครกรุงเทพมหานครที่มีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 47 ของ GDP ของประเทศ ไปยังเมืองใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออื่นๆ ซึ่งเป็นไปเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ทั้งในระดับในประเทศ และระดับประเทศ 

2) จากผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของโครงการฯ จะพบว่ากรณีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด และรายได้ต่อประชากร ตลอดแนวเส้นทางเพิ่มสูงกว่า กรณีไม่มีการก่อสร้างโครงการอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือหากไม่มีการก่อสร้างกรุงเทพมหานครยังคงเป็นเมืองแบบโตเดี่ยวคือรวมศูนย์กลางไว้ในกรุงเทพฯ แต่การก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงจะเป็นการทำให้พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ตลอดแนวโครงการมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น มีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมเพิ่มสูงขึ้น โดยมีอัตราการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 4 ต่อปี ส่งเสริมการพัฒนาเมือง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว นำความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน ลดการย้ายถิ่นฐาน สร้างงานในพื้นที่ อันเนื่องมาจากมีอัตราส่วนการจ้างงานในภาคบริการเพิ่มสูงขึ้นในทุกจังหวัด

3) ประโยชน์ที่ได้รับจากการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อทางรถไฟความเร็วสูง ขนาดทางมาตรฐานกับประเทศเพื่อนบ้านจะส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอย่างแท้จริง เชื่อมต่อกับทุกอนุภูมิภาคเพื่อนบ้าน นำไปสู่การเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่ายการเชื่อมโยงด้านทิศเหนือ - ใต้ของอาเซียน กับสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้  เป็นประตูจากทุกกลุ่มประเทศอย่างแท้จริง ตลอดจนจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายคมนาคม One Belt One  Road กับโครงข่ายคมนาคมอาเซียน จีน อินเดีย รัสเซีย ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปได้ในอนาคต และเมื่อศึกษาอย่างละเอียดจะพบว่าในห้วงปี 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทย ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า 10.5 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 580,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไทยได้รับจากรายได้การท่องเที่ยวประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นการเชื่อมต่อโครงข่าย One Belt One Road จะเป็นประโยชน์สูงค่าอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทุกมิติ และสร้างรายได้ให้กับประเทศจนไม่อาจเปรียบเทียบได้กับการลงทุนก่อสร้างในมูลค่างานก่อสร้างช่วงที่ 1 ในวงเงิน 179,413 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการก่อสร้างการลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ120,000 ล้านบาทในวงเงินดังกล่าว เป็นการก่อสร้างงานโยธาโดยผู้รับเหมาของไทย ใช้วัสดุเกือบทั้งหมดในประเทศไทย ใช้แรงงานไทย โดยได้รับความร่วมมือในฐานะมิตรประเทศจากจีนในการออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน อันเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดเทคโนโลยีการก่อสร้างให้เกิดความชำนาญในเทคโนโลยีชั้นสูงของไทยซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ผู้รับจ้างของจีนดำเนินการให้ และในส่วนของการซื้อระบบราง ระบบรถไฟ เป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ ในกรอบวงเงิน เพียงน้อยกว่าร้อยละ 28 ของมูลค่าโครงการโดยรวม (จากประมาณการวงเงินลงทุนรวม 179,413 ล้านบาท) และจากผลการเจรจามามากกว่า 27 ครั้ง สามารถลดลงเงินค่าก่อสร้างให้เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายไทยมากกว่า 40,000 ล้านบาท (หากเปรียบเทียบกับกรอบวงเงินรวมของโครงการที่จีนเสนอมาครั้งแรกกว่า 220,000 ล้านบาท) ซึ่งเกิดจากการทุ่มเทเสีย สละของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน และจากผู้แทนหน่วยงานกลางทุกภาคส่วนของไทย โดยการลงทุนค่าก่อสร้างในครั้งนี้รัฐบาลไทยใช้เงินของรัฐบาลไทยในการก่อสร้างโครงการในส่วนของงานโยธา ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการสนับสนุน แต่ในส่วนของการจัดซื้อระบบราง ระบบรถไฟ เพียงส่วนน้อยของโครงการเท่านั้นที่ฝ่ายไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากมิตรประเทศ ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 85 ของวงเงินค่าจัดซื้อทั้งหมด และการเดินทางของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum ครั้งที่ 2 ที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีการลงนามในการจัดซื้อแต่อย่างใด แต่เป็นการลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และรัฐบาลแห่งสาธารณัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างหนองคาย - เวียงจันทน์ เพื่อแสดงเป้าหมายที่แน่วแน่ในการผลักดันไปสู่การเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างมิตรประเทศทั้ง 3 ประเทศ ทั้งขนาดทางรถไฟ 1 เมตร และ 1.435 เมตร 

4) การดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อการพัฒนาประเทศเชื่อมโยงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศดังกล่าว มีมูลค่าเปรียบเทียบไม่ได้กับโครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครแลปริมณฑล จำนวน 10 สายทาง ซึ่งรัฐบาลนี้ได้มีความจริงใจในการเร่งพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเมืองในห้วงที่ผ่านมาถึง 9 โครงการ ระยะทางรวม 241.9 กม. ทำให้มีโครงข่ายที่เปิดบริการแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้างเป๋็น 327.9 กม.   ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความใส่ใจกับการพัฒนาประเทศ พัฒนาการกินดีอยู่ดี พัฒนาเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืนของประชาชนที่พำนักในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพในการดำเนินโครงการต่อไปด้วย ดังจะเห็นถึงผลการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ 9 โครงการระยะทางรวมกว่า 2,033 กม. การพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง 2 โครงการ ระยะทางรวม 473 กม.  (รวมโครงการเส้นทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน) ก่อสร้างทางหลวงมากกว่า 10,000 กม. (ทั้ง 4 ช่องจราจร และถนนในชนบท) อันเป็นผลโดยรวมให้สัดส่วนต้นทุนการขนส่งต่อ GDP ของประเทศลดลงจากร้อยละ 14.2 ในปี 2557 เป็นต่ำกว่าร้อยละ 13.8 ในปีที่ผ่านมา  ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มสูงขึ้นในทุกด้าน และได้รับการจัดอันดับให้มีความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนจากการดำเนินงานของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา    

ขอบคุณ https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/20281 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน