*/
  • ยี่สิบแปดกันยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sanddy55@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-01-03
  • จำนวนเรื่อง : 144
  • จำนวนผู้ชม : 83913
  • จำนวนผู้โหวต : 4
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
<< ตุลาคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม 2564
Posted by ยี่สิบแปดกันยา , ผู้อ่าน : 253 , 14:44:02 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หากใครยังจำกันได้ เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีประเด็นที่ตกเป็นที่วิพากวิจารย์ถึงการทำงานของรัฐฯ เมื่อทาง ครม.มีมติเห็นชอบมาตการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 1 ล้านคนเข้าไทย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท โดยให้สิทธิชาวต่างชาติถือวีซ่ายาว พร้อมปลดล๊อคซื้อที่ดินในประเทศไทย นโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นำไปสู่วาทกรรมโจมตีรัฐบาลว่าเป็นการประเคนสมบัติให้ต่างชาติมายึดครองผืนแผ่นดินไทย จนรัฐบาลทนกระแสไม่ไหวขอเวลาไปทบทวนปรับแก้ข้อกฏหมายให้รัดกุม จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ 

ซึ่งเรื่องนี้มีที่มาที่ไปจาก เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ทางครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาเพื่อพำนักและลงทุนระยะยาวในประเทศไทย โดยการออกวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว ให้กับชาวต่างชาติ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
เป้าหมายก็เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีฐานะดี หรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญเข้ามาอยู่ประเทศไทย เพื่อช่วยดึงกำลังซื้อ และถ่ายทอดความรู้ทักษะขั้นสูงให้กับแรงงานไทย ให้มีความสามารถทัดเทียมระดับโลก 

แต่ไม่วายตกเป็นประเด็นถกเถียงกันในโลกโซเชียลว่าแนวคิดดังกล่าว
จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยฟื้นจากพิษโควิดได้จริง 
หรืออันที่จริงแล้วเป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามายึดประเทศ กอบโกยทรัพยากรในชาติกันแน่ 
 

หากว่ากันจริงๆแล้ว เมื่อมองไปยังหลายประเทศทั่วโลก ล้วนมีการใช้มาตรการให้สิทธิการพำนักในประเทศระยะยาวหรือ Long term Visa ให้แก่เหล่ามหาเศรษฐีเพื่อใช้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศในสหภาพยุโรป แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่เข้ามาจะต้องมีเงินลงทุนหรือนำเงินเข้าไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ กิจการตามที่แต่ละประเทศระบุมากน้อยแตกต่างกัน 

ซึ่งแทบไม่ต่างกับมาตรการที่ภาครัฐบ้านเรานำมากำหนดเป็นเงื่อนไข ม่ใช่ว่าจะให้ต่างชาติที่ไหนเข้ามาก็ได้ แต่เข้ามาแล้วต้องสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ต้องมาจ่ายภาษีให้ประเทศไทย มาถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้กับคนไทย และอีกเหตุผลสำคัญ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว เด็กเกิดใหม่น้อยลงในทุกวัน  อนาคตเราจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นการเปิดรับต่างชาติเข้ามาจึงสามารถคัดเลือกบุคลากรเก่งๆ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ทักษะขั้นสูงให้กับแรงงานในบ้านเราได้ จึงเป็นทางลัดที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ซึ่งนโยบายดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแก้ข้อกฏหมาย ซึ่งยังไม่สะเด็ดน้ำ ตามสไตล์ระบบราชการที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนยุ่งยาก และอาจกินเวลาถึง 90 วัน หากเป็นไปตามกำหนดการนี้ กว่าจะมีผลบังคับใช้จริงก็คงต้องร้องเพลงรอถึงปีหน้า เพราะปีนี้คงจะไม่ทัน

ในสถานการณ์วิกฤตที่ประเทศต้องการ “ยาแรง” ให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด เรื่องอะไรสมควรทำอย่างเร่งด่วนก็ควรจัดสรร ลดขั้นตอนความยุ่งยาก ตัดคอขวดออกบ้าง ยิ่งในภาวะปัจจุบันที่ท่านนายกฯ รวบอำนาจหลายตำแหน่งไว้ในมือเป็น single command อะไรๆก็ควรรวดเร็วกว่านี้มิใช่หรือ?

เพราะในขณะที่หลายประเทศเค้าล้มฟุบจากโควิด ต่างทยอยลุกขึ้นเตรียมความพร้อมกันขนานใหญ่ ล่วงหน้าเราไปไกลแล้ว อย่าให้ไทยเราเสียเปรียบด้านการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านไปมากกว่านี้เลย ประเทศไทยมีของดีอยู่กับตัว บรรยากาศดี ผู้คนอัธยาศัยดี มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และยังได้เปรียบเรื่องชัยภูมิที่ติดต่อถึง 4 ประเทศทั้ง เมียนมา กัมพูชา ลาวและมาเลเซีย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้าไปยังประเทศอินเดีย จีน เวียดนามได้อีก เราควรใช้จุดแข็งนี้ดึงดูดนักลงทุนให้มาอยู่บ้านเรา 

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยอมรับให้ได้ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานนั้นมันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ออกนโยบายอะไรมา พอมีเสียงติติงเข้าหูเข้าหน่อย ก็ชะงักงันไม่สานต่อ ทำแบบนี้นอกจากประเทศไม่ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ก็ยังถอยหลังลงคลอง เพราะเพื่อนบ้านแซงหน้ากันไปไกลจนไม่เห็นฝุ่นแล้ว

 ระวังจากที่เคยคิดจะเป็น เสือตัวที่ 5 อาจเป็นได้แค่ถนนลูกรังที่กลายเป็นแค่ ”ทางเสือผ่าน” 
 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน