*/
  • Nity
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonyatikan59@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 3220
  • จำนวนผู้ชม : 4550170
  • จำนวนผู้โหวต : 1948
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1948 คน
คอนเสิร์ต คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 6

คมชัดลึก อวอร์ด ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง และเพลงไทยสากล ที่เซ็นทรัล เวิร์ล

View All
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


อยากให้บล็อกเกอร์ Nity เขียนเรื่องใดในบล็อกมากที่สุด
การเมือง
202 คน
เศรษฐกิจ
12 คน
สังคม
16 คน
บันเทิง
36 คน
วรรณกรรม
9 คน
อาชญากรรม
8 คน
ภาคประชาชน
10 คน
การศึกษา
21 คน
กีฬา
8 คน
อื่นๆ
16 คน

  โหวต 338 คน
วันพุธ ที่ 3 กันยายน 2551
Posted by Nity , ผู้อ่าน : 1387 , 15:47:33 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

*น่าสนใจมุมมองนักวิชาการหลายคนที่ได้วิเคราะห์การจะเกิด "เหตุการรุนแรง" ที่อาจลุกล่ามไปเป็นสงครามกลางเมือง.. ผมเคยได้พูดคุยกับนักวิชาการคนหนึ่งที่วิเคราะห์และคาดการณ์ไว้อย่าง วิทยา ว่องกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์ ที่เคยพูดไว้ จึงคิดพิเคราะห์ยิ่ง

...


ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การปะทะคารมและประทุษร้ายในการชุมนุมตามต่างจังหวัดอยู่หลายครั้งในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ย่อมสะท้อนว่าสถานการณ์การเมืองไทยกำลังก้าวสู่วิกฤต ที่อาจปะทุเป็นสงครามกลางเมืองในอนาคตอันใกล้นี้

จึงน่าขบคิดวิเคราะห์ผู้ติดตามการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนมาโดยตลอด อย่าง พิทยา ว่องกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์ เป็นอย่างยิ่งว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดสูญเสียชีวิตประชาชนหรือไม่ และอย่างไร

อีกทั้ง น่าสนใจหนังสือ 'หลักคิดและบทเรียน ยุทธศาสตร์ประชาชน' ของพิทยาด้วย ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ออกมาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2551 สำนักพิมพ์ชุมศิลป์ธรรมดา โดยนำเสนอหลักคิดทฤษฎีของ คาร์ล วอน เคลาซ์วิตซ์ ปรมาจารย์การทหารคนสำคัญของโลก ชาวปรัสเซีย, เลนิน ปรมาจารย์ทฤษฎีแห่งการลุกขึ้นสู้ในเมืองของรัสเซีย รวมถึง เหมา เจ๋อ ตง ปรมาจารย์ทฤษฎีชนบทล้อมเมือง และ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ นักทฤษฎีโลกาภิวัตน์ ฯลฯ มาใช้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างน่าพินิจยิ่ง

'พิทยา' ได้อธิบายภาพพจน์รัฐบาลที่บริหารประเทศมา 7 เดือนว่า ไม่ค่อยเป็นที่ประสงค์ของกลุ่มปัญญาชน และประชาชนในหลายๆ ส่วนกำลังถูกกดอัดความรู้สึกที่ไม่พอใจอยู่ แต่ไม่แสดงออกมา เพราะมันสืบเนื่องมาจากระบอบทักษิณ ที่รัฐบาลนี้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นนอมินี

และพยายามชี้ให้เห็นภาพการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นการพัฒนาให้ประชาชนสนใจการเมืองเพิ่มขึ้น

"เป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับการชุมนุมกว่า 62-63 วัน ที่มีคนชุมนุมยืดเยื้อยาวนานขนาดนี้ และวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็มาชุมนุมกันมากมายนะครับ มันสะท้อนให้เห็นคุณภาพของประชาชน และโดยเฉพาะประชาชนชั้นกลาง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะว่าถ้าเป็นคนจน หรือคนอื่นๆ ไม่สามารถที่จะเสียค่ารถค่ารามาชุมนุมยาวนานอย่างนี้ ซึ่งนี่คือพลังสำคัญที่ประกาศชัดเจนแล้วของชนชั้นกลางประเทศนี้"

ถามว่า จะเกิดสงครามกลางเมืองตามที่นักวิชาการได้ออกมาวิเคราะห์กันหรือไม่ พิทยาตอบว่า การที่ประชาชนไม่เอาด้วยกับรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และถ้ารัฐบาลสมัครยังดื้อรั้น หรือว่าไม่จัดการแก้ไขปัญหาตามกลุ่มที่เขาเรียกร้องหรือคัดค้าน มันก็เป็นเรื่องที่ยุติกันไม่ได้ ด้วยเหตุนี้สถานการณ์ทางการเมือง จึงมีภาพทางการเมืองที่เลวร้ายได้เกิดขึ้น เป็นฉากเป็นตอนจากความขัดแย้งของทั้งสองกลุ่ม ซึ่งถ้าเราอาศัยทฤษฎีเคลาซ์วิตซ์ ปรมาจารย์ทหารชาวปรัสเซีย ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ทางทหาร (On War) กรณีสงครามกลางเมือง

"การเมืองที่หลั่งเลือดหมายความว่า เกิดความขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากความไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ไม่สามารถตกลงผลประโยชน์กันได้ หรือรัฐบาลไม่สามารถจะปกครองได้ตามความต้องการ หรือรัฐบาลเองก็กดขี่ข่มเหงประชาชน และก็ไม่ฟังเสียงเลย ดังนั้น ความขัดแย้งนี้จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณ ทีละพื้นที่ ทีละขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเมืองที่หลั่งเลือด.. มีความเป็นไปที่จะเกิดสงครามกลางเมือง"

แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดเร็วขึ้นหรือไม่ ถ้ามองหลักคิดของเคลาซ์วิตซ์นั้น ต้องดูว่าการเมืองตอนนี้ มันยังมีการใช้กำลังอยู่ เช่นรัฐบาลเอง เคยประกาศที่จะสลายม็อบทางโทรทัศน์และวิทยุ จึงสะท้อนว่าเจตนารมณ์รัฐบาลว่ากำลังจะสลายหรือใช้กำลังแล้ว อันนี้มันมีโอกาสที่จะทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ เกิดการนองเลือดได้ เป็นการใช้กำลังมาจัดการปัญหา เนื่องจากว่าไม่สามารถใช้สติปัญญามาพูดคุยกันได้แล้ว

"สุดท้ายม็อบชนม็อบ ตามหลักการแล้ว ถ้าม็อบเล็กมาชนม็อบใหญ่ ก็จะมีผลว่าจะไม่ทำอะไรม็อบใหญ่ได้ และก็จะมีการตอบโต้ที่รุนแรงมาก เช่นคนห้าร้อยคนมาทำความรุนแรงกับคนแสนคนที่ชุมนุมอยู่ และในแสนคนจะมีคนที่เลือดร้อน โมโหมีโทสะเกิดขึ้น ถ้าคนแสนคนกระจายออกไปทั่วกรุงเทพฯ และก็ต่อต้านรัฐบาล จะเกิดอะไรขึ้น นี่ก็คือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นมากมายมากกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมว่ามากกว่า"

และวิเคราะห์ต่อไปอีกว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ที่พัฒนามาตอนนี้โดยการไม่เอาด้วยกับรัฐบาลสมัคร และมีนายทหารบางส่วนเข้าไปประกาศยืนอยู่บนเวทีพันธมิตรฯ อีกด้วย ก็เพื่อปลุกเร้าให้ทหารคุ้มครองพันธมิตรจากรัฐบาลรัฐตำรวจ

"คนพวกนี้ก็มีลูกน้องนะครับ ถึงแม้เขาจะปรากฏตัวบางส่วน แต่บางส่วนเขาก็สัมพันธ์กันอยู่ ดังนั้น ม็อบเล็กของฝ่ายที่อ้างมาจากเครือข่ายของรัฐบาล ได้ไปทำความรุนแรงกับม็อบใหญ่นั้น ผลรุนแรงจะมากกว่า เพราะว่าทหารส่วนหนึ่งที่อยู่ในม็อบพันธมิตร คงไม่ยอมด้วย"

ขณะเดียวกัน ยังพูดถึงหลักการของการทำม็อบมีหลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อทำถึงขั้นที่เรียกว่า แมส เดโมเครซี (Mass Democracy) หรือประชาธิปไตยมหาชน เมื่อคนที่ตื่นกับการเมืองเกิดขึ้นเฉพาะกรุงเทพฯ ดังนั้น การแย่งชิงพื้นที่กันของรัฐบาลกับพันธมิตรฯ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝ่ายพันธมิตรได้ไปแล้ว

"ถ้าฝ่ายพันธมิตรมียุทธศาสตร์ไปขับเคลื่อนตรงนั้น ก็เท่ากับไปแย่งยึดพื้นที่คนที่นิยมรัฐบาล ก็เท่ากับไปลบล้างความคิดที่เขามีอยู่แล้ว และแนวโน้มปัจจุบันนี้ ที่เราเห็นได้ชัดคือ กลุ่มพันธมิตรฯ ได้หันมาใช้ความรู้ พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ที่รัฐบาลแก้ไม่ได้ ดังนั้นความรู้ที่เป็นจริง ที่สอดคล้องสภาพการธุรกิจการเมือง ที่มันลำบากเดือดร้อน พอโยนไปสู่ชนบทแล้วมันจะก่อให้เกิดการขานรับ"

กระนั้น ประเด็นเรื่อง 'ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย' ที่อาจทำให้พันธมิตรฯ ไม่ประสพผลสำเร็จนั้น พิทยาอธิบายเชิงประจักษ์ว่า แม้ตอนนี้จะมีการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อยึดพื้นที่ แต่โลกปัจจุบันจากกระบวนการโกบอลไลเซชั่น มันก่อให้เกิดอำนาจหนึ่งเกิดขึ้นมา สิ่งที่เรียกว่า ซิตี้ สเตท ที่กล่าวโดยรวมคือ การพัฒนาของท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ในท้องถิ่น อันนี้วิเคราะห์ตามทฤษฎีของอเมริกาเอง ซิตี้ สเตท มันเกิดความจำเป็นที่รัฐบาลกลางต้องกระจายอำนาจให้มีการปกครองท้องถิ่นต่างๆ เช่น อบต. ที่มีผู้บริหารซิตี้ สเตท ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก อบจ. สมาชิกเทศบาล และสมาชิก อบต.นั้น มันเป็นชนชั้นกลางของท้องถิ่น

"คุณไปดูได้หมดเลย ชนชั้นกลางในท้องถิ่นไม่เหมือนแบบเก่า พวกนี้ติดต่อโลกภายนอก ดังนั้นที่เคยเรียกว่า สองนคราประชาธิปไตย มาถึงยุคนี้ มันได้เผชิญกับการตื่นตัวของชนชั้นกลางใน อบต. และชนชั้นกลางในระดับอำเภอ จังหวัด และชนชั้นกลางเหล่านี้มีอิทธิพลต่อชาวบ้านมาก ดังนั้นถ้าเรามองลึกอย่างละเอียดของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในระดับจังหวัดนั้น มันก่อให้ดึงชนชั้นกลางในจุดนี้ ออกมาจากระบบเก่า ซึ่งเกิดการรับรู้ใหม่...

"จริงๆ แล้ว ถ้าพันธมิตรฯ เข้าใจการปกครองที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว หรือแมส เดโมเครซี อย่างกระจ่างชัด เช่นเดียวกับประชาชนในเกาหลีที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติ ปักจุง ฮี (ประธานาธิบดีเกาหลี) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของถ่ายโอนอำนาจจากศูนย์กลางพรรคการเมือง มาสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสื่อมวลชนมีหน้าที่สำคัญ ทำให้เกิดการตื่นตัวทางความคิดประชาธิปไตยของมวลชน จนกระทั่งสืบทอดมาไม่อีกปี เราจะเห็นว่า เกาหลีเริ่มโดดเด่นขึ้น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เช่นหนังเกาหลี ที่เป็นหนังดีๆ จำนวนมาก"

ผู้อำนวยการสถาบันวิถีทรรศน์ ยังได้อธิบายภาพพื้นที่ชนบทได้เปลี่ยนไป เพราะมีคนเปิดรับเอเอสทีวีเพิ่มมากขึ้น มีกลุ่มขับเคลื่อนในระดับอำเภอและจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะการไปแย่งยึดพื้นที่ทางภาคอีสานและภาคเหนือ เห็นได้จากการไปจัดที่เพชรบูรณ์ ต้องคิดแล้วคิดอีก แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ ไปจัดแล้ว และถ้าฝ่ายตรงข้ามจะใช้วิธีการรุนแรงแบบม็อบชนม็อบ ฝ่ายที่ถูกกระทำและบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะได้ความเห็นใจในพื้นที่

"คุณรู้จักนิสัยของคนไทยดีอยู่แล้ว คนไทยไม่ชอบที่จะปะทะกัน หรือใช้ความรุนแรง และถ้าใครถูกกระทำก่อนนะ เขาจะสงสาร เห็นอกเห็นใจ.. เหตุเกิดที่อุดรฯ จะชื่อกลุ่มอะไรก็ตาม แต่ใครๆ ก็รู้กันโดยปริยายว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล ไปใช้กำลังแบบนั้นเพื่อปกป้องรัฐบาล จึงเกิดอาการรับไม่ได้ มันเต็มไปทั่วเลยนะ แล้วคะแนนสงสาร คะแนนเห็นใจ มันได้พิสูจน์ว่าพันธมิตรฯ แม้จะมีกำลังใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่ชุมนุมกันหลายหมื่นคน แต่ในต่างจังหวัดน้อย จะทำให้แนวร่วมในพื้นที่เห็นใจมาก..

"ยุทธศาสตร์ตอนนี้เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่สามารถสลายม็อบใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ได้ แต่สลายม็อบเล็กๆ ในต่างจังหวัดได้ ดังนั้น ความรุนแรงจะไปอยู่ที่นั่น แต่กลับกัน ถ้าทำเยอะๆ ยิ่งเสีย ก็จะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่อยู่ในพื้นที่ได้แนวร่วมมากขึ้น มันจะกลับกันโดยหลักความเป็นธรรมที่เชื่อมร้อยกันหมด"

อีกประเด็น การที่รัฐบาลบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ และถูกสงสัยความไม่โปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ก็ยิ่งนักวิชาการต้องออกมาผนึกกำลังอีกครั้ง

"พลังทางวิชาการมันก่อให้เกิดการอาศัยความจริงไปสยบทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือพันธมิตรฯ ดังนั้น ช่วงไหนนักวิชาการไม่เอากับพันธมิตรฯ ในบางเรื่องเนี่ยนะ ซึ่งพันธมิตรฯ ต้องระวังตัวด้วย เช่นเดียวกัน ถ้ารัฐบาลโผล่ในเรื่องที่ผิดพลาด ในกรณีของเขาพระวิหาร ที่เคยยืนยันว่าตนเองถูกต้องทุกอย่าง แต่นักวิชาการแห่ออกมากันหมด ดังนั้น พื้นที่ทางปัญญาตรงนี้ มันจะกลายเป็นพลังที่สำคัญ เมื่อวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ จะปัญหาต่างๆ เราจะเห็นชัดเจนว่า แนวโน้มแนวร่วมทางปัญญา เริ่มกลับไปหาทางพันธมิตรฯ แล้ว เพราะรู้ว่าประเทศนี้ไม่มีทางออก รัฐบาลเถียงหัวจนฝา ใช้อำนาจ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จะเป็นการกระทำข่มขืนความรู้สึกเหตุผลของนักวิชาการ"

ขณะเดียวกัน ก็อดถามไม่ได้ว่ามีความเห็นอย่างไรกับการที่ ธีรยุทธ บุญมี ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ใกล้สู่วิกฤติขั้นแตกหัก

พิทยา ตอบว่า "ธีรยุทธพูดถูก การต่อสู้ท่ามกลางความขัดแย้งจะนำไปสู่หุบเหวของอนาธิปไตย วิกฤติใหญ่ก็คือว่า ผู้นำก็เชื่อไม่ได้ ในสังคมเกิดความแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า และที่สำคัญคือ การแบ่งแยกสองขั้วอย่างชัดเจน ในทางการปกครองแล้วจะทำอย่างไร ระบอบประชาธิปไตยจะใช้ได้ไหม ไม่ได้แล้วตอนนี้ เพราะไม่มีใครฟังใคร จะให้พันธมิตรเชื่อรัฐบาลหรือ อาศัยกฎหมายเขาไม่เชื่อแล้ว เขาปฏิเสธไปแล้ว ดังนั้น แนวโน้มการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสองขั้วใหญ่ที่รวบรวมมาต่อสู้กัน เพื่อแตกหักได้ใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว"

แต่ทว่า ผู้อำนวยการสถาบันวิถีทรรศน์ ก็แย้งว่า ความคิดของธีรยุทธชุดนี้ ยอมรับได้บางส่วนเท่านั้น

"ผมไม่ยอมรับในบางส่วน มันมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ ว่าจะมีการรัฐประหาร เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่หลั่งเลือด จึงต้องใช้อำนาจทางทหาร หรืออำนาจตำรวจ เพราะฉะนั้น มีความเป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลจะประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่มันจะก่อให้เกิดสงครามยืดเยื้อ ที่ผู้คนเขาไม่สู้ในรูปนี้แล้ว แต่จะต่อสู้แบบหลบซ่อน หรือลุกฮือปฏิเสธรัฐบาลครั้งใหญ่เลย"

อย่างไรก็ตาม พิทยาไม่ขอวิจารณ์ 'การเมืองใหม่' ของพันธมิตรฯ ในขณะนี้ เพราะไม่ถึงเวลา แต่ย้ำทิ้งท้ายว่า ถ้าประชาชนที่กำลังจะหาทางออกของความขัดแย้งรุนแรง ควรมีความชัดเจนและพิจารณาให้ดี

"ประชาชนจะต้องเลือกข้าง ตามหลักการของการเลือกข้างของ เคลาซ์วิตซ์ ถ้านักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใด ได้พัฒนาไปแล้วจะกลายเป็นระบบที่เลวที่สุด แก้กฎหมายเพื่อตนเองจะเถลิงอำนาจที่สุด ผลบั้นปลายเขาจะใช้อำนาจสูงสุดในการควบคุมประชาชนอย่างไม่มีเหตุผล เพื่อการรักษาอำนาจ เมื่อถึงจุดนั้น การเข่นฆ่าประชาชนและกดขี่ ทำให้ประเทศไปสู่ความเลวร้ายหนักหน่วง เมื่อนั้นประชาชนจะทนไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร อยากให้ประชาชนตัดสินใจเอาเอง"



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kingkoon วันที่ : 03/09/2008 เวลา : 23.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/BARACUDA
ความพอ พอดี พอเพียง คือหลักของชีวิตที่ดี มีความสุข มั่งคั่งและยั่งยืน

วิเคราะห์ได้ดีครับ อ่านแล้วได้ความรู้มากและตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักการ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน