*/
  • ยี่สิบแปดกันยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sanddy55@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-01-03
  • จำนวนเรื่อง : 74
  • จำนวนผู้ชม : 36918
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม 2562
Posted by ยี่สิบแปดกันยา , ผู้อ่าน : 224 , 17:14:58 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนไม่เพียงสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุนระดับโลก แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนขั้วความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยประเทศที่ถูกกดดันและผลักไสจากสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มจะหันหน้าเข้าร่วมมือและจับกลุ่มกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปี 2561 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์โลกเมื่อจีนและญี่ปุ่น ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือไปลงทุนประเทศที่ 3 ซึ่งเป็นการร่วมมืออย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีเป้าหมายตรงกันที่จะลงทุนในอีอีซี ของประเทศไทยเรา หลังจากนั้นนักธุรกิจทั้ง 2 ประเทศได้หารือร่วมกันมาโดยตลอด ซึ่งเห็นการที่ทั้ง 2 ประเทศ เข้าเป็นพันธมิตรประมูลโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 นั้นเป็นเป็นผลดีกับประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ซึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทะดะชิ มะเอะดะ ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) ได้เชิญเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือซีพี ในฐานะตัวแทนผู้นำธุรกิจจากประเทศไทย ขึ้นเวทีร่วมพูดคุยภายใต้หัวข้อ “Connectivity in Asia recent developments in regional trade” ในงานประชุม ASIA PACIFIC INITIATIVE FORUM (APIF) ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการประชุมระดับภูมิภาคครั้งสำคัญที่มีผู้นำธุรกิจ นักการทูต และตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ  กว่า 200 คน เพื่อคุยกันถึงโอกาสความร่วมมือในอนาคตที่จะต้องรับมือกับภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเอเชีย 

โดยบนเวทีเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นว่าเป็นหนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจของโลก และยังเป็น 1 ใน 3 ผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกซึ่งนับว่ามีศักยภาพไม่แพ้จีนและสหรัฐฯ เทคโนโลยีของญี่ปุ่นเปรียบเสมือนเงิน ซึ่งนี่คือโอกาสของญี่ปุ่น นอกจากนี้ในสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีความร่วมมือระหว่างจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น จะทำให้ญี่ปุ่นมีโอกาส 3 ด้านคือ เงิน ทุน เทคโนโลยี (Money, Fund, Technology) จึงมั่นใจว่าญี่ปุ่นต้องมีอนาคตที่สดใส ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย 70 ปีถือเป็นเวลายาวนาน ได้สร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทย และชื่นชอบที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย โดยเจ้าสัวธนินท์มั่นใจว่านอกจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนแล้ว ญี่ปุ่นจะชวนสหรัฐฯ-เยอรมัน มาลงทุนในไทยได้อีกด้วย

นอกจากนี้ญี่ปุ่นได้เห็นถึงความสำคัญเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ของประเทศไทย โดย JBIC ได้เข้ามาสนับสนุนอีอีซีอย่างเต็มที่ รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างจีน ญี่ปุ่น และไทย  โดยเจ้าสัวธนินทร์แสดงความมั่นใจว่าความสำเร็จในการร่วมมือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินฯ จะดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้เพราะรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินฯระยะทาง 200 กม. ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่

ทั้งนี้เจ้าสัวธนินทร์กล่าวถึงประเด็นการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกทั่วโลก โดยระบุว่าการสนับสนุนให้คนญี่ปุ่น และจีน มาถ่ายทอดและอบรมให้คนไทยได้เรียนรู้ฝึกฝน อย่างเช่นรถไฟความเร็วสูงที่ไทยไม่มีประสบการณ์ การถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือของญี่ปุ่น กับไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือของภูมิภาค  และการที่ญี่ปุ่นมาลงทุนในอีอีซีร่วมกับประเทศอื่นทำให้เกิดการสร้างมาตรฐาน ทำให้เห็นว่าอีอีซีเป็นโครงการที่ดี

ประเทศญี่ปุ่นมีความโดดเด่นทางด้านซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี ขณะที่จีนมีต้นทุนที่ต่ำ ความร่วมมือระหว่าง จีน ญี่ปุ่น ไทย จะก่อให้เกิดโมเดลใหม่สำหรับประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญคือ"การลงมือทำ" เพราะไม่มีโครงการไหนสำเร็จได้ถ้าปราศจากการลงมือทำ โดยได้ตอกย้ำว่าโอกาสการลงทุนของญี่ปุ่นคือการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และมีเงินทุน ในขณะที่ทวีปยุโรป เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องมีเทคโนโลยีอัตโนมัติ ซึ่งญี่ปุ่นก็ควรใช้หลักการเดียวกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้ประเทศอื่น ๆ ที่น่าสนใจในเอเชียคืออินเดีย จีน และอินโดนีเซีย

 

 

ขอบคุณ : cp-enews,คลิป TNN 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน