*/
  • Nity
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonyatikan59@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 3220
  • จำนวนผู้ชม : 4549677
  • จำนวนผู้โหวต : 1948
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1948 คน
คอนเสิร์ต คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 6

คมชัดลึก อวอร์ด ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง และเพลงไทยสากล ที่เซ็นทรัล เวิร์ล

View All
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


อยากให้บล็อกเกอร์ Nity เขียนเรื่องใดในบล็อกมากที่สุด
การเมือง
202 คน
เศรษฐกิจ
12 คน
สังคม
16 คน
บันเทิง
36 คน
วรรณกรรม
9 คน
อาชญากรรม
8 คน
ภาคประชาชน
10 คน
การศึกษา
21 คน
กีฬา
8 คน
อื่นๆ
16 คน

  โหวต 338 คน
วันอังคาร ที่ 2 กันยายน 2551
Posted by Nity , ผู้อ่าน : 1067 , 22:04:07 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

  *นั่งนับแถลงการณ์ของทุกภาคส่วนสังคมที่เรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช พิจารณาตนเอง ว่าจะลาออกหรือยุบสภาภายในวันเดียว มีคนคิดเหมือนกันว่า ผู้นำรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ ล้วนมีความน่าสนใจ จึงอยากให้อ่าน

1.แถลงการณ์ : คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ตามที่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้ลุกลามไปสู่การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธของกลุ่มประชาชนฝ่ายต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จนนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเช้าวันที่ 2 กันยายน 2551 นั้น

อธิการบดี รองอธิการบดี  คณบดี ผู้อำนวยการสำนักและผู้อำนวยการสถาบัน ในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน  42 คน ที่มีรายนามท้ายแถลงการณ์นี้ ใคร่ขอเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการคลี่คลายวิกฤติและหาทางออกให้แก่ชาติบ้านเมืองโดยไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อและก่อให้เกิดความเสียหายมากยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ ดังต่อไปนี้


1.  คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเรียกร้องให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจงดเว้นการใช้กำลังและการใช้ความรุนแรงใด ๆ ต่อผู้ชุมนุมทุกฝ่าย โดยขอให้ทำหน้าที่ในการรักษาความเรียบร้อย ควบคุมสถานการณ์ และป้องปรามมิให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่านั้น


2.  คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุติการเคลื่อนไหวออกนอกที่ชุมนุมของตน ไม่กระทำการยั่วยุอีกฝ่ายหนึ่งหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่ใช้อาวุธหรือดำเนินการด้วยความรุนแรงใด ๆ ต่อกันอีก


3.  คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาใช้ดุลพินิจในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วยการเสียสละให้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่อันเป็นกระบวนตามวิถีทางประชาธิปไตยเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองที่มิอาจหาทางออกในระบอบทางการเมืองโดยปกติได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เวลาและให้โอกาสแก่สังคมไทย ในการเยียวยาความเสียหาย และความลดระดับความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงและเหตุการณ์นองเลือดในระหว่างประชาชนชาวไทยด้วยกันเองลงได้


คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอวิงวอนต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อโปรดพิจารณาและใช้ดุลพินิจในการดำเนินการต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมไทยได้มีช่องทางในการหลีกเลี่ยงความรุนแรงและสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนา และเพื่อให้ประเทศได้มีหนทางในการพลิกฟื้นกลับมายืนอย่างมั่นคงในวิถีทางประชาธิปไตยได้อีกในอนาคต


ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ลงนามในแถลงการณ์ 2 กันยายน 2551 จำนวน 42 คน

ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์     อธิการบดี
ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์    คณบดีคณะนิติศาสตร์
รองศาสตราจารย์ เกศินี วิฑูรชาติ     คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
รองศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์   คณบดีคณะรัฐศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร   คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา    คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ    คณบดีคณะศิลปศาสตร์
รองศาสตราจารย์ มาลี บุญศิริพันธ์     คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรชัย ตระกูลวรานนท์    คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
รองศาสตราจารย์ สายทอง อมรวิเชษฐ์    คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รองศาสตราจารย์ ดร.อุรุยา วีสกุล     คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ จิตตินัดด์ หะวานนท์   คณบดีคณะแพทยศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.วิฑูรย์ ไวยนันท์     คณบดีคณะสหเวชศาสตร์
อาจารย์ ทันตแพทย์ ยุวบูรณ์ จันทร์แจ่มจรูญ    คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.มรรยาท รุจิวิชชญ์    คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร    คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง
อาจารย์ สุธิดา กัลยาณรุจ     คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.นันทนา รณเกียรติ    คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ
รองศาสตราจารย์ ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ    คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.พิมพันธุ์ เวสสะโกศล    คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์    คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม
รองศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต     รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์
 รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร ขัมภลิขิต    รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศูนย์รังสิต
รองศาสตราจารย์ ดร.เดชา สังขวรรณ    รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศูนย์ลำปาง 
ศาสตราจารย์ ดร.ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย    รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล    รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง
รองศาสตราจารย์ หริรักษ์ สูตะบุตร     รองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล
อาจารย์ ดร.สมประสงค์ โกศลบุญ     รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนพัฒนาและเทคโนโลยี
อาจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล    รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา
รองศาสตราจารย์ ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ   รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปรีชา วาณิชยเศรษฐกุล   รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย
อาจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์     ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา
รองศาสตราจารย์ ดร.วรวุฒิ หิรัญรักษ์    ผู้อำนวยการสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร
นางศรีจันทร์ จันทร์ชีวะ      ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด
รองศาสตราจารย์ ไว จามรมาน     ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์
รองศาสตราจารย์ ปกรณ์ เสริมสุข     ผู้อำนวยการสถาบันประมวลข้อมูลฯ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอกรินทร์ ยลระบิล    ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล
รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ชคตระการ    ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา
รองศาสตราจารย์ ดร.ประทิน พิมสาร    ผู้อำนวยการสถาบันภาษา
รองศาสตราจารย์ ดร.กำพล รุจิวิชชญ์    ผู้อำนวยการสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม
ศาสตราจารย์ ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์     ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
รองศาสตราจารย์ ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี    ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่ง มธ.
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ศุภชัย ฐิติอาชากุล     ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ


 

2. 40ส.ว.ออกแถลงการณ์จี้"หมัก"ออก-ยุบสภา แนะพรรคร่วมบีบ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ส.ว.เลือกตั้งและ ส.ว.สรรหา จำนวน 40 คน อาทิ พ.ท.กมล  ประจวบเหมาะ นายไพบูลย์ นิติตะวัน  นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ร่วมกันหารือเหตุการณ์การปะทะกันของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง


น.ส.รสนา นำคณะ ส.ว.ออกแถลงการณ์ว่า กรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต กทม. โดยอ้างเหตุว่ามีการอ้างเหตุใช้กำลังประทุษร้ายกัน และ 43 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมประท้วงรัฐบาลด้วย และประกาศแต่งตั้งผู้รับผิดชอบและมอบอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ส.ว.เห็นว่าสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีอ้างไม่ใช่กรณีฉุกเฉินรุนแรงตามเจตนารมรณ์ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเหตุมีลักษณะมีลักษณะไม่ต่างจาก จ.อุดรธานี ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้ใช้มาตรการดังกล่าว การใช้มาตรการโดยการสร้างเงื่อนไขจัดฉาก โดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นการเลือกปฎิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ส.ว.ขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่จะใช้อำนาจ พ.ร.ก. ใช้โดยระมัดระวังหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและในช่วงบ่าย ส.ว.จะไปยื่นเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมิชอบไปยังศาลปกครองสูงสุดเพื่อระงับคำสั่งดังกล่าว


"เราเห็นว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการวางแผนล่วงหน้าร่วมกันของฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงกับประชาชน เป็นการใช้อำนาจเกินเหตุซ้ำเติมวิกฤติให้หนักหน่วงมากขึ้นทั้งนี้ใจกลางของปัญหาคือนายกรัฐมนตรี นอกจากไม่พยายามแก้ปัญหายังมีการยั่วยุ ใช้ความรุนแรงซึ่งปรากฎในการประชุมร่วมรัฐสภาที่ผ่านมา นายสมัครหมดสิ้นความชอบธรรมและความสามารถในการบริหารมิจฉาทิฐิที่ดึงดันจะอยู่ในอำนาจมีแต่จะนำไปสู่การนองเลือด ล่มจมความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีควรแสดงออก ทางเดียวในการแก้วิกฤตืคือนายสมัครต้องลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภาและปล่อยให้กระบวนการต่างๆร่วมกันแก้ปัญหา" น.ส.รสนา กล่าว


น.ส.รสนา กล่าวว่า ความล้มเหลวคือฝ่ายการเมืองเรื่องนี้พรรคร่วมรัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการกดดันให้นายสมัครลาออกหรือปลดนายสมัครออก อย่าคิดแต่ประโยชน์ตัวเองแล้วเอาประเทศมาเดิมพันเป็นตัวประกัน ระวังจะโดนสังคมตราหน้า วันนี้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเหลือแต่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล หากนายกรัฐมนตรียังไม่มีความรับผิดชอบทางการเมือง ด้วยการลาออก  ส.ว.ก็จะใช้กลไกทางกฎหมายให้ถึงที่สุด


น.ส.รสนา กล่าวด้วยว่าเหตุที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดว่าเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์เพราะการปะทะยุติเวลาตี4 และ7 โมงเช้า นายกรัฐมนตรีก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการประชุมร่วมกันของรัฐสภา  ส.ส.พรรคพลังประชาชนก็พูดเป็นนัยแล้วว่าให้ใช้กฎหมายเข้มงวดตรงนี้เป็นการจำลองเหตุการณ์ 6ตุลา19 ที่ปิดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเป็นตึกไทยคู่ฟ้า  ส.ว.รวบรวมภาพทั้งหมดแล้วและจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันของคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา หลายชุดเพื่อสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ พล.ต.อ.จงรัก  จุฑานนท์ รองผบ.ตร.  ที่ปล่อยให้ผู้ชุมนุมทั้ง2 ฝ่ายปะทะกัน รวมถึง ส.ส.พรรคพลังประชาชน และนักการเมืองในบ้านเลขที่111 ที่ปลุกระดมก่อความรุนแรง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย


3. แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบทฉบับที่ 3


ขอให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ยกเลิกการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน และรับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชนด้วยการลาออกจากการเป็นรัฐบาล


วันที่ 2 กันยายน  2551  โดยนายแพทย์เกรียงศักดิ์  วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท


 สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานคร  ในคืนช่วงก่อนสว่างของวันที่ 2 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา  ซึ่งมีกลุ่ม นปช. ได้เคลื่อนการชุมนุมโดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธเข้ามาทำร้ายและทุบตีประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบสันติอหิงสาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก


ชมรมแพทย์ชนบทได้วิเคราะห์สถานการณ์แล้วเห็นว่า  ปรากฏการณ์การปะทะกันของกลุ่มประชาชนในครั้งนี้  เป็นความจงใจและตั้งใจของคนในรัฐบาลที่มี สส.พรรคพลังประชาชนไปปลุกระดมมวลชนกลุ่ม นปช. สั่งให้มีการเคลื่อนการชุมนุมเพื่อหวังให้เกิดการปะทะนองเลือด ด้วยความร่วมมือของตำรวจที่เปิดทางให้เกิดการปะทะ  เพื่อสร้างเงื่อนไขให้กับรัฐบาล  ใช้เงื่อนไขนี้ในการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์ฉุกเฉิน   เพื่อเข้าสลายการชุมนุมตามกฎหมาย  เพราะคำสั่งศาลที่รัฐบาลเคยจะใช้เป็นข้ออ้างในการสลายการชุมนุมนั้น ศาลได้ยกเลิกไปแล้ว  การออกพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นการมุ่งใช้กฎหมายบ้านเมืองเพื่อปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ชุมนุมอย่างสันติ  สร้างความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง  และจากสถานการณ์บ้านเมืองที่มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงว่าอาจจะก่อให้เกิดการนองเลือดครั้งใหญ่   ชมรมแพทย์ชนบทขอแสดงจุดยืนและความเห็นดังนี้


1. ขอให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที  เพราะการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดดังกล่าวประกาศใช้ เพื่อมุ่งเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง  และจะนำมาสู่การนองเลือดในที่สุด  การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมครั้งนี้ทำได้เพียง 2 ทางคือ  รัฐบาลต้องลาออกและให้มีการยุบสภาในทันที  จึงจะสามารถยุติสภาวะวิกฤตของบ้านเมืองที่ประชาชนไม่ยอมรับรัฐบาลที่หมดความชอบธรรม และถือเป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ต่อไปได้


2. ชมรมแพทย์ชนบทขอเรียกร้องต่อ พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และหน่วยทหารทุกหน่วย  ขออย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่มุ่งเข่นฆ่าประชาชนฝ่ายตรงกันข้าม  อย่าทำร้ายประชาชน  บัดนี้รัฐบาลสมัครหมดความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว  เพราะแทนที่จะปกป้องประเทศชาติและประชาชนทุกกลุ่ม  แต่กลับปล่อยให้กลุ่ม นปช.เข้ามาทำร้ายประชาชนจนถึงแก่ชีวิต    เช่นนี้แล้วเหล่าทหารจึงไม่ควรปฏิบัติการสลายการชุมนุม แต่กลับควรต้องปกป้องกลุ่มผู้ชุมนุมในทุกกรณีให้สามารถชุมนุมอย่างสงบตามสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ


3. ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากความจงใจของรัฐบาลที่อยู่เบื้องหลังในการปล่อยให้กลุ่มมวลชนปะทะกันเพื่อหวังผลทางการเมืองนั้น  เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องมีความรับผิดชอบ  ชมรมแพทย์ชนบทขอให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชนรวมทั้งความเสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศชาติด้วยการลาออกและ  ขอให้คณะรัฐมนตรีหรือพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังมีสำนึกประชาธิปไตยและจริยธรรมทางการเมือง ได้แสดงจุดยืนโดยการลาออกหรือถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล  ก่อนที่จะกลายเป็นทรราชย์และนายกรัฐมนตรีจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ทั้งในทางการเมืองและทางอาญาแผ่นดินที่ปล่อยให้ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย


4. การชุมนุมประท้วงโดยสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ  ที่พระราชกำหนดใดๆก็ไม่สามารถมาจำกัดสิทธิดังกล่าวได้  ทางชมรมแพทย์ชนบทขอเรียกร้องต่อสมาชิกแพทย์และวิชาชีพสุขภาพทั้งประเทศ  ได้แสดงจุดยืนอารยะขัดขืน  สนับสนุนการชุมนุมอย่างสงบในทุกจังหวัด  ขอให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทย  ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สื่อสารมวลชน กลุ่มองค์กรทางธุรกิจ นักศึกษา และประชาชนทุกคน  ร่วมแสดงจุดยืนอารยะขัดขืน  ดื้อแพ่งต่อการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ยอมรับอำนาจใดๆของรัฐบาล  จนกว่าพระราชกำหนดจะถูกยกเลิกและรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชที่มือเปื้อนเลือดจะลาออกไป


กก.สิทธิฯแถลงการณ์ค้านประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน


คระกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ออกแถลงการณ์ “คัดค้านการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครฯ ” โดยมีเนื้อว่าคณะกรรมการสิทธิฯ ได้ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ ด้วยความห่วงใยและวิตกกังวลในแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิฯ ได้แสดงจุดยืนที่เด่นชัดว่า ไม่เห็นด้วยและคัดค้านการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียกร้องให้รัฐบาลต้องยุติความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น  


ทั้งนี้การเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ในช่วงคืนวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ ทำให้เกิดความเศร้าเสียใจ ต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจได้ควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงได้แล้ว แต่รัฐบาลกลับใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร


 คณะกรรมการสิทธิเคยคัดค้าน   การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะส่วผบกระทบต่อสิทธิเสรีภาพดังนั้น จึงเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกการประกาศ     สถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร เพราะนอกจากจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ในประการสำคัญยังละเลยและมองข้ามปัญหาหลักของประเทศ กล่าวคือ บทบาทและความรับผิดชอบของรัฐสภาและ    นักการเมือง ซึ่งต้องทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารให้ใช้อำนาจรัฐตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และถูกต้องทำนองคลองธรรม

 

4.เครือข่ายประชาสังคมฯเหนือออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 


เครือข่ายประชาสังคมเพื่อความสมานฉันท์ภาคเหนือ ประกอบด้วย เครือข่ายประชาสังคมเพื่อความสมานฉันท์ภาคเหนือ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.) 64 องค์กร เครือข่ายสื่อประชาชนภาคเหนือ นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิมนุษยชนท้องถิ่น โครงการปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปที่ดิน


 รวมถึง คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ภาคเหนือ (99 องค์กร) เครือข่ายสุขภาพและชาติพันธุ์บนที่สูง และกลุ่มประชาธิปไคยหลากสี แอนตี้ความรุนแรง ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองพร้อมเรียกร้อง 5 ประเด็นลดความขัดแย้ง ที่บ้านธารแก้ว มหาวิทยาลัยพายัพ ถ.ห้วยแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีศาสนาจารย์สนั่น วุฒิ มูลนิธิสภาคริสต์จักรในประเทศไทยเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ พร้อมตัวแทนจากเครือข่ายประชาสัมคมฯ อีกกว่า 30 คน


 ศาสนาจารย์สนั่น เปิดเผยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันนี้ (2 ก.ย.) ที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศใชช้พรก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ โดยในนามเครือข่ายประชาสัมคมฯ มีความห่วงใยเหตุการณ์ดังกล่าว อาจนำมาสู่ความรุนแรงและการรัฐประหารอีกครั้ง จึงมีได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง 5 ข้อ เพื่อให้บ้านเมืองสงบ


 โดยข้อเรียกร้องประกอบด้วย 1.ขอให้แกนนำกลุ่มการเมืองทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ และนปก. ยุติการสร้างเงื่อนไขสู่การใช้ความรุนแรง ที่อาจนำมาซึ่งการสูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิตประชาชน และรัฐประหาร 2.นายสมัคร ต้องลาออก เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งถือว่าหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้ว


 นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการยกเลิกบังคับใช้พรก.ฉุกเฉิน เพราะเห็นว่าเป็นการเปิดช่องให้นายกฯ อาจใช้อำนาจรุนแรงในการจัดการกับประชาชนได้ และยังหลายมาตราของพรก.ฉุกเฉิน ทั้งการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนจะถูกควบคุมด้วยรัฐบาล โดยในสภาวะการณ์เช่นนี้ประชาชนควรได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน


 4.ขอให้บุคคล กลุ่ม และองค์กรภาคประชาสังคมร่วมแสดงออกในการเปลี่ยนผ่านการเมืองครั้งนี้ โดยร่วมกันยุติความรุนแรงและใช้การสมานฉันท์ในการแก้ไขปัญหา ด้วยการสวมเสื้อสัดำ ติดริบบิ้นสีดำที่รถยนต์ แขวนป้ายผ้าหน้าบ้านและที่ทำงานเพื่อเป็นสัญลักษณ์ และสุดท้าย เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้จะต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ โดยประชาชนทุกภาคส่วนจะต้องหาทางออกร่วมกัน


 ศาสนาจารย์สนั่น กล่าวต่อว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่พลังเงียบหรือพลังที่สามต้องออกมาแสดงบทบาท ช่วยประคับประคองสังคมให้เดินหน้าไปด้วยสันติวิธี ทั้งนี้ ขอชื่นชมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 100 วันโดยปราศจากความรุนแรง


5.แถลงการณ์ 50 อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


ด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงของประเทศในขณะนี้ ได้ยืดเยื้อลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติสังคม ที่กำลังนำไปสู่การนองเลือด และความเสียหายครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่ต่างจากเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม 2516 และ2519 หรือพฤษภาคม 2535


 วิกฤตการณ์สังคมที่เกิดขึ้น ได้เลวร้ายเกินกว่าการกล่าวโทษบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จำต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อถอดสลักความรุนแรงและความแตกแยกของประชาชนที่สะสมต่อเนื่องมายาวนานอย่างเร่งด่วน


 อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ดังรายชื่อแนบท้าย จึงขอแถลงข้อเรียกร้องดังนี้


 1. ขอประณามความไร้สัจจะของรัฐบาลและการสร้างสถานการณ์การยั่วยุและเริ่มต้นก่อความรุนแรงจากกลุ่มประชาชนของฝ่ายรัฐบาล อันนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บในคืนวันที่ 1-2 กันยายนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที

 

 2. ขอให้ยกเลิกการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะขาดความชอบธรรมในการบังคับใช้ เนื่องจากมีที่มาจากการยั่วยุให้เกิดเหตุความรุนแรง และหวังผลทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรงและบานปลายมากยิ่งขึ้น

 

 3. ขอให้ผู้บัญชาการทหารบกปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในสวัสดิภาพของประชาชน ความถูกต้องชอบธรรม และประโยชน์สุขของประเทศชาติ


 4. ขอให้ประชาชน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เห็นด้วย ออกมาเแสดงตนและร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกเพื่อให้วิกฤตการณ์ในขณะนี้ยุติลงโดยเร็วที่สุด


รายนามคณาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


ชื่อ-สกุล 

1. รศ.ดร.ประสิทธิ์ ลีระพันธ์ 

2. ศ.พญ.เพ็ญศรี พิชัยสนิธ 

3. นพ.ปูม มาลากุล ณ อยุธยา 

4. ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย 

5. ผศ.ดร.มณฑา เก่งการพานิช 

6. รศ.ธราดล เก่งการพานิช 

7. รศ.พญ.มัณฑนา ประทีปเสน 

8. ศ.ดร.อรษา สุตเธียรกุล 

9. ผศ.ฉวีวรรณ บุญสุยา 

10. รศ.วชิระ สิงหะคเชนทร์ 

11. ผศ.ดร.ปัญญารัตน์ ลาภทวีวงศ์ 

12. ดร.ศรัณญา เบญจกุล 

13. ผศ.นิวัฒน์ อุณฑพันธ์ 

14. รศ.ดร.สุนีย์ ละกำปั่น 

15. รศ.ดร.สุปรียา ตันสกุล 

16. รศ.ดร.นัยนา บุญทวียุวัฒน์ 

17. ผศ.ดร.ภรณี วัฒนสมบูรณ์ 

18. ผศ.ดร.บุษบา สงวนประสิทธิ์ 

19. ผศ.ดร.พิมพ์สุภาว์ จันทนโสตถิ์ 

20. ผศ.ดร.อาภาพร เผ่าวัฒนา 

21. ผศ.เฟื่องฟ้า อุตรารัชกิจ 

22. ดร.ปาหนัน พฤฒิภิญโญ 

23. รศ.สิริประภา กลั่นกลิ่น 

24. อ.ศุภชัย แสงรัตนกุล 

25. ผศ.ดร.สุคนธา คงศีล 

26. ผศ.อังสนา บุญธรรม 

27. ผศ.เสริมพันธุ์ นิตย์นรา 

28. รศ.ดร.ประมุข โอศิริ 

29. รศ.ดร.ลีรา กิตติกูล 

30. ผศ.ดร.พรพรรณ ดีระพัฒน์ 

31. รศ.ดร.นิรัตน์ อิมามี 

32. รศ.ดร.สุเทพ ศิลปานันทกุล 

33. รศ.ดร.จักร์กริช หิรัญเพชรรัตน์ 

34. รศ.พญ.กนกรัตน์ ศิริพานิชกร 

35. รศ.ดร.เนาวรัตน์ เจริญค้า 

36. รศ.ดร.นิภาพรรณ กังสกุลนิติ 

37. รศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ 

38. ดร.ภิฤดี ภวนานันท์ 

39. ผศ.ดร.พิมพ์สุรางค์ เตชะบุญเสริมศักดิ์ 

40. อ.ดร.ขวัญใจ อำนาจสัตย์ซื่อ 

41. รศ.พิศิษฐ์ วัฒนสมบูรณ์ 

42. ผศ.ดร.ไกรชาติ ตันตระการอาภา 

43. อ.ธวัช เพชรไ ทย 

44. อ.ชัชวาล สิงหกันต์ 

45. รศ.ดร.ภารดี เต็มเจริญ 

46. รศ.ดร.อรนุช พาชื่น 

47. ผศ.ดร.ทัศนีย์ ศิลาวรรณ 

48. รศ.ดร.วันทนี พันธ์ประสิทธ์ 

49. ดร.ธนาศรี สีหะบุตร 

50. รศ.ดร.ทัศนีย์ นนทสร 


6.แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน


เรื่อง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน


 ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ โดยมีเนื้อหามุ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ หลายประการ


 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ประชุมหารือกันแล้ว มีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้


 ๑) องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อปี ๒๕๔๘ เนื่องจากพระราชกำหนดฉบับนี้ มิได้ตราขึ้นโดยหลักนิติธรรม และมีเนื้อหาขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ โดยชัดแจ้ง นอกจากนี้ กระบวนการในการตรากฎหมายที่ใช้รูปแบบของการออกพระราชกำหนด ซึ่งไม่ใช่กระ! บวนการตรากฎหมายตามปกติ ยังเป็นการรวบรัดและมุ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ


 ๒) แม้ว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เหตุผลและที่มาในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังกล่าว ถือว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะขณะนี้ สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น คลี่คลายลงจนอยู่ในขั้นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงได้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องอำนาจประกาศสถานฉุกเฉินฯ และควรยก! เลิกประกาศนี้ในทันที

 

 ๓) เป็นที่ประจักษ์ชัดโดยสื่อมวลชนต่างๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อกลางดึกคืนวันจันทร์ที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๑ ประกอบกับการให้สัมภาษณ์ของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถยืนยันชัดเจนได้ว่า แกนนำ รวมทั้งรัฐมนตรีบางคนของพรรครัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการปลุกเร้าและนำขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมน! ุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายและสร้างความชอบธรรมในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จึงขอประณามการกระทำดังกล่าว


 ๔) การที่เนื้อหาบางส่วนในการประกาศใช้ข้อกำหนดตามมาตรา ๙ ของพระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินออกข้อกำหนดห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือการทำให้เผยแพร่ ซึ่งหนังสือพิม์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าว! สาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น ถือเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ตามบทบัญญัติมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๕๐ อย่างชัดแจ้ง อีกยังจะกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน อันจะนำไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้นของสถานการณ์ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเมื่อสื่อมวลชนถูกปิดกั้นการเสนอข่าวสาร


 ๕) องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ใช้ความอดทนอดกลั้นและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ว่ากรณีใดๆ รวมทั้งการพยายามยั่วยุประชาชนให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง การประกาศของแกนนำผู้ชุมนุม และการใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือโดยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลเพียง! ฝ่ายเดียว


 ๖) ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังอยู่ในภาวะวิกฤตที่นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว อำนาจในการจัดการสถานการณ์ความไม่สงบถูกส่งผ่านไปยังกองทัพบกคง ดังนั้น ผู้บัญชาการทหารบกจึงควรใช้อำนาจที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองและไม่ฉกฉวยสถานการณ์เช่นนี้ ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เพราะบทเรียนในอดีตท! ี่ผ่านมา ยืนยันแล้วว่า การรัฐประหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ แต่ยิ่งกลับทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น


 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง ๕ องค์กรมีความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์วิกฤตของประเทศไทยในขณะนี้ ยังมีทางออกโดยใช้กระบวนการสันติวิธี และขณะนี้ ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอทางออกต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างเข้มข้น องค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ที่มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร จึงควรยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนก็จะสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างถูกต้องในที่สุด


สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย

๒ กันยายน ๒๕๕๑


7.อาจารย์มอ.แถลงค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลั่นอารยะขัดขืนทุกรูปแบบ


รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แกนนำคณะอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า จากการหารือกลุ่มเพื่อหาแนวทางการแสดงจุดยืนต่อรัฐบาล ภายหลังจากที่กลุ่มนปช.ได้ปลุกระดมมวลชนและเคลื่อนกำลังเข้าปะทะกับประชาชนฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนทำให้ประชาชนล้มตายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก กระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน


ล่าสุด วันนี้(2 ก.ย.) กลุ่มอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและขอแถลงจุดยืนต่อสถานการณ์ปัจจุบันฉบับที่  4 เพื่อขอคัดค้านการประกาศพ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ซึ่งประกอบด้วย


1. ขอประณามการกระทำที่ยั่วยุเผชิญหน้า และใช้กำลังเข้าทำร้ายประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งการกระทำของ กลุ่ม นปช. ไม่อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ 2.ขอคัดค้านการประกาศ พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ของรัฐบาลซึ่งเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายในการสั่งทำร้ายประชาชน


 3. ขอสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยวิธีสงบ สันติ อหิงสา แม้ว่าการอารยะขัดขืนจะทำให้ประชาชนบางส่วนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเป็นธรรมดาของการประท้วง ที่ปรากฏอยู่ในสากล และรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับได้ให้สิทธิเสรีภาพนี้ไว้


4. ขอให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ต้องหยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบกับกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างสงบ และขอให้รัฐบาลฯลาออก เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของชาติบ้านเมือง และ5. ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่เคลื่อนไหวอย่างสงบอหิงสากลุ่มอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะร่วมมือกับนักศึกษาแสดงการอารยะขัดขืนต่ออำนาจรัฐในทุกรูปแบบ


 รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกเหนือจากการออกแถลงการณ์ได้ร่วมกันเดินทางไปสมทบกลุ่มพันธมิตราสงขลาเพื่อประชาธิปไตยที่บริเวณด้านหน้าสนามบินนานาชาติหาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนพลังภาคประชาชนต่อการกดดันรัฐบาลต่อไป


8.แถลงการณ์ นิด้า ซัดรัฐบาลไร้รับผิดชอบใช้ทหารเป็นเครื่องมือ

 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ต่อกรณีวิกฤตการณ์ทางการเมือง  มีใจความดังนี้


 จากกรณีที่มีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มนปช. กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และเป็นเหตุให้รัฐบาลประกาศใช้พรก.แกเแน โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์


 ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ขอแสดงความเสียใจกับความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้นและมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้


 1. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีอย่างเคร่งครัด ไม่ยั่วยุ ก่อกวน ที่จะนำไปสู่การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม หรือก่อให้เกิดความรุนแรงในประเทศมากยิ่งขึ้น


 2. วิกฤตการณ์ครั้งนี้ เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง  การใช้มาตรการททางกฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และอาจเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ยิ่งขึ้นจนยากที่จะควบคุมได้ อันจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างใหญ่หลวง


 3 การประกาศใช้ พรก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลปัดภาระความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งและใช้ทหารเป็นเครื่องมือ ทางสถาบันฯ จึงขอให้ ผบ.ทบ.พิจารณาไตร่ตรองตัดสินใจและกระทำการใดๆ อย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองซึ่งอาจนำความเสียหายมาสู่กองทัพ


 สถาบันฯ จะติดตามสถานการณ์ที่กเดขึ้นอย่างใกล้ชิด และแถลงให้สาธารณะทราบถึงจุดยืนของสถาบันฯ เป็นระยะๆ ต่อไป


สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ลงวันที่ 2 กันยายน 2551

9.แถลงการณ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)


รัฐบาลต้องยุติสถานการณ์กันยายนทมิฬ นายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก”

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะกันจากความขัดแย้งทางการเมืองของกองกำลังมวลชนระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาชนขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD) เมื่อเช้าวันนี้ จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก และได้ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยให้อำนาจผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามอำนาจของพรก.ดังกล่าว รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิวส์ การห้ามการเดินทางและคมนาคม การห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป และการตรวจควบคุมการเสนอข่าวและความคิดเห็นของสื่อมวลชนทุกประเภทนั้น


 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่ติดตามสอดส่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน เห็นว่า รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช บกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างร้ายแรง ไม่สามารถทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิในชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ตลอดจนทรัพย์สินของประชาชนได้ โดยเพิกเฉยต่อสถานการณ์ความรุนแรงของกองกำลังมวลชนที่มีการจัดตั้งทางการเมืองเข้าปะทะกัน ทั้งยังปรากฏชัดว่า คนของรัฐบาลส่วนหนึ่งอยู่เบื้องหลังและเบื้องหน้าในการสนับสนุนให้กองกำลังมวลชนของ นปช. เดินขบวนจากสนามหลวงมาปะทะมวลชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ถนนราชดำเนิน หน้าอาคารสำนักงานองค์การสหประชาชาติ(UN) มีการทำร้ายและคุกคามทางร่างกายทั้งสองฝ่ายจนเกิดวิกฤติการณ์ความรุนแรง โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิกเฉยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งสมควรต้องถูกประณาม โดยเฉพาะ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และ รักษาการผู้บัญชาการกองบังคับการตำรวจนครบาล (บช.น.)


 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ขอเรียกร้องอย่างจริงจัง ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบความบกพร่องและการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงของคนในรัฐบาลด้วยการ “ลาออก” จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบริหารราชการแทนตามวิถีประชาธิปไตย เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและเป็นทางออกของสังคมในสถานการณ์วิกฤติการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน


 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ขอประณามการใช้ความรุนแรงของกองกำลังมวลชนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพา นปช.ที่ส่งกำลังมวลชนเข้าโจมตีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร จนเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยเฉพาะแกนนำ ผู้ควบคุมและผู้อยู่เบื้องหลัง จะต้องมีส่วนรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถึงที่สุด


 รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์กรุงเทพมหานคร จะต้องไม่ใช้พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าปราบปรามและสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะจะเป็นการเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์อย่างกระหายเลือด ภายใต้การบงการและกำกับของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่ต่างจากการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเขาเคยมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้ว


 รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ต้องหยุดเดินตามเส้นทางของอดีตรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยประกาศภาวะฉุกเฉินฯ ดำเนินนโยบายอำนาจนิยมและนำพาสังคมไทยไปสู่ความขัดแย้งไม่สิ้นสุด ทั้งนี้ การออกประกาศบังคับใช้ พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนอกจากไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเกิดจากสถานการณ์ความรุนแรงที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาเองแล้ว รัฐบาลไทยจะต้องแจ้งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR.) มาตรา 4 ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกผ่านเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ(UN) ก่อนบังคับใช้ เพื่ออธิบายความชอบธรรมของรัฐภาคีในการประกาศภาวะฉุกเฉินฯ ซึ่งมีข้อบังคับในการรอนสิทธิและละเมิดสิทธิมนุษยชน


2 กันยายน 2551

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)


10.แถลงการณ์คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

ฉบับที่ ๖/๒๕๕๑ เรื่อง  ประณามการใช้ความรุนแรง

ด้วยสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งได้มีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องกว่า ๑๐๐ วัน และการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถือได้ว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามและมีความขัดแย้งต่อกัน จนกระทั่งเกิดเหตุปะทะของทั้งสองฝ่ายเมื่อเช้าวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่ควบคุมให้เกิดความสงบ ไม่ได้มีท่าทีที่จะหยุดการปะทะนั้นในที่เกิดเหตุ ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นนี้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ สำนักงานประเทศไทย (UNI-TLC) จึงขอแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้


  ๑. ขอประณามกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในการเคลื่อนผู้ชุมนุมกลุ่มของตนเองไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่ากลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีการชุมนุมอยู่ที่นั่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความจงใจที่จะเคลื่อนผู้ชุมนุมของตนไปปะทะกับผู้ชุมนุมของอีกกลุ่มหนึ่ง


  ๒. ขอประณามเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งไม่มีท่าทีที่จะจัดการกับสถานการณ์การปะทะดังกล่าวที่เกิดขึ้นในขณะที่เกิดเหตุนั้น คล้ายกับว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในการเข้าปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


  ๓. ขอประณามการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ ของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล นอกจากนี้ยังดูเหมือนรัฐบาลพยายามสร้างอำนาจที่ชอบธรรมให้ตนเองโดยการประกาศใช้พระราชกำหนดดังกล่าว ทั้งที่รัฐบาลเป็นคู่กรณีและเป็นสาเหตุในความขัดแย้งเหล่านี้ จึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม


  ๔. เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยการลาออกทั้งคณะ


  จึงแถลงการณ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

แถลงเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑


คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ สำนักงานประเทศไทย (UNI-TLC)

 

11.แถลงการณ์มูลนิธิ14ตุลาฯเรียกร้องให้ยุติเหตุการณ์รุนแรง


แถลงการณ์มูลนิธิ 14 ตุลาฯเรียกร้องให้ยุติเหตุการณ์รุนแรงด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศขณะนี้ ได้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติสังคม ที่กำลังนำไปสู่การนองเลือด และความเสียหายครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่ต่างจากเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม 2516 และ2519 กับพฤษภาคม 2535 วิกฤตการณ์สังคมที่เกิดขึ้น ได้ยกระดับเกินกว่าศักยภาพของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะป้องกันแก้ไขได้ แต่จำต้องเกิดการปรับตัวทางการเมืองเพื่อถอดสลักความรุนแรงที่สะสมต่อเนื่องมาอย่างกว้างขวาง และนำการเมืองสู่สมดุลใหม่เท่านั้น


มูลนิธิ 14 ตุลาฯ เราจึงขอแถลงดังนี้


1. ขอประณามการก่อความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บในคืนวันที่ 1-2 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งน่าเชื่อว่ารัฐบาลอาจมีส่วนก่อให้เกิดขึ้น หรือมิฉะนั้นก็มิได้มีความพยายามที่จะป้องกันและระงับเหตุการณ์อย่างเหมาะสม นายกรัฐมนตรีซึ่งพูดว่าพร้อมรับผิดชอบทั้งหมด จึงต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก


2. การประกาศบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อเช้าวันที่ 2 กันยายน 2551 ไม่มีเหตุผลสมควร แต่ส่อว่ามีเจตนาแอบแฝงที่จะสลายการชุมนุมที่ดำเนินการด้วยความสงบตามสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงขอให้รัฐบาลถอนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรงและบานปลายมากยิ่งขึ้น


3 ขอประณามการแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และขอให้สื่อมวลชนยืนหยัดในการทำหน้าที่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาอย่างรอบด้าน


4 ขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลออกมาร่วมรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองในการคัดค้าน หรือยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง


5 ขอให้ทหารทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักความ ถูกต้องชอบธรรม คำนึงถึงความปลอดภัย และสวัสดิภาพของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ 14 ตุลาฯ

2 กันยายน 2551

 

12.แถลงการณ์พรรคประชาธิปัตย์:ท่าทีต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

แถลงการณ์พรรคประชาธิปัตย์

เรื่อง ท่าทีต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน


 จากเหตุการณ์ที่มีผู้จงใจก่อเหตุให้มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมสองฝ่าย ที่บริเวณสะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนิน เมื่อกลางดึกวันที่ ๑ ต่อเนื่องถึงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวน มาก จนรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ นั้น


 ๑.พรรคประชาธิปัตย์ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งพรรคฯจะติดตามดูแลต่อไป และขอประณามพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุร้ายและผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนดังกล่าว


 ๒.พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยืนยันที่จะต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ และพร้อมจะเข้าปกป้องพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์จนถึงที่สุด


 ๓.พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริเวณสะพานมัฆวาน เป็นความจงใจวางแผนของบุคคลบางกลุ่มที่ต้องการขยายสถานการณ์ให้บานปลายมาถึงจุดที่ต้องการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งจากพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าวชี้ชัดว่าโยงใยไปถึงรัฐบาล ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช กล่าวคือ


  ๓.๑) มีการใช้กลไกรัฐพยายามระดมประชาชนจากที่ต่างๆมาเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลและสะพานมัฆวาน


  ๓.๒) มี ส.ส.รัฐมนตรี และอดีตนักการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลจำนวนหนึ่งขึ้นเวทีของกลุ่มต่อต้านฯ ประกาศให้เงินรางวัลกับผู้จับกุมแกนนำผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะและนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด


  ๓.๓) เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รักษาความสงบในพื้นที่ มีพฤติกรรมในการจัดวางกำลังรับมือกับเหตุร้าย เสมือนหนึ่งจงใจเปิดโอกาสให้มีการปะทะเกิดขึ้น ทั้งที่ทราบว่ามีการชุมนุมของกลุ่มต่อต้าน ฯ และอาจนำไปสู่การปะทะกันของประชาชน


 ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ก่อเหตุดังกล่าวอย่างเคร่งครัด หากละเลยหรือไม่ดำเนินการก็เท่ากับรัฐบาลสนับสนุนให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่


 ๔. ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องยืนอยู่ข้างประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริงและต้องเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ที่อยู่ในภาวะความขัดแย้งของบ้านเมือง ที่ผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในกระบวนการของความขัดแย้งด้วย


  ๔.๑) ขอให้ผู้บัญชาการทหารบก เริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสถานการณ์ โดยเชิญทุกฝ่ายที่สามารถพูด คุยด้วยเหตุผลมาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน


  ๔.๒) ต้องให้สิทธิเสรีภาพกับสื่อสารมวลชน ที่ทำหน้าที่เสนอข่าวสารกับประชาชนอย่างอิสระ ถูกต้อง รอบด้าน โดยปราศจากการแทรกแซงหรือควบคุมใดๆ จากรัฐบาล


  ๔.๓) พรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้ความร่วมมือกับผู้บัญชาการทหารบกในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำความสงบสุขกลับสู่สังคม

พรรคประชาธิปัตย์

๒ กันยายน ๒๕๕๑

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Canไทเมือง วันที่ : 06/09/2008 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/canthai

เชื่อดิ สมัครไม่อ่าน

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ThaiEngine วันที่ : 06/09/2008 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thai-engineer

ขอบคุณข้อมูลดีๆ อย่างนี้
สมัคร!!! ออกไป!!!!!

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ธีร์/อันมัย วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teeanmai
คนเช่นไร แสดงออกเช่นนั้น

บางทีเราก็มีภาวะฉุกเฉินทางความคิด
บางครั้งเราไม่ฉุกคิด
จึงทำบางอย่างลงไปโดยไม่ยั้งคิด
สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้
หลังกลิ่นคลุ้งคาวเลือดได้ระอุขึ้นกลางใจเมือง
เราสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตเพื่อสิ่งใด
เรากำลังคลั่งแค้นและเข่นฆ่ากันเพื่อสิ่งใดกัน
...
ที่น่าตื่นตระหนกที่สุดก็คือ
เรารู้สึกเศร้าใจไหม
กับความตายของณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง
หากเราไม่มีคำตอบ
ไร้ความรู้สึกรู้สม
ต้องกลับไปถามหาหัวใจ
ค้นส่วนที่อ่อนไหวที่สุด บอบบางที่สุด
และต้องถามตัวเองว่า
เราได้ทำมันหล่นหายไปนานเพียงใด
...
ไฉน ความตายของเขา
เป็นเพียงข้ออ้าง
เพื่อให้เราได้มีส่วนสร้างความรุนแรงใหม่
...
ความเห็นต่างนั้นงดงาม
แต่ความรุนแรงนั้นบัดซบ
ขอประณามการใช้กำลังของทั้งสองฝ่าย
ขอหัวใจดีงามของเรากลับคืนมาด้วย
ตอนนี้เลย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
OKeel วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 08.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keeluaey
เราทำสิ่งดีๆ เพื่อชาติได้เสมอ

เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
คนบางคนผูกคอตายไปกับตำแหน่ง
ยังจะมีศักดิ์ศรีกว่าที่เป็นอยู่

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คุณแม่น้องโมโนนะโม วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 07.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amorn3

เป็นกำลังใจให้ท่านสามัครคะ ได้โปรดลาออกเร็วๆ เพื่อประชาชนที่รักชาติบ้านเมืองด้วยเถอะนะ หมักกลับไปหมักหมูที่บ้านคิดสูตรอาหารใหม่ ๆ น่าจะเหมาะกว่า

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ครูแดง วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 06.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-ขอบคุณที่นำข้อมูลมาให้รับรู้

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
wako วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 03.44 น.
โลกกว้างๆรอให้เราค้นหา

ท่านไม่ได้ยินหรอก ต่อมรับรู้ท่านถูกทำลายไปนานแล้ว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี การละอายและความเกรงกลัวต่อบาปของท่านนายกสมัครมันหายไปนานแล้ว สิ่งที่นายกสมัครใช้ต่อลมหายใจทุกวันคือความละโมบโลภมากในยศถาบรรดาศักดิ์ ไอ้ที่จะเห็นความเมตตาและเสียสละจากท่านน่ะ รอไปเถอะ กลุ้ม เมืองไทยมีนายกเซ็งเคร็ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
yongchan วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 02.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongchan

คนเขาไล่กันทั้งบางแล้ว... แต่คุณเขาก็ยังจะไม่ออก...

ด้านอะไรอย่างนี้...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 02/09/2008 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

ดีครับ สังคมทุกภาคส่วนต้องออกมาแสดงความไม่พอใจกับพฤติกรรมเหี้ยมโหดและฉวยโอกาสเช่นนี้ รวมถึงความหน้าด้านเอาแต่ได้ของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน รู้แต่รอเสียบ อย่างเตี้ย หรือนักเลงโบราณอย่างเหนาะ คราวนี้ก็เหมือนสุนัขชราไร้ศักดิ์ศรี...
แผนตื้นๆ ใช้บ้านนอกจ้างเข้ามา ปล่อยให้กินเหล้าย้อมใจแต่หัวค่ำ ตำรวจก็ปล่อยให้เข้ามา เพราะขนาดปล่อยยังเมามาแทบไม่ไหว เลยโดนการ์ดของพันธมิตรฯฟาดหัวเอา
ไล่มันออกไปให้หมดเลย พวกที่เพิ่งจ้างเข้ามาก่อกวนความสงบ มันได้ใจจากอุดรฯ คราวนี้คนกรุงฯต้องไม่ปล่อยให้มันเข้ามาหาเรื่องถึงในกทม.ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน