จุดประกายวรรณกรรม
หนังสือ วรรณกรรม นักประพันธ์ ข่าวสาร ความคิดเห็น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nirunsak
วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม 2553
Posted by นิรันศักดิ์_บุญจันทร์ , ผู้อ่าน : 1467 , 19:28:33 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

    
    มาบตาพุด 2050
  
    
    (1)
ไม่ใช่เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดอะไรเลย เมื่อเด็กทารกแรกเกิดคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากครรภ์ของผู้เป็นแม่มีสามขา หนึ่งแขน หรือไม่ก็ใบหน้ายุบหายไปครึ่งหน้า
    เป็นเหตุการณ์ที่ปกติจริงๆ ใครก็ตามที่เป็นพ่อแม่ของทารกคนนั้น แม้จะรู้สึกตกใจ สงสาร และต้องเจ็บปวดอยู่ในใจลึกๆสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็ต้องข่มความรู้สึกเอาไว้ แล้วในที่สุดก็จะได้ยินเสียงหายใจ และนิ่งเงียบ มองทารกแรกเกิดด้วยสายตาที่เย็นชา หรือไม่ก็ทำปากขมุบขมิบก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นปกติ เหมือนไม่มีสิ่งใดๆเกิดขึ้นเลย
    “ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ...เอ้อ...ที่ลูกของคุณแข็งแรงดี”
    พยายาบาลฝ่ายดูแลทารกแรกเกิดบอกกับผู้เป็นพ่อและแม่ หลังจากเธออุ้มทารกมาแนบกับอกแม่ชั่วขณะ เพื่อให้ความรู้สึกระหว่างแม่กับพ่อซึมซ่านระหว่างกัน และกำลังจะอุ้มทารกกลับไปใส่ตู้ปรับอุณหภูมิตามเดิม
    สีหน้าของแม่เฉยเมย เหมือนไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้นขณะที่พยาบาลเอาลูกออกจากอกของเธอ   ส่วนสายตาของเธอนั้น ไม่ได้เหลือบมองตามลูกแต่อย่างใด  แต่กลับเหม่อมองไปบนเพดานไม่ต่างจากคนจิตล่องลอยเท่าไหร่นัก...เช่นเดียวกับสามีของเธอ บนใบหน้าไม่ได้เปล่งประกายฉายความดีใจให้เห็น  มีแต่ความเรียบเฉยและเบือนหน้าออกไปทางหน้าต่าง ซึ่งปรากฏเป็นภาพของเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างเท่านั้น
    “ขอแสดงความยินดียังงั้นหรือ?”
    เธอผู้เป็นแม่ที่อยู่ในสภาพครึ่งนั่งครึ่งนอนบนเตียงทวนคำพูดของนางพยาบาลในใจ ซึ่งมันเป็นคำพูดสำเร็จรูปเพื่อปลอบใจเธอต่างหาก
“โกหกตอแหลสิ้นดี!”
    เธออยากจะตะโกนใส่หน้านางพยาบาลคนนั้นจริงๆ...เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่น่ายินดีที่ไหนกันเล่า กับการที่ลูกคนหนึ่งที่เพิ่งคลอดออกมาสัมผัสกับโลก ต้องมีความพิกลพิการอย่างน่าเกลียดน่ากลัว เหมือนกับตัวประหลาดอะไรสักอย่างหนึ่ง
    เธอกัดฟันแน่นและรู้สึกว่าความเครียดมันจู่โจมมากขึ้น....
    “ลูกของฉันแข็งแรงมากนักหรือ...อีนังตอแหล?”
    เธอรู้ดีว่าคำพูดของนางพยาบาลที่ดูแลลูกของเธอนั้น  ไม่มีความจริงหรอก....เพราะความจริงที่นางพยาบาลควรพูดน่าจะเป็น“ลูกของคุณไม่น่าจะรอดเลยนะ...”มากกว่า
    สองสามีภรรยาต่างคนต่างเงียบงัน  ภายในความคิดสับสนพอๆกัน ยิ่งเห็นลูกชายแรกเกิดด้วยแล้ว   ก็ยิ่งรู้สึกร้าวรานใจมากขึ้น  และไม่อยากจะนึกคิดถึงวันข้างหน้าของลูกชายว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
    เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น ทำให้สองสามีภรรยาต้องสลัดความครุ่นคิดออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากมีพยาบาลแผนกดูแลทารกแรกเกิดอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับเครื่องบันทึกประวัติขนาดเล็กอยู่ในมือ
    นางพยาบาลเดินมายืนข้างเตียง แล้วเริ่มป้อนคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของเธออย่างละเอียด  พร้อมทั้งกดปุ่มบันทึกข้อมูลอย่างแคล่วคล่อง จนนิ้วของเธอที่กดปุ่มตามตัวอักษรเต้นระบำอย่างรัวระริกเลยทีเดียว
    คำตอบของเธอที่บอกกับนางพยาบาลนั้น  น้ำเสียงราวกับคนที่กำลังเบื่อหน่ายโลก และหมดอาลัยตายอยากเหลือเกินกับการที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป   จนเวลาผ่านไปร่วม20นาทีนั่นแหละ   นางพยาบาลจึงเดินออกจากห้องไป
    เธอกับสามีมองตามหลังนางพยาบาลที่กำลังจะเดินพ้นประตูห้อง และใช่วงเวลาที่ประตูบานใหญ่เปิดกว้างนั่นเอง สายตาของทั้งสองก็สามารถจะมองข้ามเลยไปยังอีกห้องหนึ่งได้  เนื่องจากมันเป็นห้องกระจกขนาดใหญ่  เพื่อใช้สำหรับเป็นห้องพักฟื้นทารกแรกเกิด และสามีภรรยามองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในห้องนั้น  ทั้งคู่ก็ต้องรีบดึงสายตากลับอย่างรวดเร็ว
   
มีตู้ปรับอุณภูมิเพื่อให้ความอบอุ่นสำหรับทารก เรียงรายเป็นทิวแถวจำนวนมากอยู่ภายในห้องนั้น ซึ่งนอกจากจะมีทารกเคลื่อนไหวอยู่แทบทุกตู้แล้ว  ยังมีเสียงร้องแหลมเล็กดังระงม เหมือนเป็นเสียงร่ำร้องของสิ่งมีชีวิตที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดอีกด้วย
 สิ่งที่ปรากฎอยู่ในห้องนั้นคือเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นสำหรับมหานครแห่งนี้ สายตาที่เย็นชาของผู้เป็นแม่และพ่อที่มองผ่านกระจกเข้าไปในห้องก็เช่นกัน  ในความรู้สึกของแม่หลายๆคนที่นอนอยู่บนเตียงพักฟื้นหลังการคลอด ณ สถาบันการกำเนิดชีวิตใหม่แห่งชาติ ซึ่งถือเป็นสสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านการคลอดบุตร และดูแลเด็กแรกเกิดที่สำคัญ  ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในความรู้สึกเดียวกัน นั่นคือต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอยู่ในใจลึกๆ และต้องยอมรับกับสภาพที่เกิดขึ้นกับลูกชายหญิงที่คลอดออกมา โดยปราศจากเงื่อนไขและร้องขอใดๆทั้งสิ้น
 เสียงทารกที่ร้องประสานกันดังลั่นอยู่ภายในห้องกระจกนั้น เปรียบเสมือนเป็นมือที่บีบเคล้นหัวใจผู้เป็นแม่แต่ละคนให้แหลกยับเยิน  เพราะมันเป็นเสียงแห่งความทรมานของชีวิตใหม่ มากกว่าจะเป็นเสียงแห่งความปิติยินดีนั่นเอง
 แม่ของเด็กหลายคนที่นนอนอยู่บนเตียงใกล้ๆกับห้องกระจก ไม่อยากแม้แต่จะเหลือบมองไปที่ห้องนั้น บางคนเบือนหน้าหนี บางคนเหม่อมองไปบนเพดานห้อง หรือไม่บางคนก็หลับตาและปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มจนเป็นทาง
 แต่ถึงอย่างไร ก็มีแม่ของเด็กอีกหลายคน ที่อดจะชะเง้อมองเข้าไปในกระจกนั้นไม่ได้   ด้วยท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นนางพยาบาลอุ้มเด็กทารกเดินผ่านมาใกล้ๆ บรรดาผู้เป็นแม่เหล่านั้น เธอจะจ้องมองตามทารกคนที่นางพยาบาลจนตาไม่กระพริบเลยทีเดียว

ประตูห้องกระจกเปิดกว้างชั่วขณะ เพราะมีนางพยาบาลสองคน ช่วยกันเข็นเตียงขนาดเล็กเตียงหนึ่งออกมา โดยที่บนเตียงมีร่างของทารกสองคนอายุเพียง5วันนอนแน่นิ่งอยู่บนนั้น
 "ตายอีกแล้วหรือ?"
 มีเสียงผู้หญิงที่นอนพักฟื้นหลังการคลอดคนหนึ่งพูดขึ้น.....ซึ่งก็เป็นไปตามที่เธอคาดคิดเอาไว้ เพราะที่บนเตียงนั้น มีทารกรูปร่างประหลาดที่ปราศจากลมหายใจแล้ว นอนเคียงคู่กันและกำลังถูกนำไปทำพิธีเผาที่อีกอาคารหนึ่งนั่นเอง
 ร่างของทารกทั้งสองคนนั้น ราวกับกับมิใช่มนุษย์ โดยคนหนึ่งนั้นร่างผอมคล้ายเป็นเพียงโครงกระดูก และแขนกุดทั้งสองข้าง ส่วนอีกคนหนึ่งก็มีหน้าตาที่ไม่ต่างจากสัตว์ชรนิดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถจะบอกได้ว่ามันเป็นสัตว์อะไรกันแน่
 ความตาย....ความตายอันเป็นปกติเกิดขึ้นอีกแล้ว ณ มหานครแห่งนี้
 
   
2.
มีโรงงานมากมายที่ถูกปิดตาย หลังจากที่มันแผ่กระจายสารพิษจำนวนมากออกมานานหลายปี เหมือนเป็นฆาตกรที่เยื้องย่างเข้ามาในมหานครที่อย่างเงียบกริบ
 ผู้คนในมหานครไม่รู้สึกตัวหรอกว่ากำลังมีบางสิ่งเกิดขึ้น เพราะความรู้สึกของแต่ละคนคิดว่าโรงงานอุตสาหกรรมและผลผลิตต่างๆนั้นคือความรุ่งเรืองศิวิไลซ์ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้สูงส่ง มีความสุขสบาย และทำให้มีรายได้ต่อปีต่อคนที่สูงลิ่ว
 โรงงานอุตสาหกรรมที่ผุดขึ้นจำนวนมากนั้น ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจจนผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงชัยชนะของการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ที่มีแต่เสียงชื่นชมและคำยกย่องสารพัดอีกด้วย
 ตัวเลขการส่งออกสินค้าในแต่ละเดือน อันเป็นผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมนานาประเภท ไม่ต่างจากตัวเลขจากสรวงสวรรค์เท่าไหร่นัก  โดยตัวเลขการลงทุน  ผลกำไร รวมทั้งตัวเลขในตลาดหุ้น  และการคิดค้นหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆจากโรงงานอุตสาหกรรม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ประชากรใมหานครแห่งนี้ปลาบปลื้มใจทั้งสิ้น
 ความอยู่ดีกินดี มียอดบัญชีเงินฝากในแบงก์เพิ่มขึ้นทุกเดือน มีเม็ดเงินลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างมหาศาล และมีเงินหมุนเวียนอยู่ในตลาดหุ้นในแต่ละวันจำนวนมาก กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ทุกอย่างแสดงถึงความรุ่งเรือง ราวกับแสงแดดที่สะท้อนหลังคาอันวาววับและปล่องโรงงานอุตสาหกรรมที่เห็นอย่างโดดเด่นเรียงรายกันเป็นทิวแถวนั่นแหละ ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหานครและความภูมิอกภูมิใจของผู้คนในมหานครแห่งนี้
 แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป...และบนท้องฟ้าเริ่มมีหมอกควันหนาแน่นมากขึ้น ภัยเงียบที่รุกคืบมานานก็เริ่มสำแดงให้เห็น

ปล่องควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ได้แปรเปลี่ยนจากสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรื่องทางด้านเศรษฐกิจ มาเป็นภัยเงียบทั้งที่ล่อยลอยอยู่ในอากาศ และปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำลำคลองสายต่างๆที่โยงใยไปทั่วทั้งมหานคร
 สารเคมีร้ายแรงสารพัดชนิดที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสสาหกรรมนั่นอีก  เหมือนกับยมฑูตที่กำลังนำเอาความตายมาแจกจ่ายให้กับทุกคนอย่างเงียบกริบ พร้อมกับโรคภัยหลากหลาย  โดยมันสั่งสมมากขึ้น จนกระทั่งลุกลามขยายวงกว้างครอบคลุมทั่วทั้งมหานคร  และเมื่อตัวเลขของประชากรที่เป็นมะเร็ง และมีทารกที่คลอดออกมามีความผิดปกติทางร่างกาย เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกตินั่นเอง มหานครที่รุ่งเรืองด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจและผลผลิตจากอุตสาหกรรมก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป
 หมอกควันอันเป็นผลพวงจากการแข่งขันด้านผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปกคลุมเมือง......กลิ่นสารเคมี....และสารปนเปื้อนตามแม่น้ำลำคลองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น  ทำให้ความรู้สึกของผู้คนที่เคยภาคภูมิใจกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ และความมั่งคั่งในด้านต่างๆ  ลดน้อยลงทุกขณะ 
 จนกระทั่งเกิดโรคประหลาดขึ้นกับทารกแรกเกิดในมหานครอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนั่นแหละ....
 เสียงของผู้คนที่เคยชื่นชมกับความรุ่งโรจน์ที่มั่งคั่ง ก็กลับกลายเป็นเสียงร่ำร้องที่น่าเวทนา ไม่ต่างจากเสียงเปล่งร้องที่ดังมาจากในนรกขุมใหม่แต่อย่างใดเลย
3.
"คุณรู้สึกคอแห้งในตอนกลางคืนใช่ไหม?"พวกหมอที่โรงพยาบาลหลายแห่งมักเริ่มต้นการถ่ามไถ่อาการด้วยประโยคนี้ทั้งนั้น  เพราะอาการของผู้คนที่เข้ามาตรวจรักษาในโรงพยายาลมันคล้ายๆกันแทบจะทุกรายนั่นเอง
 "รู้สึกเวียนหัวด้วยรึเปล่าครับ?"
 "อ่อนเพลียมากไหม?"
 "นอนไม่ค่อยหลับ?"
 "เบื่ออาหาร....แล้วอาเจียนบ้างรึเปล่า?"
 คนที่อาศัยอยู่ในมหานครที่เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางอุตสหากรรมแห่งนี้ เมื่อเข้าไปในโรงพยาบาล จะต้องพบกับคำถามที่คล้ายๆกันแบบนี้จากคุณหมอ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติระหว่างหมอกับคนไข้ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น  แต่ถึงกระนั้นทุกคนต่างก็คิดว่ามันไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไรนัก ไปหาหมอ กินยาฉีดยา และรักษาตัวบ้างเท่านั้น
 จะมีโรคภัยร้ายแรงอะไรมากล้ำกรายได้ล่ะ ในเมื่อสังคมเมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้มันมีแต่สิ่งที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิตทุกอย่าง  นอกจากนี้แล้ว รายได้เฉลี่ยต่อคนที่สูงลิ่วนั่นอีก ก็สามารถจะซื้อหาอะไรมาให้กับชีวิตก็ได้  วิถีชีวิตที่ผูกติดอยู่กับการส่งออกสินค้านานาชนิด อันเป็นผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมหนักเบาจำนวนมาก  เหมือนอยู่ท่ามกลางสังคมในฝันที่เพียบพร้อมด้วยทุกสิ่ง
 การทำงานเป็นสิ่งสำคัญพอๆการหายใจเข้าออกนั่นแหละ  แทบทุกคนในเมืองทำงานและทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต  อัตราเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆคือตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงสถานะของบุคคลและครอบครัวว่า...มีความสมบูรณ์พูนสุขมากน้อยแค่ไหน  
 ส่วนความยากจนนั่นหรือ....ราวกับจะถูกขับไล่ไปให้พ้นๆจากมหานครแห่งนี้จนหมดสิ้นแล้ว
 "โอ้....หน้าตาคุณดูซีดไปหน่อยนะครับ....ทานยาและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะดีขึ้นนะครับ"
 "ไม่เป็นไรหรอกนะครับ....ช่วงนี้อากาศมันเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ค่อยทัน"
 "หมอนัดอีกทีอาทิตย์หน้าก็แล้วกันนะ ...ขอบคุณมากนะครับที่มาใช้บริการโรงพยาบาลของเรา"
 สุ้มเสียงที่อ่อนโยนของคุณหมอที่บอกกับคนไข้ที่เข้ามารับการตรวจรักษา ไม่เพียงแต่จะทำให้บรรดาคนที่กำลังถูกโรคภัยคุกคามรู้สึกอบอุ่นใจเท่านั้น  หากยังทำให้เกิดความรู้สึกอีกว่า โรคภัยเหล่านี้มันช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยและแสนจะธรรมดาเหลือเกิน
 
โรงงานอุตสาหกรรมหนักเบาในช่วงฤดูหนาวนั่น หมอกสีหม่นที่ผสมผสานกับควันสีขาวที่พ่นออกมาจากโรงงาน  ได้ปกคลุมอย่างหนาแน่นทุกเช้า โดยม่านสีขาวหม่นที่โรยตัวอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งนี้ เหมือนจะซ่อนเร้นอำพรางบางสิ่งบางอย่างเอาไว้
 ทุกเช้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตเหล่านั้น จะอยู่ท่ามกลางม่านหมอก ราวกับเป็นสัตว์ประหลาดอะไรสักอย่างหนึ่ง
 และทุกเช้าเช่นกันจะมีเหล่าพนักงานหลั่งไหลเข้าไปในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นทิวแถว ซึ่งดูแล้วคลับคล้ายกับฝูงแมลงที่กำลังทยอยเข้าไปในปากของสัตว์ประหลาดยิ่งนัก
  
  
 
การทำงานไม่ได้เป็นการสร้างความมั่งมีศรีสุขให้กับตัวเองและรอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวชี้วัดถึงสถานะทางสังคมและมาตรฐานทางด้านการใช้ชีวิตความเป็นอยู่อีกด้วย
 โรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีจนแทบนับไม่ถ้วนนั้น  เหมือนมีพลังที่สามารถจะดูดเอาผู้คนในมหานครแห่งนี้เข้าไปวันละหลายครั้ง นับตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น  และจากช่วงเย็นไปจนถึงเช้าตรู่  โดยดูดเข้าไปแล้วก็คายออกมา หมุนเวียนเช่นนี้อย่างไม่จบสิ้น
 ทุกคนทำงาน และต้องทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมจนกลายเป็นบ้านหลังที่สอง  เพราะวันเวลาเกือบค่อนชีวิตในแต่ละวัน ต้องแบ่งให้กับการสร้างฐานะในโรงงานนั่นแหละ แต่นี่คือความภาคภูมิใจและปรารถนาอย่างแรงกล้าของประชากร ซึ่งทุกคนต่างไขว้คว้า  อีกทั้งมิได้รู้สึกว่ามันเป็นการสูญเสียเวลาแต่อย่างใดเลย
 ตรงกันข้าม....ถือเป็นการโง่เง่าอย่างยิ่ง ถ้าใครหรือคอบครัวใดหันหลังให้กับการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะนั่นหมายถึงการปฏิเสธโอกาสที่จะทำให้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย และตัวเลขในสลิปเงินเดือนอันน่าพึงพอใจนั่นเอง
  ทำงาน...ทำงาน...แล้วก็ทำงานเท่านั้น  จึงจะสามารถเดินได้อย่างสง่าผ่าเผยในมหานครที่เป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่  ซึ่งแต่ละวันมีตัวเลขการลงทุน ตัวเลขผลผลิต ตัวเลขการส่งออก และตัวเลขของผลกำไร เข้ามามีบทบาทให้การกำหนดวิถีชีวิตแทบทุกอย่าง นับตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ  และจากหัวค่ำไปจนถึงเช้าตรู่ของอีกวันหนึ่งเลยทีเดียว
 แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นภาพด้านหนึ่งที่ดีงามของมหานครแห่งนี้ และทำให้ประชากรมีความเริงร่า  มีความฐานะทางการเงินที่ดี  เป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอาคารหรือโดมทรงประหลาดของโรงงานจำนวนมาก  ถนนหนทางที่กว้างขวาง  ศูนย์การค้าและตึกรามที่อยู่อาศัยที่หรูหรา  เช่นเดียวกับยวดยานพาหนะต่างๆที่แล่นไปมาบนท้องถนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมยานยนต์ที่ก้าวหน้า  และมันได้กลายเป็นเครื่องมือของวัฒนธรรมใหม่ในการเดินทางไปมาบนถนน จนไม่สามารถจะแยกออกจากวิถีการดำเนินชีวิตของประชากรในมหานครแห่งนี้ได้เลย
 นั่นเปรียบเสมือนภาพที่สวยงาม สามารถจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนอย่างชัดเจน....ปราศจากม่านหมอกหรือความมืดสลัวใดๆมาปิดบัง
 แล้วบางสิ่งบางอย่างที่หลบเร้นอยู่หลังม่านหมอกควันที่ปกคลุมมหานครนั่นล่ะ....แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่?


ข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆในเช้าวันนั้น  เหมือนจะปลุกให้ผู้คนมาพบกับความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่แตกต่างจากด้านอันสวยงามของมหานครแห่งนี้กันอย่างลิบลับ
 ภาพทารกแรกเกิดคนหนึ่ง ที่แม่คลอดออกมาในโรงพยาบาลถูกเผยแพร่ไปตามสื่อทุกประเภทอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันภาพอันอัปลักษณ์ของทารกที่น่าสงสารคนนั้น ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งมันเหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นที่กระตุ้นให้ผู้คนในมหานครที่เป็นศูนย์อุตสาหกรรมอันยิ่งใหญ่ ได้เพ่งมองเข้าไปในหมอกควันต่างๆที่ห่มคลุมทั่วทั้งมหานคร ราวกับเป็นม่านสีหม่นมัวที่ปิดบังความจริงอะไรบางอย่างเอาไว้
 เด็กทารกคนนั้นมีรูปร่างหน้าตาประหลาดเหลือเกิน....ศรีษะโต  มีตาเพียงดวงเดียว  จมูกบิดเบี้ยว ส่วนบริเวณปากกว้างนั้นคล้ายมีเขี้ยวแหลมคมงอกออกมาทั้งด้านบนและล่าง  โดยสภาพใบหน้าไม่ต่างจากส่วนอื่นๆของร่างกายเท่าไหร่นัก  เพราะมีสามแขนงอกออกมาจากลำตัว  มือทั้งสามนั้นมีนิ้วและเล็บยาว  เช่นเดียวกับขาซึ่งหงิกงอ จนมองแทบไม่ใช่แข้งขาของมนุษย์แต่อย่างใดเลย
 เช้าวันนั้นภาพและข่าวเกี่ยวกับทารกแรกเกิดที่น่าสงสารคนนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และนำมาซึ่งคำถามและความรู้สึกที่น่าพรั่นพรึงอย่างยิ่ง!
  


ความสงสัยที่เกิดขึ้นกับประชากรในมหานครกรณีเด็กประหลาดผิดมนุษย์ แรกทีเดียวนั้นทุกคนรู้สึกสงสาร และปนเปกับความน่ากลัว  แต่ชะตากรรมของทารกประหลาดคนนั้นก็สิ้นสุดลง เมื่อมีชีวิตและลมหายใจได้แค่สองวันเท่านั้น
 มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย เกี่ยวกับทารกรูปร่างพิกลพิการ  ถูกความรุ่งเรืองและความสะดวกสบายในหมานครอันเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งนี้กลบเกลื่อนจนหมดสิ้น
 "ไม่มีอะไรมาก....อาจเป็นความผิดปกติที่สามารถจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ทั้งในด้านพันธุ์กรรม และเชื้ออสุจิ"
 บทสรุปเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมากสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็เงียบหายไปราวกับสามลมพัดผ่าน  ไม่มีใครพูดถึงมันเอง เพราะมันไม่มีความหมายหรือความสำคัญใดๆกับภาวะผลกำไรของโรงงานอุตสาหกรรม และการส่งออกของสินค้าหลากหลายที่ทันสมัย อันเป็นผลผลิตจากโรงงานทั้งสิ้น
 แต่ความสงสัยก็เกิดขึ้นอีกหลายๆครั้ง และทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันน่ากลัวและชวนขยะแขยงอย่างยิ่ง เมื่อมีทารกแรกเกิดมีรูปร่างแปลกประหลาดมากขึ้น จากสองคน ทวีเป็นสาม-สี่-ห้า-และคนต่อๆไปอย่างไม่สุดสิ้น โดยภาพเด็กทารกพิการและอัปลักษณ์ผิดมนุษย์มนาเหล่า ได้ลบล้างบทสรุปที่ว่าด้วยกรรมพันธุ์และความผิดปกติของเชื้ออสุจิลงอย่างสิ้นเชิง
 
เธอผลิกตัวนอนตะแคงและพยายามคิดว่าลูกคนแรกที่เกิดออกมาจะไม่เป็นไร....แต่เสียงของเหล่าทารกที่ร้องอยู่ภายในห้องปรับอุณหภูมิ ที่ดังเล็ดลอดออกมานั่นสิ ทำให้เธออดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้
 แม้เธอจะนอนหันหลังให้กับห้องทารกแรกเกิด แต่สองหูก็ยังได้ยินเสียงต่างๆแว่วมาจากห้องนั้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเสียงรองเท้าของเหล่านางพยาบาลที่กระทบพื้นขณะเดินเข้า-ออกห้อง พร้อมกับเสียงพูดคุยถึงความตายที่เกิดขึ้นกับทารกคนแล้วคนเล่านั้น ยิ่งทำให้เธอรู้สึกสบสนและวิตกกังวลมากขึ้น
 เธอหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งภาพที่เห็นอยู่ไกลลิบนั้น คือปล่องควันโรงงาน และปลายยอดอาคารของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งมีความสูงต่ำลดหลั่นกัน โดยสีทึมทึบของโรงงานต่างๆได้ตัดกับสีของท้องฟ้าเหนือเมืองที่หม่นมัวด้วยหมอกควันพิษ ที่ถูกปล่อยออกมาจากปล่องควันน้อยใหญ่ จนดูแล้วเหมือนกับเมืองทั้งเมืองอยู่ท่ามกลางม่านหมอกควันเลยทีเดียว
 สิ่งที่เธอกำลังมองอยู่นั้น ด้านหนึ่งมันคือความรุ่งเรือง แต่สำหรับอีกด้านหนึ่งมันคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกแรกเกิดทั้งหลาย
 "เป็นยังไงบ้างล่ะ?"
 มีเสียงสามีดังขึ้นเบาๆใกล้เตียง หลังจากที่เขาออกจากห้องพักฟื้นครู่ใหญ่
 "ไม่เป็นอะไรมากหรอก...แค่เพลียๆบ้างเท่านั้นเอง"
 เธอบอกเสียงแผ่วเบา แต่สายตายังจ้องมองไปที่ความหม่นมัวของหมอกควันพิษที่ปกคลุมเมือง
 
เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในขุมนรกอเวจีไม่มีผิด โดยเฉพาะเวลาประตูกระจกห้องปรับอุณหภูมิเพื่อทารกแรกเกิดเปิด-ปิดนั้น เสียงร้องของพวกเด็กๆที่ดังลอดออกมา ฟังแล้วไม่ต่างจากเสียงของเหล่าผู้ที่กำลังได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ในนรกที่น่ากลัวและมีแต่ภูตผีปิศาจร้ายเท่าไหร่นัก
 สองหูที่ได้ยินเสียงแหลมเล็กของชีวิตแรกเกิดนั้น มันเสียดแทงเข้าไปในจิตใจของเธอ เหมือนโดนของแหลมคมทิ่มแทงหัวใจและถูกบีบคั้นจนแทบแหลกยับเยิน
 “พบสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่อยู่ใกล้ๆกับโรงงานอุตสาหกรรมออกลูกมาเป็นสัตว์ประหลาด”
 เธอยังจำภาพข่าวทีวี.เมื่อหลายปีก่อนได้...
 “ผลของการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีทางการเกษตรและวิศวพันธุ์กรรม  คาดว่าน่าจะเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สายพันธุ์  เหมือนเป็นกรรมพันธุ์ในสายเลือดของวัวตัวนั้น จึงทำให้ลูกที่ออกมามีความผิดปกติทางด้านร่างกาย และรูปร่างหน้าตา”
 เช้าวันนั้น เธอกับสามีนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร และขณะที่กำลังยกกาแฟขึ้นจิบ พร้อมๆกับสายตาจ้องมองไปที่ภาพข่าวบนจอทีวีนั่นเอง ความสนใจของเธอกับสามีก็พุ่งตรงไปที่นั่น โดยเฉพาะภาพของลูกวัวตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้ดวงตาจ้องมองแทบไม่กระพริบเลยทีเดียว
 “นั่นมันใช่ลูกวัวแน่หรือ?”
 สามีของเธอถึงกับอุทาน  ตาจ้องเขม็งไปที่จอทีวี และมือข้างหนึ่งยกถ้วยกาแฟค้างเหมือนโดนมนต์สะกดอย่างฉับพลัน ซึ่งอากัปกิริยาในช่วงนั้นของเธอ ต่างก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ดวงตาที่จับจ้องภาพที่เคลื่อนในจอทีวี ส่อแววที่ตลึงพรึงเพริด
 ทั้งสองนิ่งไปชั่วขณะ ปล่อยให้เสียงและภาพที่จอทีวีดำเนินต่อไป โดยมีเสียงผู้ประกาศข่าว และเสียงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้วนพันธุ์กรรมศาสตร์พร้อมมีการตัดภาพข่าวสลับกันไปมา  และทุกครั้งที่ปรากฎภาพลูกวัวรูปร่างประหลาดในระใกล้ จนสามารถส่วนเห็นหัวและรูปร่างอื่นๆอย่างชัดเจนแล้ว ก็ทำความรู้สึกบางอย่างของเธอพลุ่งพล่านขึ้นมาขึ้นมาทันที
 ภาพลูกวัวแรกเกิดที่เธอจ้องมองดูอยู่นั้น ทำให้เธอถึงกับชาวาบไปทั้งตัว เพราะความรู้สึกด้านหนึ่งมันช่างน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน จนขนลุกเกรียวเลยทีเดียว แต่สำหรับอีกความรู้สึกหนึ่งก็อดที่จะสมเพชเวทนา กับความอัปลักษณ์ที่แสนจะทรมานของลูกวัวตัวนั้นไม่ได้
 "คาดว่าจะเป็นความผิดปกธรรมดา ที่มักจะเกิดขึ้นได้เสมอในสัตว์เลี้ยงทั่วๆไป..."
 เสียงผู้ประกาศข่าวสรุปปิดท้าย ก่อนที่ข่าวลูกวัวประหลาดจะจบลง พร้อมกับภาพทั้งหมดตัดฉับ และกลายเป็นภาพโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังอันเป็นผลผลิตชั้นเยี่ยมจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่อีกโรงหนึ่งของมหานครแห่งนี้
 เธอไม่สามารถจะจิบกาแฟได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับอาหารมื้อเช้าบนโต๊ะ
 "น่ากลัวจัง....ถ้ามันเกิดแบบนั้นกับคนเราบ้างล่ะ?"
 เธอพูดเสียงแผ่วเบา...โดยมีภาพลูกวัวประหลาดที่เพิ่งเห็นจากข่าวทีวีก่อนหน้านี้ ติดตาตลอดเวลา
 ลูกวัวตัวนั้นมีหกขา  ส่วนหัวไร้ขนแต่มีเพียงหนังสีแดงห่อหุ้มเท่านั้น  ปากคล้ายปากสุนัข มีเขี้ยวคมยาวโผล่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตาทั้งสองข้างปูดโปน ราวกับดวงตาจะเหลือกถลนหลุดออกจากเบ้า ขณะเดียวกันก็ส่งเสียงหายใจดังฟืดฟาด และทุกครั้งที่มันพยายามจะยืนขึ้น  ทั่วทั้งร่างกายจะสั่นกระตุกตลอดเวลา
 สามีของเธอวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ มีสีหน้าเคร่งขึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเธอรู้สึกผะอืดผะอม และวิ่งเข้าไปในห้องน้ำแล้วโก่งคออาเจียนทันที.
 
 
   
(4)
ภาพปล่องควันโรงงานสูงต่ำเป็นสีหม่นมัวอยู่ที่กรอบหน้าต่างกระจกใส ยิ่งมองไกลออกไปมากเท่าไหร่ ก็จะเห็นเมืองทั้งเมืองปกคลุมด้วยหมอกควันจนเป็นสีซีดจาง ราวกับภาพวาดที่ให้ความรู้สึกหม่นหมอง และซ่อนสิ่งที่น่ากลัวอะไรบางอย่างเอาไว้ในหมอกควันเหล่านั้น
 เธอพยายามจะสลัดความคิดเกี่ยวกับลูกวัวประหลาดที่รู้เห็นเมื่อสามปีก่อน หลังจากที่เธอตัดสินใจแต่งงานกับคนรักได้ไม่นานนัก
 แต่ถึงอย่างไร ขณะที่เธอนอนผลิกร่างโดยหันหน้ามองออกไป ภาพที่เคยเห็นก็วูบวาบล่อยลอยอยู่เบื้องหน้าบ่อยครั้ง แม้ว่าเธอจะพยายามไม่คิดถึงมันก็ตาม
 โดยเฉพาะทุกครั้งที่ประตูกระจกของห้องปรับอุณหภูมิสำหรับทารกแรกเกิดเปิด-ปิด และมีเสียงร้องของพวกเด็กดังออกมา   เธอจะรู้สึกเหมือนมีมือใครสักคนหนึ่งมาขย้ำหัวใจให้แหลกสลาย  ขณะเดียวกันก็รู้สึกกลัว ไม่มีความมั่นใจใดๆ...และยิ่งนึกถึงลูกของเธอที่อยู่ในห้องนั้น เธอก็ยิ่งหวาดหวั่นจนเนื้อตัวสั่นเลยทีเดียว
 "นรกชัดๆ..."
 เสียงพูดของเธอเครียดขึง  ใจสั่นระรัว  ความรู้สึกภายในพลุ่งพล่าน  ขณะเดียวกันความแค้นเคืองก็เริ่มก่อตัวในความรู้สึกของเธอ
 แม้ดวงตาทั้งสองข้างของเธอจะมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปข้างนอก แต่ในความครุ่นคิดของเธอ บัดนี้ไม่ได้มีแต่เพียงลูกวัวรูปร่างประหลาดที่น่าเกลียดน่ากลัวเท่านั้น แต่ในอีกห้วงแห่งความนึกคิด เธอก็อดที่จะนึกถึงลูกไม่ได้
 เธอกัดริมฝีปากแน่นและคำถามเกิดขึ้นเร็วพลัน.....ระหว่างลูกวัวประหลาดกับลูกที่อยู่ในห้องปรับอุณภูมิจะแตกต่างกันหรือไม่?....เพราะช่วงเวลาที่เธอคลอดลูกออกมานั้น เธอไม่มีโอกาสได้เห็นลูกอย่างเต็มตาเลย เนื่องจากนางพยาบาลรีบนำตัวเข้าไปในห้องปรับอุณภูมิอย่างรวดเร็วนั่นเอง

เธอสะดุ้งเฮือก และผลิกตัวนอนหงายทันที เมื่อสามีและนางพยาบาลคนหนึ่งเดินมายืนอยู่ข้างเตียง
 "มีอะไรหรือ?"เธอถามสามี  แต่นางพยาบาลก้มหน้าลงมาใกล้ๆเธอและเป็นผู้ตอบแทนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
 "คืออย่างนี้นะคะ...ทางคณะแพทย์ของเราต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ แม้ว่าจะพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม...แต่เป็นเพราะร่างกายลูกน้อยของคุณอ่อนแอเกินไป และ...."
 ยังไม่ทันที่นางพยาบาลจะอธิบายจบ สามีก็เอื้อมมือมากุมมือของเธอเอา ก่อนจะก้มหน้าลงกระซิบที่ข้างหูของเธอด้วยเสียงที่แสนเศร้า
 "ลูกของเราตายแล้ว"
 เธอได้ยินเท่านั้นเองจึงลุกพรวดพราดนั่งบนเตียง สีหน้าเรียบเฉย พร้อมร้องขอดูหน้าลูกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
 "ลูก...ลูกของฉัน....ขอฉันดูหน้าตาลูกเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม...ขอร้องเถอะนะคุณพยาบาล"
 นางพยาบาลหันมาสบตากับสามีเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไป และเพียงชั่วขณะหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับอุ้มร่างทารกที่ห่ออยู่ในผ้าสีขาวมายืนที่ข้างเตียงอีกครั้ง
 เธอขยับตัว พยายามยืดคอชะโงกหน้าไปที่ห่อผ้าสีขาว และทันทีที่นางพยาบาลเปิดผ้าออกจนเผยให้เห็นร่างลูกอย่างชัดเจนเท่านั้น  เธอก็กรีดร้องเสียงดังลั่นพร้อมคร่ำครวญราวกับหัวใจจะแตกสลายให้ได้  เพราะร่างทารกบนผ้าสีขาวที่เธอเห็นอย่างชัดเจนนั้น  มีสภาพที่ไม่ต่างจากลูกวัวประหลาดเท่าไหร่นักนั่นเอง
 เสียงร่ำร้องของเธอโหยหวน และแว่วดังออกมาจากอาคารของโรงพยาบาลแห่งนั้น ราวกับเป็นเสียงที่กำลังเปล่งร้องอยู่ในนรกขุมใหม่อย่างเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน.   
  
 
  

 

 

 

   
   
   
   
   
   
   
    
    
   


   
   





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 14/01/2010 เวลา : 20.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

ในโลกที่ทุกคนต่างมุ่งแต่จะแสวงหากำไร
บางครั้งภายใจจิตใจของเราต้องขาดทุน!

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 14/01/2010 เวลา : 19.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

สะเทือนใจ..คงไม่เกิดอีกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Ae^ วันที่ : 14/01/2010 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

เรื่องดีมากๆเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดว่านวนิยายเรื่องใดสมควรได้รับรางวัลซีไรต์ 2552
เงาฝันของผีเสื้อ ของ เอื้อ อัญชลี
3 คน
ทะเลน้ำนม ของ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม
3 คน
ประเทศใต้ ของ ชาคริต โภชะเรือง
1 คน
โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์
4 คน
ลับแล, แก่งคอย ของ อุทิศ เหมะมูล
9 คน
โลกใบใหม่ของปอง ของ ไชยา วรรณศรี
0 คน
วิญญาณที่ถูกเนรเทศ ของ วิมล ไทรนิ่มนวล
14 คน

  โหวต 34 คน