*/
  • สิงห์นอกระบบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-13
  • จำนวนเรื่อง : 1722
  • จำนวนผู้ชม : 3098277
  • จำนวนผู้โหวต : 1103
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1103 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2562
Posted by สิงห์นอกระบบ , ผู้อ่าน : 369 , 13:15:22 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน wullopp , vinitvadee และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ RCEP อินเดียไม่ร่วม ปิติ ศรีแสงนาม

RCEP อุปมาเปรียบเสมือนทั้ง 16 ประเทศสมาชิก คือโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่ควรจะมีอาหารวางเต็มโต๊ะ แล้วทุกคนมาร่วมวงแบ่งกันรับประทานจากผลประโยชน์ของตลาดสินค้าและบริการ รวมทั้งแหล่งทรัพยากรขนาดมหึมา

แต่ในช่วงปี 2013-2018 สมาชิกได้แต่เพียงมาเขียนเมนูเอาไว้บนบอร์ดว่าเราอยากจะมีรายการอาหารอะไรบ้าง แต่การลงมือทำอาหารก็ยังก๊อกๆ แก๊กๆ ไม่ได้มีความก้าวหน้ามากนัก ล่วงมาถึงปี 2019 ที่ไทยเป็นประธานการเจรจา
ไทยนี่แหละคือผู้ที่ไปจ่ายตลาด ซื้อผัก ซื้อปลา และลงมือหุงข้าว ทำอาหารจนสำเร็จ วางจานอาหารเต็มโต๊ะ พร้อมลงมารับประทาน

ถ้านาทีนี้ที่ยังไม่ลงนามครบทั้ง 16 ประเทศ ก็เสมือนกับโต๊ะอาหารนี้ยังขาดแจกันดอกไม้ตกแต่งให้สวยงาม กลายเป็นโต๊ะอาหารที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น เราจึงไม่รีบร้อน 

#รอให้อินเดียไปจัดดอกไม้มาวางให้โต๊ะนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และจะเริ่มลงมือรับประทานอาหารร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์ในต้นปีหน้า 2020

ไม่เกินไปนะครับที่เราจะบอกว่า ไทยคือคนลงมือกะเกณฑ์ให้การจ่ายตลาด การทำอาหารเกิดขึ้นได้จริง เพราะตั้งแต่เรารับไม้การเป็นประธานมาในช่วงต้นปี 2019 เราคือผู้เปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมการเจรจา จากเดิมที่คณะกรรมการเจรจาการค้า (Trade Negotiation Committee: TNC) จะประชุมกันปีละ 2-3 ครั้ง ไทยเริ่มกำหนดตารางเวลาให้ TNC ต้องเจรจากันทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ทั้งระดับที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และไทยได้วาง Roadmap ไว้ด้วยว่า ในแต่ละเดือนจะต้องมีอะไรก้าวหน้าบ้าง

ในขณะที่เดิมที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ RCEP ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจ ประชุมกันปีละครั้ง บางปีอาจจะ 2 ครั้ง แต่พอถึงรอบของประเทศไทย เราขอให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2019 ที่เริ่มประชุมกันตั้งแต่บ่าย และยาวไปจนรัฐมนตรีทั้ง 16 ประเทศ ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบ Gala Dinner และเมื่อเสร็จจากงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอีก 15 ประเทศ 

#ก็ขอตัวจากงานเลี้ยงไปนั่งประชุมร่วมกับรัฐมนตรี จนในที่สุดประชุมกันจนถึง 23.45 น. ของคืนวันนั้น

และในที่สุดในวันที่ 4 พฤศจิกายน อาหารชุดนี้ก็ได้รับการวางบนโต๊ะอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อม

ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

ขอบคุณ FB คุณ Anjali Jumnong

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ RCEP อินเดียไม่ร่วม ปิติ ศรีแสงนาม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam (วันที่ 4 พ.ย.2562)

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ยังต้องลุ้นระทึกว่าในการประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP หรืออาร์เซ็ป) ช่วงเย็นวันนี้ ผู้นำอาร์เซ็ปทั้ง 16 ชาติ(อาเซียน 10 ประเทศ บวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) จะมีการออกแถลงการณ์ประกาศความสำเร็จของการสรุปผลการเจรจาอาร์เซ็ป ซึ่งจะเป็นเขตการค้าเสรีใหญ่สุดของโลกตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่

ทั้งนี้ท่ามกลางกระแสข่าวรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอินเดียจะไม่ยอมลงนามรับรองผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาร์เซ็ปที่หารือกันดึกดื่นเมื่อคืนนี้(3 พ.ย.62)ที่มีนายจุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ซึ่งรายงานข่าวระบุว่าเป็นผลจากอินเดียติดขัดเรื่องเรื่องการคุ้มครองการลงทุน 

อย่างไรก็ดีช่วงดึกที่ผ่านมา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า เพิ่งประชุม รมต.เศรษฐกิจ RCEP 16 ประเทศ เสร็จเดี๋ยวนี้เองครับ...!23.45 น. พอดี..!!!

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ  ศรีแสงนาม ได้โพสต์ข้อความว่า จนถึงเช้าวันนี้ (4/11/2019) เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ RCEP

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ RCEP อินเดียไม่ร่วม ปิติ ศรีแสงนาม

 

 

1. Regional Comprehensive Economic Partnership (#RCEP) คือ ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ระหว่างประเทศสมาชิกทั้ง 16 ประเทศ อันประกอบไปด้วย อาเซียน 10 ประเทศร่วมกับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้ง 16 ประเทศคู่เจรจา RCEP เห็นด้วยในหลักการการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ให้มีความทันสมัย, ครอบคลุม, มีคุณภาพสูง และมีผลประโยชน์ร่วมกัน (#Modern, #Comprehensive, #HighQuality and #MutuallyBenefit) โดยหากเจรจาสำเร็จ เขตการค้าเสรี RCEP จะเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ครอบคลุมประชากรกว่า 47.4% ของประชากรโลก มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่า 32.2% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก ครอบคลุมมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศถึง 29.1% และ 32.5% ตามลำดับ และนั่นเท่ากับว่า RCEP จะเป็นเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในระดับนานาชาติว่า ทั้ง 16 ประเทศสมาชิกสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ในท่ามกลางสถานการณ์ที่การค้าแบบปกป้องคุ้มกัน (#Protectionism) เกิดขึ้นมากที่สุด และรุนแรงที่สุดทั้งแต่ปี 1995 ผ่านการประกาศสงครามการค้าของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องและการเสื่อมศรัทธาของการเจรจการค้าในกรอบพหุภาคีขององค์การการค้าโลกที่ยังไม่มีผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่เริ่มต้นการเจรจารอบโดฮาในปี 2001 และท่ามกลางแนวคิดแบบ Unilateral ที่มหาอำนาจ (ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา) เริ่มต้นการขยายอิทธิพลและกดดันให้ประเทศอื่นๆ ยอมทำตามแต่เพียงฝ่ายเดียว

2. กรอบ RCEP เริ่มต้นการเจรจาในปี 2012 และเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า การเจรจาการค้าเสรีต้องสามารถหาข้อสรุปให้ได้ภายในปี 2015 แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อสรุปร่วมกันได้ ทั้งที่ทุกประเทศต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้นในปีนี้ที่ไทยเป็นประธานการประชุม ประเทศไทยตั้งความหวังและเดินหน้าทำงานหนักอย่างยิ่งเพื่อผลักดันให้ข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้เกิดขึ้นให้ได้ภายในปี 2019 ในระหว่างที่ไทยเป็นประธานและเจ้าภาพ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2019

ประเทศไทยผลักดันให้เกิดการประชุมที่เกี่ยวข้องกับ RCEP ทั้งในระดับคณะผู้เจรจาจนถึงระดับรัฐมนตรีไปแล้ว 11 รอบ โดยคณะผู้เจรจาพบปะหารือและประชุมกันทุกเดือน หรือบางเดือนประชุม 2 รอบ โดยมีการกำหนดเป้าหมายในการเจรจาแต่ละรอบอย่างชัดเจน ประเทศไทยผลักดันให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรี ที่จากเดิมปีละ 1 รอบ ให้เป็นปีละ 4 รอบ โดยประชุมระดับรัฐมนตรีไปแล้ว 3 รอบ และรอบที่ 4 ของปี (ซึ่งเป็นรอบที่ 10 ถ้านับตั้งแต่ปี 2013) ได้เกิดขึ้นในไปแล้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกาย ในระหว่างช่วงของการประชุมสุดยอดอาเซียน (31 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2019) ก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำ RCEP ครั้งที่ 3 (การประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ครั้งที่ 3) จะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย-เย็นของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2019

3. เราเห็นภาพการเจรจาที่จีนเป็นฝ่ายมีอิทธิพลสูงในการผลักดันกดดันให้ RCEP เกิดขึ้นให้ได้ ในขณะที่ อินเดีย มักจะถูกเป็นฝ่ายได้รับข้อกล่าวหาเสมอๆ ว่าเป็นผู้ที่ทำให้การเจรจาเกิดความล่าช้า และเราเห็นภาพ ญี่ปุ่น พยายามโน้มน้าวให้ฝ่ายจีนไม่รุกไล่อินเดียมากจนเกินไป จนทำให้อินเดียปฏิเสธการเจรจา

4. ประเด็นที่อินเดียห่วงกังวลมากที่สุด คือการเปิดตลาดจะนำไปสู่การถาโถมเข้ามาของสินค้าจากจีนที่อินเดียไม่สามารถควบคุมได้และจะทำให้ตัวเลขการขาดดุลการค้าของอินเดียเลวร้ายมากยิ่งขึ้น โดยสินค้าที่อินเดียวหวาดกลัวการรุกเข้ามามาที่สุดคือ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ยานยนต์และชิ้นส่วน, และในกรณีออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อินเดียกังวลในเรื่องนมและผิตภัณฑ์จากนม แต่ที่แย่มากกว่าก็คือในอินเดียเรื่องนี้ถูกดึงเข้าไปเป็นประเด็นทางด้านการเมือง ทางการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่น

5. ล่าสุด ฝ่ายอินเดียเรียกร้อง ให้ทุกประเทศยอมเปิดตลาดภาคบริการและการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อให้แรงงานของอินเดียซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ มีปริมาณมาก และมีคุณภาพค่อนข้างสูง สามารถไปทำงานในประเทศคู่เจรจาได้ ซึ่งหลายๆ ประเทศก็แสดงความกังวล

6. เหตุผลของความยากในการเจรจามาจาก 1) ระดับการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิกทำให้มีความต้องการและมาตรฐานในการเจรจาต่างกัน และ 2) หลายประเทศสมาชิกไม่ได้มีข้อตกลการค้าเสรีระหว่างกันอยู่แล้ว อาทิ จีน-อินเดีย อินเดีย-ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย-จีน ทำให้ต้องมีการเจรจาใหม่ในหลายๆ ประเด็น

--------------------------------------------------------------

ข้อมูลในส่วนสถานการณ์เจรจาล่าสุด เกิดจากการติดตามข่าวสารและการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆของผู้เขียนเอง ไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของทีมเจรจาฝ่ายไทยหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากฝ่ายไทยใดๆ ทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------

7. สถานการณ์การเจรจาล่าสุดการเปิดและการเข้าสู่ตลาด (Market Access) สำหรับการค้าสินค้าและการค้าบริการ น่าจะสามารถหาข้อสรุปได้แล้วสำหรับทุกรายการสินค้าที่มีการค้าระหว่างประเทศสมาชิก (ถ้ายังมีประเด็นอยู่บ้างก็น่าจะต่ำกว่า 4% ของรายการสินค้าที่มีการค้าระหว่างประเทศสมาชิก) 

8. ตัวข้อตกลง (Agreement Text) น่าจะสรุปผลได้แล้วทั้ง 20 ข้อบท (Chapters) ระหว่าง 15 ประเทศสมาชิก ยกเว้นอินเดีย เข้าใจว่าเมื่อคืน (3/11/2019) รัฐมนตรี RCEP ประชุมกันถึง 23.45 น. และไม่ไปร่วม Gala dinner ทำงานหนักมาก และประสบความสำเร็จในที่สุด

9. ประเทศไทยน่าจะสามารถประกาศความสำเร็จของการเจรจาได้ โดยประกาศว่าทั้งการเปิดตลาดและตัวข้อตกลงสามารถหาข้อสรุปได้ทั้งหมดแล้วในประเด็นหลัก เหลือเพียงประเด็นปลีกย่อยที่ต้องหารือในรายละเอียดอีกเล็กน้อย และน่าสามารถลงนามได้ในต้นปี 2020 อย่างแน่นอน ซึ่งก็จะดีกับทั้งไทยและเวียดนาม

10. ความเป็นไปได้ในการสรุป RCEP ที่จะเกิดขึ้นอยู่ใน 3 รูปแบบ 1) Best Case Scenario คือทุกประเทศลงนามได้ทั้งหมดภายในต้นปี 2020 ตามที่ประเทศไทยประกาศความสำเร็จเอาไว้ 2) Worst Case Scenario คือ RCEP สามารถลงนามหาข้อสรุปได้ในระหว่าง 15 ประเทศสมาชิก และ 3) อาจจะลงนามในรูปแบบ 15+1 ที่ทั้ง 15 ประเทศสามารถหาข้อสรุปได้ และมีหมายเหตุพิเศษเอาไว้สำหรับอินเดียที่สรุปได้บางส่วน (บังคับใช้บางข้อบท) แล้วเปิดให้เจรจาต่อไปในอนาคตสำหรับอินเดียกับประเทศสมาชิกอื่น

ขอบคุณ https://www.thansettakij.com/content/413695

 

ความสำเร็จของ RCEP

 

เกิดจากการทำงาน

 

ด้วยความมุ่งมั่นแลตั้งใจของคณะทำงาน

 

ภายใต้ความใส่ใจของนายกฯ ลุงตู่

 

ผู้ที่ "ทำ" มากกว่า "พูด"

 

และทำได้ดีกว่านักการเมืองที่ดีแต่พูดมากมาย

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 12/11/2019 เวลา : 17.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณพี่แม่หมีและพี่หมอฯครับ

รัฐบาลที่มาทีหลังรัฐบาลที่ชอบลดแลกแจกแถม มีปัญหาทุกรัฐบาลครับ

ความคิดเห็นที่ 3 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 10/11/2019 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอให้
ทุกๆ ประเทศ
ที่เข้าร่วม RCEP

โดยเฉพาะ
ไทย
ประสบความสำเร็จในด้านดีทุกๆ ด้าน

และ
ยินดีต้อนรับ
อินเดียในอนาคต ครับ...

ความคิดเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 10/11/2019 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ลุงตู่ทำดีกว่าพูด
เพราะคนส่วนใหญ่ออกมาพูดแต่ไม่ทำ
แถมยังติอีก

ความคิดเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 10/11/2019 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ลุงตู่ทำดีกว่าพูด
เพราะคนส่วนใหญ่ออกมาพูดแต่ไม่ทำ
แถมยังติอีก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน