*/
  • Nity
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonyatikan59@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 3220
  • จำนวนผู้ชม : 4538395
  • จำนวนผู้โหวต : 1943
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1943 คน
คอนเสิร์ต คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 6

คมชัดลึก อวอร์ด ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง และเพลงไทยสากล ที่เซ็นทรัล เวิร์ล

View All
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


อยากให้บล็อกเกอร์ Nity เขียนเรื่องใดในบล็อกมากที่สุด
การเมือง
202 คน
เศรษฐกิจ
12 คน
สังคม
16 คน
บันเทิง
36 คน
วรรณกรรม
9 คน
อาชญากรรม
8 คน
ภาคประชาชน
10 คน
การศึกษา
21 คน
กีฬา
8 คน
อื่นๆ
16 คน

  โหวต 338 คน
วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม 2553
Posted by Nity , ผู้อ่าน : 2992 , 18:59:24 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ก่อพงษ์ โหวตเรื่องนี้

น่าสนใจ ปาฐกถา ของดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในหัวข้อ “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย ความจำเป็นแห่งยุคสมัย” เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2553 ถอดความโดย ณัฏฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง.. จากเวบไซต์  http://www.thaireform.in.th จึงนำว่าเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง..



วันที่ 18 ธันวาคม ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล  กรรมการปฏิรูป ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย ความจำเป็นแห่งยุคสมัย” ในงานเปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง จัดโดยทีวีไทย  ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (อาคารยิมเนเซี่ยม 1)

“หัวข้อใหญ่ที่เราจะพูดคุยในวันนี้ ด้านหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง การเมืองเหมือนกัน อีกด้านหนึ่งเกี่ยวข้องกับการอาศัยพลังพลเมืองขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประการหลังนับเป็นประเด็นสำคัญ นับเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมันไปสวนทางกลับโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในระดับประสานงาน เท่าที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ของประเทศไทย มักเป็นเรื่องสั่งการจากข้างบนลงมาทำ โดยที่ประชาชนพลเมืองมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเพียงนิด และในหลายๆกรณีต้องนับว่าไม่มีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจเลย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การพูดถึงพลังพลเมืองในการเปลี่ยนแปลงประเทศ จึงมีนัยยะเกี่ยวโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ อย่างเลี่ยงไม่พ้น หรือพูดให้ชัดขึ้นก็คือ ถ้าเราอยากเห็นพลเมืองไทยแสดงพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ก็จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศบ้าง เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปในระดับโครงสร้าง เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการใช้อำนาจในประเทศไทย จากสั่งการจากข้างบนมา เป็นรับฟังจากข้างล่างขึ้นไป และตัดสินใจร่วมกัน โดยนึกถึงความสุข

คำถามใหญ่มีอยู่ว่า การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ หมายความว่าอย่างไร เราจะปรับเปลี่ยนอำนาจการเมืองการปกครองจากการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางมาช้านาน ได้อย่างไร

จุดนี้ ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอำนาจ เท่าที่ผมพอมีความรู้อยู่บ้าง

อำนาจไม่ใช้สิ่งของ ไม่ใช่อะไรที่ทุกคนจะแย่งยื้อมาถือครอง หรือเก็บรักษาในห้องหับที่ลับตา แต่แก่นแท้แล้วอำนาจมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ อำนาจมีกฎเกณฑ์ในการก่อเกิด ดำเนินไปและสิ้นสลายได้ เหมือนกับความสัมพันธ์ อื่นๆ ในโลก การที่คนคนหนึ่งมีอำนาจเหนือคนอีกคนหนึ่ง หมายความว่า บุคคลแรก สามารถทำให้บุคคลที่สองกระทำตามเจตจำนงของตนได้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ขณะเดียวกันผู้อยู่ใต้อำนาจก็อาจทำตามเจตจำนงของผู้มีอำนาจด้วยสาเหตุต่างๆ นานา มีตั้งแต่ทั้งกลัวถูกลงโทษ ไปจนถึงเชื่อถือ ศรัทธา หรือกระทั่งคาดหวังผลประโยชน์ อันจะเกิดจากการทำตามผู้มีอำนาจ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า อำนาจเป็นความสัมพันธ์ที่มีกรอบคิดรองรับ หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งอำนาจดำรงอยู่ในบริบทของวัฒนธรรม คนเรายอมรับอำนาจของผู้อื่นมากน้อยเพียงใด อย่างไรขึ้นอยู่กับชุดความคิดของเขาด้วย เช่น ในสังคมไทย เรายอมรับอำนาจของผู้นำศาสนา พ่อแม่ หรือครูบาอาจารย์ ก็เพราะเห็นว่าท่านเหล่านี้เป็นบุคคลที่สูงส่ง และมีความปรารถนาดีต่อสังคม หรือบางทีการที่เรายอมรับอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้นำการเมือง ก็เพราะเชื่อว่า พวกเขาจะทำเพื่อส่วนรวม หรือการใช้อำนาจของพวกเขามีความชอบธรรมทั้งด้านที่มา จุดหมายในการใช้อำนาจ ตลอดจนวิธีการใช้อำนาจ

ในทางกลับกัน ผู้ใช้อำนาจเองก็ต้องสนใจบริบททางวัฒนธรรมเพราะหากมีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือหลุดไปจากกรอบความคิดของผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ บางครั้งแทนที่จะก่อให้เกิดการทำตาม กับสร้างความกระด้างกระเดื่อง หรือขบถไม่ทำตาม…แม้บางกรณีจะมีการสร้างความหวาดกลัวขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเช่นนี้ไว้ แต่อำนาจที่เกิดจากการข่มขู่คุกคามนั้น ถึงอย่างไรก็ไม่ยั่งยืน เนื่องจากได้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัว ความเคียดแค้นชิงชังไว้ในหัวใจ

พูดกันตามความจริง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจ กับผู้ที่ไม่มีอำนาจ หรือผู้มีอำนาจมากกับผู้มีอำนาจน้อย ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจเท่ากันนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของการเมืองการปกครองอย่างเดียว หากเป็นความสัมพันธ์ที่ถักทอขึ้นมาเป็นตาข่ายผืนใหญ่ ครอบคลุมคนทั้งสังคม

เราอาจพูดได้ว่า บางพื้นที่ ความสัมพันธ์ทางสังคมใช่อะไรอื่น หากคือความสัมพันธ์ทางอำนาจ ถามว่าแล้วอะไรเล่า ที่ทำให้คนเรามีอำนาจไม่เท่ากัน ในเรื่องนี้วิชารัฐศาสตร์มีคำๆ หนึ่ง คือคำว่า ทรัพยากรแห่งอำนาจ ซึ่งหมายถึงเงื่อนไขปัจจัยที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถแปรเป็นความสามารถในการผลักดันเจตจำนงของเขาได้ ยกตัวอย่างเช่น เงิน ชื่อเสียง การศึกษา ชาติวุฒิ คุณธรรม บารมี หรือฐานะทางสังคมอะไรทำนองนั้น  ที่คนในสังคมมีสิ่งเหล่านี้ไม่เท่ากัน

ฐานะของพวกเขาในความสัมพันธ์ทางอำนาจก็ยิ่งไม่เท่ากัน ไม่เชื่อลองนึกภาพ ศักยภาพทางอำนาจ ของข้าราชการชั้นสูง เจ้าของบริษัทใหญ่ นายธนาคาร อาจารย์มหาวิทยาลัย วิศวกร สถาปนิก และนายแพทย์ โดยเปรียบเทียบกับชาวนา ชาติพันธุ์ส่วนน้อย คนงานก่อสร้าง คนขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือแม้กระทั่งเสมียนชั้นผู้น้อย ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ทางอำนาจนั่นย่อมที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ นอกจากนี้บ่อยครั้งอำนาจที่ไม่เป็นทางการ ยังอาจมีฐานะเหนือกว่าอำนาจที่เป็นทางการก็ได้ เช่น บางที่บางแห่งอำนาจที่แท้จริงของผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะน้อยกว่าอำนาจของนายทุน หรือในบางกรณีอำนาจกำนัน อาจจะใหญ่กว่านายอำเภอ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งยืนยันว่าประชาชนมีอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงอาจมีอำนาจน้อยที่สุด

และโครงสร้างอำนาจล่ะ หมายถึงอะไร

พูดเฉพาะโครงสร้างอำนาจที่เป็นทางการ หรือหมายถึงอำนาจการเมืองการปกครอง หรือโครงสร้างอำนาจรัฐ ความหมายของมันก็คือการจัดระบบ ความสัมพันธ์ทางอำนาจชุดหนึ่งขึ้นมาเป็นแกนหลักของความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งปวง ทั้งนี้มีโดยมีสถาบันต่างๆ ประกอบขึ้นเป็นวงใหญ่ของอำนาจ โดยแต่ละสถาบันนี้กฎระเบียบและจุดประสงค์ชัดเจนในการใช้อำนาจ มีที่มา มีขอบเขตของอำนาจ ตลอดจนกระบวนการใช้อำนาจถูกบัญญัติไว้โดยกฎหมาย ซึ่งอำนาจอื่นๆที่ไม่เป็นทางการจะเข้ามาแทรกแซง หรือขัดขวางมิได้…

แน่ละ โครงสร้างอำนาจรัฐต่างๆ ครอบคลุมความสัมพันธ์อำนาจไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นแกนกลางของความสัมพันธ์ทางอำนาจ ที่กำหนดของเขตและการมีอยู่ของอำนาจอื่นๆ  และกำหนดให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งปวงมาขึ้นตรง ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะกว้างๆ ของอำนาจรัฐโดยทั่วไป ทุกหนแห่งไม่ว่าจะเป็นรัฐเผด็จการหรือประชาธิปไตย

ถามว่า แล้วทำไมเราต้องมาพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของรัฐ โครงสร้างอำนาจนี้มีปัญหาอย่างไร  ทำไมถึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยนั้นเป็นแบบรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางมาช้านาน และช่วงต้นของการรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวก็มีมีผลดีหลายข้อ มีเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งทำให้ประเทศไทยหลุดรอดมาจากเงื้อมมือลัทธิล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก และสามารถก่อรูปขึ้นเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง การกำหนดให้ทั้งประเทศอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรุงเทพนั้น แม้จะอธิบายความจำเป็นได้ด้วยเงื่อนไข ทางประวัติศาสตร์ แต่เราก็ควรต้องยอมรับเหมือนกันว่า โครงสร้างอำนาจแบบนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกหลายเรื่อง  ที่ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาใหญ่  แก้ไขได้ยากทั้งสิ้น

ข้อแรก มันทำให้วิวัฒนาการของการเมืองไทยสมัยใหม่ เป็นเรื่องการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในส่วนกลางอย่างเลี่ยงไม่พ้น และอย่างเข้มข้น …กล่าวอีกแบบหนึ่งมันเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะผู้ชนะได้หมด ผู้แพ้สูญเสียทุกอย่าง  เงื่อนไขเช่นนี้ย่อมส่งผลความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ ที่แย่งกันสถาปนาอำนาจนำ ลื่นไถล ไปสู่ความรุนแรง เป็นระยะเวลานาน

ข้อต่อมาโครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ ไว้ที่ส่วนกลาง เนื่องจากถูกสร้างขึ้นเพื่อยอมรับระบอบอำนาจนิยม จึงมีลักษณะเอารัฐเป็นตัวตั้ง สังคมเป็นตัวตาม ข้อนี้ทำให้การสร้างประชาสังคมที่เอาการเอางาน ซึ่งคอยทำหน้าที่ควบคุมกำกับรัฐเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนพลเมืองจำนวนมาก ถูกทำให้เคยชินเฉื่อย เนือย เรื่องส่วนรวม ล้าหลังในเรื่องความคิดทางการเมือง และไม่อยากถ่ายโอนที่จะแสดงพลังตน แม้ในระยะหลังบ้านเมืองจะเปลี่ยนไปในทางประชาธิปไตยแล้ว แต่แรงเฉื่อยยังต่ำยังหลงเหลืออยู่มาก

ข้อที่สามโครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ ทำให้ประเทศไทยขาดรากฐานการปกครองตนเองแบบสมัยใหม่ ในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตยให้แข็งแรง การควบคุมศูนย์อำนาจทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั้งดูแลตนเองไม่ได้ในหลายๆ กรณี

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการปกครองแบบสั่งการจากเบื้องบนลงมาได้มีส่วนทำลายอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในหลายที่หลายแห่ง ผู้คนในท้องถิ่นต้องสูญเสียทั้งอำนาจในการจัดการชีวิตตนเอง สูญเสียทั้งศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมของตนเอง

สุดท้ายเมื่อสังคมถูกทำให้อ่อนแอ ท้องถิ่นถูกทำให้อ่อนแอ และประชาชนจำนวนมากถูกทำให้อ่อนแอ ปัญหาที่ข้ามกลับมายังศูนย์อำนาจมีปริมาณที่ท่วมท้น… เมื่ออำนาจรวมศูนย์ปัญหาก็รวมศูนย์ การที่คนไทยแก้ไขปัญหาในระดับล่างมีไม่พอ ทำให้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นระบอบไหนไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตย ล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องล้นเกินจากทุกภาคส่วนของสังคม ทำให้ขาดทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน

ลำพังปัญหาที่ผมเอ่ยมาข้างต้น อย่างน้อยก็พอเพียงแล้วที่เป็นเหตุผลกับการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย แต่ถ้าเรานำประเด็นโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์มาพิจารณาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงก็จะพบว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ยิ่งร้ายแรงกว่านั้นอีก

ทุกวันนี้เราอ่านข่าวนานาประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยล้วนอยู่ภายใต้เงื่อนไขระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ซึ่งกำหนดให้มีการยกเลิกพรมแดนที่กั้นขวางการค้าการลงทุน หรือแม้แต่การถือครองสินทรัพย์ต่างๆ พูดง่ายๆ ระบบดังกล่าวต้องการให้โลกทั้งโลกเป็นตลาดเดียวที่นักธุรกิจสามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรี ไม่มีการแบ่งแยกสัญชาติของนักลงทุน  ไม่มีสิทธิใดๆ สำหรับคนในประเทศ ไม่มีข้อเสียเปรียบใดๆ นอกพรมนอกประเทศ ปล่อยให้เป็นเรื่องของกลไกลตลาด รัฐจึงไม่มีสิทธิใช้อำนาจแทรกแซง

สำหรับประเทศไทยระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้เข้ามาอย่างเต็มรูปหลังปี 2540 ส่งผลต่อกระบวนการใช้อำนาจของรัฐไทยเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ ขณะที่รัฐไทยยังคงรวมศูนย์อำนาจการบังคับบัญชาสังคมไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่กลับมีอำนาจน้อยลงในการปกป้องสังคมไทยจากอิทธิพลภายนอก และมีอำนาจน้อยลงในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

พูดกันอย่างรวบรัดคือ ขณะที่อำนาจของรัฐยังคงควบคุมบังคับคนในชาติได้เต็มที่ แต่อำนาจดังกล่าวกลับใช้ดูแลพวกเขาได้น้อยลง เนื่องจากต้องโอนเรื่องทุกข์สุขของประชาชนก่อนไปไว้ที่กลไกตลาดเป็นส่วนใหญ่ เช่นนี้แล้วจึงน่าคิด ว่า ปัจจุบันโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ ดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ใด

การรวมศูนย์อำนาจเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เกิดขึ้นพร้อมกับแนวคิดสร้างชาติไทยสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นอำนาจรัฐใช้ปกครองสังคมจึงมีฐานความชอบธรรมอยู่ที่การดูแลผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งหมายถึงประโยชน์สุขของคนไทยทุกคน แต่หากรัฐทำสิ่งนี้ไม่ได้หรือทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความชอบธรรมของอำนาจดังกล่าวก็ต้องลดลง ต้องลดน้อยถอยลงไป…

ถึงตรงนี้ต้องเรียนอำนาจการเมืองต่างจากอำนาจอีกหลายๆแบบ ตรงที่ขึ้นอยู่ภายใต้การยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจค่อนข้างมาก และการยอมรับนั้นมักจะต้องอาศัยศรัทธาเกี่ยวกับประโยชน์สุขบางประการ ผู้อยู่ใต้อำนาจเชื่อว่า อำนาจดังกล่าวจะนำมาให้

ที่ผ่านมา การเกิดขึ้น มีอยู่ และดำเนินไปของระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนฐานคิดและจิตนาการบางอย่าง เพื่อให้มีการยอมรับว่าอำนาจนี้มีความสำคัญ

1.มีการตีเส้นแบ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพลเมือง หรือประชากรของตนกับมีการนิยามสมาชิกภาพของประเทศไว้อย่างตายตัว มีเขา มีเรา มีความเป็นคนไทย และมิใช่เป็นคนไทย ทั้งบัญญัติทางกฎหมายและนิยามทางวัฒนธรรม จากนั้นรัฐถือเป็นหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครอง ตลอดจนบำบัดทุกข์บำรุงสุข

2.มีการถือว่า ประชากรที่สังกัดอำนาจรัฐเดียวกันเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันในหลายๆ มิติ กระทั่งเบียดบังสมาชิกในครอบครัวใหญ่เดียวกัน ซึ่งมีชะตากรรมทุกข์สุขร้อนหนาวร่วมกัน ดังนั้นรัฐจึงถือเป็นหน้าที่ ที่ต้องสร้างความปรองดอง สามัคคีให้เกิดขึ้น รวมทั้งแก้ไขความขัดแย้งกรณีพิพาทของคนในสังคมให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

3.ประเทศถือเป็นหน่วยผลประโยชน์ใหญ่ มักเรียกขานเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้โดยมีนัยยะว่า ทุกคนที่เป็นสมาชิกของชาติ ย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างถ้วนหน้า แม้ว่าบางทีอาจไม่เท่าเทียมกัน

ถามแล้วในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน รัฐไทยยังคงรักษาพันธะสัญญาเช่นนี้ไว้ได้หรือไม่ โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์จะดูแลทุกข์สุขของคนในประเทศได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ ต่อให้ถอยไปก่อน 2540 โครงสร้างอำนาจนี้ก็มีปัญหามาก การรวมศูนย์อำนาจมาไว้ส่วนกลาง และอำนาจสั่งการมาจากข้างบนลงล่าง ไม่เพียงทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาสังคมอ่อนแอ ขาดการเข้าถึงศูนย์อำนาจและไม่เสมอหน้าอีกด้วย ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากรัฐประหารก็ตาม มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของรัฐ ขณะที่คนจำนวนมากตกอยู่ในสภาพย่อยยับอับจน

ในความคิดของผม สิ่งที่อำนาจแบบรวมศูนย์ทำร้ายคนไทยมาก คือการให้แผนพัฒนาประเทศแบบสั่งการจากเบื้องบน ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดแผนผังการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นต่างๆ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือประชาชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่

ยังมิเอ่ยถึงเราเอียงไปทางภาคอุตสาหกรรมและทอดทิ้งเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานคิดของคนไทยจำนวนมหาศาล ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาได้เพิ่มความมั่งคั่งให้กับประเทศโดยรวม ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า การพัฒนาไปในทิศทางนี้ ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างสุดขั้วจนยากจะเยียวยา….

ความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วทางเศรษฐกิจ มีนัยยะต่อความสัมพันธ์ทางอำนาจมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบไม่เป็นทางการ มันสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีทรัพยากรธรรมชาติไม่เท่าเทียม การมีเงินนำสู่โอกาสทางการศึกษา ความมีหน้ามีตาทางสังคม และมีเครื่องมือที่ทำให้โลกหมุนไปตามทิศทาง มีอำนาจต่อรองกับผู้กุมอำนาจที่เป็นทางการ ยิ่งมีอำนาจต่อรองเหนือคนที่มีฐานะต่ำกว่า โดยเฉพาะที่ตกเป็นเบี้ยล่างทางเศรษฐกิจ ย่อมกลายเป็นผู้ด้อยอำนาจไปโดยปริยาย

ความสัมพันธ์ทางอำนาจไม่เป็นทางการโยงใยใกล้ชิดกับโครงสร้างอำนาจเป็นทางการ และมันสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกันและกันได้

ยกตัวอย่างเช่น ลูกหลานของผู้มีอิทธิพลสามารถกลายเป็นนักการเมืองผู้ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันนักการเมืองผู้ประสบความสำเร็จก็สามารถกลายเป็นนักธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถผลักดันให้รัฐบาลออกนโยบายสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน และพรรคการเมืองต่างๆ ก็สามารถของการสนับสนุนจากนักธุรกิจที่มั่งคั่งได้

เมื่อความจริงเป็นเช่นนั้นแล้ว โครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเข้าถึง หรือออกแบบได้ เพราะมันถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้มีอำนาจอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งก็คือ ผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุดังนี้แม้เราพยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยหลายสิบปี การเข้าถึงอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ก็ยังมีช่องห่างทางอำนาจ

การเมืองแบบเลือกตั้งการกลายเป็นกิจกรรมของคนมีเงิน หรือตัวแทนของคนมีเงิน ส่วนชนชั้นล่างๆ ก็เหลือทางเลือกใหม่ๆภายใต้เงื่อนไขที่บีบคั้น พวกเขาจำนวนไม่น้อยรู้สึกจนปัญญาจะสร้างพลัง สิ้นหวังแสดงพลังทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศ จึงหันมาฝากความหวังกับชนชั้นนำทางการเมือง กลุ่มนั้นบ้างกลุ่มนี้บ้างกลายเป็นการเมืองแบบหางเครื่อง

โครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ การเข้าถึงอำนาจรัฐได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ พูดอีกแบบหนึ่งหากท่านได้รับชัยชนะทางตลาดการค้า ท่านก็มีสิทธิได้รับชัยชนะในตลาดการเมือง ไม่ได้หมายความว่าระบบเลือกตั้งไม่ดี ถึงอย่างไรระบบเลือกตั้งก็ก้าวหน้ากว่าระบบเก่า เพราะมันเปิดโอกาสให้ประชาชนต่อรองได้มาก เพียงแต่ว่า ยังต่อรองได้ไม่มากพอและราคาที่ต้องจ่ายออกมันแพง

ต้องการชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชัยชนะทางเศรษฐกิจกับชัยชนะทางการเมืองเท่านั้น ตราบใดที่การจัดสรรทรัพยากรทางอำนาจยังขึ้นอยู่ต่อระบบตลาดเป็นสำคัญ ตราบนั้นโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ก็จะอยู่ในมือคนส่วนน้อยเสมอ

อันที่จริงปัญหาใหญ่สุดของโลกาภิวัตน์ก็อยู่ตรงนี้ อยู่ที่การโอนอำนาจหลายๆส่วนของรัฐมาไว้ที่กลไกตลาดและเปิดตลาดให้เป็นพื้นที่ไร้พรมแดน ที่ใครจะเข้ามาก็ได้ ตลาดจะเป็นผู้กำหนดใครจะได้คือครองทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า แร่ หรือพลังงาน…ผู้คนจะมีทุกข์มีสุขประการใดล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับอำนาจของตนในท้องตลาดทั้งสิ้น

ธรรมชาติตลาดจะไม่รับผิดชอบคนพ่ายแพ้ จะเฉยเมยกับคนที่เพลี้ยงพล้ำ และตามทุนนิยมโลก ตลาดปัจจุบันจะไม่จำแนกด้วยว่า ผู้ชนะที่เข้ามาถือครองรายได้และทรัพย์สินเป็นคนสัญชาติอะไร

ถามว่า แล้วคนไทยส่วนใหญ่มีอำนาจต่อรองอะไรในตลาดโดยรวม…..

ฉะนั้นถ้าเรายอมรับกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวให้เป็นผู้ตัดสินทุกข์สุขของประชาชน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนไทยจำนวนมหาศาลจะตกในฐานะเช่นใด

ถ้าเช่นนั้นแล้ว พันธะสัญญาที่รัฐมีต่อประชาชนในประเทศจะเอาไปไว้ที่ไหน ความชอบธรรมของการรวมศูนย์อำนาจยังคงมีอยู่หรือไม่ ในเมื่อรัฐนำตนเองไปผูกไว้แล้วกับองค์กรทุนนิยมโลก ตลอดจนทำสัญญาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ให้ประเทศไทยเป็นตลาดเปิดใครจะเข้ามาทำมาหากินก็ได้….

ประเด็นมีอยู่ว่า ผลประโยชน์ที่คละเคล้ากันอยู่ระหว่างคนไทยบางส่วนกับชาวต่างชาตินั้น มันมิใช่สิ่งเดียวกันกับผลประโยชน์แห่งชาติ นอกจากนี้แล้วสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังบ่งบอกด้วยว่า ผลประโยชน์แห่งชาติในทางเศรษฐกิจอาจเป็นสิ่งไม่มีจริง หรือคำนวณไม่ได้ เพราะฉะนั้นตำนานเรื่องนี้ควรถูกงดใช้ได้แล้ว จะว่าไปตลาดก็เป็นเวทีอำนาจย่อยๆ ที่กำหนดฐานะใหญ่เล็กของคนในสังคม…

เพราะฉะนั้นการที่มีทุนข้ามชาติเข้ามาเป็นใหญ่ในตลาดไทย จึงหมิ่นเหม่อย่างยิ่งที่เขาจะมีฐานะครอบงำเหนือโครงสร้างอำนาจของรัฐ เรื่องนี้นับว่าอันตรายมาก ทำให้ระบบประชาธิปไตยที่มีปัญหาสารพัดแทบจะเหลือแต่เปลือก เขาเลือกตั้งได้แต่กำหนดความสัมพันธ์ออกนอกกรอบระบบทุนโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ นอกจากนี้กรณีพิพาทระหว่างคนไทยกับทุนต่างชาติ ก็ไม่หลักประกันอันใดเลยว่ารัฐจะยืนอยู่ข้างคนไทย  สภาพดังกล่าวสามารถกลายเป็นปัญหาทางการเมืองระดับคอขาดบาดตายได้ ….

สรุปสั้นๆ โครงสร้างแบบอำนาจรวมศูนย์ที่ใช้มาร้อยกว่าปีในประเทศเรา โครงสร้างอำนาจรัฐเป็นคนสั่ง สังคมเป็นตัวตาม บัดนี้ไม่เพียงหมดพลังสร้างสรรค์ไปแล้ว หากจะยังปกป้องคุ้มครองบำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ยากยิ่ง

จริงอยู่ไม่เป็นความผิดของผู้ใด หรือชนกลุ่มใดเลย ถึงเวลาแล้วเหมือนกันที่เราจะต้องยอมรับความจริง ใหม่ๆ ที่ก่อรูป ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและปรับตัวอย่างรู้เท่าทัน และเป็นฝ่ายกระทำ ปรับปรุงและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐด้วย

การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจนี่แหละ มักเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการที่จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับยุคโลกาภิวัตน์ แต่เดิมการพัฒนาประเทศผ่านอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ก็สร้างปัญหาไว้มากแล้ว เพราะเป็นการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน และไม่เท่าเทียมกัน อีกทั้งเพิกเฉยต่อความต้องการของท้องถิ่น ความล่มสลายของชนบท ความล่มจมของชาวนา และการหลั่งไหลอพยพเข้าเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาที่สั่งการมาจากข้างบน…

ฉะนั้น คงไม่ถูกต้องนักหากโทษโลกาภิวัตน์ ในยุคโลกาภิวัตน์ ถ้าขืนเอาความอ่อนแอเช่นนี้ไปไว้ในเกมตลาดโดยไม่มีกลไกป้องกันตัวใดๆ หายนะของคนส่วนใหญ่ก็จะเกิดขึ้น….

พูดให้ชัดเราคงไม่สามารถรอคอยให้คนไทยส่วนใหญ่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ในกลไกตลาดเสรี และเพิ่มอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนใหญ่และนอกประเทศ เพราะสิ่งนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ เปลี่ยนทิศทางของความสัมพันธ์ทางอำนาจด้วยการเพิ่มอำนาจการเมืองการปกครองให้ประชาชนเสียก่อน จากนั้นค่อยแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและสังคม เราจะปล่อยให้อำนาจทางตลาดมากำหนดอำนาจการเมืองการปกครองฝ่ายเดียวไม่ได้

จริงอยู่ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม เป็นสิ่งที่สะสมมานาน แต่สถานการณ์ความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำอำนาจนับเป็นปัจจัยชี้ขาดเช่นเดียวกัน เราจะต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน จากนั้นค่อยอาศัยดุลอำนาจที่เปลี่ยนไปมาปรับปรุงชีวิตของประชาชน

ถามว่า แล้วจะเริ่มกันที่ไหน คำตอบแรก คือต้องถอนอุปทาน การรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง และหาทางขับเคลื่อนให้มีการโอนอำนาจไปให้ท้องถิ่น คนในท้องถิ่นต้องสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในรายได้ผลประโยชน์อันเนื่องมาจากฐานทรัพยากรของตน ทรัพยากรบางอย่างไม่ควรเป็นสินค้าเสรีในท้องตลาดที่ใครเอาเงินมาซื้อก็ได้ แม้ซื้อขายได้แต่ก็ต้องกันบางส่วนให้เป็นทรัพย์สินร่วมของชุมชน

แผนพัฒนาประเทศ ถึงเวลาแล้วที่จะยกเลิกแผนพัฒนาแบบรวมศูนย์ จากบังคับใช้จากเบื้องบนลงมา ท้องถิ่นควรมีอำนาจเต็มโดยมีรัฐเป็นผู้เกื้อหนุน นอกจากนี้ท้องถิ่นยังควรรู้จักทำแผนการใช้งบประมาณของตนเองโดยรัฐเป็นผู้กระจายงบประมาณให้ ประเทศไทยต้องยกเลิกการใช้มาตรฐานเดียว ความหลากหลายของเส้นทางนำไปสู่ความเจริญจะต้องได้รับการยอมรับ อัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่นต้องได้รับการยอมรับ ไม่ใช่นิยามความสุขความเจริญการเติบโตด้วยจีดีพีโดยวิถีบริโภคเท่านั้น

ถามว่า โอนอำนาจไปสู่ท้องถิ่นจริงๆ ใครจะเป็นผู้รับโอน ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจอยู่แล้ว แต่ปัญหายังคงมีอยู่มิใช่น้อย ด้วยเหตุนี้หากมีการกระจายอำนาจเพิ่ม หรือขั้นปรับสายบัญชาการหลายๆ สายออกจากส่วนกลาง ก็ต้องระมัดระวังพอสมควร

ทำอย่างไรจะไม่ให้ระบบประชาธิปไตยท้องถิ่น เป็นในแง่การเลียนแบบระบบการรวมศูนย์อำนาจระดับชาติ โดยย่อส่วนมันเอาไว้ ในตัวจังหวัดหรือตัวอำเภอ ผมขอฝากประเด็นนี้ให้คิดเป็นการบ้าน ทำอย่างไรการกระจายอำนาจจึงจะถึงมือประชาชนจริงๆ และถ้าหากประชาชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยสามารถใช้อำนาจจัดการชีวิตของตนเอง การทำหน้าที่พลเมืองของตนก็อาจต้องเข้มข้นมากขึ้น ความคิดเรื่องพึ่งอำนาจผู้ที่เหนือกว่า ควรจะเจือจางลง…..”



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Man-of-Tomorrow วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 11.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/theManOfTomorrow
บนเส้นทางสายสมมุติ  เธอกลายเป็นทุกอย่าง เว้น เป็นจริง

ข้อเขียนของคุณเสกสรรค์นั้น
ต้องอ่านทุกคำ แม้เว้นวรรค

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
neti วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 10.41 น.

พูดในเชิงวิชาการมันง่าย แต่ในความเป็นจริงมันยาก แม้แต่จะทำให้ค่อยเป็นไปยังยาก เว้นแต่จะปฏิวัติโดยประชาชนเท่านั้น การเมืองไทยในยุคนี้ พยายามให้ประชาชนโง่ คิดไม่เป็น ส่งเสริมความมักง่าย นำเรื่องบันเทิงน้ำเน่ามาใส่สมอง เชื่อง่าย หลงง่าย แม้แต่คนที่มีการศึกษาขั้นที่เรียกว่าบันฑิต ยังมีความคิดไม่ต่างกับคนที่ไม่มีการศึกษาเลย และสำคัญคือการเมืองไทยที่ล้มเหลวเพื่อสร้างฐานมวลชนของตัวเอง คือต้องสร้างความแตกแยกในประชาชน จะเห็นว่าการเมืองเข้าไปที่ไหน มีแต่ความแตกแยก จนต้องรัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีหน่วยงานอิสระ แต่ก็ไม่วายที่การเมืองจะเข้าไปแทรกแซงจนล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ทำให้หน่วยงานที่ถูกสร้างขึ้นมาทำงานไม่ได้ตามที่ได้คิดได้หวังไว้ จุดเริ่มต้นที่จะทำอย่างไรเพื่อลดความอหังการของนักการเมืองลงได้ ทำอย่างไรประชาชนจึงมีอำนาจเหนือนักการเมืองได้ ประชาชนจะควบคุมรัฐบาลและนักการเมืองได้อย่างไร ทุกประการอยู่ที่การศึกษาเท่านั้น แต่ระบบการศึกษาไทยล้มเหลวอย่างนี้เราจะหวังอะไรได้ คงต้องปล่อยให้มันอยู่ในวงเวียนหรือวัฏจักร์อย่างนี้ไปอีกหลายชั่วอายุคน คือรัฐประหาร เลือกตั้ง และรัฐประหาร และเลือกตั้ง หากการเมืองไทยยังเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะพ้นรัฐประหารไปได้

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
PostAmorndern วันที่ : 21/12/2010 เวลา : 13.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amorn

อธิบายเรื่อง "อำนาจ" ได้อย่างชัดแจ้ง ขณะที่เงื่อนไขของการเป็น "ทรัพยากรแห่งอำนาจ" ก็ทำให้สังคมนี้มีความแตกต่างมากน้อยเช่นเดียวกัน

การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่พูดกันบ่อยมาก แต่อำนาจรัฐจากส่วนกลางก็มักจะหวงอำนาจ ดูกันง่าย ๆ เมื่อ อบต. (ซึ่งเป็นส่วนของท้องถิ่น) ต้องการขึ้นเงินเดือน ถามว่า ใครเป็นผู้อนุมัติ ก็คือส่วนกลางนั่นเอง ขณะเดียวกัน เราก็เห็นนักการเมืองระดับชาติ เข้ามายุ่งเกี่ยว ช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้ ก็มีเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาข้องเกี่ยวอย่างแน่นอน

สรุปแล้ว บางครั้งเราก็เห็นความสำคัญของการกระจายอำนาจ ขณะเดียวกัน เราก็ยังไม่ไว้วางใจผู้มีอำนาจในท้องถิ่นที่ใช้อำนาจ เนื่องเพราะการใช้อำนาจนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพยากรที่อาจเข้ากระเป๋าคนใดคนหนึ่ง โดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สอนสุพรรณ วันที่ : 21/12/2010 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen


ผมได้ไปนั่งฟังอยู่ด้วยครับ...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชัชวัลย์พงศ์ยุทธนาธรรม วันที่ : 20/12/2010 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchawan

มนุษย์เต็มไปด้วยความฉ้อฉล

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 19/12/2010 เวลา : 08.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

ขอบพระคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
patijjachon วันที่ : 18/12/2010 เวลา : 20.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/patijjachon
ปฏิจจชน ... คนที่ยังเป็นหนี้แผ่นดิน

ผมติดตามผลงานของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มาช้านาน ... ยังไม่เคยผิดหวังกับแนวความคิดของท่านครับ

เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน มีข้อความเด็ด ๆ หลายประโยคด้วยกัน เช่น

ปัจจุบันโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ ดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ใด

ขอบคุณที่นำมาลง
จะขอเก็บปาฐกถาดี ๆ แบบนี้ไว้เป็นแนวทางต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศ.ศาลาเงียบเหงา วันที่ : 18/12/2010 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/unclewin

เนื้อหาสุดยอด
ต้องค่อย ๆ ตอดค่อยละเลียด
คุณเสกสรรท่านละเอียด
ออกเฉียด ๆ เชิงปรัชญา
จะให้ดีต้องมีเวลา
อ่านศึกษาด้วยสมาธิ
(จะกลับมาอ่านอีกที)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน