จุดประกายวรรณกรรม
หนังสือ วรรณกรรม นักประพันธ์ ข่าวสาร ความคิดเห็น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nirunsak
วันอังคาร ที่ 29 เมษายน 2551
Posted by นิรันศักดิ์_บุญจันทร์ , ผู้อ่าน : 2174 , 10:35:57 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ถ้าคุณเป็นคนเสพติดข่าวเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งข่าวผ่านเวบไซต์ หรือเวบบล็อกก็ตาม ชื่อชั้นของ สุทธิชัย หยุ่น ย่อมปรากฏให้เห็นอยู่แทบทุกวินาที

ผู้บริโภคข่าวทุกคนทราบกันดีว่า ผู้ชายวัย 60 ปีต้นๆ คนนี้ ยังคงมีจิตวิญญาณของความเป็นนักสื่อสารมวลชนแทรกซึมอยู่ทุกอณูความคิด ด้วยบุคลิกลักษณะกล้าคิด กล้าพูด และกล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ เมื่อเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมกับประชาชน พร้อมกับกล้านำเสนอข่าวหรือข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนมายาวนานนับ 4 ทศวรรษ

หากย้อนกลับไปศึกษาชีวิต สุทธิชัย หยุ่น เกิดในครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเล ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แม้ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของพ่ออยากเห็นลูกชายมีอนาคตจึงบังคับให้เรียนเก่งทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน รวมทั้งถูกบังคับให้ฝึกพิมพ์ดีด เพื่อที่จะได้ทำงานเสมียนอันเป็นอาชีพยอดนิยมสมัยนั้น

แต่ด้วยความเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก เลยทำให้เขามีความมุ่งมั่นอยากเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ แต่แน่นอนว่า การตัดสินใจเดินทางบนถนนนักสื่อสารมวลชนไม่ได้ง่ายดายอย่างที่หลายๆ คนคิด เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานามากมาย กระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถสร้างอาณาจักรสื่อเครือเนชั่นมาได้อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้

ล่าสุด คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา ได้ประกาศยกย่อง สุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้ได้รับ รางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2551 เพื่อรำลึกและเผยแพร่เกียรติประวัติของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา (2448-2517) นักประชาธิปไตย นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทยและของโลก

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปรวดเร็วเพียงใด แต่ด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณของความเป็นนักสื่อสารมวลชน ทำให้สื่อต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และต่อไปนี้ เป็นบทสัมภาษณ์ที่คนทำสื่อทุกคนต้องอ่าน

 

เพราะเขาฟันธงว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า (หรือเร็วๆ นี้) วงการสื่อจะต้องพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่อีกแน่นอน!

>มองอย่างไรกับรางวัล"ศรีบูรพา"?

รางวัลศรีบูรพาเป็นรางวัลที่ให้กำลังใจกับนักคิด นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์ในการต่อสู้ เพื่อความจริง เพราะว่าคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ในชีวิตของท่านก็เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักคิดด้วย และคัดค้านในสิ่งที่เป็นเผด็จการ ในสิ่งที่เป็นการเมืองที่ไม่ชอบธรรมในขณะนั้น และต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นแบบอย่างของคนรุ่นเราที่ทำหนังสือพิมพ์ ว่า จะต้องกล้าที่จะพูดความจริง และจะต้องมีจุดยืนของตัวเอง ที่จะไม่ยินยอมต่ออิทธิพลใดๆ ก็ตามแต่ที่ไม่ถูกไม่ควร และโดยเฉพาะการเมืองไทยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มันมีอะไรคล้ายกับยุคโน้น คล้ายกันว่า มีอิทธิพลการเมือง อิทธิพลการเงิน และมีมาเฟียอยู่มาก

อุดมการณ์ทางการเมืองช่วงนั้นมีการเผชิญหน้ากันระหว่างโลกเสรีอเมริกันครอบงำกับคอมมิวนิสต์หรือว่าสังคมนิยมสมัยนั้น แน่นอนว่า คนทำสื่อจะต้องฟังทั้งสองฝ่าย ท่านมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับรัฐบาลขณะนั้น ซึ่งเป็นเผด็จการทหารบ้าง เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบบ้าง สื่อมวลชนก็โดนกดดันเป็นกลุ่มแรก ฉะนั้นคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ถือว่าเป็นแนวหน้าๆ ของหนังสือพิมพ์ช่วงนั้น ที่ลุกขึ้นมาเขียน กล้าเขียน กล้าแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และไม่กลัวที่จะแสดงความเชื่อทั้งในเรื่องทุนนิยมกับสังคมนิยมกับเผด็จการทหารยุคนั้น เชื่อว่าในเรื่องเสรีภาพจะต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้

จนกระทั่งว่า คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ต้องไปเสียชีวิตในประเทศจีน ลี้ภัยไปที่นั่น เพราะแรงกดดันในประเทศไทย ที่ท่านทำหนังสือพิมพ์ไม่ได้ แสดงความคิดเห็นไม่ได้ และช่วงนั้นได้รับเชิญไปพอดี และเกิดปฏิวัติในประเทศไทย ทำให้กลับมาประเทศไทยไม่ได้ กระทั่งเสียชีวิต

>คิดว่าตัวเองเป็นคนกล้าพูดและกล้าวิพากษ์วิจารณ์หลายๆ เรื่องไม่ต่างจากยุคของศรีบูรพา?

ผมก็ได้ทำในสิ่งที่เชื่อว่ามันถูกต้องและเป็นปากเสียงของประชาชนที่อยู่ในภาวะการเมืองอย่างนั้น เราต้องสะท้อนด้วยว่า อารมณ์ของสังคมในเรื่องต่างๆ เป็นยังไง ถ้ากลัวอิทธิพลกลัวอำนาจก็จะไม่กล้าแสดงออก เราก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นของเรา แต่คิดว่าอย่างกรณีศรีบูรพาได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า หน้าที่ของหนังสือพิมพ์ในยามวิกฤติอย่างนี้แหละ ยิ่งสื่อจะได้แสดงความรับผิดชอบความกล้าที่จะต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะตั้งแต่เด็กๆ เราก็อ่านผลงานของท่าน คิดว่านี่แหละ คือหลักยึดที่สำคัญ

ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่รู้ว่า ในชีวิตจริงๆ จะทำได้แค่ไหนอย่างไร แต่นี่มันเป็นจุดประกายที่ทำให้คิดว่าถ้าเป็นนักหนังสือพิมพ์ควรจะเป็นอย่างนี้ เรียกว่าเป็นต้นแบบเป็นไอดอล ว่า การต่อสู้...ถ้าเกิดเป็นหนังสือพิมพ์จริงๆ ที่ทำให้ภูมิใจได้ต้องเป็นแบบนี้ แต่ว่าเรายังไม่สามารถบอกได้ว่า เราเป็นเหมือนกับศรีบูรพาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าภาวะมันต่างกัน บรรยากาศการเมืองก็ต่างกัน และสภาพการแข่งขันของสื่อมวลชนสมัยนั้นกับสมัยนี้ก็ต่างกัน

>สมัยเด็กๆ การที่คุณพ่อส่งให้ไปเรียนภาษาอังกฤษและเรียนพิมพ์ดีดตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่ง ที่ทำให้อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ด้วย?

คุณพ่อบอกว่า ต้องรู้ 3 ภาษา คือ ภาษาไทย จีน และอังกฤษ เพราะผมเกิดมาในครอบครัวคนจีน ส่งไปเรียนภาษาไทยในโรงเรียนไทย ตกเย็นต้องมาเรียนภาษาจีนและอังกฤษ เพื่อให้รู้ 3 ภาษา เพราะถ้ารู้ 3 ภาษายังไงก็เอาตัวรอด และรู้แค่ 3 ภาษาไม่พอ ต้องพิมพ์ดีดเป็นด้วย เพราะว่าสมัยก่อนที่หาดใหญ่ทุกคนจะอยากเป็นเสมียน เป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นอาชีพที่ก้าวหน้า ตอนนั้นคุณพ่อก็บังคับผมตอนอายุสัก 8-9 ขวบ เวลาคุณพ่อไปทำงานก็จะพาผมไปด้วย จะมีพิมพ์ดีด คุณพ่อจะบังคับให้เรียน จะมีเจ้าหน้าที่เสมียนมาสอนผม ยากมาก ตอนเด็กๆ ต้องพิมพ์สัมผัส แต่ว่าถูกบังคับให้เรียนจนกระทั่งพิมพ์สัมผัสได้

ถือว่าพ่อมองการณ์ไกลมาก และมีวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก บังคับให้ผมเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งๆ ที่คุณพ่อก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษ รู้นิดๆ หน่อยๆ แต่เห็นว่าอนาคตสำคัญ ส่งไปเรียนทั้งๆ ที่ค่าเล่าเรียนก็ไม่ถูกเลย เรียกว่าแพง ครอบครัวก็ไม่ใช่ครอบครัวมีสตางค์ ปานกลาง ชั้นต่ำด้วยซ้ำไป แต่พ่อพร้อมที่จะควักสตางค์ให้เรียนภาษาอังกฤษ และสมัยก่อนโรงหนังต่างจังหวัดจะมีหนังฝรั่งมาฉายรอบดึก แล้วมันจะมีเสียงในฟิล์ม มันเป็นอะไรที่ยุ่งยากลำบากมาก เพราะเราฟังไม่รู้เรื่องหรอก (หัวเราะ) แต่พ่อก็จะพาไป พาไปดู ฝึกฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง ก็ต้องฝึกฟังให้มันชินหู

เมื่อก่อนมันมีหนังคาวบอยรุ่น "จอห์น เวย์น" จะเป็นคาวบอยรุ่นโบราณ และเสียงพูดอเมริกันเป็นเสียงลากยาวที่ฟังยาก ปกติภาษาอังกฤษก็ฟังยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นสำเนียงคาวบอยยิ่งฟังยากใหญ่เลย ตอนแรกก็รู้สึกว่าน่าเบื่อว่า ทำไมพ่อต้องบังคับ ต้องไปพิมพ์ดีด ต้องไปดูหนังฝรั่ง พอโตขึ้นมาถึงรู้ไงว่า ได้เปรียบเพื่อนเยอะเลย เพราะว่าได้ไปฟัง พิมพ์ดีดต๊อกแต๊กๆ ก็ได้

>ตรงนี้เป็นพื้นฐานทำให้อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์หรือเปล่า?

พ่อไม่ได้คิด แต่เราชอบแล้ว ได้พิมพ์ ได้อ่านหนังสือเยอะ คือหน้าโรงหนังก็จะมีเพื่อนมีร้านหนังสือให้เช่า ก็จะไปนั่งอ่านกับเพื่อนนั่นแหละ ไม่มีสตางค์ซื้อหรอก มันก็ทำให้ชอบอ่านและชอบเขียนขึ้นมา เลยฝันตั้งแต่อยู่ ม.5-6 ว่า อยากจะเป็นนักเขียน เป็นนักหนังสือพิมพ์ ตอนอยู่ ม.5 ก็ไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ พอดีได้อ่านบทความว่าที่อังกฤษมีโรคกาฬโรค หรืออหิวาตกโรคระบาด และในบทความจะบรรยายภาพที่น่ากลัวมากว่า มีการมาเอาศพแต่ละบ้านที่ตายกันเป็นเบือ ครูสอนภาษาอังกฤษก็จะอธิบายว่า ภาษาบรรยายเห็นมั้ย คือบรรยายให้เห็นบรรยากาศว่ามันน่ากลัว มันอึมครึม เห็นเกือกม้าของรถม้าที่วิ่งไปเก็บศพ บรรยายได้ไพเราะเพราะยังไง

ผมก็เอามาสรุปประเด็นแล้วก็แปลเป็นไทย เล่าว่าบรรยากาศช่วงที่โรคระบาดใหญ่คนตายกันเป็นเบือที่อังกฤษ ผมส่งไปที่นิตยสารฉบับหนึ่งที่กรุงเทพฯ เพราะเพื่อนบ้านเขารับนิตยสารชื่อ "โฆษณาสาร" ผมก็อ่านอยู่เรื่อย ขอเขาอ่าน ทีนี้มานั่งดูที่อยู่ว่า อยากจะส่งไปตีพิมพ์ ก็พิมพ์ดีดเป็นแล้วนี่ เพราะพ่อบังคับให้เรียน ภาษาก็พอจะแปลได้ พอส่งไป โอ้โห...ได้ลง ดีใจมากเลย

>ถือเป็นจุดเริ่มต้นเลย?

นี่คือกำลังใจ พอได้ตีพิมพ์ครั้งแรกก็มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่า อยากจะเขียนหนังสือ อยากจะทำอะไรเกี่ยวกับบรรยายความรู้สึก อารมณ์ของคน นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้น พ่อแม่ไม่ได้บอกว่า จะต้องเป็นนักเขียน พ่ออยากให้เป็นเสมียน สมัยก่อนพอจบมัธยมสิ่งที่ครอบครัวปานกลางของที่หาดใหญ่ต้องการ คือให้ลูกหลานไปทำงานบริษัทเป็นเสมียนอันดับหนึ่ง คือทำพิมพ์ดีด ทำบัญชี ถือว่ามีเกียรติ ถ้าคุณอายุ 17-18 ได้ทำงานเป็นเสมียนอนาคตวันหนึ่งเป็นผู้จัดการห้างร้านได้ แต่นั่นไม่ได้อยู่ในใจเราเลย ไม่ได้อยากจะเป็นเสมียนเลย อยากจะเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นนักเขียนมากกว่า พอมากรุงเทพฯ มาเรียนก็ไปเส้นทางนี้

>ใจมุ่งไปทางนักเขียนนักหนังสือพิมพ์แล้ว?

อยากไปเรียน แต่ว่าพ่อไม่มีสตางค์ส่งเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็ไปเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ซึ่งเรียน 3 ปีก็ทำงานได้ ขณะที่เรียนพยายามอยากเขียนหนังสือ อยากเขียนบทความ ก็อ่านสยามรัฐ ตอนนั้นสยามรัฐรายวันถือว่าดังที่สุด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเจ้าของและมีบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองเข้มข้นที่สุดขณะนั้น อ่านข่าวแล้วก็อยากจะเขียนบทความ แต่เราก็ไม่รู้จักใครเลยทั้งสิ้น นั่งเขียนบทความ การพิมพ์ดีดได้มันช่วยได้มาก ทำให้อยากลองเขียนบทความแสดงความคิดเห็นแล้วก็ใส่ซองส่งไปทางไปรษณีย์ให้บรรณาธิการของสยามรัฐ เขาก็ลงให้ด้วย...

ตอนนั้นผมเรียนอยู่อัสสัมชัญพาณิชย์ ปี 2 อายุ 18-19 นับแต่นั้นก็เขียนส่งไปโดยใช้ชื่อจริง และก็ไม่กล้าไปส่งต้นฉบับด้วยตัวเองที่กอง บก.เพราะว่าหน้าตาเราเด็กมาก กลัวว่าเขาจะไม่เชื่อ (หัวเราะ) ถ้าเขียนแล้วส่งบทความไป ไม่ต้องใส่อายุ ไม่ต้องบอกว่าจบอะไร แต่ถ้าไปส่งเองเขาจะเห็นว่า เป็นไอ้นี่หรือวะ หน้าตาไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร เด็กๆ นี่หว่า

>บก.สยามรัฐตอนนั้นเป็นใคร?

ตอนนั้นเป็น คุณประจวบ ทองอุไร แต่ผมไม่ทราบว่า คุณประจวบเป็นคนเปิดซองผมเองหรือเปล่านะ อาจจะมี บก.หน้านั้นอ่าน แต่เข้าใจว่าคุณประจวบก็ได้อ่านเองก่อนที่จะลง เพราะตอนหลังไปเจอแกก็เล่าบอกว่า ตอนที่คุณส่งมาใหม่ๆ ผมก็เป็นคนอ่านเองเอาลงเอง นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากจะทำหนังสือพิมพ์ อยากจะเขียนบทความ หลังจากนั้น พอจบก็ทำงานเป็นล่ามหรือเป็นพนักงานแปลอยู่โครงการเขื่อนผามองขององค์การยูซ่อม ตอนนั้นอเมริกันมาสำรวจจะสร้างเขื่อนผามองตรงหนองคาย-ลาว เขาส่งผู้เชี่ยวชาญไปสำรวจพื้นที่น้ำเป็นอย่างไร ตั้งสำนักงานขึ้นมา 

ผมไปสมัครงานเป็น translater เป็นคนแปลไทยเป็นอังกฤษให้ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันอ่าน อาทิเช่น เรื่องแถวนั้นสำรวจว่ามีป่าอะไรบ้าง มีแม่น้ำ มีชาวบ้านเป็นยังไง แต่ว่าอยู่ไม่นาน อยู่ได้สองสามปีก็กลับมาเรียนภาคกลางคืน ตอนนั้นเพิ่งเปิดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ยังไม่เรียกคณะนิเทศศาสตร์ แต่เขาเรียกเป็น "แผนกอิสระสื่อสารมวลชน"

>ขณะนั้นวงการศึกษานิเทศศาสตร์ยังไม่ดังเลย?

ยังไม่คึกคักเลย ตอนนั้นยังไม่มีใครอยากเป็นนักสื่อสารมวลชนหรอก ผมเรียนภาคค่ำ เพราะตอนกลางวันทำงาน คิดว่าอยากเข้าวงการ อยากรู้ว่าทฤษฎีเกี่ยวหนังสือพิมพ์เป็นยังไง ผมไปเรียนอยู่ปีหนึ่งก็เห็นโฆษณาอยู่ในบางกอกโพสต์ รับสมัคร proof reader กับ subeditor ผมอยากทำมาก ทำยังไงล่ะ เราก็ไม่ได้เรียนจบทางนี้ โฆษณาเขียนในนั้นด้วยว่าคุณสมบัติต้องจบปริญญาโทหรือมีประสบการณ์การทำงานหนังสือพิมพ์มาอย่างน้อย 5 ปี แต่ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย (หัวเราะ) คิดว่าถ้าเขียนจดหมายสมัครงานไปรับรองว่าโดนทิ้งลงถังขยะแน่ เลยไปสมัครเอง

>แล้วทำยังไง?

ผมไปถึงผมก็ไปเคาะประตู เลขาฯ ก็นั่งอยู่ ถามว่าคุณมาหาใคร ผมก็บอกไปว่ามาหาบรรณาธิการ เลขาฯ ถามว่าคุณได้นัดหรือเปล่า ผมบอกเปล่าครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับท่าน (หัวเราะ) เราคิดว่าเราไม่มีอะไรจะสูญเสียแล้วนี่ เลขาฯ บอกว่าคุณไม่ได้นัดคุณมาได้ยังไง พอดี บก.เป็นฝรั่งนั่งอยู่ในห้องเป็นกระจก เห็นผมยืนทะเลาะกับเลขาฯ อยู่ เขาก็เดินออกมาถามว่า มีอะไรกัน เลขาฯบอกว่าคนนี้ไม่รู้เป็นใคร ไม่ได้นัด บอกว่าอยากจะมาเจอ บก. เขาถามว่าคุณมีอะไร ผมบอกว่าผมมีเรื่องอยากจะเสนอหน่อย เขาถามมีอะไรเหรอ เข้ามาๆ (หัวเราะ) ผมก็เลยบอกไปว่า ผมขอโทษนะ ผมจะมาสมัครงาน เขาก็บอกว่า สมัครงานคุณก็ไปเขียนใบสมัครงานมาสิ

>สรุปโดน บก.ไล่ออกมา?

เขาไล่ผมออกมา ผมก็บอกไปว่า ถ้าผมเขียนใบสมัครงานผมไม่มีคุณสมบัติ เอ้า...ไม่มีคุณสมบัติคุณมาทำไม ยิ่งไม่มีคุณสมบัติยิ่งไม่มีสิทธิมา ผมบอกไปว่าเพราะผมไม่มีคุณสมบัติถึงอยากจะมาหาด้วยตัวเอง เขาบอกว่าจะไปประชุมข่าว ผมบอกว่าไม่เป็นไรครับ ท่านไปประชุมข่าวได้ แต่ผมอยากให้คุณเทสต์เพราะว่าผมไม่ได้จบปริญญาโท และผมก็ไม่ได้มีประสบการณ์มา แต่ผมอยากทำมาก ท่านเทสต์ผมเดี๋ยวนี้ได้เลย เขาก็รำคาญเรานะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เขาบอกว่าลองเขียนดูสิ สมมติว่ามีไฟไหม้อยู่สองชั่วโมง รถดับเพลิงมา 5 คัน คนตายไปสามคน คุณลองเขียนดูสิ เขารำคาญผมไง ผมก็จดๆ แล้วเขาบอกว่า ผมไปประชุมแล้วนะ เขาก็ไป

ทีนี้เลขาฯ ก็ไม่รู้ว่า ผมคุยอะไรกับเจ้านาย ผมก็เลยนั่งต่อ เลขาฯ เข้ามาถามว่า เจ้านายเขาว่าไง ผมบอกว่า เจ้านายเขาบอกให้ผมเขียนข่าวให้ครับ (หัวเราะ) แล้วผมก็ขอยืมพิมพ์ดีด ขออนุญาตพิมพ์ข่าวอย่างที่ บก.ท่านสั่ง เลขาฯ ก็งง เพราะบก.ไม่ได้บอกอะไรไว้ ผมก็นั่งเขียนตามที่เขาบอกนั่นแหละ เสร็จแล้วเขากลับมาจากประชุม เขาคงงงว่าผมยังอยู่อีกเหรอ เขาคิดว่าเรากลับบ้านไปแล้ว ผมก็เอาข่าวให้เขาดู จริงๆ ผมก็เขียนได้ไม่ดีนักหรอก บอกว่าผมอยากทำมากเลย ผมพร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่าง เขาดูแล้วถามว่า ยูชื่ออะไร ผมบอกว่าผมเคยเขียนจดหมายถึง บก.ใน Letter to Editor และบางกอกโพสต์เคยพิมพ์จดหมายผมด้วย เมื่อวานนี้ยังพิมพ์อยู่เลย คือแต่ก่อนนี้มันจะมีหนังสือพิมพ์วางอยู่ข้างหลัง บก.พอเขาเอามาเปิดก็มีจริง

>ใช้ชื่อจริงของตัวเองลงเลยหรือเปล่า?

ชื่อเดียวกัน "สุทธิชัย หยุ่น" เขาถามว่า ยูเขียนเองเหรอ เขาไม่เชื่อ แม่ยูเขียนให้หรือเปล่า ผมก็บอกว่า ไม่ใช่ ผมเขียนเอง เขาบอกว่าจริงเหรอ แล้วผมก็เอาข่าวไฟไหม้ที่เขาให้เขียนให้ดู จริงๆ ผมไม่ได้เขียนดีเด่อะไรหรอก แต่มันพออ่านได้ และอายุขนาดนี้ แล้วผมบอกว่าผมพร้อมจะเรียนรู้ เขาอ่านแล้วก็บอกว่า โอเค...อย่างนี้ใช้ได้ ยูจะมาทำงานได้เมื่อไร (หัวเราะ)

>บก.รับเข้าทำงานเลย...?

คงเป็นเพราะว่าเราแสดงความกระตือรือร้น และมันเป็นตำแหน่งเริ่มต้น ไม่ได้เป็นเก่งกาจอะไร ตรวจปรู๊ฟกับฝึกเป็นซับเอดิเตอร์ และเขาอยากได้คนไทยเพราะฝรั่งมันเยอะ คนไทยน้อย เขาไม่ถามเลยว่าปริญญามีไหม ไม่ถามเรื่องประสบการณ์ อายุเท่าไร เขาไม่ถามเลย หลังจากนั้น ก็กลับไปหาคณบดีที่จุฬาฯ ตอนนั้นผมเรียนกลางคืนใช่ไหม แต่งานปรู๊ฟเขาบอกให้ผมมาทำตอนเย็นช่วงหนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ผมดีใจมาก
 ผมไปหาคณบดีว่าขอย้ายจากกลางคืนมาเรียนกลางวันได้ไหม คณบดีถามว่าจะย้ายมาทำไม ผมบอกว่าผมได้งานที่บางกอกโพสต์ ต้องทำงานตอนค่ำ อาจารย์บอกว่า อะไรเธอ อย่ามาโม้ บางกอกโพสต์เข้าได้ง่ายๆ เสียที่ไหน อย่ามาโม้เลย เธอมีเส้นสายอะไร เธอรู้จักใครในบางกอกโพสต์ ผมบอกเปล่า ผมไปสมัครงาน คณบดีไม่เชื่อผม บอกว่าเธอย้ายไม่ได้ เธออย่ามาโม้ และไม่ยอมให้ผมย้าย ผมก็บอกไปว่า ถ้าไม่ให้ผมย้ายผมก็ลาออก เพราะว่าได้งานแล้ว จะต้องมาเรียนทำไมตั้ง 4 ปี ก็เลยออก เรียนได้ปีเศษๆ เท่านั้นก็ออก

>ไม่เสียดายหรือที่ไม่ได้เรียน?

เสียดาย...แต่ว่าถ้าให้เลือกเราเห็นบรรยากาศการทำงานกับบรรยากาศการเรียนหนังสือแล้วมันเกือบจะไม่ต้องเลือกเลย ถ้าได้ทั้งสองอย่างก็ดี แต่ว่าถ้าอาจารย์เขาไม่ยอมแล้วต้องเลือก เราก็ต้องเลือกทำงาน ผมไปทำงานตอนนั้นอายุ 19-20 ปี เงินเดือนเริ่มต้น 4,500 บาท เพราะเป็นของฝรั่ง สมัยนั้นปริญญาตรีจบมาได้ 800 บาท แต่ว่าตอนผมทำเป็นทรานสเลเตอร์ก็ได้ 3,000 บาทอยู่แล้ว ฉะนั้นเงินเดือน 4,500 บาท ตอนนั้นถือว่าดี แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินเดือนหรอก เพราะว่าเราต้องการจะทำทางด้านนี้ ถ้าตอนนั้นเงินเดือนเท่าเดิมหรือลดกว่าเดิมผมก็จะทำด้วยซ้ำไป เพราะว่าเราใฝ่ฝันมานานแล้วว่า อยากจะมาทำ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น และก็มาจนถึงวันนี้

>เป็นพนักงานพิสูจน์อักษรซึ่งนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นจากจุดนี้มาก่อนเหมือนกัน?

นับเป็นจุดที่ดีมาก ตรวจปรู๊ฟนี้เป็นจุดที่ดีที่สุด เพราะว่าคุณได้อ่านทุกก๊อบปี้ที่จะเข้าตีพิมพ์ และตาต้องไว จับตัวสะกดผิด ได้สำนวนการเขียนด้วย ตรงนั้นแหละที่ทำให้มันแน่น ถ้าเข้ามาผ่านการตรวจปรู๊ฟมาก่อน มันจะแน่น แต่ทำอยู่ 2-3 ปี พอดีเขามีปัญหาทางโต๊ะข่าว เพราะผมอยู่ตรวจปรู๊ฟจะไม่ได้เจอกับโต๊ะข่าวเลย ตอนหลังเขาจะมีปัญหาเปลี่ยนหัวหน้าต่างๆ นานา มีคนออก คนฝรั่งทะเลาะกับคนไทยก็ออก บังเอิญเป็นจังหวะ ความที่เราอยู่ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงตีหนึ่งตีสอง สมมติว่าหลังสามสี่ทุ่มไปแล้วมีข่าวใหญ่ ข่าวไฟไหม้ ข่าวปล้น การจี้ และมีนักข่าวส่งข่าวภาษาไทยเข้ามา จะไม่มีใครรับข่าว บก.ส่วนใหญ่ก็จะไม่อยู่แล้ว หรืออยู่เวรคนเดียว บางทีเขาไปกินข้าว ก็ไม่มีใครรับข่าว

ผมเป็นเด็กไทยคนเดียวที่นั่งอยู่โต๊ะปรู๊ฟ ถ้ามีเรื่องเข้ามาและไม่มีใครรับข่าว เขาก็จะบอกว่ายูมารับข่าวหน่อย เพราะฝรั่งฟังไทยไม่รู้เรื่อง ฝรั่งที่เป็นหัวหน้าโต๊ะข่าวหน้าหนึ่งวันนั้นก็จะบอก ยูรับข่าวหน่อย แปลให้ด้วยนะ ความที่เราไม่ใช่โต๊ะข่าว อยู่โต๊ะปรู๊ฟ แต่อยากจะทำ พอมีอย่างนี้ รับข่าวเสร็จก็เขียนแปลและก็เดินไปส่งให้บก.ฝรั่งที่ดูแลหน้า ทำจนชิน กระทั่งว่าทุกวันก็สั่งให้ผมทำงาน กลายเป็นทำงานเกินหน้าที่ พอเราไม่เกี่ยงงานก็ได้เรียนรู้เรื่องข่าว ข่าวอาชญากรรม ข่าวการเมือง ข่าวกีฬา มันก็จะเข้ามาในโต๊ะนี้แหละ เพราะว่าสมัยก่อนคนมันน้อย กอง บก.อยู่เวรกันแค่คนสองคนเอง จากนั้นก็มีโอกาสได้ทำ

>หลังจากนั้นได้เลื่อนเป็นนักข่าวตัวจริง?

พอหัวหน้าข่าวฝรั่งกับผู้ช่วยหัวหน้าข่าวทะเลาะกัน ก็ลาออกไป มันก็มีโต๊ะตำแหน่งว่างพอดี เขาก็เลยย้ายผมไปเป็นผู้ช่วยหัวหน้าข่าวอย่างรวดเร็ว (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องของจังหวะ เราก็พร้อมจะทำงาน อย่าไปเกี่ยง ว่างานอะไรทั้งสิ้น ช่วงนั้นคนน้อย เราก็ต้องทำทุกอย่างทั้งเขียนข่าว แปลข่าว ไปสัมภาษณ์คน พอเป็นผู้ช่วยหัวหน้าข่าวแล้ว โต๊ะข่าวทั้งหลายแหล่อายุมากกว่าผมหมดเลย ผมอายุ 20-21 ปี ผมก็เลยต้องบริหารคนที่อายุมากกว่าและประสบการณ์มากกว่าเรา มันก็เป็นสิ่งท้าทายอีกอย่างหนึ่ง

>เจอปัญหาบ้างหรือเปล่า?

แน่นอน ทุกคนเริ่มต้นมันจะต้องมีปัญหา ลองของกันบ้าง อะไรบ้าง ทำนองเป็นว่าคุณเป็นหัวหน้าเราได้ยังไง คุณไม่เคยทำข่าวการเมือง คือเขาประจำสภามาเป็น 10-20 ปี อยู่ดีๆ เราไปสั่งงานเขา เราไม่เคยไปสภาเลย แต่เขาเป็นนักข่าวเก๋ามาตั้ง 20 ปี ใหม่ๆ ก็มีลองของ เราก็ต้องเรียนรู้สิ ต้องอ่านข่าว ศึกษาข่าว พยายามจะบอกว่าข่าวประเด็นการเมืองมันควรจะอย่างนี้อย่างนั้นนะ คนอ่านเขาถึงจะสนใจมากกว่า ที่ทำอยู่มันอาจจะทำอย่างนี้ตลอด แต่คนเขาต้องการมากกว่านี้ 

>เขาเชื่อฟังบ้างไหม?

ไม่เชื่อ (หัวเราะ) เขาฟังๆ แต่ว่าไม่ทำ ต้องค่อยๆ บอก ทั้งใช้วิธีขอร้อง ทั้งใช้วิธีแกมบังคับต่างๆ นานา แต่สำคัญที่สุด คือว่าต้องทำงานให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้สั่งแล้วหายไปไหนก็ไม่รู้ พอสั่งงานเสร็จ เขากลับมาเราก็นั่งคุยกับเขา ข่าวเป็นยังไง วันนี้ใครให้สัมภาษณ์ยังไง เขาก็บอกมาเป็นอย่างนี้ๆ ปกติเขาก็จะไปเขียนเลย เขียนเสร็จก็โยนแล้วก็กลับบ้าน แต่ผมยังนั่งอยู่ เพราะว่า บก.ข่าวแต่ก่อนได้เวลาก็กลับบ้าน คุณส่งข่าวเสร็จ คุณแปลเสร็จ ส่งโต๊ะซับเลยนะ บางทีหัวหน้าข่าวไม่ได้เห็นต้นฉบับ แต่ความที่เราเป็นเด็กและใหม่ก็อยากจะรู้ทุกอย่าง ผมบอกว่าพอกลับมาอย่าเพิ่งเขียนข่าว มาคุยกันก่อนว่ามีอะไร บางทีอาจจะชูประเด็นก่อน บางทีอาจจะไม่ต้องเขียนทั้งหมด บางทีอาจจะต้องเช็คเพิ่มเติมตรงนี้ตรงนั้น ต้องคุยกับเขา

>เมื่อไปทำข่าวก็ต้องให้ได้ข่าว?

ถ้าไม่ได้ต้องโดนหัวหน้าโดน บก.ด่าแน่ มันทำให้เราหามุมข่าว หามุมรูป แต่จริงๆ เขารู้ว่าไม่ได้แปลว่าถ้าไม่ได้ข่าวไม่ต้องกลับมาหรอก มันแปลว่าสำคัญนะ ต้องทำให้ได้ มันเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าการทำสื่อนี้มันต้องสร้างสรรค์มันต้องมีแรงกดดัน อย่างพอเจอกับเรื่องการเมืองประเด็นเรื่องที่ต้องเอาข่าวจริงๆ ยุคนั้นมันเป็นเผด็จการทหารสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร-ประภาส จารุเสถียร เป็นนายกรัฐมนตรี บางเรื่องคุณก็เขียนไม่ได้ ถ้าเรื่องที่เป็นประเด็นมาก ก็คือว่าคุณณรงค์ กิตติขจร ลูกคุณถนอม ตอนนั้นเป็นพันเอก เฮี้ยวมาก มีข่าวบ่อย ไปชกต่อยไปทะเลาะกับเขาบ้าง มีอยู่วันหนึ่งเขาก็ไปพังป้อมตำรวจ ทหารไปพังป้อมตำรวจ ข่าวใหญ่มากเลยนะ แต่ไม่มีใครกล้าลง เพราะว่าตอนนั้นคุณณรงค์อิทธิพลสูงมาก ไม่มีใครกล้า

ช่างภาพกับนักข่าวก็กลับมา นักข่าวคนนั้นเป็นนักข่าวอาชญากรรมรุ่นเก๋ามากและช่างภาพก็ได้รูปป้อมตำรวจพังนั้นมา จำชื่อได้เลยชื่อ "ลุงอั๋น" เป็นนักข่าวอาชญากรรมเก่าแก่ แกเดินเข้ามา บอกว่า วันนี้มีข่าวใหญ่ แต่ลงไม่ได้ ผมถามว่าข่าวอะไร แกบอกว่า 'ณรงค์พังป้อมตำรวจ' ผมถามว่าทำไมลงไม่ได้ ความที่เราใหม่มันได้ประโยชน์อย่างหนึ่ง ถามว่าทำไมลงไม่ได้ แกบอกว่าใครจะไปกล้าลง เดี๋ยวเขาก็มาบอมบ์โรงพิมพ์เอาหรอก ผมบอกว่า ใจเย็นๆ สิเล่าให้ฟังสิว่าเป็นยังไง

เขาเล่ารายละเอียดและมีรูปด้วย แกบอกอย่าไปเขียนนะ เรายุ่งแน่เลย ผมบอกเขียนมาเลย ผมรับผิดชอบเอง แต่ผมต้องรอ บก.ใหญ่คุณเท่ห์ จงคดีจิตร เป็นเจ้านายผม คนที่จัดหน้าเป็นฝรั่ง ลุงก็นั่งเขียน ผมก็รอให้คุณเท่ห์กลับบ้านก่อน เพราะคุณเท่ห์ติดต่อกับนักการเมืองเยอะ สื่อสมัยนั้นจะไม่ลง แต่ผมคิดว่ามันต้องลง ผมคิดว่านี่คือเรื่องจริงแล้วมันมีภาพและมีเหตุการณ์จริงๆ บันทึกตำรวจก็มี มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ไปสร้างข่าวขึ้นมา มันมีหลักฐานทุกอย่าง ผมคิดว่ามันต้องลง เขียนข่าวเอารูปมาเสร็จ ผมก็รอให้คุณเท่ห์กลับบ้านก่อน ถ้าขอแกคงไม่ให้ลงแน่

>คิดว่าต้องลงข่าวนี้ให้ได้?

พอแกกลับบ้านผมก็ไปหาซับเอดิเตอร์ บอกว่ามีข่าวใหญ่ชิ้นหนึ่งต้องขึ้นหน้าหนึ่ง แต่ว่ามันเซนท์สิทีฟทางการเมือง เขาบอกว่าถ้าเซนท์สิทีฟยิ่งต้องขออนุญาตคุณเท่ห์ก่อน ผมบอกไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวผมขออนุญาตทางโทรศัพท์ก็ได้ ผมบอกว่าข่าวเป็นอย่างนี้ เขาบอกว่าข่าวดีฉิบหาย แต่ลงไม่ได้ ลงแล้วยุ่ง ผมบอกว่ามีอะไรบอกไอ นักข่าวต่างๆ นานาบอกว่า ถ้าลงต้องโดนแหงเลย ไม่รู้คุณถนอม-ประภาสจะว่ายังไง และคุณณรงค์ชื่อเสียงตอนนั้นแกเป็นคนดุดันมาก ไม่มีใครกล้าไปแตะ แต่คืนนั้นแกเมา ผมบอกลงไปเลย ไม่ต้องห่วง ผมรับผิดชอบเอง ซับถามว่าบอกคุณเท่ห์หรือยัง เดี๋ยวโทรไป เชื่อว่านี่คือความจริงไง

วิญญาณของความเป็นศรีบูรพาทำให้คิดว่า คนรุ่นก่อนๆ เขาต่อสู้เขาโดนทหารมาบุก ถูกตำรวจมายึดโรงพิมพ์ มาล่ามโซ่ จับติดคุกกัน นั่นมันเรื่องการเมืองระดับชาติ เรื่องคอมมิวนิสต์ แต่ของเรามันเรื่องธรรมดา ทำไมไม่กล้าลง ถ้าไม่กล้าลงมาทำหนังสือพิมพ์ทำไม จิตวิญญาณของคนทำหนังสือพิมพ์มันต้องกล้าเอาความจริงมาพูด กล้าเอาความจริงมารายงาน ตัดสินใจบอกกับซับไปเลยว่า ลงไปเลยหน้าหนึ่ง

>ผลปรากฏว่า...?

(หัวเราะ) คุณเท่ห์เข้ามาแต่เช้า ถามหาสุทธิชัยอยู่ไหน แต่ว่าโชคดีมากเลยว่าพอข่าวออกไป คุณถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี พอเห็นข่าวในบางกอกโพสต์เรียกคุณณรงค์มาด่า เอ็งไปทำอย่างนี้ได้ยังไง เสียชื่อเสียเกียรติ เช้านั้นเป็นฉบับเดียว บ่ายเป็นสยามรัฐ และสยามรัฐโค้คบางกอกโพสต์ไปลง โชคดีอย่างหนึ่งว่า คุณชายคึกฤทธิ์เขียนคอลัมน์บอกว่า มันต้องอย่างนี้สิ บางกอกโพสต์กล้าเอาความจริงมารายงาน มันถึงจะเป็นหนังสือพิมพ์ที่แท้จริง เขียนชมใหญ่ คุณเท่ห์แฮปปี้เลย แต่ว่าตอนทำไม่รู้ ความเสี่ยงมันมี เชื่อว่ามาทำหนังสือพิมพ์แล้ว ข่าวที่เป็นความจริง ถ้าเช็คแล้วคอนเฟิร์มแล้วมันก็ต้องรายงาน นั่นเป็นตัวอย่างอันหนึ่งว่าพอได้อ่านชีวประวัติของท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ต่อสู้หนักหน่วงกว่านี้ไม่รู้กี่สิบเท่า ติดคุกติดตะราง ติดแล้วติดอีก

>นี่คือการต่อสู้กับอำนาจรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง?

ผมก็ได้เรียนรู้ความเป็นมืออาชีพมาจากเขา เพราะเขามาจากต่างประเทศ เขารู้ว่านี่คือเซ็นเซอร์ชิพที่รัฐบาลสั่ง แต่ไม่ใช่ว่าต้องฟังทุกอย่าง ถ้าคุณยอมอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้คุณต้องยอมหมด เขาก็มีวิธีต่อรอง การต่อสู้ของสื่อมวลชนมันถึงแหลมคม และเขาต้องมีการประเมินกันอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรเป็นยังไง

ฉะนั้นวิธีการต่อสู้กับเผด็จการทางความคิด ก็คือว่าถ้าคุณชนไม่ได้โดยตรง คุณก็ต้องมีวิธีการหลบเลี่ยง ถึงจะยังคงไว้ซึ่งอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น นั่นก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่ได้เจอกับตัวเองว่าอำนาจรัฐบาลถึงแม้ว่าเขาจะไม่มาสั่งเราโดยตรงและเขาก็เอาผิดเราตามกฎหมายไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เขียนหมิ่นประมาทเขา ไม่ได้เขียนข้อความเท็จ แต่ว่าเขาไม่ชอบที่คุณวิจารณ์เท่านั้นเอง

หลังจากนั้น ผมก็บอกกับนักข่าว พูดกับคนทำข่าวอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องยืนอยู่บนความจริงยังไง การทำข่าวต้องถูกต้อง ต้องแม่นยำ พลาดไม่ได้ ถ้าพลาดแล้วเราจะโดน แต่ถ้าถูกต้องแม่นยำแล้ว ยึดมั่นในข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ก็ต้องกล้ารายงานกับประชาชน เพราะว่าประชาชนเขาคาดหวังกับเราว่าจะเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นบางกอกโพสต์จากการที่เป็นหนังสือพิมพ์สมัยนั้น ฝรั่งเป็นเจ้าของหมดเลย ทุกอย่างก็ต้องลงตามที่รัฐบาลสั่ง ต้องค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ ปรับการแสดงแนวทางความคิดต่างๆ

>ช่วงนั้นถือเป็นการเคี่ยวกรำงานข่าวและได้พบกับนักหนังสือพิมพ์รุ่นราวคราวเดียวกัน?

รุ่นนั้นก็มีคุณขรรค์ชัย บุนปาน คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ตอนนั้นอยู่สยามรัฐ หลังจากนั้น ก็แตกแขนงกันไปสร้างมติชน ผมก็มาทำเนชั่น ซึ่งตอนนั้นคุณขรรค์ชัยก็มาอยู่เนชั่นพักหนึ่ง ตอนเริ่มเนชั่นใหม่ๆ คุณสุจิตต์ คุณขรรค์ชัยก็อยู่เนชั่น ตอนนั้นเนชั่นทำประชาชาติรายสัปดาห์กับประชาชาติรายวัน ประชาชาติรายวันคือหนังสือพิมพ์การเมืองสมัยใหม่ช่วงแรกๆ หลังจากนั้น คุณขรรค์ชัยก็ไปสร้างมติชน และเราก็มาทำเนชั่นต่อ

>กว่าจะมาเป็นเนชั่นได้ก็ต้องฝ่าฟันหนักหนาสาหัสเหมือนกัน?

ตอนนั้นบางกอกโพสต์ซื้อบางกอกเวิลด์กลายเป็นผูกขาด คนของบางกอกโพสต์บ้าง ของบางกอกเวิลด์บ้าง ก็มาร่วมกันตั้งเนชั่นว่าจะต้องเป็นหนังสือพิมพ์ของคนไทย เพราะว่าเรารู้สึกว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษตอนนั้นฝรั่งครอบงำหมด แนวคิดก็ดี วิธีการนำเสนอก็ดี ความคิดต่างๆ บทนำก็ดี บทความก็เป็นฝรั่งเขียนเสียเป็นส่วนใหญ่ การออกมาตั้งเนชั่นเรายืนยันว่า จะต้องเป็นของไทย บก.ต้องเป็นไทย โดยคนไทย ตอนนั้นขายหุ้นโดยทั่วไปเลยแหละ เพราะว่าไม่มีสตางค์เก็บ ใครอยากจะซื้อคนละพันสองพันบาท ได้มาสองล้านบาท ได้เพราะว่าคนเชียร์ คนอยากเห็นคนไทยทำหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสู้กับฝรั่งได้ ก็ไม่ง่ายนะ ฟันฝ่ากันมาลำบากลำบน 4 ปีแรกก็ขาดทุนตลอด แต่ว่ามันได้แนวคิด มันได้วิธีการว่า คนไทยสามารถจะทำสื่อได้

แน่นอนเราเป็นอิสระในแง่การแสดงความคิดเห็น และมันก็เป็นช่วง 14 ตุลาพอดี เนชั่นตั้งมาได้ปีเศษๆ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ช่วงก่อน 14 ตุลาเราเททั้งหมดให้กับฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งธงเลยว่าเราต้องเปลี่ยน ไม่เอาเผด็จการ จะเอาประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นทั้งบทนำ บทความต่างๆ ถ้าย้อนไปดูหนังสือพิมพ์หลักๆ ก็จะมาแนวเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชัดมากน้อยกว่ากันเท่านั้น แต่เราไม่ไหวแล้วกับระบอบเผด็จการทหาร ได้เวลาที่ไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตย สื่อสิ่งพิมพ์มีบทบาทสำคัญมากในการทำให้นักศึกษาและประชาชนช่วงนั้นลุกขึ้นมาว่า ต้องทำ สื่อส่งเสริมตลอด

>สมัยนั้นสื่อถูกคุกคามอย่างไรบ้าง?

คุกคามเป็นปกติ โทรมาห้ามลงข่าวนั้นข่าวนี้ ถ้าลงข่าวนี้เสร็จแน่ สันติบาลก็ตามไล่ล่า สันติบาลตอนนั้นมีบทบาทมากว่าคนไหนบ้านอยู่ไหน รายงานว่าคนนี้ใกล้ชิดกับนักศึกษาคนนี้ จะมีแบล็คลิสต์อยู่ตลอด และแบล็คลิสต์ของพวกเราเพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ร.บ.สิทธิรับรู้ข่าวสารออกมาเมื่อสักสิบห้าปีก่อนนี้เอง กฎหมายฉบับนั้นระบุว่าให้เปิดข้อมูลที่ราชการมีทั้งหมดเกี่ยวกับบุคคล ผมยังบอกไปว่า ช่วยแจ้งให้ผมทราบหน่อยว่าเขียนเกี่ยวกับผมว่ายังไง สมมติเขาเขียนประวัติคุณในแฟ้มสันติบาล คุณมีสิทธิขอดูว่าสันติบาลเขียนเกี่ยวกับคุณว่ายังไง ถ้าคุณเขียนเกี่ยวกับผมผิดผมฟ้องคุณได้ เขาส่งมาให้เรา แต่เขาก็คงแก้หมดเรียบร้อยแล้ว (ยิ้มๆ)

>จริงๆ คล้ายยุคของศรีบูรพาเหมือนกัน?

คล้ายกันในแง่ที่ว่ามันมีเขาเรียกว่า กรมประมวลข่าวสารอยู่ใกล้กับสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประมวลข่าวสารและสันติบาลอยู่ใกล้ตำรวจ สันติบาลกับตำรวจอิทธิพลสูงมาก เพราะสามารถจะให้ยกเลิกใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การพิมพ์สมัยนั้น มีสิทธิจะปิดหนังสือพิมพ์เมื่อไรก็ได้ สันติบาลเท่านั้นนะ ไม่ต้องถึงนายกฯ เลย สันติบาลมีสิทธิยกเลิกใบอนุญาต สั่งจับกุมคุมขังต่างๆ นานาได้ ฉะนั้นบรรยากาศคล้ายกับช่วงของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์พอสมควร

>หลังจากนั้นก็นำเนชั่นเข้าสู่ยุคทำสื่อวิทยุและโทรทัศน์?

วิวัฒนาการมาเรื่อยเพราะว่าทีวีเมืองไทยก่อนหน้านี้มันไม่มีคุณภาพ ทางการคุมหมดทั้งข่าว เนื้อหา ทุกอย่างรัฐบาลคุมหมด เราก็มีโอกาสทำเพราะว่าหลัง 14 ตุลา คนเรียกร้องว่าวิทยุจะต้องมีเสรีภาพ ต้องมีข่าวสารที่ประชาชนต้องการ วิทยุแห่งประเทศไทยเขาก็ชวนผมไปทำหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาได้สัก 6 เดือน ทำรายการครึ่งชั่วโมงตอนเย็น อาศัยนักข่าวในโต๊ะข่าวนี่แหละ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเสียงนักข่าวรายงานสดเข้ามาแล้วออกอากาศ ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ แฟกซ์ก็ไม่มีนะ โทรศัพท์ สปีกเกอร์เพิ่งมีเป็นครั้งแรก ผมคิดว่าจะทำยังไงให้มันสนุกสนานและน่าตื่นเต้น ผมพูดคนเดียวไม่สนุก ต้องให้นักข่าวรายงานเข้ามาว่า คุณไปทำข่าวนี้บรรยากาศเป็นยังไง

ผมบอกว่า เอาอย่างนี้นะ คุณโทรเข้ามา ผมจะเอาออกสด ผมจะเปิดสปีกเกอร์แล้วเอาไมโครโฟนใส่ตรงสปีกเกอร์ (หัวเราะ) เสียงมันก็จะซ่าๆ แต่มันก็ตื่นเต้นดี เป็นครั้งแรกที่คนฟังวิทยุได้ยินว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ มีนักข่าวรายงานสดด้วยเหรอ เป็นเจ้าแรกที่ทำอย่างนี้ และก็เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย สิบกว่าปีก่อน มันก็มีข่าวซัดดัมบุกคูเวต อเมริกันส่งเครื่องบินไป จำได้ว่าตอนนั้นกำลังจัดสัมมนาที่ภูเก็ตเรื่องน้ำมัน เกิดข่าวนี้ขึ้นมาก็ต้องยกเลิกการสัมมนาไป ทีวีช่อง 3 ก็ไปทำข่าว พอสัมมนาถูกยกเลิกแล้ว ทำยังไง พอดีนักข่าวจากออฟฟิศส่งแฟกซ์เข้ามาว่า ข่าวจากเอพีหรือรอยเตอร์รายงานว่า ซัดดัม ฮุสเซ็น จะลุยเข้าไปแล้ว ผมมานั่งอ่านให้นักข่าวช่อง 3 ฟัง เขาบอกสนุกโว้ย

นักข่าวช่อง 3 มาทำข่าวสัมมนา แต่ไม่มีข่าวส่งออฟฟิศ เขาก็บอกว่าพี่สุทธิชัยคุยสนุกมากเลย เล่าให้ผมฟังหน่อย ก็เอากล้องถ่าย ผมบอกว่าทีวีผมไม่เคยออก นักข่าวคนนั้นบอกว่าพี่ไม่ต้องออก คุยเหมือนเมื่อกี้นี่แหละ ตื่นกล้อง ผมก็เล่าอย่างนี้ๆ เขาก็เอาไปออกทีวีช่อง 3 คนดูบอกว่าสนุกดี พอผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ ช่อง 3 ติดต่อมาให้ผมไปเล่าเรื่องสงครามอ่าวเปอร์เซียช่วงข่าวภาคค่ำหน่อย ผมบอกไม่เอา ผมทำทีวีไม่เป็น ไปๆ มาๆ เขาตื๊อจนกระทั่งว่า ก็ไปพูดวันละ 5 นาที เพราะฉะนั้น มันเป็นข่าวประจำวัน ก็เป็นครั้งแรกที่ไปทำทีวี หลังจากนั้น ก็ไปทำข่าวทีวีมาตลอด

>การเอาความเป็นคนหนังสือพิมพ์ไปออกสื่อทีวีมันต่างกันมากไหม?

แนวคิดคือเอาความเป็นคนทำหนังสือพิมพ์ไปออกทีวี เพราะมันมีเนื้อหา มันมีจุดต่างในการนำเสนอ แต่เนื้อหาทีวีสู้คนทำหนังสือพิมพ์ไม่ได้ เพราะหนังสือพิมพ์สามารถเรียงลำดับเล่าเป็นเรื่องได้ เวลาเขียนมันต้องมี แต่ว่าทำข่าวทีวีมันไม่มี มันเล่าตั้งแต่ ก-ฮ เราบอกเอา ฮ ขึ้นก่อน เพราะมันน่าสนใจกว่า คนมาดูทีวีก็สนุก และเราก็เล่าเป็นฉากๆ ได้ว่า รถถังอเมริกันมาบุกแล้ว คืนนี้ดวงจันทร์จะขึ้นกี่โมง เราก็เอาข้อมูลจากต่างประเทศนี่แหละ ไม่ได้รู้อะไรมาก เพียงแต่ว่าเล่าให้มันเห็นเป็นภาพได้

คนก็งง เฮ้ย..สุทธิชัยรู้ได้ยังไงว่าเขาจะบุกกี่โมง รถถังมันวิ่งลงน้ำลงทะเลทรายยังไง อ่านแล้วก็มาเล่าให้เห็นภาพเท่านั้นเอง ทีวีเมืองไทยก็เป็นครั้งแรกที่มีการรายงานข่าวต่างประเทศที่คนไทยฟังแล้วเข้าใจ ฟังแล้วสนุก ฟังแล้วต้องการจะติดตาม หลังจากนั้น เราก็มีโอกาสได้ทำทีวีต่อมา วิทยุก็เข้ามา เพราะอย่างนี้ ทีวีก็เข้ามาเพราะสงครามอ่าวเปอร์เซีย

>กระทั่งกลายเป็นอาณาจักรสื่อเครือเนชั่น?

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเกิดก็เพราะว่าตอนนั้นตลาดหุ้นเพิ่งเกิด ข่าวเศรษฐกิจยังน้อยมาก ข่าวเศรษฐกิจไม่มีใครสนใจและยากมาก มาคุยกันว่า เนชั่นจะต้องออกหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาไทย ความต้องการสังคมยุคใหม่ต้องการอะไร เพราะก่อนจะทำหนังสือพิมพ์ไม่ได้คิดว่าจะทำกำไร คิดก่อนว่าสังคมต้องการอะไร ตอนนั้นช่องว่างของข่าวสารคือข่าวเศรษฐกิจ เลยต้องทำข่าวหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจรายวันชื่อ "กรุงเทพธุรกิจ" และประสบความสำเร็จทันที เพราะคนต้องการอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ จะมีเป็นรายอาทิตย์หรือราย 3 วัน ผมรู้เพราะว่าอยู่เวรตอน 4 ทุ่ม จะมีคนโทรมาถามว่า ตอนนี้ดาวโจนส์เปิดตลาดที่นิวยอร์กแล้วขึ้นบวกลบเท่าไร สมัยก่อนนี้ข่าวสารมันช้าถึงขนาดที่ว่า เขาต้องรอถึงวันรุ่งขึ้น

สมมติว่าเวลาที่นั่น 4 ทุ่มเปิดตลาดหุ้น คนไทยที่เล่นหุ้นกว่าจะรู้ว่าตลาดหุ้นเป็นยังไงต้องไปอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า เราปิดข่าวเที่ยงคืน คุณก็รู้แค่สองชั่วโมงแรกของตลาดเปิด มันเชยถึงขนาดนั้น ไม่ใช่สมัยนี้ทุกวินาทีรู้หมด ตอนนั้นไม่มีอะไรทั้งสิ้น คอมพิวเตอร์ยังไม่มีข่าว ทีวีก็ยังไม่มีเรื่องพวกนี้ ฉะนั้นเราเห็นช่องว่างว่า ตรงนี้มันเป็นข่าวเศรษฐกิจที่คนไทยต้องการ

>ก้าวมาถึงยุคสื่อดิจิทัล?

คิดว่าเมื่อมันมีอินเทอร์เน็ตมา เป้าหมายหลักของการทำสื่อ คือเอาข่าวสารที่ต้องการส่งไปถึงปลายทาง หนังสือพิมพ์ออกจากแท่นพิมพ์ ต้องพับ ต้องส่ง เป็นวิธีการโบราณ ทีวีก็ต้องผ่านกล้อง ผ่านความถี่ ออกมาคุณต้องมีเครื่องรับ วิทยุก็ต้องมีวิทยุรับ พอมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตมา คุณสามารถที่จะไปถึงผู้บริโภคข่าวได้อย่างเร็ว อย่างง่าย และก็อย่างถูกที่สุด เหมือนกับตอนที่ทำกรุงเทพธุรกิจหรือบุกเบิกเข้าไปวิทยุและโทรทัศน์ นี่คือการบุกเบิกที่เห็นชัดเจนว่า เนื้อหาต่างๆ มีอยู่แล้ว หน้าที่หลักของสื่อในเครือเนชั่นคือการสร้างคอนเทนท์ สร้างเนื้อหาต่างๆ วิธีการนำส่งถึงผู้บริโภคยังไงก็ได้ ขอให้มันมีวิธีเร็วที่สุด ดีที่สุด ไปถึงคนดีที่สุด

>ถือเป็นหน้าที่ใหม่ของนักข่าว?

ถ้าอินเทอร์เน็ตมันช่วยให้สามารถส่งเนื้อหาไปถึงเขาอย่างเร็ว สะดวก และอย่างที่เขาต้องการ นั่นแหละคือหน้าที่ของเรา ฉะนั้นไม่ว่าตรงกลางจะส่งวิธีไหนก็ตาม ไม่สำคัญ เราทำคอนเทนท์ให้ไปถึงผู้บริโภคให้ได้ดีที่สุดก็แล้วกัน ฉะนั้นถึงคิดว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นอนาคตที่ควรจะต้องมาศึกษา และใช้มันอย่างเร็วที่สุด และผมเชื่อว่าอีก 5 ปีข้างหน้า มันก็จะพลิกโฉมอีกครั้งหนึ่งในวงการสื่อ

>แม้กระทั่งคนทำสื่อเองก็ตกใจเพราะปรับตัวไม่ทัน?

ไม่ต้องตกใจ ถ้าทุกคนเข้าใจว่าทุกอย่างที่ทำเพื่ออาชีพนี้ ทุกคนในอาชีพนี้ไม่ต้องตกใจ เพียงแต่ต้องปรับตัว แต่คุณอย่าลืมว่า เนชั่นปรับตัวมาตลอด มายุคนี้พิมพ์ดีดไม่มีแล้ว ยุคช่างภาพก็เหมือนกัน ยุคถ่ายแล้วเป็นฟิล์ม วิ่งเข้าห้องมืด อัดออกมาดำๆ มืดๆ แล้วก็แก้กันไม่ได้ เขาปรับตัวยังไงเวลามีกล้องดิจิทัล ตอนนั้นช่างภาพตกใจเหมือนกัน ช็อก กลัวตกงาน ผมก็ต้องไปนั่งประชุม คุยให้เขาฟัง ผมบอกว่า ไม่ต้องตกใจ วิวัฒนาการเหล่านี้มันดีสำหรับพวกเราแน่นอน แต่ต้องเรียนรู้วิธีการใช้ ตอนนั้นก็ไม่ใช่ว่ารู้หมด ต้องศึกษาดูโลกว่าเป็นยังไง

เหมือนทุกวันนี้ ที่ผมพูดว่าอีก 5 ปีทำยังไง ทุกคนก็งง แต่ไม่มีใครต้องตกงานเลย เพราะเราทำคอนเทนท์ ยิ่งทำคอนเทนท์ให้ดี เนื้อหาดี วิเคราะห์ลึก รอบด้าน เป็นธรรม คนอยากได้ กับปลายทางคือผู้บริโภค ส่งให้เขา ตรงที่คุณตกใจหรืออะไรก็อยู่ตรงกลางนี้เอง ระบบการขนส่งซึ่งมันไม่เกี่ยวกับพวกเรา

>ส่วนตัวเป็นคนทันสมัยหรือเปล่า เพราะทำทั้งเวบไซต์และเวบบล็อกหลายอย่างมาก?

พยายาม เพราะเราโง่ ไม่ได้เรียนหนังสือเยอะไง (หัวเราะ) เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือเยอะ ก็ยิ่งต้องเรียนรู้จากทุกอย่าง เหมือนพยายามให้พนักงานเนชั่นทำบล็อกทุกคน ผมเห็นว่ามันดีมาก อะไรที่ผมเห็นว่ามันดีมันมีประโยชน์กับอาชีพนี้ ต้องบอกทุกคน และบอกเฉยๆ ก็ยังไม่เชื่อ ก็ต้องทำให้เขาดู เพราะว่ามันจะเสียดายมากเลย สมมติว่าคุณไปเห็นอะไรที่ดีมากสักอย่าง คุณไปกินขนมที่อร่อยมาก คงไม่อยู่เฉยๆ ถ้าคุณเก็บไว้กินคนเดียวคงเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่นี่มันเป็นองค์กรสื่อที่ต้องทำหน้าที่ทันต่อเหตุการณ์ ต้องสนองความต้องการของผู้บริโภคตลอดเวลา ผู้บริโภคเขาไปถึงไหนแล้ว

ทุกวันนี้ เด็กอายุ 15-16 ปี ตื่นเช้าขึ้นมาเปิดเช็คข่าว เช็คข้อมูล แชทกับเพื่อนในคอมพิวเตอร์ ถามจริงๆ ว่า หนังสือพิมพ์ที่ทำจะให้ใครอ่าน ถ้าคนเหล่านี้เขาไม่อ่านกัน และอีก 5 ปีจะให้ใครอ่าน เขาโตมาอีกจาก 15 เป็น 20 ปี ไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว สิ่งที่เราทำจะให้ใครอ่าน เห็นผู้บริโภคเป็นอย่างนี้ต้องปรับทันที ปรับเพื่อว่าให้ทันกับยุคใหม่ เจเนอเรชั่นใหม่ ก็มาบอกพรรคพวก เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ ก็ไม่เชื่อ ต้องค่อยๆ ทั้งสอนทั้งคะยั้นคะยอ ตบหลังตบไหล่ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องบังคับให้ทำดู ไม่อย่างนั้นคุณก็ไม่รู้ว่ามันจริงไม่จริงยังไง

>สื่อในโลกอนาคตของเนชั่นจะเป็นอย่างไร?

เนชั่นก็จะต้องก้าวไปให้ทันกับเทคโนโลยี ทำหน้าที่อย่างไรให้รับใช้ผู้บริโภคข่าวสารในทุกรูปลักษณะที่เขาต้องการ ถ้าเด็กอายุ 10 ขวบต้องการที่จะรับรู้ข่าวสาร สิ่งบันเทิง ข้อมูลทุกอย่างผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านมือถือหรืออะไรก็ตามแต่ที่จะมาในอนาคต ต้องปรับตัวให้ทันเขา ถ้าคนอายุ 40-50 ปีต้องการได้ข่าว breaking news ข่าวที่เกิดขึ้นทันทีทันด่วน เขาดูจากทีวีได้ ฟังจากวิทยุได้ ดูจากอินเทอร์เน็ตได้ ต้องทำให้เขา ถ้าเขายังต้องการหนังสือพิมพ์ก็ยังทำหนังสือพิมพ์อยู่ แต่ถ้าเกิดเขาต้องการหนังสือพิมพ์น้อยลงๆ และต้องการผ่านสื่ออื่นมากขึ้น ก็จะต้องไปรับใช้เขา ฉะนั้นจะต้องนำและต้องทดลอง ถูกผิดไม่สำคัญ ถ้าลองผิด ไม่ถูก...ทิ้ง ถ้าลองแล้วดี รีบทำต่อ อันนี้ผมคิดว่าเป็นอนาคตที่ควรจะต้องทำ

>นักหนังสือพิมพ์ในยุคของศรีบูรพาทุกคนรู้แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่นักหนังสือพิมพ์ในยุคของ "สุทธิชัย หยุ่น" จะต้องเป็นอย่างไร?

ต้องเอาจิตวิญญาณของศรีบูรพามาเป็นหลักในการเสริมสร้างจริยธรรม ความกล้าในการนำเสนอ และใช้ประโยชน์ในสิ่งที่ยุคศรีบูรพาไม่มี นั่นคืออินเทอร์เน็ตหรือดิจิทัล มันยิ่งทำให้วิญญาณความกล้าหาญแบบศรีบูรพายิ่งมีผลกว้างไกลไปทั่วโลกได้เลย ถ้าคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังมีชีวิตอยู่วันนี้ ผมเชื่อว่าเขาก็จะเห็นว่าการต่อสู้เพื่อความเป็นเสรีภาพของสื่อนั้น ถ้ายิ่งได้กระจายไปสู่อินเทอร์เน็ตที่ยิ่งรัฐบาลควบคุมไม่ได้ ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ ยิ่งจะต้องเป็นจุดหลักที่คุณศรีบูรพาจะต้องยิ่งเห็นว่า นี่แหละบุกเข้าไป เอาจิตวิญญาณที่ถูกต้องดั้งเดิมของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมแล้วใช้สื่อทันสมัยให้เกิดประโยชน์กว้างไกลที่สุด

................................................

สุทธิชัย หยุ่น : คนบ้าข่าว

1.หมาเฝ้าบ้าน (พิมพ์ครั้งแรก : พฤษภาคม 2537, สำนักพิมพ์เนชั่น)

"สุทธิชัย หยุ่น" ปักหลักประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์มายาวนานหลายทศวรรษ เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในวงการหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องในนามปากกา "กาแฟดำ" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยไม่เว้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์อาชีพตัวเองอย่างน่าสนใจยิ่ง

2.Thai Talk (พิมพ์ครั้งแรกปี 1995/2538)

รวมงานเขียนภาษาอังกฤษจากคอลัมน์ Thai Talk ในหนังสือพิมพ์ The Nation ที่ทำให้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติได้ทราบว่า บทบาทและเสรีภาพสื่อมวลชนของไทย ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น 

3.สุดยอด สุทธิชัย หยุ่น (พิมพ์ครั้งแรก : ธันวาคม 2539, สำนักพิมพ์เนชั่น)

การทำงานทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ หน้าที่หลัก คือการตั้งคำถาม--เพื่อแสวงหาคำตอบให้กับสังคม เป็นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์ที่ถูกกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง "ถามดั่งที่ใจคุณอยากให้ถาม ไม่มีคำถามใดที่ถูกห้ามถาม ไม่มีความสงสัยใดที่ถูกเด็ดยอดทิ้งตั้งแต่ต้น"

4.คนบ้าข่าว (สุทธิชัย หยุ่น) (พิมพ์ครั้งแรก : มกราคม 2543, สำนักพิมพ์เนชั่น)

หนังสือรวบรวมบทสัมภาษณ์ "สุทธิชัย หยุ่น" ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระมาร้อยเรียงให้เห็นภาพความเป็นนักสื่อสารมวลชนแนวหน้าของเมืองไทย

5.นักข่าวนอกคอก (พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2545, สำนักพิมพ์เนชั่น)

ครั้งแรกที่เขียนเปิดใจวิธีสัมภาษณ์ให้ถึงกึ๋น ไม่มีคำถามที่งี่เง่า มีแต่คำตอบที่ดักดาน ความเห็นของ "นักข่าวนอกคอก" ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร และไม่คาดว่าใครจะเหมือน คนรุ่นใหม่จะต้องกล้าเปลี่ยนมากกว่าคนรุ่นก่อน และต้องกล้าอธิบายเหตุและผลของการปรับการเปลี่ยน เพื่อให้ได้คนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเท และหาญกล้าทำความจริงให้ปรากฏในสังคมไทย

6.วิ่งหา...ก็หนีหาย (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก : เมษายน 2545, สำนักพิมพ์คลินิกสุขภาพ)

 

เรื่องราวทัศนะว่าด้วยความหมายของความสุขและสุขภาพว่าแท้จริงแล้วมันมีความผกผันกันเช่นไร ทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นชีวิต วิธีคิด จิต อารมณ์ ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่รวมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า "สังคม" ทั้งหมดนี้ ต่างเป็นองค์ประกอบที่นำไปสู่ความสุข โดยทั้งหมดเป็นการรวบรวมมาจากคอลัมน์ "ไม้เกาหลัง" ในนิตยสารชีวจิต

7.เลือกอยู่กับรัก : มุมมองย้อนศรอารมณ์ร่วมสมัยเพื่อใจที่เป็นสุข (พิมพ์ครั้งแรก : ตุลาคม 2545, สำนักพิมพ์คลินิกสุขภาพ)

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย สุทธิชัย หยุ่น คำนำโดย นันทวัน หยุ่น และภาพประกอบโดย ปราบดา หยุ่น เมื่อสุทธิชัยอุทิศชีวิตเพื่ออุดมการณ์งานหนังสือพิมพ์ เขาสามารถเลิกเกี่ยวข้องกับเหล้าและบุหรี่ และเริ่มออกกำลังกายอย่างเอาจริงเอาจัง

............................

นันทพร ไวศยะสุวรรณ์

พรชัย จันทโสก





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เอื้อยนาง วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ouynang

ต้องไปหาเล่มสุดท้ายมาอ่านแล้วหละ
น่ารักออก สามคนในครอบครัวต่างมีส่วนร่วม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
redribbons07 วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07


อ่านแล้วรู้สึกว่าท่าน กล้า อึด ขยัน และอดทน ค่ะ

ปรบมือให้ค่ะ

ยินดีด้วยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก่องแก้วกวีวรรณ วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/250714

สวัสดีครับอ้าย/ผมศรัทธาคุณสิทธิชัย หยุ่นตั้งแต่ท่านเป้นนักวิเคราะหืข่าวทางทีวี ไม่ใช่เพราะศรัทธาว่าท่านเกี่ยวข้องกับบล๊อกโอเค-มีบางคนพยายามเลียนวิธีของท่าน แต่กลับลกลายเป้นน่าเวทนา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
minmint วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paradiso

ขอแสดงความยินดีค่ะ สมควรแล้ว สุทธิชัย หยุ่น
ผู้นำของโลก...สื่อสารมวลชน

..................

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดว่านวนิยายเรื่องใดสมควรได้รับรางวัลซีไรต์ 2552
เงาฝันของผีเสื้อ ของ เอื้อ อัญชลี
3 คน
ทะเลน้ำนม ของ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม
3 คน
ประเทศใต้ ของ ชาคริต โภชะเรือง
1 คน
โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์
4 คน
ลับแล, แก่งคอย ของ อุทิศ เหมะมูล
9 คน
โลกใบใหม่ของปอง ของ ไชยา วรรณศรี
0 คน
วิญญาณที่ถูกเนรเทศ ของ วิมล ไทรนิ่มนวล
14 คน

  โหวต 34 คน