*/
  • Nity
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonyatikan59@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 3220
  • จำนวนผู้ชม : 4534383
  • จำนวนผู้โหวต : 1943
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1943 คน
คอนเสิร์ต คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 6

คมชัดลึก อวอร์ด ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง และเพลงไทยสากล ที่เซ็นทรัล เวิร์ล

View All
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


อยากให้บล็อกเกอร์ Nity เขียนเรื่องใดในบล็อกมากที่สุด
การเมือง
202 คน
เศรษฐกิจ
12 คน
สังคม
16 คน
บันเทิง
36 คน
วรรณกรรม
9 คน
อาชญากรรม
8 คน
ภาคประชาชน
10 คน
การศึกษา
21 คน
กีฬา
8 คน
อื่นๆ
16 คน

  โหวต 338 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน 2551
Posted by Nity , ผู้อ่าน : 838 , 15:53:58 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กรรมใดใครก่อ..!!

รู้สึกเห็นอกเห็นใจอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่ศาลอุธรณ์ท่านไม่ปราณีพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญาในคดีหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. เมื่อเช้าวันนี้

น่าจะฟังคำศาลที่ท่านได้พิเคราะห์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

เห็นว่า นอกจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองกล่าวทางช่อง 5 และ ช่อง 9 ว่ามีข้าราชการทางการเมือง ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร กทม.บางคน เมียไปซื้อรถ BMW ซีรีส์ 7 สีบรอนเงิน ด้วยเงินสดติดป้ายทะเบียนแดงอยู่นาน 2 เดือน ไม่ใส่ชื่อสามีแต่ใส่ชื่อภรรยา เป็นการที่จำเลยทั้งสอง จงใจใส่ความโจทก์ เพราะขณะนั้นโจทก์เป็นรองผู้ว่า กทม.และได้รับมอบหมายให้ดูแล โครงการก่อสร้างของ กทม.ทั้ง 10 โครงการแต่เพียงผู้เดียวโดยโจทก์และนางอุบลวรรณ ภรรยา ร่วมกันซื้อรถยนต์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ก.ค.48 ก่อนที่จะมีการประมูลทั้ง 10 โครงการและมีการวางมัดจำโดยใช้เครดิตการ์ดซึ่งโจทก์และภรรยาได้นำเงินจากการขายหน่วยลงทุนบางส่วนในกองทุนเปิดทหารไทยธนบดี จำนวน 5,225,000 บาท ที่โจทก์และภรรยาร่วมกันลงทุนตั้งแต่ปี 44 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายวิรัช ตรีกิตติคุณ พยานอีกปากเบิกความสนับสนุนว่าติดตามรับชมรายการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดเมื่อกลางเดือน ม.ค.49

เนื่องจากได้มีการนำเรื่องการประมูลก่อสร้าง ถนน อุโมงค์ และทางแยกของ กทม. 10 โครงการมาสนทนา และกล่าวพาดพิงถึงโจทก์โดยจับใจความได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจกล่าวหาโจทก์ว่าดำเนินการไม่โปร่งใสและมีการทุจริตทั้ง 10 โครงการซึ่งพยานให้ภรรยาโทรศัพท์แจ้งให้ภรรยาของโจทก์รับชมรายการด้วย โดยเมื่อศาลอุทธรณ์ได้เปิดดูแผ่นซีดีประกอบกับถ้อยคำที่จำเลยทั้งสองร่วมสนทนาในรายการเช้าวันนี้ที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 12 ม.ค.49 แล้วเห็นว่าถ้อยคำของจำเลยบ่งบอกให้เห็นว่าผู้บริการ กทม.มีพฤติการณ์เรียกหรือรับผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้เพื่อประโยชน์ตัวเองหรือบุคคลในครอบครัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าผู้ที่ได้รับเงินจากผู้รับเหมาเป็นใครแต่เมื่อพิจารณาถ้อยคำของจำเลยทั้งสองแล้วเห็นเจตนาเด่นชัดว่าบุคคลที่กล่าวถึงคือผู้บริหาร กทม.ซึ่งหมายถึงโจทก์

นอกจากนี้ในรายการ “สมัคร- ดุสิต คิดตามวัน” ทางช่อง 9 เมื่อวันที่ 12 ม.ค.49 จำเลยที่ 2 ยังกล่าวซ้ำอีกว่ามีภรรยาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน กทม.ซื้อรถยนต์ BMW เป็นรถใหม่ป้ายแดงโดยผู้รับเหมาบางรายซื้อให้และกล่าวต่อไปอีกว่าจำเลยที่ 2 กำลังติดตามดูอยู่ว่าเป็นรถสีอะไรขณะที่จำเลยที่ 1 ก็พูดสนับสนุนว่าเป็นความบกพร่องของดีเอสไอที่ทำให้ข่าวรั่วไหลถึงภายนอกมิฉะนั้นจะถึงขั้นจับกุมดำเนินคดีกัน อันเป็นการกล่าวย้ำให้เห็นว่าผู้บริหาร กทม.ที่จำเลยทั้งสองกล่าวถึงคือโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์
       
       ส่วนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดรายการ “ เช้าวันนี้ที่เมืองไทย” เมื่อวันที่ 13 ม.ค.49 โดยจำเลยทั้งสอง สนทนากันว่า การบริหาร กทม.มีการทุจริตโกงกินกันเป็นเงินมหาศาลคิดเป็นมูลค่า 2,500 – 3,000 ล้านบาท โดยเรียกร้องให้นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ,นายอลงกรณ์ พลบุตร และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยกันตรวจสอบด้วยโดยจำเลยที่ 1 กล่าวว่าแนะนำให้นายอลงกรณ์ไปตรวจสอบเรื่องที่เอาเงินของผู้รับเหมาไปซื้อรถ BMW ราคาเกือบ 8 ล้านบาท ซึ่งแม้เหตุการณ์นี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ทุจริตคิดมิชอบและใช้เงินของผู้รับเหมาไปซื้อรถยนต์ว่าเป็นใครก็ตาม แต่ข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวนั้นเป็นข้อความซึ่งย้อนถึงการสนทนาในรายการ “เช้าวันนี้ ที่เมืองไทย” และรายการ “ สมัคร- ดุสิต คิดตามวัน” ที่จำเลยทั้งสองจัดเมื่อวันที่ 12 ม.ค.49 ซึ่งมีข้อความบ่งชัดว่าผู้บริหาร กทม.ซื้อรถ BMW โดยใช้เงินของผู้รับเหมาบางราย ดังนั้นจึงเห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกล่าวถึงผู้บริหาร กทม.ที่หมายถึงโจทก์
       
       โดยข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่าโจทก์ยังซื้อรถBMW ด้วยเงินสดโดยใช้ชื่อนางอุบลวรรณภรรยา เป็นเจ้าของรถและป้ายทะเบียนแดงเป็นเวลา 2 เดือน นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังตอบค้านทนายโจทก์รับว่าข้อความที่จำเลยที่ 2 กล่าวว่ามีภรรยาของผู้บริหาร กทม.ซื้อรถ BMW ฟังแล้วเข้าใจว่าหมายถึงโจทก์ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าถ้อยคำที่จำเลยทั้งสองกล่าวเมื่อวันที่ 12 -13 ม.ค.49 เป็นการกล่าวถึงโจทก์โดยใช้คำว่าผู้บริหาร กทม.อำพรางไว้ ส่วนการสนทนาของจำเลยทั้งสองในรายการ “เช้าวันนี้ที่เมืองไทย” ในวันที่ 17 ม.ค.49 โดยจำเลยที่ 2 กล่าวว่าโจทก์แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าเป็นผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้างสะพาน และอุโมงค์ขนาดใหญ่ของสำนักการโยธา รวม 16 โครงการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมและไม่เคยสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาล็อคสเปกเลยและจำเลยที่ 2 ยังพูดเปรียบเปรยว่าหากมีการล็อคสเปกจริงก็คงไม่มีใครกล้ารับว่าเป็นคนสั่งรวมทั้งว่าโครงการนี้มีการทุจริตในการประกวดราคาเป็นเงินถึง 2 หมื่นล้านบาทซึ่งดีเอสไอเข้าไปสอบสวนแล้วมีข่าวว่าผู้บริหาร กทม.ได้รับประโยชน์จากผู้รับเหมาด้วย

ส่วนจำเลยที่ 1 กล่าวเสริมว่าเฝ้าดูแถลงการณ์ของโจทก์แล้วอ้างว่าโจทก์ซื้อรถยนต์มาในราคา 5 ล้านบาททั้งที่บริษัทผู้จำหน่ายแจ้งว่ารถมีราคาสูงถึง 7.8 ล้านบาทนั้น เห็นได้ว่าบทสนทนาของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 12 ,13 และ 17 ม.ค.49 เป็นการเสนอข่าวให้ผู้ชมเชื่อว่าโครงการประกวดราคาก่อสร้างถนนและอุโมงค์ลอดถนนของ กทม.มีเงื่อนงำส่อไปในทางทุจริตเป็นเงินนับหมื่นล้านบาทโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการได้รับผลประโยชน์จากผู้รับเหมาบางราย อันเป็นการคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะนอกจากโจทก์จะเบิกความยืนยันแล้วว่าถอนเงินส่วนตัวไปซื้อ ก็ยังมีสำเนาบัญชีเงินฝาก แคชเชียร์เช็ค และใบเสร็จรับเงินชั่วคราวเป็นหลักฐานสนับสนุนด้วย และยังมีข้อเท็จจริงซึ่งได้จากคำเบิกความของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีดีเอสไอ พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สอบสวนโจทก์ที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการประมูลงานของ กทม.ยอมรับว่าไม่ได้สอบสวนถึงเรื่องที่โจทก์ซื้อรถ BMW เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องทุจริตแต่เป็นการใช้เงินตามฐานะของโจทก์เอง
       
       ส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่าข้อความที่จำเลยกล่าวไม่มีข้อความใดพาดพิงถึงโจทก์ แต่เป็นกล่าวข้อเท็จจริงที่ข้าราชการ กทม.และบุคคลอื่นแจ้งให้ทราบ จำเลยที่ 1 จึงกล่าวไปตามนั้นไม่มีเจตนาใส่ความโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยทั้งสองต่างมีข้อมูลของตัวเองแยกจากกันโดยจำเลยที่ 2 ได้รับข้อมูลจากผู้ชมรายการทางช่อง 5 และช่อง 9 ส่งมาให้ซึ่งไม่มีโอกาสตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยจำเลยที่ 2 เพียงต่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับแจ้งมาให้ประชาชนทราบเพื่อเปิดโอกาสให้ร่วมกันตรวจสอบและหาทางป้องกันพฤติกรรมดังกล่าว ไม่มีเจตนาใส่ความโจทก์ ศาลเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเป็นการแจ้งข้อมูลที่ปราศจากการตรวจสอบที่เป็นการผิดวิสัยของสื่อมวลชนที่ดี ไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตแต่อย่างใด พยานจำเลยทั้งสองที่นำสืบไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
       
       ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของให้รอการลงโทษ และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ไม่เคยได้รับโทษจำคุกในคดีใดๆมาก่อน ซึ่งจำเลยที่ 1 ประกอบคุณงานมความดี ทำงานเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาตลอดจนอายุถึง 72 ปี และเคยดำรงตำแหน่งการเมืองสำคัญ ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. สนช. ส.ว.ที่ได้คะแนนเสียง 2 แสนเสียงเศษ และผู้ว่า กทม. ที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเกินกว่า 1 ล้านเสียง และเมื่อวันที่ 19 เม.ย.49 ยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสูง ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ซึ่งเหลืออีกเพียงชั้นเดียวก็จะถึงชั้นสูงสุด เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีวุฒิภาวะสูงเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเป็นที่เชื่อถือยอมรับของสาธารณชนมานานย่อมรู้ว่าการแสดงความคิดเห็นของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักอาจก่อให้สาธารณชนคล้อยตามได้ง่าย

อีกทั้งการแสดงความเห็นขณะเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ย่อมนำเสนอข้อเท็จจริงให้แก่สาธารณชนได้ทั่วถึงกว้างไกลกระจายครอบคลุมทุกส่วนภูมิภาคของประเทศ และจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายครั้งด้วยการออกอากาศรายการโทรทัศน์หลายรายการต่างเวลากันทำให้ผลการกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกียรติยศชื่อเสียงของโจทก์อย่างกว้างขวาง

ยิ่งเมื่อศาลเคยให้โอกาสจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำผิดทำนองนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง ( ถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ฯ 3 คดี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2531 , ศาลอุทธรณ์ ที่ 4195/2534 และ 5093/2534 ) ได้กลับตัวโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่ก็ไม่ได้หลาบจำ กลับกระทำการเป็นความผิดในคดีนี้อีก และหลังจากการกระทำจำเลยทั้งสองก็ไม่เคยแสดงความสำนึก ไม่เคยดำเนินการใดๆที่จะพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดกับโจทก์

เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์กระทำความผิดที่จำเลยทั้งสองมุ่งใส่ความโจทก์ในคดีนี้ถึง 4 ครั้งเป็นความผิด 4 กระทงแสดงว่าจำเลยทั้งสองจงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่มีเหตุปรานีที่จะให้รอการลงโทษ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

...

ทั้งหมดที่ศาลท่านพิเคราะห์นั้น สามารถสะท้อนถึงตัวตนของอดีตนายกฯ ที่เป็นคนมีบุคลิกสันดานหัวรั้นดื้อด้านได้เป็นอย่างดี หรือไม่ใช่

แต่ก็ทราบดีว่า ตามกระบวนการต่อสู้สิ้นสุดขบวนความ คงต้องสู้กันในศาลฎีกา ซึ่งอาจจะพลิกคดีก็ได้ จึงน่าติดตามต่อไป

แต่เชื่อแน่ว่าพฤติกรรมท่านอดีตนายกฯได้ประพฤติไว้ ดูชั้นนี้แล้วคงยากยิ่งที่จะหลุดรอดพ้นชะตากรรมปลาหมอตายเพราะปากไปได้ ขอให้กำลังเช่นคนล้มอย่าข้ามครับ!!


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลุงฟาง วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/semtele

4กระทง 2ปี โดนแน่ๆๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
yongchan วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongchan

ถ้าศาลฎีกาก็พิพากษายืน... ไม่รอลงอาญาด้วยเนี่ย... จะเป็นอย่างไรหนอ?

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน