จุดประกายวรรณกรรม
หนังสือ วรรณกรรม นักประพันธ์ ข่าวสาร ความคิดเห็น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nirunsak
วันจันทร์ ที่ 26 เมษายน 2553
Posted by นิรันศักดิ์_บุญจันทร์ , ผู้อ่าน : 2301 , 18:24:29 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมายเหตุจากผู้เขียน

เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่อง "สงครามกลางเมือง"นี้ผมเขียนตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ "โลกสองด้านในแดนศิวิไลซ์"ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ เริ่มตีพิมพ์เป็นตอนๆเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2551 และจบลงเมื่อเดือนมกราคม ปี 2552 โดยรูปแบบการเขียนนั้น ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเขียนออกมาในรูปแบบจินตนิยายแนววิทยาศาสตร์แฟนตาซีเชิงสังคม และเน้นเกี่ยวกับเรื่องราวในอนาคต

ในช่วงปี พ.ศ. ที่ผมเขียนนั้น ยังไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น นอกเสียจากความขัดแย้งทางด้านความคิดทางการเมืองบ้างเท่านั้น...และการเขียนวรรณกรรมแนวนี้ ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สังคมฉุกคิดให้เห็นด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ หรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้...แต่จุดสำคัญของวรรณกรรมแนววิทยาศาตร์แฟนตาซีเชิงสังคมก็คือ เป็นการคาดคะเนถึงอนาคต และเพื่อเป็นการกระตุกความคิดของผู้คนในสังคมให้ฉุกคิดให้ไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งสองด้าน นั่นคือด้านดีและด้านร้าย

ถ้าจะบอกว่างานเขียนประเภทนี้ ในเมืองไทยมีน้อย หรือน้อยมากก็ย่อมได้

ขณะที่ผมเขียนเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้(ปลายปี 2551)นั้น ทั้งตัวละคร ฉาก เหตุการณ์ ตลอดจนสถานที่ต่างๆ เป็นจินตนาการส่วนตัวของผมทั้งสิ้น( เช่นเดียวกับเรื่องสั้นชุด"คืนแห่งความพินาศ"และอีกสามสี่ชุดที่เป็นงานเขียวแนวนี้ของผม)

แต่หลังจากที่ผมเขียนเรื่อง"สงครามกลางเมือง"ลงเป็นตอนๆได้สักระยะหนึ่ง ก็มีผู้อ่านท่านหนึ่งเขียนจดหมายมาถึงผม โดยเนื้อความในจดหมายนั้น วิพากษ์วิจารณ์และต่อว่าเรื่องที่ผมเขียนอย่างมาก ซึ่งประเด็นที่ผู้อ่านท่านนี้กล่าวถึงเรื่องที่ผมเขียนก็คือ...

เป็นงานเขียนที่เพ้อเจ้อ เพ้อฝันเกินไป นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นงานเขียนที่ล่อแหลมอีกด้วย เพราะคนอาจจะเข้าใจผิดได้ เนื่องจากมันไม่มีวันจะเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นได้นั่นเอง

และในท้ายจดหมายยังบอกอีกว่า...ไม่อยากให้ผมอย่าเขียนเรื่องนี้ต่ออีก และให้รีบๆจบเสียที

วันนั้น หลังจากที่ผมอ่านจดหมายฉบับนี้ของท่านผู้อ่านจบแล้ว จึงตัดสินใจเลิกเขียนต่อและรีบเขียนให้จบ ทั้งๆที่ใจผมอยากจะเขียนต่ออีกหลายตอน....เนื่องจากผมไม่ต้องการให้ผู้อ่านท่านนี้ต้องผิดหวัง...และผมคิดเสมอว่าเสียงท้วงติงของท่านผู้อ่าน แม้จะเป็นจดหมายเพียงฉบับเดียว ในฐานะที่เป็นคนเขียนหนังสือ ก็ต้องเคารพผู้อ่าน

ทั้งหมดนี้คือปูมหลังที่ผมอยากจะบอกเล่า และขอนำมาตีพิมพ์ให้ได้อ่านกันอีกครั้ง โดยยังไม่ได้รีไรท์ใดๆทั้งสิ้น เผื่อบางทีความเพ้อเจ้อ ความเพ้อฝันของผมเมื่อ 2 ปีก่อน อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

สำหรับเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้นั้น ผมจะนำไปรวมเล่มกับเรื่องสั้นอื่นๆอีก6-7เรื่องในเร็วๆวันนี้ โดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

ขอขอบคุณผู้ท่านทุกท่านมา ณ ที่นี้

 

 

 

 

........................................................................................................................................................................................

สงครามกลางเมือง

 

(1)

เขาเลื่อนสายตาไปมาช้าๆ จากซ้ายไปขวา ซึ่งมันเป็นภาพระหว่างซอกตึกทั้งสองด้านที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหนึ่งที่กว้างใหญ่ ภาพที่เห็นยังรางๆ ราวกับเป็นภาพที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำบางๆ ที่ไหลหลั่งตลอดเวลา ประกอบกับเปลวแดดยามบ่ายมันสาดกระจายจนเต้นระริกเหมือนคลื่นเล็กๆ ทั่วพื้นผิวถนนอีกด้วย จึงทำให้เขาไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไรกันแน่

เสียงปืนและเสียงอาวุธนานาชนิดเงียบลงบ้างแล้ว จะแว่วดังบ้างก็เป็นบางครั้งคราว และไม่หนักหน่วงอะไร การปะทะกันอย่างรุนแรงของทั้งสองฝ่ายตั้งแต่เช้าตรู่ จนกระทั่งถึงเที่ยงวัน ลดความดุเดือดลง เหลือเพียงการยิงตอบโต้กันประปรายตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

การต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย ยังไม่มีบทสรุปใดๆ ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ไม่มีอะไรชัดเจน เพราะเหตุแห่งสงครามมันเริ่มต้นจากสิ่งที่ไร้เหตุผล และไม่มีใครจะให้คำตอบได้ว่า ความจริงแห่งความจริงของปฐมเหตุทั้งหมดคืออะไร

แต่จะมีให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ ความเกรี้ยวกราดและความบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งแปรเปลี่ยนเป็นการจับอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้หรอกว่าเป้าหมายอันแท้จริงมันคืออะไรกันแน่

ไม่ต่างจากภาพที่เขาเห็นเคลื่อนไหวอยู่ไกลลิบในขณะนี้เลย....พร่าพราง และไม่สามารถจะอธิบายได้ ทุกอย่างที่ปรากฏต่อสายตาของเขาที่เห็นอยู่ข้างซอกตึก เหมือนเป็นรอยแต้มของสองสี โดยข้างตึกด้านหนึ่งเป็นสีแดง ส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นเป็นสีเหลือง บางครั้งสงบนิ่ง แต่บางครั้งเคลื่อนไหวไปมาช้าๆ

สีเหลืองกับสีแดงที่เขาเห็นอยู่ไกลลิ่วนั้น เมื่อเขาลดสายตาลงแล้วเลื่อนมาตามท้องถนนที่ทอดยาว ภาพที่เห็นจึงไม่ต่างจากรอยหยดสีเหลืองสีแดงที่ลอยอยู่บนซากปรักหักพังจากการต่อสู้ที่เกลื่อนกลาดอยู่บนท้องถนนเท่าใดนัก

แดดบ่ายยังไม่คลายความร้อนแรง แม้จะมีสายลมพัดผ่านมาบ้าง แต่มันก็เป็นลมร้อนที่พัดพาเอากลิ่นเหม็นไหม้ กลิ่นน้ำมัน กลิ่นคาวเลือดและความตาย โชยมาตลอดเวลา

สมรภูมิใจกลางกรุงเทพมหานครในบ่ายวันนี้ ดูเหมือนจะสงบ แต่มันก็เป็นความสงบที่สามารถจะปะทุคุโชนได้ตลอดเวลา และไม่ต่างจากเปลวไฟร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำแต่อย่างใดเลย ซึ่งมันพร้อมที่จะลุกโชนเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง

เขาพยายามปรับสายตาเพื่อการมองให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นอีกครั้ง...เขาหลับตาและใช้หลังมือขยี้เบาๆ บนเปลือกตาทั้งสองข้าง ก่อนจะลืมตาและเพ่งมองไปที่สองสีนั้น...เพียงชั่วขณะภาพความแจ่มชัดก็เริ่มปรากฏแก่สายตาของเขา

ซอกตึกด้านหนึ่งมีคนกำลังถือธงสีเหลืองโบกไปมาช้าๆ...เช่นเดียวกับข้างตึกอีกด้าน ซึ่งมีนักรบอีกฝ่ายยืนถือธงสีแดงอยู่อย่างระแวดระวัง บัดนี้ภาพอันพร่าเลือนหายไปจากดวงตาของเขาแล้ว ความจริงระหว่างสีแดงกับสีเหลืองปรากฏอยู่ในสายตา...และในช่วงเวลาที่เขากำลังจับจ้องไปที่ธงทั้งสองสีนั้นเอง ก็มีเสียงปืนรัวดังขึ้นหนึ่งชุด พร้อมกับที่คนถือธงสีแดงล้มลงกองกับพื้น จนธงที่ถืออยู่หลุดจากมือทันที...แล้วหลังจากนั้นเสียงอาวุธนานาชนิดก็ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง

เขาละสายตาจากสีแดงสีเหลือง และเอียงหน้ามองแถบริบบิ้นสีขาวที่ติดอยู่บนแขนเสื้อของตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับตัวหาที่หลบซ่อนเพื่อความปลอดภัยอย่างรวดเร็ว

 

ถนนสีลมยังมีเสียงปืนดังประปราย บนท้องถนนเกลื่อนไปด้วยเศษซากปรักหักพัง หน้าอาคารบางแห่งพัง พินาศเพราะถูกอาวุธร้ายแรงทำลาย ทุกอาคารที่สูงตระหง่านอยู่สองฟากฝั่งถนน ถ้าไม่ถูกระเบิดจนพังพินาศ ก็เต็มไปด้วยรอยห่ากระสุน

รถหลายคันที่จอดนิ่งอยู่บนถนนริมฟุตบาท ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน บางคันถูกยิงจนพรุน บางคันชิ้นส่วนกระจัดกระจาย หรือไม่บางคันก็ถูกไฟโหมไหม้และเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นบ่อยครั้ง แม้จะดูเหมือนถนนร้าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวให้เห็น เพราะยังมีนักรบของแต่ละกลุ่ม ยืนซุ่มอยู่ตามข้างตึกอาคาร ต่างก็พยายามชิงความได้เปรียบ และสาดกระสุนใส่กันอย่างไม่ยั้ง ขณะเดียวกัน นักรบเหล่านั้น ต่างก็วิ่งหาที่กำบัง พร้อมกับยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด

สงครามกลางเมืองที่ไร้รูปแบบ ยังดำเนินต่อไป โดยไม่มีใครรู้เลยว่ามันจะจบสิ้นเมื่อไหร่ ใครเป็นฝ่ายแพ้ ใครจะเป็นฝ่ายที่กำชัยชนะ เพราะการจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กัน เป็นเพียงยุทธวิธีอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งชี้ขาดว่าฝ่ายไหนจะชนะ หรือปราชัยแต่อย่างใด เนื่องจากปฐมเหตุแห่งสงครามกลางเมือง มันเกิดจากความคิด และเป็นความคิดที่แตกแยกอย่างรุนแรง จนนำไปสู่ภาวะเลวร้าย ไม่สามารถจะหาสิ่งใดมาประสานรอยร้าวได้ และเมื่อเสียงปืน เสียงอาวุธอานุภาพร้ายแรงดังขึ้น เส้นแบ่งความขัดแย้งทางความคิดที่เหลือน้อยนิด จึงขาดสะบั้นทันที ก่อนเหตุการณ์ทั้งหมดจะถูกผลักให้เข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ และไม่จำกัดอยู่เฉพาะในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่มันขยายวงกว้างออกไปยังภาคต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งเอาไว้ได้เลย

นักรบทั้งฝ่ายสีเหลือง สีแดง และกลุ่มที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายใด ได้ตั้งกองกำลังต่อสู้กันอย่างเปิดเผย ในขณะที่การต่อสู้ทางความคิด และข่าวสารของกระบอกเสียงกลุ่มต่างๆ ก็สาดใส่กันอย่างเข้มข้น จนทำให้สถานการณ์เข้าสู่กุลียุค และปราศจากหน่วยงานใดของรัฐที่จะควบคุมได้ รวมทั้งกองกำลังทหารและตำรวจ ต่างก็ตกอยู่ในวังวนอันดำมืดของสงครามกลางเมืองเช่นกัน

0 0 0

ข่าวจากสำนักสื่ออิสระหลายแห่ง รายงานว่า มีถนนบางสายที่กองกำลังนักรบสีเหลืองยึดเอาไว้ได้ และกำลังถูกต้านอย่างหนักจากกลุ่มนักรบสีแดง

เขาคลานเข้ามาหลบอยู่ที่ซอกตึกหลังหนึ่งที่หัวมุมถนนสีลม โดยมีแนวต้นไม้ประดับสีเขียวที่ปลูกเอาไว้รอบๆ ตึกเป็นที่พรางตาอย่างดี เสียงอาวุธนานาชนิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ช่วงกลางของถนนสีลมนั้น ไม่จำเป็นที่เขาต้องโผล่หน้าไปดูก็รู้ว่าการปะทะกันอย่างรุนแรงเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากที่เบาบางลงเมื่อช่วงคล้อยบ่าย

ริบบิ้นสีขาวที่ติดอยู่บนแขนเสื้อของเขา อันเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ต้องการความรุนแรง และต้องการให้เกิดความสงบ ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

เพราะมันเป็นเพียงแนวความคิดที่งามหรูอยู่บนแผ่นกระดาษแถลงการณ์ของฝ่ายสีขาวเท่านั้น 

 

 

(2)

เสียงปืนดังขึ้นไม่ไกลจากที่หลบซ่อนของเขามากนัก กระสุนหัวระเบิดแหวกอากาศมาโดนกิ่งไม้ประดับจนขาดแล้วหล่นลงพื้น และชั่วพริบตานั้นหัวกระสุนก็พุ่งเจาะกระจกหน้าต่างของอาคารพร้อมระเบิดเสียงดัง ก่อนที่กระจกบานนั้นจะแตกกระจายเป็นวงกว้าง

เขาไม่รู้หรอกว่ากระสุนหัวระเบิดนั้น มันมาจากที่ไหน เพราะเกิดขึ้นอย่างเร็วพลัน พยายามจะโงหัวมองไปตามอาคารต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถจะเห็นแหล่งที่มาของกระสุนลึกลับได้ เพราะลูกปืนที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง และความคิดของผู้คนในสังคมนั้น มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยากจะแยกแยะได้ว่ากลุ่มไหนหรือใครกันแน่เป็นฝ่ายกระทำ เนื่องจากการเคลื่อนไหวในการต่อสู้กันทั้งบนดินใต้ดินนั้น เหมือนภาพที่คลุมเครือ หรือไม่ก็เปรียบเสมือนสีหม่นเทาที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะมันมิได้มีแต่สีเหลือง สีแดง และสีขาว แต่มีสีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสีแห่งความขัดแย้งทั้งสิ้น

การต่อสู้ทางความคิด จนนำไปสู่การใช้กำลังอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน กระทั่งฉุดลากกลายเป็นสงครามกลางเมือง โดยไม่มีใครสามารถจะมาหยุดยั้งเอาไว้ได้ ทำให้ประเทศที่เคยสงบ แปรเปลี่ยนเป็นแดนมิคสัญญี ไร้หน่วยงานใดๆ จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ได้ ขณะเดียวกัน ก็เกิดเขตการควบคุมของแต่ละฝ่าย เหมือนประเทศถูกแบ่งแยกไปโดยปริยาย มีการตั้งกฎเกณฑ์ และจัดการบริหารดินแดนกันเอง เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน นั่นคือ เป็นเพียงอีกเขตการปกครองหนึ่งเท่านั้น

จากเสียงปืนลึกลับหนึ่งนัดที่ดังขึ้นบนอาคารสูง คล้อยหลังเพียง 5-6 นาที ก็เริ่มมีเสียงอาวุธตอบโต้ทันที

เขารู้ทันทีว่าการปะทะกัน ได้ขยายวงมาถึงบริเวณที่กำลังหลบซ่อนแล้ว เท่าที่เขาพอจะรับรู้ทิศทางของการยิง อาคารสูงที่เขาซ่อนตัวอยู่หลังแนวพุ่มไม้ประดับรอบๆ ชั้นล่างสุดนั้น จะต้องตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และก็เป็นอย่างที่เขาคาดคิด เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ 4-5 คนของฝ่ายสีแดง ผลักบานประตูหน้าต่างห้องหนึ่งบนชั้นสองของอาคาร แล้วเล็งปลายกระบอกยิงจรวดไปยังตึกอีกหลังหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามถนน ก่อนจะเปิดฉากถล่มใส่ทันที

วี้ด...บึ้ม!

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับอาคารหลังตรงกันข้ามเกิดกลุ่มควันและบางส่วนถูกแรงระเบิดจนพังทลาย โดยเศษผนังปูนเศษกระจก กระเด็นจนเกลื่อนถนน

"ยิงเข้าไป...เอาให้มันแหลกไปเลยโว้ย!"

ชายคนหนึ่งที่โพกผ้าสีแดงบนหัว ส่งเสียงตะโกน เหมือนกำลังตกอยู่ในอารมณ์อันบ้าคลั่ง จากนั้นก็สั่งให้พลพรรคช่วยกันแบกเครื่องยิงจรวดลงมายังชั้นล่าง

"บุกมันเลยพวกเรา..." ผู้นำกลุ่มตะโกนโหวกเหวก แล้วเดินนำมานั่งปักหลักอยู่ด้านหลังแท่งหินขนาดใหญ่ อันเป็นฐานรองรับแผ่นป้ายชื่ออาคารอีกที จากนั้นก็สั่งให้ตั้งฐานยิงจรวดอย่างรวดเร็ว โดยเล็งไปยังอาคารที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ก่อนที่เสียงยิงลูกระเบิดจะดังขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง

เขาใช้สองฝ่ามือปิดหู และจ้องมองดูหายนะที่เกิดขึ้นแทบไม่กะพริบตา

 

ความขัดแย้ง

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนแรกที่แยกการปกครองเป็นรัฐอิสระ แม้จะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองในส่วนกลาง แต่ก็อาศัยช่วงจังหวะที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในกรุงเทพมหานคร และเกิดสุญญากาศในการปกครองประเทศ ประกาศแยกตัวเป็นเขตอิสระ พร้อมจัดตั้งคณะปกครองทันที แม้จะมีการต่อต้านจากกองกำลังทหารของรัฐที่ตั้งอยู่ในเขตภาคใต้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งกองกำลังของรัฐอิสระเอาไว้ได้ เพราะทหารและเจ้าหน้าที่ราชการส่วนต่างๆ ไม่มีศูนย์รวมอำนาจจากรัฐบาลกลางอีกแล้วนั่นเอง

ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ลุกลามไปทั่วทุกเขตในกรุงเทพมหานคร สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหามาอย่างยาวนานก่อนหน้านี้แล้ว แยกตัวได้สำเร็จอย่างง่ายดายเป็นส่วนแรก

ในห้วงเวลาแห่งความยุ่งเหยิง ไม่มีอำนาจใดเข้ามาควบคุมได้ พร้อมกับสงครามระหว่างประชาชนขยายวงกว้างจากเมืองหลวงออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดการแบ่งแยกการปกครองก็เริ่มปรากฏชัดเจน

การประกาศแบ่งเขตการปกครองภาคอีสานเป็นอิสระไม่ขึ้นกับศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองในเมืองหลวงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อมวลชนลุกฮือขึ้นทุกจังหวัด และเข้ายึดที่ทำการของรัฐทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ รวมทั้งสถานที่อื่นๆ อันเป็นสถานที่ตัวแทนการทำงานของรัฐ...และทันทีที่มีมวลชนประกาศเป็นภาคอิสระ การต่อต้านจากกองกำลังทหารจึงเปิดฉากขึ้นอย่างดุเดือด

การเคลื่อนกองกำลังเพื่อเข้ายึดครองสถานที่สำคัญของรัฐกลับคืนมา แรกทีเดียวนั้นดูเหมือนจะง่ายดาย เพราะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า ขณะเดียวกันก็มีกองกำลังทหารจากค่ายต่างๆ ในหลายจังหวัดทางภาคอีสานอยู่แล้ว...แต่เนื่องจากมวลชนมีมากมายมหาศาล พร้อมทั้งปิดล้อมค่ายทหารทุกแห่งนั่นเอง จึงกลายอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง

กองกำลังทหารที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ ต้องหยุดชะงักอยู่ที่นครราชสีมา เมื่อเจอกับการต่อต้านอย่างหนักจากมวลชนกลุ่มใหญ่ โดยยึดเอาจังหวัดนครราชสีมาเป็นเขตแดนกันชน และเป็นเส้นแดนแย่งแยกรัฐอีสาน ขณะเดียวกัน ก็ส่งกองกำลังประชาชนติดอาวุธ ออกมาตรึงตลอดแนวเขตที่ติดต่อกับจังหวัดสระบุรี และปิดทุกเส้นทางที่มุ่งสู่อีสาน รวมทั้งรถไฟและสนานบิน

การปะทะกันอย่างดุเดือดรุนแรงตามแนวเส้นแดนแบ่งแยก แม้กองกำลังของรัฐจากส่วนกลางจะเหนือกว่า แต่เนื่องจากต้องต่อสู้กับนักรบไร้รูปแบบ และมีความจัดเจนกลยุทธ์แบบกองโจรนั่นเอง กองกำลังทหารของรัฐจึงถูกตอบโต้จนสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยไม่สามารถจะเคลื่อนกองกำลังเข้าไปในเขตแดนอีสานได้ จนในที่สุดต้องถอนกำลังออกมา...และนั่นทำให้การประกาศแยกดินแดนอีสานประสพผลสำเร็จ ก่อนจะประกาศเป็นเขตการปกครองอิสระ โดยไม่ขึ้นกับอำนาจการปกครองจากส่วนกลางอีกต่อไป

สงครามช่วงชิงดินแดนอีสาน ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นจึงยุติลง เมื่อกองกำลังจากรัฐส่วนกลาง พ่ายแพ้และถอนกำลังกลับอย่างบอบช้ำ แล้วหลังจากนั้นจึงมีการจัดตั้งคณะผู้ปกครองชั่วคราวและประกาศยกระดับภาคอีสานขึ้นเป็นประเทศอิสระทันที

3

ความมืดโรยตัวห่มคลุมกรุงเทพมหานครแล้ว ถนนบางสายตกอยู่ในความมืดมัว เพราะเสาไฟฟ้าหักโค่น หรือไม่บางจุดกระแสไฟฟ้าก็ถูกตัด ส่วนถนนบางสายแสงไฟยังเจิดจ้า แต่ในความสว่างจ้าที่เห็นนั้น มันซ่อนความน่ากลัวเอาไว้ตลอดเวลา และมันอาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้

แม้ตามตึกอาคารพอจะมีแสงไฟตามห้องพักที่อยู่อาศัย สาดแสงให้เห็นบ้าง แต่บรรยากาศก็ราวกับเป็นเมืองร้าง เพราะผู้คนต่างหลบภัยอยู่ในที่พักอาศัย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ออกไปไหนมาไหน เว้นเสียแต่เป็นนักรบของแต่ละฝ่ายเท่านั้น ที่ต้องออกลาดตระเวนตามย่านที่กลุ่มของตัวเองยึดครอง หรือไม่ก็ไล่ยิงต่อสู้กันจากถนนสายหนึ่งไปอีกถนนสายหนึ่ง

เขาอาศัยความมืดยามค่ำออกมาจากที่หลบซ่อน เมื่อมองไปยังหัวถนนสีลมที่เชื่อมกับถนนพระรามสี่ ก็เห็นรถเก๋งคันหนึ่งกำลังถูกไฟไหม้และเสียงไฟปะทุดังเปรี๊ยะปร๊ะบ่อยครั้ง

ขณะเดียวกัน ก็เห็นใครบางคนวิ่งเลี่ยงจากจุดนั้น ซึ่งเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าเป็นนักรบ หรือประชาชนคนธรรมดากันแน่ เนื่องจากอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง และไร้การควบคุมใดๆ

เสียงอาวุธต่างๆ เบาบางลงมากแล้ว นั่นหมายถึงการปะทะกันลดลง แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะยุติเสียทีเดียว เพราะยังแว่วเสียงปืนดังเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับรถยนต์ของนักรบแต่ละฝ่าย ซึ่งยังแล่นไปมาบนท้องถนนบางสาย

เขาเริ่มรู้สึกหิวบ้างแล้ว เนื่องจากตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำ นอกเสียจากน้ำดื่มที่พกติดตัวแล้ว ก็ไม่มีอาหารอื่นใดตกถึงท้องเลย แม้จะมีเงินเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ไร้ความหมาย เพราะร้านค้าทุกอย่างปิดเงียบ และยิ่งต้องมาตกอยู่กลางวงล้อมของการต่อสู้ย่านถนนสีลมด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้แสวงหาอาหารลำบากมากขึ้น และเป็นการเสี่ยงตายอย่างยิ่ง ถ้าออกจากที่ซ่อน แล้วเคลื่อนไหวให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเห็น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสีแดงหรือสีเหลืองก็ตาม เขาจะต้องตกเป็นเป้ากระสุนปืนทันที

ความมืดยามค่ำคืน แม้จะเป็นฉากพรางตัวได้เป็นอย่างดี แต่ทุกฝีก้าวที่เคลื่อนไหว ความตายสามารถจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลานาที โดยไม่เว้นว่าฝ่ายไหนทั้งสิ้น

เขาเพ่งมองไปที่หัวถนนสีลม เพื่อสำรวจอย่างถี่ถ้วนว่าปลอดภัยหรือไม่ หลังจากยืนลังเลอยู่ได้สักครู่ เขาจึงตัดสินใจเดินออกไป โดยตั้งความหวังว่าน่าจะเจออาหารที่ไหนสักแห่งแถวนี้ หรือถ้าโชคดีไม่มีการต่อสู้ใดๆ ก็สามารถเดินฝ่าไปถึงบริเวณสี่แยกราชประสงค์ได้ โดยเขาคิดว่าที่นั่นจะต้องมีอาหารการกินอย่างแน่นอน เนื่องจากละแวกนั้นมีห้างสรรพสินค้าใหญ่น้อยและโรงแรมหรูหลายแห่งนั่นเอง

เขาเดินอย่างระแวดระวัง จนเกือบจะถึงถนนพระรามสี่นั่นแหละ เขาก็เห็นรถกระบะขนาดเล็กของนักรบฝ่ายสีเหลืองคันหนึ่ง แล่นมาด้วยความเร็วสูง โดยมีนักรบหลายคนยืนถืออาวุธปืนจังก้า และพยายามสอดส่ายสายตามองหาศัตรูสองข้างทาง สองเท้าของเขาชะงักทันที และในวินาทีนั้นเขาก็ตัดสินใจกระโจนหลบเข้าไปที่หลังพุ่มไม้อย่างเร็วพลัน....และเมื่อล้มตัวนอนลงเหยียดยาว ปลายเท้าข้างหนึ่งของเขาก็สัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง

เขาไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรกันแน่ เพราะที่ตรงนั้นมืด ซึ่งแรกสัมผัสนั้นเขาคิดว่ามันอาจจะเป็นถุงขยะ หรือไม่ก็เป็นกองเศษผ้าที่มีใครนำมาทิ้งขว้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง ความคิดของเขาต้องเปลี่ยนไป

เมื่อรถของนักรบกลุ่มนั้นแล่นผ่านไปแล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นแล้วเขม้นมองไปยังสิ่งนั้น

"ใครล่ะ?"

เขาร้องถามเบาๆ เมื่อเห็นสิ่งนั้นเคลื่อนไหวได้

 

ไม่มีเสียงตอบใดๆ จากสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเงาสีดำนั้น จนเขาต้องตัดสินใจเหยียดปลายเท้าข้างหนึ่งไปสะกิด

"ใครอยู่ในนั้น"

เขาถามย้ำอีก คราวนี้มีเสียงแผ่วเบาตอบกลับมา

"ฉันเอง...อย่าทำอะไรนะ" สิ้นเสียงผ้าที่คลุมอยู่ก็ค่อยๆ เลิกขึ้น จนทำให้พอจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น

มีหญิงคนหนึ่งแอบซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าสีหม่นดำ เธอนั่งอุ้มลูกน้อยแนบอกราวกับเป็นสิ่งหวงแหนในชีวิต ท่าทางของเธอแสดงความหวาดกลัวตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาอยู่ใกล้ๆ นั้น เขารู้ทันว่าเธอกับลูกต้องหาที่หลบซ่อน เพื่อหนีภัยสงครามกลางเมือง

"ไม่ต้องกลัวนะ...ผมไม่ใช่นักรบ และไม่ได้อยู่สีแดงสีเหลืองหรอก" เขาบอกเธอ "ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว...ออกมาเถอะ"

แต่เธอยังลังเล เหมือนไม่ไว้วางใจในสิ่งที่เขาบอกมากนัก

"ผมกำลังจะไปหาอาหารที่ห้างสรรพสินค้าแถวๆ ราชประสงค์ พอดีเห็นรถของพวกนักรบสีเหลืองแล่นผ่านมา เกรงจะไม่ปลอดภัย จึงล้มตัวลงหลบที่นี่....ว่าแต่คุณเถอะ จะไปที่ไหน"

จนกระทั่งเขาชวนคุยพร้อมถามไถ่นั่นแหละ อาการหวาดกลัวของเธอจึงคลายลง "ฉันอยากจะไปสถานีรถไฟหัวลำโพง...แต่ไปไม่ได้ เพราะมีคนบอกว่าที่สามย่านยิงกันหนัก ฉันเลยตัดสินใจหลบอยู่ที่นี่จนกระทั่งมืดนี่แหละ..."

เธออยากจะบอกอะไรอีก แต่เนื่องจากลูกของเธอตื่นและเริ่มดิ้น เธอจึงลูบหลังลูกเบาๆ "ไม่เป็นไรแล้วลูก....ไม่ต้องร้องนะ...เดี๋ยวแม่หาขนมอร่อยๆ ให้กิน"

เสียงปลอบโยนของเธอไม่ได้ทำให้ลูกสงบแต่อย่างใดเลย เพราะลูกชายวัย 3 ขวบกำลังถูกความหิวรุมเร้ามากขึ้นทุกขณะนั่นเอง

"แม่...แม่...หิว...หิวแล้วแม่"

ลูกชายเริ่มงอแง จนในที่สุดเธอจึงเลิกชายเสื้อขึ้นแล้วปลิ้นหัวนมออกมาให้ลูกชายดูด ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำนมแต่อย่างใด

เขาจ้องมองไปที่ลูกของเธอ และรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ เพราะวัยเยาว์ที่บริสุทธิ์ต้องมารับเคราะห์กรรมจากสงครามที่พวกผู้ใหญ่ก่อขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสรับรู้เพียงน้อยนิดเลยว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่นั้น คืออะไรกันแน่ จะรับรู้บ้างก็เพียงความตกใจกลัวจนตัวสั่น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอาวุธดังขึ้น และต้องกระเสือกกระสนหนีตายตามแม่เท่านั้น

"หิว...แม่ผมหิว"

แว่วเสียงอ้อนลูกชายอีก จากนั้นก็เริ่มร้องไห้

"ไม่ร้องนะลูก เชื่อแม่สิ...เดี๋ยวแม่ซื้อขนมให้กินนะ" เธอพยายามหลอกล่อ แต่ก็ไม่เป็นผล

เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ สองแม่ลูก สภาพของเธอดูอิดโรย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ส่วนลูกชายที่อยู่ในอ้อมอกของเธอนั้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูมอมแมม และอาจจะเป็นเพราะกำลังถูกความหิวเล่นงาน จึงร้องและดิ้นอยู่ในวงแขนของแม่มากขึ้น จนในที่สุดเขาก็นึกถึงอาหารร้านค้าละแวกสี่แยกราชประสงค์

"ดูลูกคุณหิวมากนะ...เอายังงี้มั้ย...ผมกำลังไปหาอาหารที่สี่แยกราชประสงค์พอดี...คุณน่าจะไปด้วย เพราะจะได้มีข้าวมีอาหารให้ลูกกิน"

"แต่ฉันอยากจะไปสถานีรถไฟหัวลำโพง" เธอบอกจุดม่งหมาย "ฉันอยากจะพาลูกกลับบ้านที่ต่างจังหวัด"

"เธอไปที่นั่นยังไม่ได้...เพราะยังมีการต่อสู้กันอยู่...เธอฟังสิ" เขาหยุดพูด โดยปล่อยให้เสียงอาวุธหนักของแต่ละฝ่ายที่ต่อสู้กันแถวสามย่านไปจนถึงหัวลำโพงดังแทรกเข้ามาบ่อยครั้ง จนทำให้เธอต้องเปลี่ยนใจ

"ถ้างั้น...ตกลงฉันจะไปกับคุณ...แต่ฉันขอให้คุณช่วยดูแลลูกฉันบ้างก็แล้วกัน"

บริเวณหัวถนนสีลมที่เชื่อมต่อกับถนนพระรามสี่ ไม่มีเสียงอาวุธใดๆ อีกแล้ว ความสงบหวนกลับคืนมาอีกครั้ง บนท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มมีดาวทอแสงวิบวับ เขาและสองแม่ลูกเริ่มออกเดินทางจากที่หลบซ่อนตรงนั้น

 

ค่ำคืนท่ามกลางสงครามกลางเมือง เปรียบเสมือนเป็นม่านมืดที่ปิดบังสีเหลือง สีแดง และสีขาว โดยความขัดแย้งที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่เช้าตรู่จนกระทั่งพลบค่ำนั้น เมื่อความมืดคืบคลานมาห่มคลุม จึงราวกับภาพการต่อสู้ที่ชัดเจนทั้งหมดถูกเก็บซ่อนเอาไว้ จนกว่ายามเช้าจะมาถึงในวันรุ่งขึ้นนั่นแหละ การต่อสู้กันอย่างรุนแรง ก็จะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง

เขากับเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน อาศัยความมืดเดินไปตามฟุตบาทเพื่อมุ่งหน้าไปยังสี่แยกราชประสงค์ ระหว่างทางเขาต้องระแวดระวังตลอดเวลา แม้ว่าการต่อสู้กันของฝ่ายสีแดงกับสีเหลืองในย่านนี้ จะไม่รุนแรงเหมือนย่านอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะยังมีการซุ่มยิงกันตามจุดต่างๆ เป็นบางครั้ง โดยเฉพาะการโจมตียวดยานพาหนะของแต่ละฝ่ายที่ลำเลียงกำลังคนไปเสริมการต่อสู้หลายย่านในกรุงเทพฯ บางครั้งรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง แต่บางครั้งก็สร้างความเสียหายกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสัญจรไปมาอย่างมากมาย

ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลย กับการพึ่งพาอาศัยกันในภาวะคับขัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เช่นเดียวกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหญิงที่ไม่รู้จักชื่อและลูกน้อยของเธอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงจากการใช้กำลังอาวุธต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจกันทั้งสิ้น

เขากับเธอเดินเลาะเลียบมาตามริมถนนอย่างช้าๆ เพราะยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยมากนัก แม้จะเป็นช่วงเวลากลางคืนและการต่อสู้เบาบางลงมากแล้วก็ตาม แต่ก็มีสิทธิตายได้ทุกเวลา จนกระทั่งเดินผ่านเลยหน้าสถาบันเอยูเอมาได้ไม่กี่ก้าวเท่านั้น เขาก็เห็นแสงไฟจากรถคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็มีรถอีกคันขับเคียงคู่มาติดๆ และพยายามจะเบียดให้รถคันนั้นหยุด

"ระวังนะ...ดูท่าจะไม่ดีเสียแล้วล่ะ"

เขาบอกเธอ และดึงร่างให้ห่างจากขอบถนน เพราะดูลักษณะการขับขี่ของรถทั้งสองคันแล้ว มันน่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน

"มีอะไรหรือ?" เธอสงสัย แต่ก็ถอยร่นจากริมฟุตบาทเข้าไปยืนหลังพุ่มไม้ที่ปลูกประดับอยู่หน้าอาคารของบริษัทหนึ่ง และขณะที่เขากับเธอกำลังหาที่พรางตัวนั่นเอง เสียงปืนก็ดังรัวขึ้นถี่ยิบ โดยปรากฏเปลวไฟแลบออกจากปลายกระบอกปืนจากกลุ่มคนที่นั่งอยู่กระบะท้ายของรถคันหนึ่งที่กำลังพยายามจะปาดหน้ารถอีกคันให้หยุด

"ทั้งสองฝ่ายยิงกันอีกแล้วล่ะ"

เขาบอกเธอเบาๆ สายตาจับจ้องไปยังเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และก็เป็นไปตามที่เขาคาดคิด เมื่อมีเสียงปืนจากรถอีกคันตอบโต้อย่างรวดเร็ว โดยมีใครคนหนึ่งมีผ้าสีแดงโผกหัว ยกปืนยาวขึ้น และสาดกระสุนใส่อย่างเมามัน

เสียงปืน เสียงตะโกนด่า และเสียงการขับรถปาดกันไปมาดังก้องถนน การต่อสู้ของฝ่ายสีแดงและสีเหลือง เปิดฉากขึ้นอีกครั้งทันทีที่รถสองคันพุ่งมาบนท้องถนนพร้อมเสียงปืน จึงทำให้คนที่กำลังเดินไปมาบนฟุตบาท ต่างก็วิ่งหาที่หลบกันโกลาหล

มีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างกึกก้อง และในชั่วพริบตานั้นเอง รถของฝ่ายสีเหลืองที่มีนักรบนั่งจนเต็มตอนท้ายที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงก็เสียหลักแฉลบขึ้นบนฟุตบาท ก่อนจะพุ่งชนหน้าอาคารหนึ่งที่อยู่ในบริเวณนั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และทำให้นักรบที่นั่งอยู่บนรถกระเด็นไปคนละทิศละทาง

"รถเราโดนจรวด!" ใครคนหนึ่งตะโกนบอกพรรคพวก "ยิงต้านมันไว้...รถพวกมันกำลังวนกลับมาแล้ว"

สิ้นเสียงสั่ง อาวุธนานาชนิดของฝ่ายสีเหลืองก็แผดดังถี่ยิบ จนเขากับเธอรู้สึกแสบแก้วหู และลูกน้อยในอ้อมกอดร้องจ้าเลยทีเดียว

5

การเมืองบนท้องถนน ดำเนินไปอย่างดุเดือดรุนแรง กรุงเทพมหานครกลายเป็นสมรภูมิแห่งการแก่งแย่งอำนาจ และมีการแบ่งฝ่ายแบ่งสีอันเป็นสัญลักษณ์แนวทางการต่อสู้กันอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การต่อสู้ก็ขยายไปทั่วทุกจังหวัด และนำมาซึ่งการแยกเขตการปกครองในเวลาต่อมา

ผู้คนที่มีแนวความคิดต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้เกิดสันติสุข โดยมีสีขาวเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกับเขาและเธอ ที่กำลังหลบห่ากระสุนปืน ได้กลายเป็นประชาชนที่เงียบงัน และต้องพยายามหลบซ่อนให้ปลอดภัยเท่านั้น เพราะเสียงเรียกร้องหาสันติสุข ถูกเสียงอาวุธนานาชนิดของฝ่ายสีแดงและสีเหลือง ดังกลบจนหมดสิ้นนั่นเอง

ความโกลาหล และความวุ่นวาย เกิดขึ้นไม่ห่างจากสี่แยกราชประสงค์มากนัก โรงแรมหรู ห้างสรรพสินค้าและบ้านเรือนที่อยู่ในละแวกนั้น ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะที่อันตราย ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ป้องกันการโจมตีกันอย่างแน่นหนา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถจะหลุดพ้นไปได้ เมื่อมีบางฝ่ายอาศัยเป็นที่กำบัง หรือไม่ก็หลบซ่อนใช้เป็นฐานการสู้รบกับฝ่ายตรงกันข้าม

นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มคนยากจนอีกมากมายที่จ้องจะบุกรุกเพื่อแย่งชิงอาหารการกินในห้างสรรพสินค้าและร้านรวงย่านนั้นอีกด้วย

เสียงการสู้รบยังดังตึงตังเกือบตลอดเวลา ร้านค้าปิดเงียบ ผู้คนซุกตัวเงียบอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือน เว้นแต่พวกนักรบของแต่ละฝ่าย ต่างระดมกำลังเข้ามาสมทบเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ความสูญเสียกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งยวดยานที่โดนอาวุธหนักจนไฟลุกท่วมหลายคน และร่างที่อาบเลือดแดงฉานเป็นศพนอนเกลื่อนบนท้องถนน

กรุงเทพมหานครในค่ำคืนนี้ มีหลายจุดที่เกิดการต่อสู้กันอย่างหนัก โดยเฉพาะย่านการค้าต่างๆ โดยกลายเป็นศูนย์รวมการต่อสู้ และตกเป็นแหล่งที่ถูกจี้ปล้นมากที่สุด โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตที่อุดมไปด้วยข้าวของและอาหารการกินนั้น เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำห้างสรรพสินค้า กับกลุ่มคนที่พยายามจะเข้าไปปล้นเอาหารการกินออกมา

การต่อสู้กันของฝ่ายสีเหลืองกับสีแดง ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ ตรงกันข้ามกลับลุกลามรุนแรงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากมีกองกำลังของฝ่ายสีแดงที่ยึดครองพื้นที่ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้กระจายกำลังเข้ามาเสริมกับพรรคพวกที่สี่แยกราชประสงค์จำนวนมาก

ขณะเดียวกันการเคลื่อนกำลังของนักรบสีเหลือง มาช่วยเหลือกลุ่มเดียวกัน โดยมุ่งหน้าจากสี่แยกราชเทวีมาตามถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ก็ถูกยิงต่อต้านอย่างหนักที่ประตูน้ำ และจากการเสริมกำลังเข้ามาจำนวนมากนั่นเอง...การต่อสู้จึงขยายวงกว้างออกไปอีก และไม่มีทีท่าว่าจะยุติแต่อย่างใดเลย

0 0 0ตัดสินใจทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว เพราะนอกจากเสียงการต่อสู้จะบีบรัดความรู้สึกของเขาให้เครียดขึงมากขึ้นทุกขณะแล้ว เสียงลูกน้อยของเธอที่ร่ำร้องด้วยความหิวนั่นอีก...ยังเปรียบเสมือนสิ่งที่บดขยี้จิตใจของเขาจนไม่อาจจะทานทนต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้

เขาจะต้อง

"ฉันว่าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วล่ะ...ดูสิ..ลูกของฉันร้องใหญ่แล้ว" เธอพยายามจะปลอบโยน และปลิ้นหัวนมจ่อปากลูกน้อยบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล

"เอาล่ะๆ...เดี๋ยวผมจัดการเอง คุณรออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน" เขาตัดสินใจบอกเธอ "คุณอย่าไปไหนเป็นอันขาดนะ...ผมจะเข้าไปหาของกินในห้างนั้น...คุณหลบอยู่ตรงนี้แหละ ผมไปไม่นานหรอก"

"คุณจะไปยังไง" สีหน้าเธอกังวล

"เอาเหอะน่า...ผมจะหาทางที่ปลอดภัยไปเอง"

เขายืนยันกับเธอ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น แล้ววิ่งเลาะเลียบไปตามริมถนน โดยอาศัยความมืดสลัว และซิกแซกไปตามซอกตึกอาคารอย่างรวดเร็ว

6

เหมือนเธอต้องมาติดกับดักอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เพราะแรกทีเดียวนั้นเธอต้องการจะเดินทางออกจากถนนสีลม แล้วมุ่งหน้าไปตามถนนพระรามสี่เพื่อไปให้ถึงหัวลำโพง หมายจะพาลูกน้อยหาทางออกจากกรุงเทพมหานครที่กลายเป็นสมรภูมิสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อกลับบ้านเกิดที่พิษณุโลก

แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่เธอหวังเอาไว้ เนื่องจากมีการปะทะกันอย่างรุนแรงของกองกำลังทั้งสองฝ่ายหลายจุดทั่วกรุงนั่นแหละ เช่นเดียวกับย่านถนนสีลม, สามย่าน, ประตูน้ำ... รวมทั้งบริเวณสี่แยกราชประสงค์ที่เธอกับลูกน้อยต้องหลบกระสุนปืนอยู่ที่นี่ เพราะไม่สามารถจะเยื้องย่างไปไหนได้ แม้ว่าเธออยากจะหนีจากจุดนี้สักเพียงใดก็ตาม

ลูกน้อยของเธอร้อง และดิ้นขลุกขลักอยู่ในวงแขนมากขึ้น จนบางครั้งเธอก็ถึงกับใช้มือข้างหนึ่งปิดปากลูกเอาไว้ ด้วยเกรงจะตกเป็นเป้าสงสัยของนักรบทั้งสีเหลืองสีแดง

พร้อมกันนี้ก็ครุ่นคิดหาหนทางพาลูกน้อยกลับบ้านต่างจังหวัดตลอดเวลา แต่ก็พบเพียงความมืดมิดในความคิดเท่านั้น

การต่อสู้ของฝ่ายสีแดงกับสีเหลืองละแวกสี่แยกราชประสงค์ ยังดำเนินต่อไป นอกจากจะไม่มีทีท่าว่าจะยุติแล้ว ต่างฝ่ายต่างระดมพรรคพวกมาเสริมกำลังจนทำให้การสู้รบขยายวงออกไปด้วยซ้ำ โดยเสียงอาวุธนานาชนิด ดังกึกก้องไปตามท้องถนน จนลามไปถึงเพลินจิต และต้นถนนสุขุมวิทเลยทีเดียว

ใจของเธอนั้นอยากจะเดินหนีจากที่นี่ไปให้ไกลแสนไกล...ความกลัว ความสงสารลูกน้อย ทำให้เธอรู้สึกพลุ่งพล่านในอารมณ์ จนบางครั้งก็ถึงบ่นพึมพำราวกับละเมอ หรือไม่บางครั้งก็ตกใจสะดุ้งสุดตัว เมื่อเสียงอาวุธดังตึงตังจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น

ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตาย สายตาของเธอยังเพ่งมองไปที่หน้าห้างสรรพสินค้าบ่อยครั้ง เพื่อมองหาชายแปลกหน้าที่ต้องตกอยู่ในสถานะเดียวกัน และอาสาวิ่งข้ามถนนหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าใหญ่โต ซึ่งยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เธอเกิดความว้าวุ่นใจมากขึ้นเท่านั้น

ท่ามกลางสงครามกลางเมือง มีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งความเป็นและความตาย ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรที่แน่นอนสำหรับโชคชะตา ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน ทุกคนล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งสิ้น...และโดยเฉพาะความตาย ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ทุกคนมีสิทธิโดนคมกระสุนตายได้ตลอดเวลา

0 0 0

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำห้างสรรพสินค้า ทั้งยิงโต้ตอบ ทั้งผลักดันกลุ่มคนที่พยายามจะรุกล้ำเข้าไปในห้าง แต่เขาก็ยังโชคดีที่อาศัยช่วงเวลาชุลมุนวิ่งออกมาได้ พร้อมอาหารการกินสารพัดถุงใหญ่

หลังจากเดินออกจากห้างมาได้ไม่กี่ก้าว ความตั้งใจที่จะวิ่งข้ามถนนไปหาเธอกับลูกน้อย ที่หลบซ่อนรอคอยอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน ก็ต้องชะงักทันที เมื่อมีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง

"เฮ้ย!...หยุดเดี๋ยวนี้นะ...มึงอยู่ฝ่ายไหนกันวะ...บอกมาเดี๋ยวนี้...ไม่งั้นดูยิงนะ"

เขาหยุดทันที แล้วค่อยๆ หันหน้าไปยังต้นเสียงตรงซอกหนึ่งที่ด้านนอกห้าง ซึ่งที่นั่นมีนักรบฝ่ายสีแดงสองสามคนซุ่มอยู่ โดยคนหนึ่งนั้นตะโกนถามด้วยเสียงดุดัน และเล็งปืนเอ็ม.16 มาที่เขา

7

สองเท้าของเขาหยุดชะงัก เหมือนเสียงตะโกนนั้นเหวี่ยงรัดขาทั้งสองข้างอย่างฉับพลัน แสงไฟหน้าห้างสรรพสินค้าที่สาดส่อง ทำให้เขาเห็นคนซ่อนตัวเป็นกลุ่ม

ในขณะเดียวกัน บนถนนทุกสายที่มาบรรจบสี่แยกราชประสงค์ รถทุกชนิดจอดนิ่ง บางคันไฟลุกท่วม แต่บางครั้งก็ถูกระเบิดจนชิ้นส่วนกระจายเกลื่อน และมีการยิงตอบโต้กันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"มึงอยู่ฝ่ายไหนวะ...บอกมาเดี๋ยวนี้"

เสียงตะโกนถามดังขึ้นอีก ปลายกระบอกปืนของนักรบฝ่ายสีแดงยังเล็งมาที่ตัวเขา สายตาเขาพยายามเพ่งมอง การตัดใจบอกว่าอยู่ฝ่ายไหนตอนนี้ไม่ง่ายนัก เพราะไม่มีความไว้วางใจใดๆ ทั้งสิ้นในสถานการณ์เช่นนี้

บนบ่าของเขาหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ เพราะต้องสะพายถุงใส่อาหารการกิน เหมือนกับมือข้างหนึ่งที่หิ้วถุงใบใหญ่ แม้ความคิดบางอย่างเกิดขึ้น แต่เมื่อเห็นอาวุธที่จ่อมาที่ตัวเขาอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว วูบแรกของความคิดที่จะตัดสินวิ่งหนีจากหน้าห้าง แล้วข้ามไปอีกฟากหนึ่งของถนน จึงหายวับ และทำให้เขาต้องเปลี่ยนความคิดทันที

เสียงปืนที่ถนนใหญ่ ยังดังรัวถี่ยิบ สลับกับเสียงตูมตามของอาวุธหนักตลอดเวลา โดยสถานการณ์เป็นไปอย่างวุ่นวายสับสน จนแทบจะไม่สามารถแยกแยะได้ เพราะทุกอย่างนัวเนียไปหมด ทั้งฝ่ายสีเหลือง สีแดง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามอาคาร โรงแรม และห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ฝ่ายสีขาว แต่ละกลุ่มไม่ต่างจากการตกอยู่ในวงล้อมแห่งความหวาดระแวง แม้กระทั่งเงาของตัวเอง

สถานีรถไฟฟ้ายามค่ำคืน กลายเป็นฐานต่อสู้ของแต่ละกลุ่มที่เข้ายึดครองไปโดยปริยาย แม้จะมีขบวนรถแล่นไปมาให้เห็น แต่นั่นมันไม่ใช่ขบวนรถที่ผิดปกติ เนื่องจากมันถูกนักรบฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่าเข้ายึด เพื่อใช้สำหรับลำเลียงพลพรรคเพื่อการต่อสู้นั่นเอง

มีเสียงตะโกนบอก ดังขึ้นอีกครั้ง

"หมอบลงกับพื้น...มึงอยู่ฝ่ายไหนวะ"

คราวนี้ไม่ใช่เสียงเดิม เพราะมันดังมาอีกด้านหนึ่ง และเมื่อเขาค่อยๆ เลื่อนสายตาหาที่มาของเสียง เขาก็เห็นผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้น

มีชายโพกผ้าสีเหลืองบนหัวคนหนึ่ง ยืนถือปืนยาวเล็งมาที่เขา โดยรอบๆ ข้างมีชายหนุ่มผมยาวมีสัญลักษณ์เป็นผ้าสีเหลืองโพกหัวอีก 5-6 คน ย่อตัวนั่งเหมือนเตรียมพร้อมในการจู่โจมหากเกิดอะไรขึ้น

เขารู้ทันทีว่านั่นคือนักรบฝ่ายสีเหลือง ดังนั้นการที่ต้องเผชิญหน้ากับนักรบสองกลุ่ม จึงทำให้เขาตัดสินยากมากขึ้น เพราะถ้าบอกว่าสังกัดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...ก็ต้องถูกยิงอยู่ดี หรือถ้าจะบอกว่าเป็นฝ่ายสีขาว...ก็ต้องตกเป็นเป้าของทั้งสองฝ่าย เพราะทั้งสีเหลืองและสีแดง ถือว่าฝ่ายสีขาวเป็นศัตรูนั่นเอง

"ว่าไงวะ....ไม่งั้นกูยิงนะ"

เสียงตะโกนนั้นกระแทกกระทั้นมากขึ้น เขายืนตัวเกร็ง เหลือกตามองไปมา ทางซ้ายมือ ฝ่ายนักรบสีเหลืองจ้องเขม็ง ส่วนทางขวา ฝ่ายสีแดงเล็งปลายกระบอกปืนอย่างแน่นิ่ง...

ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจหันไปมองที่ประตูเข้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งที่นั่นมีหน่วยรักษาความปลอดภัยถือปืนครบมือ ยืนจังก้าอยู่นับสิบคน

แล้วในเสี้ยวนาทีนั้นเอง...เขาจึงตัดสินใจทำอย่างหนึ่งเพื่อให้หลุดพ้นจากความตาย

 

8

เขารวบรวมกำลังแล้ววิ่งพรวดกลับเข้าไปในห้างสรรพสินค้าอย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่ามันคือที่ปลอดภัยที่สุดในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เพราะถ้าวิ่งออกไปนอกถนน ไม่เพียงแต่จะตกเป็นเป้ากระสุนปืนของกลุ่มนักรบสีเหลืองเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นเหยื่อของฝ่ายสีแดงอีกด้วย

เสียงปืนรัวดังตามหลังถี่ยิบทันที ทั้งฝ่ายสีแดงสีเหลืองต่างระดมยิงเป็นชุดอย่างเมามัน แต่ด้วยความว่องไวและระยะที่เขายืนอยู่ไม่ห่างจากประตูใหญ่ของห้างมากนัก เขาจึงพุ่งร่างราบกับพื้นแล้วไถลจนหลุดเข้าไปในเขตห้างสรรพสินค้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนตั้งหลักและรวบรวมข้าวของหาที่ปลอดภัยหลบซ่อน

การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำห้าง กับนักรบสีเหลืองและสีแดงดังสนั่น ในขณะเดียวกัน การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายรอบๆ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ก็ยังโหมโจมตีซึ่งกันและกันอย่างดุเดือด

เขาวิ่งมายังอีกประตูหนึ่งของห้าง เพื่อหาหนทางกลับไปหาสองแม่ลูกที่รอคอยเขาอยู่ โดยเฉพาะภาพลูกน้อยของเธอที่ร้องงอแงเพราะความหิวนั้น มันลอยวนเวียนอยู่ในดวงตาของเขาตลอดเวลา เปรียบเสมือนสิ่งรบเร้าให้เขาต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ แต่สภาพการต่อสู้ที่ปรากฏอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าและนอกถนน กลับเป็นอุปสรรคแห่งความตายที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการที่เขาจะวิ่งฝ่าออกไปได้

เขายืนหลบมุมอยู่ใกล้ๆ กับประตูห้าง โชคดีที่ประตูด้านนี้ไม่มีการยิงปะทะกัน จะมีก็เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 4-5 คนเท่านั้น ที่คอยยืนตั้งรับการจู่โจมของผู้ไม่หวังดี ทั้งผู้ที่ต้องการเข้ามายื้อแย่งข้าวของในห้าง ทั้งนักรบของฝ่ายสีเหลืองกับสีแดง

สายตาของเขาสอดส่ายตลอดเวลา ในใจร้อนรุ่ม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหมือนอยู่ท่ามกลางความสับสน ทุกช่วงเวลาไม่มีอะไรแน่นอน แต่ความต้องการให้หลุดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อสงครามกลางเมืองนั่นเอง...คือสิ่งที่เขาและทุกคนโหยหาในกองเพลิงแห่งความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังลุกโชนอยู่ในขณะนี้

จนกระทั่งเขาเหลือบไปเห็นปืนกระบอกหนึ่งที่คาดอยู่ที่เอวของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินเฉียดเข้ามาใกล้ๆ นั่นแหละ เขาจึงลอบถอนหายใจเฮือก ก่อนจะลงมือทำอะไรบางอย่าง

เขาปรี่เข้าไปประชิดตัวเจ้าหน้าที่คนนั้น และกระชากปืนออกจากซองอย่างรวดเร็ว

"อย่าขัดขืนนะ...ไม่งั้นมึงตายแน่"

เขาจ่อปลายกระบอกปืนเข้าที่ชายโครงเจ้าหน้าที่คนนั้นทันที

"ขอยืมปืนก่อนนะ...ถ้าไม่ตายซะก่อน จะเอามาคืนให้" เขาบอก และเริ่มถอยห่างออกมาทีละก้าวอย่างช้าๆ โดยเจ้าหน้าที่คนนั้นได้แต่ยืนมอง

เขาเดินออกมาที่ประตูห้าง ก่อนจะตัดสินใจวิ่งพรวดไปยังถนนเพื่อจะข้ามไปยังฝั่งหนึ่ง โดยมือข้างหนึ่งหิ้วถุงข้าวของ ส่วนมืออีกข้างถือปืนไว้แน่น

0 0 0

สถานีรถไฟหัวลำโพงมีผู้คนหลั่งไหลไปแออัดอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก เพราะในยามคับขันและมีคนต้องการลี้ภัยสงครามกลางเมือง สถานีรถไฟจึงเปรียบเสมือนประตูที่จะนำผู้คนหนีออกไปต่างจังหวัดได้บ้างไม่มากก็น้อย แม้ว่าจะไม่ง่ายดายนักก็ตาม

ภายในสถานีคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทุกคนตื่นตระหนก และพยายามจะหนีออกจากเมืองหลวงให้ได้ ขบวนรถไฟหลายขบวนมีผู้คนยื้อแย่งกันขึ้นไปอย่างชุลมุนเหมือนฝูงมด

และในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดนั่นเอง ก็มีรถไฟขบวนหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาในสถานีหัวลำโพง

 

9.เหนือกรุงเทพมหานครหลายแห่ง แดงฉานด้วยเปลวเพลิงที่โหมไหม้อาคารเนื่องมาจากการสู้รบ ควันไฟที่ล่องลอยขึ้นบนท้องฟ้านั้น แม้จะดูกลมกลืนกับม่านมืดของค่ำคืนที่คลี่คลุม แต่ก็สามารถจะมองเห็นถึงความหม่นมัวได้ เมื่อควันเหล่านั้นลอยเลื่อนตัดกับแสงจันทร์

ท้องฟ้า

ดวงจันทร์ที่สาดแสงอยู่เหนืออาณาบริเวณสงครามกลางเมือง มิได้อร่ามงามตา หรือให้ความรู้สึกที่สวยใสสงบร่มเย็น แต่มันดูน่ากลัวราวกับมีภูตผีร้ายที่กำลังจ้องมองลงมาในเมืองหลวง

ขณะเดียวกัน เมื่อแหงนมองหมู่เมฆและควันไฟที่กำลังเลื่อนไหลอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างช้าๆ ก็ยิ่งเหมือนมีเงาแห่งความชั่วร้ายกำลังจ้องมองอย่างน่าสะพรึงกลัว

ความเงียบที่แผ่คลุมตามย่านต่างๆ นั่นอีก อาคารร้านรวง ตลอดจนบ้านเรือนที่พักอาศัยในตรอกซอกซอย แม้ดูจะร้างไร้สิ่งที่เคลื่อนไหวใดๆ แต่สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในความเงียบร้างนั้น มันซ่อนไว้ด้วยความอาฆาต ความชิงชัง และการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขณะเดียวกัน มันก็พร้อมที่จะปะทุคุคั่งขึ้นมาได้ตลอดเวลา

การต่อสู้ยังไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะ จะมีก็แต่ความพ่ายแพ้เท่านั้นที่ปรากฏให้เห็นทั่วทุกแห่ง เมื่อการต่อสู้รุกคืบไปถึงพร้อมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งอาคารสถานที่ และชีวิตผู้คนที่ดับดิ้นไปกับแนวความคิดที่ตัวเองยึดมั่น

ไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ เพราะสงครามกลางเมืองไม่มีบทสรุปใดๆ ที่ชัดเจน

แม้กระทั่งการเริ่มต้นก็ยังไม่มีสิ่งที่บ่งบอกถึงความชัดเจนว่า แท้จริงแล้วการต่อสู้ห้ำหั่นชนชาติเดียวกันนั้น เพื่อเป้าหมายอะไรกันแน่? และมันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เมื่อไหร่ และใครกันล่ะคือผู้ชนะที่ยืนอยู่บนแท่นแห่งอำนาจ...

และอำนาจที่มองไม่เห็นนั้น ...แท้จริงแล้วมันคืออำนาจอะไร โดยสงครามที่ลุกโชนอยู่บนกองกระดูกของผู้คนที่ล้มตายนั้น ไม่มีคำตอบใดๆ นอกเสียจากความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางความคิด ก่อนจะนำไปสู่การจับอาวุธเข้าเข่นฆ่ากัน เพื่อปูทางที่โรยด้วยหนามอันแหลมคม สู่บัลลังก์แห่งอำนาจ ซึ่งเป็นอำนาจที่ปกคลุมด้วยหมอกที่ต่างฝ่ายต่างหวังจะบรรลุเป้าหมายให้จงได้ ทั้งๆ หมอกแห่งอำนาจที่ทุกคนมองเห็นนั้น หม่นมัว พร่าเลือน ไม่มีคำตอบ หรือบอกปลายทางที่ต้องตะเกียกตะกายหมายปอง 

ที่สำคัญกว่านั้น มันไม่เคยระบุความยาวนานของวันเวลาถึงการเริ่มต้นและการสิ้นสุด เหมือนผู้คนที่แหกปากร่ำร้องหาอำนาจให้กับตัวเองและพวกพ้องตามท้องถนน โดยไม่มีระยะเวลาใดๆ แต่ขึ้นอยู่กับศพของแต่ละคนที่นอนตายอยู่บนถนน เมื่อคมกระสุนของฝ่ายตรงกันข้ามเจาะทะลวง

และถึงเวลานี้เอง คือการสิ้นสุดแนวความคิดและอุมการณ์ของตนเองที่ร้องตะโกนอยู่ตามถนนสายต่างๆ

สงครามกลางเมืองไม่มีอยู่จริง...แต่ความขัดแย้งของคนสองฝ่ายนั่นต่างหาก มีอยู่จริง และเป็นผู้จุดไฟสงครามกลางเมืองให้ลุกโชนขึ้นมา ท่ามกลางความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านหมอก

นอกจากนี้แล้ว ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องชัดเจนใดๆ นอกเสียจากการอ้างเหตุผลของแต่ละฝ่ายเท่านั้น

แน่นอนล่ะ....สงครามกลางเมือง มันเปรียบเสมือนเหตุผลที่ปราศจากเหตุผลใดๆ มารองรับ ขณะเดียวกัน ก็เป็นเหตุผลเลื่อนลอยและบ้าคลั่ง

 

บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง กลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด และมีการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย เพราะต่างมีเป้าหมายที่จะยึดเส้นทางคมนาคมที่สะดวกในการลำเลียงกำลังพล จากเมืองหลวงสู่ต่างจังหวัด และจากภูมิภาคเข้ามาใจกลางมหานคร ดังนั้น การเปิดฉากโจมตีเพื่อเข้ายึดครองเส้นทางของฝ่ายสีเหลืองกับสีแดง จึงรุนแรงและผลัดกันรุกผลัดกันรับตลอดเวลา

ขบวนรถไฟสายเหนือลำเลียงนักรบกลุ่มเสื้อแดงเข้ามาในกรุงเทพฯ ขบวนแล้วขบวนเล่า เหมือนเป็นคลื่นทะเลสีแดงที่ถั่งโถมเข้าใส่โขดหินด้วยความคลั่งแค้น ขณะเดียวกันขบวนรถไฟเหล่านั้นก็ขนผู้คนที่ต้องการหนีจากสนามรบกลางเมือง ออกไปต่างจังหวัดกันอย่างเนืองแน่น

แม้เส้นทางรถยนต์จะไม่ปิดตายเสียทีเดียว แต่ทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ทั้งสายตะวันออก ตะวันตก หรือสายอีสานและสายเหนือ ล้วนแต่เป็นเส้นทางที่อันตรายทั้งสิ้น เพราะมีการซุ่มโจมตี หรือไม่ก็ตั้งด่านตรวจตราอย่างเข้มข้น และเมื่อรู้ว่าใครก็ตามที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม ก็จะถูกลากตัวไปสังหารอย่างเหี้ยมโหด

ระหว่างรอยต่อเขตจังหวัดหนึ่งกับอีกจังหวัด จะมีทั้งฝ่ายสีแดงและสีเหลืองเปิดศึก ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานนั้น ถูกฝ่ายสีแดงควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ และประกาศเป็นเขตปกครองอิสระ มีการจัดตั้งองค์กรการปกครองตนเอง ตัดขาดกับรัฐบาลแห่งชาติอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับบางจังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคกลาง ที่ฝ่ายสีแดงมีอำนาจที่เหนือกว่า ได้จัดตั้งเขตปกครองอิสระ และขึ้นตรงกับจังหวัดที่เป็นพันธมิตรกับฝ่ายสีแดงเท่านั้น

มีหลายจังหวัดแม้จะไม่มีฝ่ายใดครองชัยชนะอย่างชัดเจน แต่การยึดพื้นที่แนวร่วม ก็เปรียบเสมือนเป็นการแบ่งเขตปกครองไปโดยปริยาย และยังมีการต่อสู้กันอย่างต่อเนื่อง

สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ กลายเป็นจุดปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างนักรบของฝ่ายสีแดงกับสีเหลือง นอกจากนี้แล้ว กองกำลังทหารจากรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติ ยังเข้ามาผสมโรงอีกด้วย จึงทำให้ท่าอากาศยานทั้งสองแห่งถูกปิดตาย และกลายเป็นสนามรบที่ดุเดือด

เช่นเดียวกับสนามบินอู่ตะเภา ถูกกองกำลังของสีแดงและสีเหลืองโอบล้อม เพื่อพยายามช่วงชิงยึดครองให้ได้

สนามบินภูเก็ตถูกแปรสภาพเป็นศูนย์กลางการบินของรัฐบาลกลาง เพื่อติดต่อเดินทางไปยังโลกภายนอก

ส่วนสนามบินอุดร กลายเป็นสนามบินหลักของเขตปกครองอิสระดินแดนอีสาน บินผ่านน่านฟ้าด้านลาว เวียดนาม เขมร

สำหรับท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการบินเขตปกครอง 'ล้านนาแลนด์' ซึ่งสามารถจะบินเชื่อมต่อไปยังคุนหมิง ก่อนจะออกไปสู่นานาประเทศ

เช่นเดียวกับสนามบินแห่งรัฐปัตตานี ที่ประกาศแยกตัวไปก่อนหน้านี้ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ทั้งฝ่ายสีเหลืองหรือสีแดง เป็นศูนย์การบินสู่มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพื่อจะเดินทางไปยังที่อื่นๆ อีกทอดหนึ่ง

อำนาจทางการเมืองและการปกครอง ถูกแบ่งแยกอย่างสิ้นเชิง โดยมีพื้นฐานจากความขัดแย้งทางความคิดของผู้คนในสังคมเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งมันเริ่มจากความไม่ยุติธรรม และการถูกเอารัดเอาเปรียบ

ขณะเดียวกัน ระบบต่างๆ ที่บิดเบี้ยว ก็เป็นประหนึ่งท่อนฟืนที่โยนใส่กองไฟแห่งความขัดแย้งให้ร้อนแรงมากขึ้น

โดยเฉพาะเปลวไฟแห่งความขัดแย้งที่ลุกโชนอยู่ภายในจิตใจนั้น แม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่มันปั่นป่วนน่ากลัว ...และในเวลาต่อมา มันก็โหมไหม้จนกลายเป็นไฟสงครามกลางเมือง ลุกลามไปทั่วประเทศ โดยไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งได้เลย

 

10.

ลูกของเธอ

"ไม่ต้องร้องนะลูก..."

เธอปลอบโยนลูกชาย อาศัยความมืดและพุ่มไม้ประดับข้างถนนเป็นที่พรางตัว พร้อมกับปลิ้นหัวนมที่ปราศจากน้ำนมให้ลูกชายดูด เพื่อให้ลูกชายรู้สึกเหมือนได้กินอะไรบางอย่าง นอกจากนี้แล้วยังจะเป็นการช่วยลดเสียงร้องของลูกชายอีกด้วย

ภาพสถานีรถไฟหัวลำโพงยังลอยวนเวียนอยู่ในความคิดตลอดเวลา เพราะนี่เป็นจุดหมายที่เธออยากจะไปให้ถึงจนใจแทบขาด เพราะมันคือเส้นทางที่สามารถจะนำเอาเธอกับลูกชาย หลุดออกจากขุมนรกใจกลางเมืองนั่นเอง

แต่ระหว่างความคิดกับความเป็นจริง มันวิ่งสวนทางกัน เป็นเพียงภาพลอยวนอยู่ในดวงตา เพราะเมื่อเธอชะเง้อมองไปยังถนนฟากตรงกันข้าม ก็ไม่ปรากฏร่างของเขาแต่อย่างใดเลย จะมีก็แต่เสียงปืน และการต่อสู้ของกองกำลังทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าความรุนแรงจะลดลง แต่ดูเหมือนจะทวีมากขึ้นด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกับวุ่นวายที่เกิดขึ้น บางครั้งโหมโจมตีกันด้วยอาวุธหนัก จนผู้คนต้องวิ่งกันอลหม่าน ส่วนพวกนักรบก็อาศัยซอกตึกอาคาร หรือไม่ก็รถราที่จอดตายอยู่ริมถนน เป็นฐานสำหรับการยิงตอบโต้ฝ่ายตรงกันข้าม

สถานีรถไฟยังวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอ...ส่วนสายตาก็เมียงมองไปยังอีกฟากหนึ่งของถนนบ่อยครั้ง

จนกระทั่งเธอคิดว่าการรอคอยนั้นว่างเปล่าแล้วนั่นแหละ เธอจึงตัดสินใจอุ้มลูกเตรียมจะเดินออกจากที่นั่นเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพง แต่ยังมิทันที่จะขยับเท้าออกจากที่นั่น เธอก็ต้องยวบตัวนั่งหลบอีกครั้ง เมื่อมีการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดที่บริเวณหน้าประตูด้านข้างห้างสรรพสินค้า และเมื่อเพ่งมองไปที่นั่น สิ่งที่รอคอยก็ปรากฏแก่สายตา

"ไม่ต้องร้องนะลูก...โน่นแน่ะ...อาหารกับขนมอร่อยๆ ของลูกกำลังจะมาแล้ว"

น้ำเสียงของเธอตื่นเต้น ประกายในดวงตาบ่งบอกถึงความดีใจที่ได้เห็นชายคนที่รู้จัก ซึ่งมือข้างหนึ่งหิ้วถุง และมืออีกข้างถือปืนพร้อมกระหน่ำยิงเปิดทางเพื่อหนีออกจากวงล้อมทั้งฝ่ายสีเหลือง และฝ่ายสีแดง

กระสุนปืนที่เขาเหนี่ยวไกยิงนั้น มันได้ผลเกินคาด เพราะทันทีที่นักรบสีเหลืองคนหนึ่งโดนลูกปืนจนทรุดกองกับพื้น และพยายามกระเสือกกระสนเข้าไปหาพรรคพวก ก็ถูกกลุ่มนักรบสีแดงสาดกระสุนใส่อย่างไม่ยั้ง จนร่างของชายคนนั้นตกเป็นเป้าจนเลือดสาดกระจายเลยทีเดียว

ในนาทีที่สับสนและเสียงปืนดังถี่ยิบ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่อันตราย แต่มันก็เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสของเขา และโชคก็เข้าข้างเขาด้วย เพราะหลังจากยิงใส่นักรบสีเหลืองเพื่อเปิดทาง จนนักรบคนนั้นล้มลงและกลายเป็นเป้าล่อให้ทั้งสองฝ่ายซัดกันอย่างนัวเนียนั่นแหละ เขาก็ฉวยจังหวะนั้นหิ้วถุงใส่อาหารการกินวิ่งข้ามถนนมาได้ จากนั้นก็พยายามเดินมายังบริเวณที่เธอกับลูกชายหลบซ่อนอยู่

เขากึ่งวิ่งกึ่งเดินมาตามฟุตบาท บางครั้งก็แทบหัวทิ่มพื้นคอนกรีต เมื่อสองเท้าสะดุดกับศพนักรบที่ถูกยิงตายอย่างน่าเวทนา หรือไม่บางครั้งก็แทบจะคลานราวกับสัตว์บางอย่าง เพราะต้องหลบกระสุนปืนที่ไม่สามารถจะมองเห็นที่มา หรือไม่บางครั้งก็ต้องหมอบนิ่งอยู่หลังพุ่มไม้ประดับเตี้ยๆ ที่ขึ้นอยู่ริมถนนเพื่อหลบลูกปืน

11.

ลูกของเธอ

เขากับเธอล้วงเอาอาหารในถุงย่ามมากินด้วยความหิว ส่วนลูกชายของเธอนั้น ไม่มีเสียงร้องงอแงอีกแล้ว แต่หันมารื้อเอาขนมในถุง กินอย่างเอร็ดอร่อย โดยบนใบหน้าซึ่งก่อนหน้านี้เปื้อนเลอะด้วยน้ำตา แปรเปลี่ยนเป็นเริงร่าตามประสาเด็กอย่างชัดเจน

ความอิ่มทำให้ความคิดที่พลุ่งพล่านด้วยความหิวสงบลง เหมือนความปั่นป่วนที่ซ่อนอยู่ในจิตใจคลี่คลายทีละน้อยจนเป็นปกติ ในท่ามกลางสงคราม ทั้งสามคนก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างจากผู้คนส่วนมากของบ้านเมืองนัก เพราะต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม ราวกับตัวประกันที่ไม่สามารถจะยืนหยัดขัดขืนได้ ทุกคนต้องถอยร่น หรือไม่ก็หาที่หลบซ่อนเพื่อความปลอดภัย แต่บางครั้งเมื่อถอยร่นจนสุดทาง ไม่สามารถจะหลีกหนีความเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้ จึงไม่มีสิ่งอื่นใดอีก นอกเสียจากการหันมาประจันหน้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในที่สุด

"อิ่มแล้วหรือ" เขาหันมาถามเธอ

"ฉันอิ่มแล้ว..." เธอบอก พลางหันไปมองที่ถนน ซึ่งตอนนี้การยิงตอบโต้กันลดลงบ้างแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายเคลื่อนย้ายไปช่วงชิงสถานีรถไฟฟ้าที่ย่านเพลินจิต จนทำให้เสียงปืนบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าตรงสี่แยกราชประสงค์ลดลง

เขารู้ดีว่าสายตาของเธอที่ทอดออกไปยังท้องถนนนั้น หมายถึงอะไร

"ยังคิดจะไปหัวลำโพงอีกหรือ" เขาถาม

เธอพยักหน้า "จะมีหนทางไหนอีกล่ะ ที่พอจะออกจากกรุงเทพฯ ได้"

"แต่มันเสี่ยงเหมือนกันนะ..." เขาบอก "ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สามย่านเป็นยังไงบ้าง..."

"ยังไงก็ต้องเสี่ยงดู..." น้ำเสียงของเธอยืนยันมั่นคง

"เอาล่ะ...ถ้าคุณจะไปจริงๆ ผมจะไปส่งให้ถึงแถวๆ สามย่าน"

"แล้วคุณล่ะ..." เธอหันมาถามบ้าง

ไม่มีคำตอบจากเขา นอกเสียจากการเตรียมตัวเก็บอาหารการกินที่เหลือใส่ถุงย่าม และส่วนหนึ่งแบ่งให้กับเธอ โดยเฉพาะนมกล่องและขนมสำหรับลูกชายของเธอ

"เธอมีผ้าสีขาวรึเปล่า"

"มีผ้าขนหนูอยู่ผืนหนึ่งในย่าม...ทำไมล่ะ" เธอสงสัย

"ถ้าเกิดอะไรขึ้น...บางทีผ้าสีขาวมันสามารถจะช่วยชีวิตได้" เขาบอกและหันไปมองลูกชายเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตามามองริบบิ้นสีขาวที่ผูกอยู่ที่ต้นแขนข้างซ้ายของตัวเอง

ไฟสงครามยังลุกวาบอยู่บางจุดในมหานคร พร้อมกับเสียงที่ดังกึกก้อง ความมืดแห่งค่ำคืน เหมือนพยายามจะปกปิดไม่ต้องให้ใครเห็นความเลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถจะปิดบังความจริงที่เกิดขึ้นได้เลย

0 0 0

เขาพาเธอกับลูกมาส่งถึงบริเวณสามย่าน สถานการณ์แถวนี้ไม่รุนแรง จะมีก็แต่เสียงอาวุธหนักที่ดังเป็นครั้งคราวมาจากสถานีรถไฟหัวลำโพงเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่ายังมีการสู้รบกันอยู่

"ผมส่งคุณแค่นี้นะ...ดูแลลูกชายให้ดีๆ ล่ะ"

"ฉันขอบใจเธอมากๆ นะ...ที่อุตส่าห์ช่วยฉันกับลูก" เธอกล่าวพลางสบตา

"ไปก่อนนะไอ้หนู" เขายิ้ม และเอื้อมมือมาลูบหัวลูกของเธอ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากที่นั่น โดยปล่อยให้เธอซึ่งยืนจูงมือลูกชายอยู่ มองตามหลังจนร่างของเขาหายลับไปในความมืด

สงครามกลางเมืองยังดำเนินต่อไป ไม่มีกองกำลังของสีใดๆ ชนะ หรือพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว... จะมีก็แต่แผ่นดินของทุกคนเท่านั้น ที่ส่งเสียงร่ำไห้กับความล่มสลายที่เกิดขึ้น0

ดื่มนมกล่องและของกินอื่นๆ ด้วยความหิวโหย หลังจากที่เขาพยายามเลี่ยงหลบการต่อสู้ จนมาหาสองแม่ลูกได้ แม้จะเฉียดตายและต้องหลบห่ากระสุนอย่างทุลักทุเล แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่
ร้องงอแงมากขึ้น การรอคอยอาหารจากเพื่อนชายที่วิ่งฝ่ากระสุนปืนข้ามถนนแล้วหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่สี่แยกราชประสงค์อย่างเนิ่นนาน ทำให้ความอดทนของเธอเหลือน้อยลงทุกขณะ และคิดว่าถ้าขืนยืนอยู่ที่นี่โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากสงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน

เขาออกมาจากห้างสรรพสินค้าพร้อมสะพายถุงใบใหญ่ แต่กว่าจะออกมาได้ ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เนื่องจากมีการยิงกันบริเวณหน้าห้างอย่างดุเดือด และมีการบุกรุกเข้าไปในห้างเพื่อขโมยข้าวของนั่นเอง

ทางการเมืองและการแตกแยกทางความคิดที่รุนแรงยากจะเยียวยาให้กลับคืนสู่ปกติสุขได้นั้น ทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศต้องปั่นป่วนวุ่นวาย ขณะเดียวกัน ดินแดนในภาคต่างๆ ก็ถูกแบ่งแยกในเวลาต่อมา

ภาพที่เห็นอันพร่ามัวอยู่ไกลลิบทำให้เขาเกิดความลังเลทันที แม้จะกะพริบตา 3-4 ครั้ง เพื่อปรับภาพที่เห็นให้ชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถจะให้คำตอบแก่ตัวเองได้





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ไหปลาแดก วันที่ : 14/08/2010 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plardeakdee

แค่สร้างผลงานอย่างมีจุดยืนและเป้าหมายก็พอแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 04/05/2010 เวลา : 05.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

งานเขียนด้านความคิดเป็นงานที่ท้าทายยุคสมัย การคงรูปความคิดของเราให้ดำรงอยู่ได้ตลอดชั่วชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่นากยิ่งกว่า ขอเป็นกำลังใจสำหรับการทำงานวรรณกรรมแนวแฟนตาซีวิทยาศาสตร์สังคมครับ อยู่ดีมีแฮงเด้อครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อักษรานันต์ วันที่ : 27/04/2010 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hungkumnung

สงครามกลางเมืองยังดำเนินต่อไป ไม่มีกองกำลังของสีใดๆ ชนะ หรือพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว... จะมีก็แต่แผ่นดินของทุกคนเท่านั้น ที่ส่งเสียงร่ำไห้กับความล่มสลายที่เกิดขึ้น
..........................................ที่กำลังเกิดขึ้น
สวัสดีครับ
ผมติดตามผลงานของอาจารย์มานานแล้วครับ ชื่นชมมากครับ มุมมองและเรื่องราวที่สะท้อนออกมา อยากให้สะท้อนเข้าไปในหัวใจของพี่น้องไทยเรา อยากให้รักกันจริงๆ บริสุทธิ์ใจกันจริงๆ ไม่แบ่งแยกหรือแตกแยกอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ ขอบคุณที่ใช้พื้นที่เพื่อสังคมไทยจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
jaoshine วันที่ : 26/04/2010 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siamshine

ขอบคุณครับ..........อาจารย์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พ.ประเทืองไทย วันที่ : 26/04/2010 เวลา : 18.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ppatuangthai
ลูกผู้ชายจากปลายนา เดินทางมาตามจินตลีลาชีวิต  

ขออนุญาตคัดลอกไปตีพิมพ์ไว้อ่านเองนะครับ
ขอบคุณครับสำหรับงานขียนดีๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 26/04/2010 เวลา : 18.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

ถือเป็นคุณูปการสำหรับนักอ่าน
ต่อการนำเสนองานดีๆ ณ ที่นี้ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดว่านวนิยายเรื่องใดสมควรได้รับรางวัลซีไรต์ 2552
เงาฝันของผีเสื้อ ของ เอื้อ อัญชลี
3 คน
ทะเลน้ำนม ของ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม
3 คน
ประเทศใต้ ของ ชาคริต โภชะเรือง
1 คน
โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์
4 คน
ลับแล, แก่งคอย ของ อุทิศ เหมะมูล
9 คน
โลกใบใหม่ของปอง ของ ไชยา วรรณศรี
0 คน
วิญญาณที่ถูกเนรเทศ ของ วิมล ไทรนิ่มนวล
14 คน

  โหวต 34 คน