*/
  • ยี่สิบแปดกันยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sanddy55@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-01-03
  • จำนวนเรื่อง : 60
  • จำนวนผู้ชม : 29266
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2562
Posted by ยี่สิบแปดกันยา , ผู้อ่าน : 267 , 17:18:32 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ  TDRI ได้ออกมาแถลงประเมินผลงาน 5 ปี ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลบาลนายกประยุทธ์ โดยระบุว่าผลงานที่มีความโดดเด่น และเป็นรูปธรรมมากที่สุดอันดับหนึ่ง ก็คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพราะสามารถขับเคลื่อนเมกะโปรเจคที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานได้หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟความเร็วสูง สนามบินฯ ท่าเรือ

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมา ในฐานะประชาชนที่ติดตามข่าวสาร ก็เห็นผลงานความคืบหน้าด้านเมกะโปรเจคต่างๆเด่นชัดและรวดเร็วทันใจมากกว่ารัฐบาลอื่นจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นรัฐบาลในภาวะปกติ คงต้องมีล้มพับโครงการกันไปหลายรอบ กว่าจะได้เห็นแต่ละโครงการคลอดออกมา

นี่อาจเรียกว่าเป็นหนึ่งในความโชคดีที่ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลประยุทธ์1 แม้ว่าจะสอบตกในแง่ของการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน แต่ในด้านการกระตุ้นการลงทุนในภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรม นั้นถือว่าสอบผ่าน ประเทศไทยเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ และมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหากใครยังพอจะจำกันได้ ในช่วงที่ผ่านมาก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลเดินสายพบปะนักลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในบ้านเรา โดยมีจุดขายคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC  ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมายจากนักลงทุนทั่วโลก

ซึ่งในขณะนั้นการที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย จะต้องมีฟันเฟืองที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อดึงดูด ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ ก็คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ คิดง่ายๆว่า หากเราเป็นนักธุรกิจและคิดจะไปลงทุนที่ไหนสักแห่ง ระบบการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกันอย่างสะดวกสบาย  ถือเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบขนส่งทางราง เป็นต้น

นี่จึงเป็นที่มาของการยกเครื่องเมกะโปรเจคขนาดใหญ่พร้อมๆกันอย่างที่เราเห็นกันในรัฐบาลที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เป็นต้น ซึ่งหากจะไล่เลียงดูแล้วโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นคิดในรัฐบาลที่แล้ว แต่เป็นไปตามแผนพัฒนาที่มีปรับปรุงมาตั้งแต่ในอดีตหลายยุคสมัย

เพียงแต่ว่ารัฐบาลประยุทธ์1 นำมาปัดฝุ่นใหม่โดยปรับปรุงรายละเอียดข้อกฏหมายต่างๆให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมกะโปรเจคเหล่านี้ ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมลงทุนกับภาครัฐมากขึ้น ผ่านกฏหมายที่เรียกว่า PPPหรือ Public Private Partnership ซึ่งเป็นการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ-เอกชน ซึ่งมีข้อดีคือ ภาครัฐไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนจนกว่าการก่อสร้างโครงการนั้นๆจะแล้วเสร็จ เป็นการแบ่งความเสี่ยงไปให้เอกชนรับผิดชอบด้วย ซึ่งหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ

เอกชน มีเงินและทำงานเก่ง รวดเร็ว คล่องตัว

รัฐ มีเงินและมีความสามารถเข้าถึงทรัพยากรต่างๆได้ง่ายกว่าเอกชน

เมื่อนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน จึงทำให้โครงการต่างๆขับเคลื่อนได้เร็ว และสามารถเดินหน้าไปพร้อมๆกันหลายโครงการได้ โดยที่รัฐไม่ได้เสียประโยชน์

ซึ่งเอกชนบ้านเราที่มีศักยภาพแข็งแกร่งมีอยู่หลายกลุ่ม และพร้อมที่จะสร้างประโยชน์ตอบแทนให้กับประเทศชาติ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้เห็นความร่วมไม้ร่วมมือจากภาคเอกชนมากขึ้นในระยะหลัง  แต่นั่นก็ไม่วาย กลายเป็นเป้าโจมตีขององค์กรอิสระบางกลุ่ม หรือกลุ่มคนที่มีชุดความคิดที่ต่อต้านกลุ่มทุน หลายครั้งเราจึงเห็นคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะมีโครงการใดๆเกิดขึ้น จะมีแต่คัดค้าน ขัดขวางการพัฒนา หรือต่อต้านความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างทีควรจะเป็น  

ขณะนี้คาดว่ารัฐบาลใหม่ป้ายแดง คงกำลังเดินเครื่องทุกวิถีทางในการสร้างความเชื่อมั่นและกู้เศรษฐกิจกลับมาอย่างสุดความสามารถ ในฐานะประชาชนคนนึง จึงอยากฝากความหวังให้รัฐบาลผนึกกำลังกับเอกชนร่วมกันพัฒนาประเทศช่วยสานต่อเมกะโปรเจคต่างๆให้ลุล่วงสำเร็จไปด้วยดีทุกโครงการ อย่าทำให้ความเชื่อมั่นที่พยายามสร้างมาตลอดเสียเปล่า มารวมพลังกันทำให้ประเทศไทยเป็นที่จับตามอง เป็น “ทำเลทอง” ที่ใครๆก็อยากเข้ามาลงทุน.

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน