*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2470797
  • จำนวนผู้โหวต : 808
  • ส่ง msg :
  • โหวต 808 คน
<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม 2553
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 2564 , 14:29:26 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

"ผมไม่อยากเป็นวีรบุรุษ และจะไม่ขอยอมตายในชุดนักรบ" 

น่าจะเป็นประโยคท้ายๆ ของช่วงชีวิตการรับราชการตำรวจของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก. สภ.บันนังสตา ยะลา หรือ ที่มีฉายามากมายที่สังคมขนานนามให้แก่ท่าน เช่น “ผกก.กระดูกเหล็ก” " จ่าเพียรมือปราบ " และแม้แต่ล่าสุดได้เป็น “วีรบุรุษบันนังสตา” ....

ผู้เขียนเคยใช้ช่วงหนึ่งของชีวิตใน อ.บันนังสตา มานานร่วม 15 ปี หากไม่เขียนถึง อ.บันนังสตา และ”จ่าเพียร”เลย ก็คงเหมือนว่าไม่เคยเหยียบย่ำรอยเท้าลงบนใบยางที่ร่วงโรยลงในพื้นดินของสวนยางใน อ.บันนังสตา ... ทำตัวเหมือนคนที่ไม่เคยกินข้าวยำงานบุญกับชาวบันนังสตามาก่อน....

เส้นทางชื่อเสียงของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที 3 จังหวัดชายแดนใต้ หากนำเรียงตามยุคสมัย ได้ดังนี้ คือ “โจรจีนคอมมิวนิสต์” (จคม.) ที่ล่มสลายกลายเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”  จนมาสู่ยุค “ขบวนการโจรก่อการร้าย” (ขจก.) และทุกวันนี้มาเป็น “กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ” ผู้เขียนนั้นถือได้ว่าได้ใช้ชีวิตราชการในช่วงที่ขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในพื้นที่  ส่วนโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ในปัจจุบันได้กลายเป็นคนไทยอย่างแนบแน่นไปเสียแล้ว

อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา หากพิจารณาดูโดยสภาพภูมิประเทศและวิถีชีวิตชาวบ้านในพื้นที่แล้วก็ดูเหมือนไม่แตกต่างจากอำเภออื่นๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ใดๆ เลย คือ ประชากรมากกว่าร้อยละ 80 เป็นชาวไทยนับถือศาสนาอิสลาม ประกอบอาชีพเกษตรกรทำไร่(สวนยางพารา) อัตราการอ่านออกเขียนได้(ภาษาไทย)อาจจะต่ำที่สุดในประเทศ แต่การศึกษาด้านศาสนาสูง ชายชาวมุสลิมที่นี่จึงมีความเคร่งครัดในวิถีชีวิตแบบมุสลิมอย่างแข็งแกร่ง สังคมมุสลิมจึงถือปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านนะบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)เคยทำเป็นแบบอย่างมา

ส่วนผู้หญิงที่มีสามีแล้วก็จะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมออกมาพบคนแปลกหน้าเลย หากสามีของเธอไม่อนุญาตเสียก่อน.....?

แต่ อ.บันนังสตาก็มีชาวไทยพุทธอาศัยอยู่บ้างประปราย มีไม่ถึงร้อยละ 20 โดยมีอุปนิสัยรักพวกพ้องเดียวกัน มีวัดเพียงไม่กี่แห่งทั่วทั้งอำเภอ การมีกิจกรรมทางศาสนาจึงเป็นที่พบปะพูดคุยสนทนาธรรมของชาวไทยพุทธได้อย่างน่าชื่นใจ  พระสงฆ์ที่นี่จึงเป็นที่เคารพของชาวไทยพุทธ ...

ชาวบันนังสตาเข้าใจในความแตกต่างตรงจุดนี้ดี ที่ผ่านๆ มาเรื่องความแตกต่างทางศาสนาไม่เคยมีรอยบาดหมางระหว่างกันแต่อย่างใด อยู่ด้วยกันได้ สนทนากันได้ ทำมาหากินร่วมกันได้ ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันเป็นปกติ .....

หากกล่าวถึงอดีตย้อนไปสักเกือบ 50 ปี เมื่อครั้งเกิดเหตุวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช จนมีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ทำให้ฝ่ายราชการต้องอพยพประชาชนจำนวนหนึ่งมาตั้งรกราก ณ พื้นที่จัดสรรที่อยู่ติดกับเทือกเขาสันกาลาคีรี จนได้ตั้งชื่อหมู่บ้านเป็นชื่อที่บอกถึงที่มาของเชื้อสายเครือญาติ เช่น หมู่บ้าน “ขวัญนคร”  รวมทั้งหมู่บ้านที่ตั้งชื่อเป็นแบบไทยๆ  ก็ล้วนแต่เป็นชาวบ้านต่างถิ่นที่โยกย้ายกันมาทำมาหากินในเขตพื้นที่ อ.บันนังสตา นอกจากนี้ในอดีตย้อนหลังกลับไปมากกว่านั้น ชาว อ.บันนังสตาส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาพุทธก็เป็นผู้ที่ได้รับเชิญจากทางการไทยให้เข้าไปตั้งรกรากและพัฒนา เพื่อเป็นการเอาชนะปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในอดีตกาลและปัญหาคอมมิวนิสต์  นี่คือ สภาพความเป็นมาของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติและศาสนาของชาวบันนังสตา  

ถนนหนทางเส้นทางสัญจรหลักของอ.บันนังสตา ที่นักท่องเที่ยวรู้จักดี คือ ถนนยะลา – เบตง (หรือถนนสุขยางค์) หมายเลข 410 ที่เคยเกิดเหตุการณ์อยู่บ่อยครั้ง และถนนเชื่อมระหว่างอ.บันนังสตา กับ อ.ยะหา ที่ใช้เป็นเส้นทางลัดไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาได้ นอกจากนั้นก็เป็นเส้นทางสัญจรระหว่างหมู่บ้าน แต่ก็เป็นถนนแบบลาดยางเกือบทั้งหมดแล้ว

คำว่า “บันนังสตา” จึงได้มีการสันนิษฐานว่าผันมาจากคำว่า “บือแน” หมายถึง หมู่บ้าน “สตา” หมายถึง การหยุด(พักชั่วคราว)ระหว่างการเดินทางไปยังหัวเมืองทางใต้(อ.เบตง) ก่อนออกไปสู่ประเทศมาเลเซีย ทางด้านรัฐเคดาห์ ไปได้ถึงเกาะปีนัง ซึ่งเป็นระยะทางที่ไม่ไกลนัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินของชาวยะลา ปัตตานี นราธิวาส  และบันนังสตาก็มีที่มาอันยาวนานรุ่นราวคราเดียวกับหัวเมืองรือเสาะ เมืองรามัน เมืองบาเจาะ ในรูปแบบการปกครองหัวเมืองสมัยรัชกาลที่ 5 (แต่ก็ไม่เก่าเท่าเมืองยะรัง)

ด้วยภูมิประเทศของ อ.บันนังสตาเป็นที่ราบบนพื้นที่สูง สลับกับภูเขาหินปูน หินแกรนิต ส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติป่าบาลา-ฮาลา มีการสร้างเขื่อนดักทางน้ำไหล เป็น “เขื่อนบางลาง”ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในอดีต อ.บันนังสตาจึงตั้งอยู่ได้ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ทำให้ อ.บันนังสตาเป็นเมืองที่คึกคักมากที่สุดในอดีต เพราะการสัมปทานไม้และเหมืองแร่ มีทั้งโรงเลื่อยไม้ เหมืองแร่ดีบุก วุลแฟรม 2-3 แห่ง มีคนงานมากมายและงานให้ทำใน อ.บันนังสตา

ชาวบ้านเคยเล่าให้ฟังว่า ที่นี่เศรษฐกิจการค้าขายคึกคักมาก ทั้งรถบรรทุกแร่ รถไม้ซุงวิ่งกันขวักไขว่ ทุกๆ 15 วันจะมีคนงานเหมืองแร่ลงมาซื้อหาสินค้าไปเก็บไว้กินไว้ใช้ “เปรียบเสมือนเมืองที่มีการตื่นทอง” คำบรรยายสั้นๆ  เหล่านี้สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของ อ.บันนังสตาได้เป็นอย่างดี (ปัจจุบันเป็นเหมืองที่ถูกทิ้งร้างเพราะราคาแร่ตกต่ำ และกลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษของสารตะกั่วที่ไหลลงสู่แม่น้ำปัตตานี หรือแม้แต่เหมืองหินอ่อนก็ถูกปิดตายเช่นเดียวกัน)

แต่ในอดีตอุปสรรคที่พอมีบ้างก็คือ “โจรก่อการร้าย” ในกลุ่ม PULO และ BRN หรือจะชื่ออะไรก็ตามแต่ ซึ่งผู้รับสัมปทานต่างๆ ต้องมี “จ่ายนอกรายการ” ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่พวกเขาก็เป็นผู้ก่อการร้ายที่มีอุดมการณ์ นั่นคือ รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่พวกเขาก่อการทุกครั้ง ด้วยการทิ้งจดหมายที่มีข้อความและตราประทับไว้ พื้นที่การเคลื่อนไหวจะอยู่ในภูเขาสูงระหว่างรอยต่อของรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย กับเขต อ.บันนังสตา ,ธารโต และเบตง จังหวัดยะลา

ส่วนลูกเมียของพวกเขาก็จะอาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน เป็นชาวบ้านปกติ ประกอบอาชีพทำสวนยาง เลี้ยงลูกไปตามแต่ยถากรรม นานๆ สามีจึงจะได้กลับบ้านมาหา

อ.บันนังสตา มีภูมิประเทศส่วนใหญ่ที่เอื้อต่อการซ่องสุมของผู้ก่อการร้ายมาก แม้แต่หลังโรงพักและที่ว่าการอำเภอ ซึ่งมีแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน ข้ามไปอีกฝั่งก็เป็นหมู่บ้านบาเจาะ พื้นที่ “สีแดงจัด” (ทางราชการเพิ่งจะมาจัดประเภทพื้นที่สีต่างๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบ และพยายามพัฒนาปรับลดพื้นที่สีเข้มข้นลงด้วยวิธีการจิตวิทยามวลชน)

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ โรงพักก็เพิ่งจะโดนยิงด้วยเครื่องยิงลูกกระสุนข้ามฝั่งแม่น้ำมายังโรงพัก แต่พลาดตกมาโดนบ้านเรือนของชาวบ้าน ในช่วงนั้น “จ่าเพียร”ยังอยู่ในฐานะ “ร้อยเวร”อยู่

เหตุการณ์ที่สำคัญของ อ.บันนังสตา ในช่วงความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็คือ การบุกเข้าไปทำร้ายหน่วยทหารในเช้ามืดวันเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์ล้อมยิงที่มัสยิดกรือเซะ ครั้งนั้นมีเยาวชนชาวบันนังสตาเสียชีวิตไปร่วม 10 คน โดยคนร้ายได้บุกเข้าไปจู่โจมตามเวลานัดหมายพร้อมกันหลายๆ จุดใน 3 จังหวัด เจ้าหน้าที่ทหารเล่าว่า ไม่มีเค้าลางว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้น เจ้าหน้าที่ในหน่วยเพิ่งลุกจากที่นอนเตรียมตัวล้างหน้าแปรงฟันกัน แล้วก็มีกลุ่มคนร้ายกลุ่มหนึ่งวิ่งพุ่งเข้ามาในฐานของหน่วยด้วยอาวุธปืนและมีดที่อยู่ในมือ มุ่งเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ มีบางคนที่ถูกฟันด้วยมีดได้รับบาดเจ็บ เมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งตัวได้ก็คว้าปืน M 16 ยิงสวนออกไป จนผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตทั้งหมด (ผู้เขียนได้ร่วมชันสูตรศพด้วยทุกราย)

สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตกใจก็คือ เมื่อเหตุการณ์สงบลง ก็พบว่าเยาวชนบางคนนั้นล้วนรู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมด เพราะเมื่อเย็นวานยังเตะฟุตบอลออกกำลังกายเล่นกับเจ้าหน้าที่อยู่เลย มีเพียงไม่กี่คนที่มาจากพื้นที่อื่น เรื่องนี้ยังความเสียใจมาถึงญาติพีน้องของผู้ตายและเจ้าหน้าที่ทหารเองด้วยที่ต้องลงมือสังหารเพื่อนร่วมสนามฟุตบอลด้วยกันเอง......!

ปัญหาสำคัญของการพัฒนา อ.บันนังสตา ในช่วงแรกๆ ระหว่างเหตุการณ์เผาโรงเรียน (ซึ่ง อ.บันนังสตาก็ถูกเผาไปประมาณ 2 โรง) จนก่อนถึงเหตุการณ์ปล้นปืน หรือประมาณ ปี พ.ศ. 2535 - 2547 ก็คือ ปัญหายาเสพติดในหมู่เยาวชน เป็นปัญหาที่ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไข นัยว่าเฮโรอีนของที่นี่มีความบริสุทธิ์สูงมาก จึงทำให้เยาวชนติดได้ง่ายแม้การเสพเพียงครั้งเดียว การนำเยาวชนไปเข้าค่าย “ถอนพิษยา”ที่นี่ทำได้มีประสิทธิผลเพียง 2% เท่านั้น(หมายถึง เลิกเสพยาได้เพียงแค่ 2คนใน100 คน)....!

ทุกวันนี้เยาวชนเหล่านั้นล้วนเติบใหญ่กลายเป็นผู้นำครอบครัว ผู้นำชุมชนกันหมดแล้ว หากไม่ล้มหายตายจากกันไปเสียก่อน

ปัญหาสืบเนื่องจากปัญหาแรกก็คือ ปัญหาโรคเอดส์จากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกันในหมู่เยาวชนนั่นเอง ซึ่งต่อมาก็นำไปสู่ปัญหาการเป็นโรคเอดส์ในสตรีกลุ่มแม่บ้าน ทุกวันนี้ปัญหานี้บรรเทาเบาบางลงไปพอสมควร จากการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่และปฏิบัติการ “จิตวิทยามวลชน”ของฝ่ายรัฐ ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และส่วนราชการต่างๆ

และก็เพราะว่า ฝ่ายราชการเราสามารถดึงเอาคนในหมู่บ้านมาเป็นแนวร่วมการพัฒนาได้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถือว่าเป็นความสำเร็จของภาครัฐ ซึ่งเป็นการทำงานที่บรรลุตามพระราชดำรัสของในหลวง เรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั่นเอง

นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนเป็นต้นมา อ.บันนังสตา ยังเป็นหนึ่งในอำเภอที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงเรื่อยมาแทบไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งที่ออกข่าวและไม่ออกเป็นข่าว แต่สภาพจิตใจชาวบ้านในวันนี้สามารถรับมือกับเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ เพราะจะรอแต่เพียงให้ทางราชการมาแก้ไขให้เพียงอย่างเดียวก็คงไม่เกิดผล เนื่องจากชาวบ้านยังต้องประกอบสัมมาอาชีพอยู่ทุกวัน ในคราวที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบแรกๆ ชาวบ้านต่างก็หวาดระแวง วุ่นวายสับสนไม่รู้ใครเป็นใคร ความหวาดระแวงระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ ความบาดหมางกันระหว่างต่างศาสนิกกัน ล้วนถูกใส่เป็นข้อมูลเข้าไปในความทรงจำโดยไม่รู้ตัว

กล่าวสำหรับเรื่องราว “จ่าเพียร” ท่านก็เป็นตำรวจเฉกเช่นเดียวกับนักเรียนพลตำรวจทั่วๆ ไป ที่เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธรแล้วก็ได้รับคำสั่งบรรจุเข้าทำงานในโรงพักภูธรอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ  โรงพักบันนังสตาก็เช่นเดียวกัน เคยเห็นน้องๆ ตำรวจรุ่นใหม่ๆ มาบรรจุลงทำงานปีแล้วปีเล่า เก่าไปใหม่มา แต่ก็ไม่มีใครมีชีวิตราชการตำรวจรุ่งเรืองเท่ากับ “จ่าเพียร”  ลูกน้องของท่านมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่าท่านมาจากตำรวจชั้นประทวน จนได้เลื่อนยศขึ้นเป็นชั้นสัญญาบัตร เพราะการปะทะกับผู้ร้าย(เคยเปิดแผลตามร่างกายให้ดู) จนมาได้ติดยศ พ.ต.อ. ในปี 2550 และได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งให้ย้อนกลับมาดำรงตำแหน่งเป็น  “ผู้กำกับการตำรวจภูธร สภ.บันนังสตา” แห่งเดียวกันกับที่เริ่มรับราชการครั้งแรก เมื่อยังเป็นตำรวจชั้นประทวน “พลตำรวจ”หน้าใหม่จาก อ.กันตัง จ.ตรัง

เป็นใครก็ย่อมภาคภูมิใจที่เส้นทางชีวิตข้าราชการจะได้ไต่ถึงขั้นชั้นดาว จนเป็นนายร้อย-นายพัน..!  และได้ย้อนกลับมาที่เดิมด้วยความสำเร็จอย่างสูงสุด

แต่มาในตอนหลังๆ โรงพักบันนังสตาไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ เพราะไม่ได้เป็น “โรงพักเกรด เอ” แบบอำเภอใหญ่ๆ อีกแล้ว ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ นอกจากนี้รังแต่ที่นี่จะมีแต่ปัญหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเหตการณ์ความไม่สงบฯ

ที่น่าสรรเสริญสำหรับ “จ่าเพียร”  ก็คือ ท่านอยู่ได้ เข้ากับชาวบ้านได้ ปัญหาใน อ.บันนังสตาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรท่านก็ “จัดการ-รับมือ”กับมันได้ เป็นพรสวรรค์ของคนที่ก้าวขึ้นจากข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย จนได้เป็นผู้ปกครองดูแลทุกข์สุข ประชาชน อาจจะต่างไปจากนายร้อยตำรวจคนอื่นๆ ที่ก้าวพรวดๆ ขึ้นติดยศจากนายร้อยเป็นนายพันอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้รับรู้สภาพปัญหาและเข้าไปพัฒนาแก้ไขมันอย่าง “จ่าเพียร”

เช้า-เที่ยง-เย็น หากไม่เห็น “จ่าเพียร”อยู่กับชาวบ้านตามร้านน้ำชาก็แสดงว่า ท่านติดราชการบนโรงพัก  การสนทนาภาษาชาวบ้านตามร้านน้ำชาของบรรดาตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการที่นี่ยังได้ประโยชน์อย่างหนึ่งนั่นคือ “งานจิตวิทยามวลชน”แบบนอกตำรา ซึ่งเป็นแผนพิชิตศัตรูมานักต่อนัก บางทีก็นั่งดูนกกับชาวบ้าน เสียง “นกรู้”ก็กระซิบบอกถึงข่าวร้ายได้ก็มีอยู่บ่อยครั้ง นี่เป็นสภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของที่นี่

แต่การลงทำงานอย่างจริงจัง ความเข้มงวดกับปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ที่ประกอบอาชีพไม่สุจริตได้ หรือวิธีการของท่านอาจไปขวางทางใครเขาเข้า  อันนี้ถือเป็นเรื่องปกติของการปฏิบัติงานจิตวิทยามวลชน  

ผลจากการเอาจริงเอาจังกับงาน จึงอาจจะเป็นที่มาของการมี “ค่าหัว”สำหรับผลงานเด็ดหัวข้าราชการอย่างที่เป็นข่าว ก็เป็นได้..?  การลอบดักหมายสังหาร“จ่าเพียร”ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน “จ่าเพียร”ก็เพิ่งโดนกดระเบิดหมายจะสังหารมาแล้ว แต่พลาดไปโดนแค่กระจกรถคนเดียวกันนี้แตกไปนิดหน่อย เรื่องการที่ตนเองได้ตกเป็นเป้าสังหารของ “คนที่อยู่ในมุมมืด”นั้น “จ่าเพียร”รู้ตัวเองดี เพราะระดับ ผกก.ต้องมีค่าหัวแพงกว่าคนสามัญชนทั่วไป

แต่ค่าปลิดหัว ผกก.บันนังสตา ก็คงแพงน้อยกว่าค่าซื้อขายตำแหน่งตำรวจในหลายๆ แห่ง.....

ในช่วงแรกๆ ของการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการในการออกพื้นที่ก็อาจมีปัญหากันบ้าง แต่เมื่อประสานงานกันบ่อยๆ ครั้ง ด้วยความคุ้นชินระหว่างกันจากความยากลำบากก็กลายเป็นความง่ายในบัดดล ยิ่งหากได้ข้าราชการที่ชำนาญพื้นที่และชำนาญมวลชนมานานอย่าง “จ่าเพียร” ทุกอย่างก็ราบรื่น

หน้าที่สำคัญของการเป็นผู้บังคับบัญชา คือ การฝึกฝนลูกน้องให้ได้เข้าใจ ทำงานเป็น กวดขันไม่ให้ย่อหย่อนต่อหน้าที่ ให้รับรู้ทั้งสภาพปัญหาความไม่สงบ ปัญหาการประกอบอาชีพ ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่ราชการหรือจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ฯลฯ เพราะว่าสภาพปัญหาของที่นี่แตกต่างจากที่อื่นๆ โดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และพี่น้องชาวไทยพุทธที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่จัดสรรบนพื้นที่ที่ราชการจัดสรรให้ ซึ่งอยู่ในป่าและบนภูเขาสูง

ปัญหาที่สำคัญคือ การแตกแยกกันทางความคิด ดังนั้น การแย่งชิงมวลชนระหว่างฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้ก่อการร้าย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง “จ่าพียร”ก็เช่นเดียวกัน ทั้งการปกครองลูกน้องและดูแลทุกข์สุขของราษฎรในพื้นที่ การกรำศึกในพื้นที่ อ.บันนังสตาจึงแตกต่างจากการกรำศึกในเมืองใหญ่อย่างสิ้นเชิง …!

และการปะทะกันกับผู้ก่อการร้ายจึงเกิดขึ้นเป็นนิจ แทบทุกครั้งจะต้องมีชื่อของ “จ่าเพียร”เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่านต้องนำชุดเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายร่วมกับลูกขุนศึกคู่ใจ

รายละเอียดชีวิตการต่อสู้ของ “จ่าเพียร” ในแวดวงข้าราชการตำรวจนั้น ท่านผู้อ่านสามารถติดตามอ่านได้ใน เรื่อง “บทเรียนจาก พ.ต.อ.สมเพียร...แม้แต่ตำรวจยังไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วประชาชนจะพึ่งใคร?”  ( http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=221:2010-03-06-19-45-52&catid=19:2009-11-19-15-14-31&Itemid=5 )  ซึ่งเขียนโดย ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย เพราะมีเบื้องหลังเบื้องลึกที่น่าสนใจดีทีเดียว

แต่ที่ผู้เขียนอยากจะฝากไว้ก็คือ การทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางปัญหาต่างๆ มากมาย ปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยก็คือ การได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ไม่เฉพาะแต่เพียงข้าราชการตำรวจ ทหาร แต่ยังมีข้าราชการส่วนอื่นๆ อีกมากมายที่เป็น “แนวร่วมของการพัฒนาชาติไทยด้วยกัน” หากราชการส่วนกลางเข้าใจและให้การดูแลอย่างเหมาะสม เชื่อแน่ว่าปัญหาเรื่องขวัญกำลังใจของข้าราชการก็คงไม่ลดต่ำลงดังเช่นทุกวันนี้  ซึ่งจะสะท้อนไปถึงผลของความสงบสุขในพื้นที่อีกด้วย

ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าหากข้าราชการทุกคนเขาสามารถเลือกได้ พวกเขาก็คงไม่อยากใช้ชีวิตอยู่และปฏิบัติราชการในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยปัญหาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการดักซุ่มโจมตีและฆ่าเจ้าหน้าที่ราชการ ที่ถูกปลิดชีพจนนับเป็นศพแทบไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาของการเกิดปัญหาที่ผ่านมา

“จ่าเพียร” เป็นตัวอย่างที่สำคัญตัวอย่างหนึ่งของการถูกละเลยหรือเลือกปฏิบัติในการดูแลเรื่องขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ราชการในพื้นที่

ดังนั้น การจบฉากชีวิตของ “จ่าเพียร”ต่อการเรียกร้องความเป็นธรรมในการตอบแทนคุณความดีของข้าราชการที่เสียสละ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดต่อวิธีการปฏิบัติของระบบราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ข้าราชการทุกคนต่างเฝ้าจับตามองว่าระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลจะกระเตื้องขึ้นได้มากน้อยเพียงใดจากนี้ไป.......

หาก...ป่าดงขาแข้ง มี “สืบ นาคะเสถียร” .. บันนังสตา ก็มี “จ่าเพียร”คนเก่ง

อนุสาวรีย์ของเสียงเรียกร้องแห่ง “ความเป็นมนุษย์”

.................................................................................

ขอบคุณแหล่งภาพจากข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
พันธกานท์ วันที่ : 19/03/2010 เวลา : 17.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panthakant
สวนอักษร : ธารคำท่ามกลางยุคสมัยฯ  "พันธกานท์ ตฤณราษฎร์" 

ทุกบรรทัดแห่งอักษร-คือค่าล้ำครับ
------------------------------
ขอร่วมคารวาลัย-จ่าเพียร"คนจริงแห่งนังตา"

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
แมงปอล้อลม วันที่ : 18/03/2010 เวลา : 20.49 น.

อ่านไป น้ำตาท่วมตาและท่วมใจ
เจ็บจุกมากมาย
ขอกราบคารวะท่านสมเพียรและคุณโสภณด้วยใจจริง

หน่วยงานพิทักษ์ประเทศทั้งหลายไม่ว่าตำรวจหรือทหาร
ขาด บุคคลที่จะช่วยเชื่อมโยงราชการและชาวบ้านที่สำคัญมากๆๆๆ

การเชื่อมโยงสายสัมพันธ์เชิงบุคคลมีความสำคัญต่อการข่าวระดับชุมชนมาก ๆ ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะสร้างความไว้วางใจได้ หากท่านสมเพียรยังมีชีวิตอยู่แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็เชื่อว่า จะยังสามารถช่วยงานราชการเรื่องการข่าวได้ดีมาก

สตช.ควรได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ มองประโยชน์สั้นเพียงปีกว่าก่อนเกษียณ ไม่ได้มองประโยชน์แก่ประเทศชาติในระยะยาวหากบุคคลท่านนี้มีอายุยืนยาวอีกสิบปียี่สิบปี

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ฅนคมคิด วันที่ : 17/03/2010 เวลา : 09.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wiswa

การสั่งการจากเบื้องบน

ไม่รู้ปัญหาเบื้องล่างหรอก

บางคนในชีวิตไม่เคยมา บนังสตาร์เสียด้วยซ้ำ

จ่าเพียร เป็นคนดี ขอให้ไปสู่สุขติ ครับ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
happy-jinny วันที่ : 15/03/2010 เวลา : 17.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/happy-jinny

อ.บันนังสตา เป็นพื้นที่สีแดงจริง ๆ คะ เคยซักถามผู้ต้องสงสัยพื้นที่นี้หลายเคสแล้ว
อยากให้ได้ตัวผู้ต้องสงสัย หรือคนร้าย เร็ว ๆ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 15/03/2010 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ด้วยอาลัยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
เด็กการะเกด วันที่ : 15/03/2010 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kara
จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยหัวใจที่ร่าเริง..... 

จริงๆแล้วไม่อยากเข้ามาอ่านเลย
เพราะสะเทือนใจจริงๆ และติดตาม
เรื่องจ่าเพียรมาตลอด
พออ่านเสร็จน้ำตาไหล (อีกแล้ว))
คิดถึงพ่อ ตำรวจซื่อเบื้อในสายตาของผู้ใหญ่
ที่เอาแต่ ...ออกตำบล...ไม่ค่อยได้กลับบ้าน
ปล่อยให้ลูกๆอยู่กับแม่เพียงลำพังที่บ้านพักตำรวจ
เดือนนึงเจอพ่อนับครั้งได้...
มาวันนี้พ่อไปสวรรค์แล้วเหลือแต่พี่ชาย
เป็นตำรวจชายแดน..อยู่ทุ่งสงเพียงชื่อ
แต่ร่างกายอยู่ที่ ยะลา...มานานนับสิบปี
ตำรวจป่า..ไม่เคยชื่นชมกับแสงสีเลยสักนิด
ออกป่ามาที เพื่อเยี่ยมแม่และเมียเท่านั้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่..ผู้ใหญ่ในกรม
จะมองเห็นความสำคัญบ้าง...

ขอบพระคุณมากคะ
สำหรับบทความดีที่สุดวันนี้
อ่านแล้วประทับใจและเข้าใจอย่างที่สุด

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ni_gul วันที่ : 15/03/2010 เวลา : 08.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

"เขาทำงานเกิน 100%"...คำพูดของภรรยาของท่าน
"พ่อของผมไม่มีสี"...คำพูดของลูกชายคนโตของท่าน
...เขาเสียสละกันทั้งครอบครัวเกิน 100%
...
แล้วคนในเมือง และในภาคอื่นๆ ล่ะ...ทำอะไรหรือยัง...เพื่อชาติ...เพื่อความเป็นหนึ่งใจเดียวกัน
..

คารวาลัย
http://www.oknation.net/blog/tnitaram/2010/03/14/entry-1

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
หน่อผุด วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 23.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korpai
'ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า  กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ'

ไม่รู้จะแทนคำว่าเสียใจอย่างไรดี
ลูกน้องของท่านก็ตามไปด้วยอีกคนแล้วค่ะ
ท่านคือ วีรบุรุษไทย ที่คนไทยต้องจดจารึกไว้

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ณภาสุ วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 22.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/napasut
ศิษย์ผู้ใดที่ทำลายชื่อเสียงสถาบัน ผู้นั้นทรยศต่อองค์สมเด็จพ่อฯ ลูกมหาวชิราวุธ ต้องยึดมั่นในความดี เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

"...ดังนั้น การจบฉากชีวิตของ “จ่าเพียร”ต่อการเรียกร้องความเป็นธรรมในการตอบแทนคุณความดีของข้าราชการที่ เสียสละ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดต่อวิธีการปฏิบัติของระบบราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ข้าราชการทุกคนต่างเฝ้าจับตามองว่าระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล จะกระเตื้องขึ้นได้มากน้อยเพียงใดจากนี้ไป."

แต่ผมเชื่อว่า ไม่เปลี่ยนแปลง
สักพักนึงเรื่องนี้ก็เงียบหายไปจากความรู้สึกผู้ใหญ่
มีแต่พวกเราเท่านั้นแหละที่นั่งเฝ้ายคอย
คอยแล้วคอยอีก
เหมือนกับหลายๆเรื่องที่แล้วๆมา

เชื่อผมสิ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
feng_shui วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ชีวิตคนดีๆ จะต้องสูญเสียไปอีกสักเท่าไร

น่ายกย่อง วีรบุรุษบันนังสตา

และขอไว้อาลัยกับการจากไปของท่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
วาริท_วิมล วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 22.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waritwimol
Right to Respect

ทำไมต้องแลกกันด้วยชีวิตนะ ประเทศไทยถึงจะได้ตื่นขึ้นมาทำอะไรกัน

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
indyArt วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pui
Pu_iCreative-indyart

ชอบคะ แต่เศร้ามากกว่าพราะคิดถึงท่าน

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Magwen วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/magwen

เป็นอีกข่าวที่เจ็บปวดค่ะ.....

เพราะติดตามข่าวท่านอยู่ตั้งแต่วันที่ท่านได้เดินทาง

เข้ามาขอ ชีวิต....และยังแอบเป็นกำลังใจขอให้ท่านสมหวัง

พอทราบข่าวน้ำตาร่วง....ครั้งแล้วครั้งเล่า..ทุกๆครั้ง

ที่มีการเสนอข่าวของท่าน.....เจ็บปวดแทนครอบครัวท่าน

ที่แม้แต่...ลมหายใจสุดท้าย...ท่านก็เสียสละ..

เพื่อคนไทยทั้งประเทศ...แล้วพวกเราล่ะ..

คิดจะตอบแทนอะไรให้ท่านบ้าง.........

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
bonjo วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 20.39 น.

ขอคารววะ แต่จ่าเพียร

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
tengpong วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ยิ่งรู้จักท่านลึกเท่าไร ยิ่งเศร้าและเจ็บปวดใจกว่าเป็นหลายเท่า

คำถามว่า "ทำไม" คงดังก้องไปไมรู้จักจบสิ้น

และคนที่จะตอบคงหาได้ยากยิ่งในประเทศนี้

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
กระดานดำออนไลน์ วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kradandum
เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน :: ระหว่างเลวกับดีไม่มีกลาง

ผมนึกถึง "คุณสืบ" เมื่อทราบข่าวของ "จ่าเพียร" เช่นกันครับ เมื่อคืนดูข่าวให้สัมภาษณ์ลูกชายของท่านที่มาทำงานอยู่อีสาน และฟังเพลงที่ร้องและแต่งเอง ก็ยิ่งสะเทือนใจ

"ประเทศนี้ตอบแทนพ่อเขาด้วยความไม่ยุติธรรม"
เป็นคำพูดที่ฝ่ายรัฐต้องนำไปคิดทบทวนสำหรับคนทำงานเพื่อชาติจริงๆ สักที
...

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 18.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

ผมมาอ่านอีก 1 รอบ อ่านแบบเก็บรายละเอียด พบว่าละเอียดกว่า รายงานของหน่วยข่าวบางหน่วย

ขอบคุณครับ ขอบคุณ OKNATION ที่เปิดช่องให้ คนข่าวอาสาได้ทำงานอย่างเต็มภาคภูมิ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปวิภา วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 17.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 


...

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
NN1234 วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอบคุณ คุณชัยฯ ที่อ่านให้ทุกตัวอักษร ..... ผมสบายดี คุณชัยฯก็คงสบายดี แต่................
"จ่าเีพียร"แกจากไปแล้ว".... เป็นคำพูดที่เพื่อนร่วมงานและลูกน้องของผม เขาทักทายผมเป็นคำแรกที่โทรศัพท์ไปถามถึงพวกเขาในวันนี้ที่ บันนังสตา............................

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ChaiManU วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

“จ่า เพียร” เป็นตัวอย่างที่สำคัญตัวอย่างหนึ่งของการถูกละเลยหรือเลือกปฏิบัติในการดูแล เรื่องขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ราชการ

ดังนั้น การจบฉากชีวิตของ “จ่าเพียร”ต่อการเรียกร้องความเป็นธรรมในการตอบแทนคุณความดีของข้าราชการที่ เสียสละ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดต่อวิธีการปฏิบัติของระบบราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ข้าราชการทุกคนต่างเฝ้าจับตามองว่าระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล จะกระเตื้องขึ้นได้มากน้อยเพียงใดจากนี้ไป.......

หาก...ป่าดงขาแข้ง มี “สืบ นาคะเสถียร” .. บันนังสตา ก็มี “จ่าเพียร”คนเก่ง


เฮ้อ...อ่านและคิดตามด้วยความเศร้าใจ ทุกวันนี้ คุณสืบก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแลและสานต่อเจตนาจากภาครัฐเท่าที่ควร คงเห็นมีแต่ประชาชนและข้าราชการนักอนุรักษ์บางคนเท่านั้น ที่ยังคงระลึกถึงท่าน

“จ่าเพียร” ก็คงไม่ต่างกัน คงเหลือเพียงแต่เรื่องไว้คอยเล่าขาน แต่เราคงไม่เห็นการปฏิบัติการใดๆอันซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาจากภาครัฐ


เฮ้อออออ.... แค่คิด ก็เหนื่อยใจแล้วล่ะครับ กับมาตรฐานเดียวกัน(ไม่ใช่สองมาตรฐาน)ของทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ChaiManU วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตกใจก็คือ เมื่อเหตุการณ์สงบลง ก็พบว่าเยาวชนบางคนนั้นล้วนรู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมด เพราะเมื่อเย็นวานยังเตะฟุตบอลออกกำลังกายเล่นกับเจ้าหน้าที่อยู่เลย มีเพียงไม่กี่คนที่มาจากพื้นที่อื่น เรื่องนี้ยังความเสียใจมาถึงญาติพีน้องของผู้ตายและเจ้าหน้าที่ทหารเองด้วย ที่ต้องลงมือสังหารเพื่อนร่วมสนามฟุตบอลด้วยกันเอง......!

อ่านแล้วรู้สึกสะท้านใจจริงๆครับ
ทำไมนะ คนไทยที่คิดทำลายคนไทยด้วยกัน มันมีอยู่มากมายในทุกถิ่นฐานจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ChaiManU วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

ได้ยินข่าวระบุว่า ดต.โสภณ ลูกน้องผกก.บันนังสตา ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบวางระเบิดเสียชีวิตแล้ว

ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งหนึ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
NN1234 วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขออภัยท่านผู้อ่านที่เป็น"เรื่องขนาดยาวไปนิดหนึ่ง" ได้พยายามคัดกรอง ตัดออกไปบางส่วนแล้ว แต่เพื่อให้ได้อารมณ์ ผมจึงขอนำลงเท่าที่ได้อ่านนี้ .......
(ทนอ่านนิดหนึ่งน๊า....หากรักกันจริง)

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
at-Bungkan วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/na-bungkan
รักบึงกาฬ รักบ้านเกิด รักประเทศไทย

หลับให้สบายนะคะ วีรบุรุษของชาวไทยและของพี่น้องบันนังสตา

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
NN1234 วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 15.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คุณปราณชลี...
ผมเคยสัญญา(และคุณก็เคยชวน)ว่า ให้ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับ"บันนังสตา"ไว้ตั้งแต่เมื่อคราวมีตติ้งชาวโอ เคที่ศูนย์สิริกิตติ์ปีที่แล้ว.....
ผมก็ยังไม่ได้เขียนสักที ตามคำสัญญาและชักชวนนั้น.....
ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องเร่งรีบเขียนเรื่อง "เกียวกับบันนังสตา"ให้เสร็จโดยเร็วเพื่อนำมาอวดคุณปราณชลี แต่การเขียนครั้งนี้ มันมีแรงดลใจที่ได้เขียนถึงไว้ในเรื่องนี้แล้ว.....
เป็น เรื่องราว"จ่าเพียร"ที่ผมรู้จัก ทั้งผ่านตัวเองและผ่านลูกน้องเมื่อคราวอยู่ที่นั่น....
คนที่เคยผ่าน ชีวิตที่"บันนังสตา"จะรู้ดีว่า"ยากลำบาก"แค่ไหน กับมวลชน ผมเป็นคนหนึ่งที่ผ่านความรู้สึกนั้นมาเป็นอย่างดี มันทำให้ผมได้้เรียนรู้ว่า นอกจากพฤติกรรมของโจรจะ"แรง"แล้ว นักการเมืองท้องถิ่นก็"แรง"ไม่เบา .....
เรา ขรก.ชั้นผู้น้อยกับเพื่อน ขรก.ด้วยกันต่างรู้กันดี ... จำได้ว่าไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขเท่าใดนักใน 15 ปี รู้แต่ว่า"ต้องสู้ๆ" พวกเราต่างก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน.....
เรา อยู่ที่นั่นเหมือนเป็น"พรรคการเมืองข้าราชการ".....ถึงคราวใครก็คราวคน นั้น... เคยแย้งกับผู้ใหญ่ในการมาเยี่ยมจากส่วนกลาง เรื่อง ชาวบ้านอพยพหนีตาย ผมให้ข้อมูลเรื่องจริงคราวเกิดเรื่องใหม่ๆ ไม่มีใครเชื่อ...ผมกลายเป้นตัวตลกในห้องประชุม ปลัดอำเภอไม่พอใจผม ..... ผมพูดความจริงที่พวกฝ่ายปกครองรับไม่ได้(ว่าประชาชนได้หนีตายกันไปบ้างแล้ว)
วันนี้คุณปราณชลีก็รู้ว่า หลายคนในมือกำแต่เพียงโฉนดที่ดิน แต่เข้าไปตัดยาง-เก็บผลไม้ในสวนของตัวเองไม่ได้...
บุปพการีของ จนท.ในส่วนราชการผมถูกสังเวยไปมากถึง 5 ศพ.... ใครเขาจะมีกำลังใจอยู่
ใคร โชคดีหนีตายได้ก็หนีไป เพราะชีวิตใคร ใครก็รัก ครอบครัวใคร ใครก็รัก.......
แด่ คุณปราณชลี....

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปราณชลี วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

เป็นงานเขียนที่ 'ยอดเยี่ยม' เลยครับ
เห็นภาพ เห็นเรื่องราว เห็น 'ความจริง' !!

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 14.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

รัฐบาลต้องยกย่อง "จ่าเพียร" และ นำกรณีจ่าเพียงมาแก้ไขสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ

ผมชอบการเปรียบเทียบนี้เช่นกันครับคุณชัยแมนยู

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ตาพรานบุญ วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ta-pran-boon
ตาพรานบุญ


สองสามวันมานี้ผมก็คิดเช่นนั้น
ต้องสูญเสียหรือ
เราจึงมีวีรบุรุษ
จากคุณสืบถึงจ่าเพียรและอีกหลายคน
ที่ต้องพลีชีพเพื่อให้โลกรับรู้

อาลัยยิ่ง

http://www.oknation.net/blog/ta-pran-boon/2010/03/13/entry-1

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ChaiManU วันที่ : 14/03/2010 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

หาก ป่าดงขาแข้ง มี “สืบ นาคะเสถียร” .... บันนังสตา ก็มี “จ่าเพียร”คนเก่ง


เปรียบเทียบได้ดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน