• nitimada
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2016-05-26
  • จำนวนเรื่อง : 2449
  • จำนวนผู้ชม : 429644
  • ส่ง msg :
  • โหวต 539 คน
มีข่าวสารให้ท่านเสพ
ข่าวดัง ข่าวเด่น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nitimada3
วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม 2559
Posted by nitimada , ผู้อ่าน : 1160 , 22:23:54 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

 

ปวดท้อง อย่ามองข้าม มะเร็งตับอาจถามหา 

 

        นพ.เจษฎ์ ศุภผล
       ศัลยแพทย์เฉพาะทางโรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี
       
อาการปวดท้อง โรคทั่วไปที่หลายๆคนเป็นกัน ซึ่งโดยปกติอาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ฯลฯ แต่ในทางตรงกันข้ามอาการปวดท้องเพียงเล็กน้อย อาจมีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรงต่างๆได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือ แม้กระทั่งมะเร็งตับ    

มะเร็งตับสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ มะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ของตับเอง และมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น

เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ลุกลามมาที่ตับ สำหรับมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ของตับเอง ประกอบด้วยมะเร็ง 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งพบมากในภาคเหนือและอีสาน

เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักจะพบในคนที่ชอบกินปลาร้าและปลา หอยน้ำจืด สุกๆ ดิบๆ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพยาธิใบไม้ในตับ

มะเร็งอีกชนิดคือ มะเร็งเฮปปะโตม่า (Hepatoma) ซึ่งมักพบในภาวะตับแข็งจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี , ไวรัสตับอักเสบซี หรือแอลกอออล์     

สำหรับอาการของมะเร็งตับ ในระยะเริ่มต้นของโรคอาจจะยังไม่มีอาการใดๆ แต่หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน

1.แน่นท้อง ในตำแหน่งของลิ้นปี่หรือชายโครงขวา

2.น้ำหนักลด  

3.เบื่ออาหาร   

4.ปวดไหล่ข้างขวาที่ไม่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของหัวไหล่ เนื่องจากมะเร็งมีขนาดใหญ่และลุกลามไปบริเวณกระบังลม อาจทำให้เกิดอาการปวดไหล่ได้ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าปวดกล้ามเนื้อแต่จริงๆแล้วเรามีก้อนอยู่ที่ตับ

5.ตาเหลือง


ขั้นตอนการตรวจหามะเร็งตับ

1.ซักประวัติและตรวจร่างกาย

2.ตรวจเลือด ดูค่าการทำงานของตับและค่ามะเร็งตับรวมถึงไวรัสตับอักเสบบีและซี

3.ตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)
        
การรักษาโรคมะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับนั้นขึ้นกับการทำงานของตับ การลุกลามของมะเร็งและสภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วย

1.การผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกยังคงเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดถ้าสภาพทั่วไปของผู้ป่วยพร้อมที่จะผ่าตัดและก้อนมะเร็งไม่ลุกลามอีกทั้งการทำงานของตับดีพอ

2.การปลูกถ่ายตับสามารถทำได้ในกรณีของมะเร็งชนิดเฮปปะโตม่า (Hepatoma) ระยะเริ่มแรกและมีภาวะตับแข็งที่รุนแรงจนไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนออกได้

3.การใช้เข็มความร้อนเฉพาะที่เรียกว่า RFA (radiofrequency ablation) เป็นการทำลายเนื้องอกด้วยความร้อนโดยใช้เข็มแทงเข้าไปในก้อนแต่ต้องเป็นก้อนที่มีขนาดเล็ก และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

4.การให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่รวมทั้งอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก (TACE, transarterial chemoembolization)สำหรับมะเร็งเฮปปะโตม่า (Hepatoma)

5.การให้ยาเคมีบำบัดทางเส้นเลือดดำในมะเร็งท่อน้ำดีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้หรือมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมาที่ตับ

การป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีและมะเร็งตับสามารถทำได้โดย

1.หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์น้ำจืดสุกๆดิบๆ หากต้องการรับประทานปลาร้า ควรจะเป็นปลาร้าต้มสุก     

2.หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ     

3.มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยเนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งเฮปปาโตม่า(Hepatoma) สามารถติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์


ขอบคุณ MGR Online

นพ.เจษฎ์ ศุภผล

สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ตุลาคม 2016 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]