*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2480513
  • จำนวนผู้โหวต : 808
  • ส่ง msg :
  • โหวต 808 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม 2553
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 25114 , 13:56:05 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ลีโอ ตอลสตอย หรือ Count Leo Nikolayevich Tolstoy นักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมโลก มีผลงานอันเป็นอมตะ คือ สงครามและสันติภาพ (War & Peace) แอนนา คาเรนินา (Anna Karenina) คนกับนาย : (Master And Man) ความตายของอีวาน อิลลิช (The Death of Ivan Ilyich)   เป็นต้น

โดยสองเรื่องแรกเป็นที่ยอมรับของผู้อ่านมากที่สุดจนถึงปัจจุบันนี้

ผลงานของ ลีโอ ตอลสตอย ยอมรับกันว่าได้มีอิทธิพลต่อรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง ท่านมหาตมะ คานธี และ เลนิน รวมถึงนักเขียนในรุ่นหลังๆ มากมายที่ต่างก็มองงานเขียนของ ลีโอ ตอลสตอยเป็นต้นแบบ 

แต่ปรากฎว่า ลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่เคยได้รับการประกาศรายชื่อเข้ารับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมแต่อย่างใด ได้รับเพียงแต่การถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกเท่านั้น

กล่าวกันว่าในการพิจารณาตัดสิน รางวัลโนเบล สาขาวรรณคดีของราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนในครั้งแรก คือ ในปี ค.ศ.1901 ซึ่งมีชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย ถูกเสนอชื่อเข้าชิงด้วย แต่ก็ปฏิเสธชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย เพราะคนที่ได้รับรางวัลนั้นแทนคือ   ซัลลี่ พรูโดม (Sully Prudhomme , 1839-1907) ซึ่งเป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศส แม้งานของ ซัลลี่ พรูโดมจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับงานเขียนของลีโอ ตอลสตอย ก็ตาม แต่ก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองหลายประการของคณะกรรมการตัดสินฯ ได้แก่ การแทรกแซงของราชบัณฑิตสภาของฝรั่งเศสซึ่งทำตัวเป็นเสมือน “สภาพี่”ของราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนนั่นเอง ประกอบกับ “เจ้าของรางวัล” คือ อัลเฟรด โนเบล ซึ่งขณะนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้ที่โปรดปรานกวีนิพนธ์ของ ซัลลี่ พรูโดมมากกว่า

งานอันโดดเด่นของ ลีโอ ตอลสตอย จึงเกิดเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามของชาวโลกในขณะนั้น(และตลอดมา) เหตุนี้เองจึงทำให้ราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนถูกจับตามมองมากกว่า “ผู้ได้รับรางวัลโนเบล” แต่ราชบัณฑิตฯ ก็อ้างว่าการเสนอชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย ในครั้งนั้นผิดระเบียบ เพราะการตัดสินครั้งแรกของราชบัณฑิตฯ จะต้องถือเรื่องกฎระเบียบเป็นสำคัญ และกรรมการตัดสินได้กล่าว ปลอบใจว่าในปีถัดๆ ไป ลีโอ ตอลสตอย ก็ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณา

แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมอีกเลย แม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะถูกเสนอชื่ออย่างถูกต้องตามระเบียบที่ตั้งไว้แล้วนั้น แต่คณะกรรมการฯ ก็มีคำปฏิเสธอย่างนิ่มๆ ว่า

“แม้ว่างานเขียนของลีโอ ตอลสตอย โดยเฉพาะ ๒ เรื่องที่โลกให้การยอมรับคือ สงครามและสันติภาพ (War & Peace) และ แอนนา คาเรนินา (Anna Karenina) แต่งานเขียนเรื่องอื่นๆ ก็ได้แสดงทัศนะที่ดูถูกเหยียดหยามความมีอารยธรรมอันสูงส่งของมวลมนุษย์ แต่กลับไปส่งเสริมอารยธรรมอันดั้งเดิมในสมัยที่มนุษย์ยังไร้อารยธรรม เช่น การปฏิเสธค่านิยมที่ใหม่สูงส่งและ ระบบเงินตรา รวมทั้งกล่าว(หา)ว่า ลีโอ ตอลสตอย นั้นปฏิเสธสถานะของการปกครองรัสเซียโดยพระเจ้าซาร์อีกด้วย คณะกรรมการฯ จึงไม่มีเหตุผลสมควรที่จะให้รางวัลนี้แก่ผู้ที่ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นด้วย

แม้ในปีเดียวกันนั้น งานเขียนของ เอมิล โซล่า (Emile Zola,นวนิยายเรื่อง Les Rougon-Macquart  ระหว่างปี 1871-93)ก็ถูกเสนอชื่อเข้ามาด้วยกัน ราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนก็ยังเห็นว่าเป็นงานที่หยาบเกินไป ทั้งๆ ที่งานเขียนของเขาได้สื่อออกมาในแนวธรรมชาตินิยม (Naturalism) และเป็นงานที่ อัลเฟรด โนเบล ว่าไว้ “ต้องตรงกับลักษณะที่เป็น Idealistic Tendency หรือต้องเป็นงานเขียนเพื่อยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น”แล้วก็ตาม ก็ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันในระยะต่อๆ มาในประเด็นเหล่านี้ว่ารางวัลโนเบลควรกำหนด “ธง”เอาไว้เช่นนี้ต่อไปหรือไม่

กล่าวสำหรับ ลีโอ ตอลสตอย แล้วต้องบอกว่ามีความแตกต่างจากนักเขียนคนอื่นๆ ในโลกนี้อยู่มาก นักเขียนคนดังของโลกส่วนใหญ่มักถือกำเนิดจากล่างขึ้นบน หมายถึง เกิดในชาติตระกูลที่ลำบากยากจน แร้นแค้น หรือไม่ก็ในชีวิตครอบครัวได้รับแรงกดดันจากภายนอกในตอนหลัง

แต่สำหรับ ลีโอ ตอลสตอย แล้ว...ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน งานเขียนของลีโอ ตอลสตอยจึงไม่รุนแรง กระทบกระเทียบหรือประชดประชันสังคมอย่างหนักหน่วง ตามแบบอย่างแม็กซิม กอร์กี้ ฟีออโด ดอสโตเยฟสกี้ เอมิล โซลา ฯลฯ

แรกทีเดียว ลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะเป็นนักเขียน แต่เพราะประสบการณ์จากความตึงเครียดของสงครามที่เขาต้องประสบด้วยตนเอง เขาจึงตระหนักถึงความจริงอันน่ากลัว ประกอบกับได้เคยเห็นสภาวะเสื่อมทางจริยธรรมของชนชั้นสูงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาจึงเห็นอกเห็นใจตัวละครทุกๆ ตัว ยกเว้นพระเจ้านโปเลียน ลีโอ ตอลสตอย ไม่ใช่คนขบถที่จะนำตนเองหรือนำผู้คนลุกฮือต่อต้านผู้นำชาติ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า ลีโอ ตอลสตอย เป็นคนแบบ “ปฏิวัติเงียบ” ตัวอย่างเช่น เขาเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจากที่เรียนไม่จบในระดับมหาวิทยาลัยแล้วออกไปทดลองใช้ชีวิตเป็นชาวนา

วิถีทางของ ลีโอ ตอลสตอย จึงเป็นที่กล่าวขานกันว่า เขาคือต้นแบบทางความคิดการต่อสู้ของ มหาตมะ คานธี และ Martin Luther King, Jr.  ในเวลาต่อมานั่นเอง 

.................................................................

ชีวประวัติ ของ ลีโอ ตอลสตอย  

ลีโอ ตอลสตอย เกิด 9 กันยายน พ.ศ. 1828 เกิดในครอบครัวขุนางชั้นสูงของรัสเซีย  ที่เมืองยัสนายา ปอลยานา Yasnaya Polyana ในจังหวัด Tula ทางตอนกลางของรัสเซีย เขาเป็นบุตรคนที่ 4 ในเด็กจำนวน 5 คน บิดาเป็นนายทหาร  ชื่อCount Nikolai Ilich Tolstoy มารดาชื่อ เจ้าหญิงวอลคอนสกายา (Princess Maria Nikolaevich Volkonskaya) มารดาเสียชีวิตตอนที่เขามีอายุเพียง ๒ ขวบ ส่วนบิดาเสียชีวิตตอนที่เขา 9 ขวบ ทำให้ป้าต้องนำไปเลี้ยงดูแทน เมื่ออายุ 16 ปี ตอลสตอยก็ถูกส่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคาซาน (Kazan University) ด้านและภาษาตะวันออก (Turco-Arabic Literature) แต่เขาก็เรียนไม่จบ เพราะเพื่อนร่วมชั้นไม่ชอบคนอย่างเขา ข้อมูลในบางแห่งระบุว่า เป็นเพราะเขาไม่พอใจในมาตรฐานของการศึกษาของที่นี่  ทำให้เขาเรียนได้เพียงแค่ครึ่งทางก็ลาออก แล้วก็เดินทางกลับบ้านเกิด

หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางไปหาประสบการณ์ชีวิตในยุโรป เพื่อไปเรียนรู้สภาพชีวิตผู้คนและสังคมในฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี (รวมทั้งในมอสโคว และ เซ็นท์ปีเตอร์สเบอร์ก) เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการ”ปฏิวัติ”เป็นผลสำเร็จภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาจึงสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

หลังการเดินทางเขากลับก็ตัดสินใจมาตั้งรากฐานชีวิตและเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตนเอง เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับลูกหลานชาวนา ด้วยความเชื่อว่า “โลกจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ด้วยการให้การศึกษา” แล้วเขาก็เริ่มศึกษาถึงทฤษฎีการศึกษาในรูปแบบต่างๆ และนำมาทดลองในโรงเรียนของตนเอง และพิมพ์ตำราเรียนออกมาใช้เองด้วย

ในปี 1862 ลีโอ ตอลสตอย ก็แต่งงานกับ Sonya Andreyevna Behrs ซึ่งอายุน้อยกว่าตอลสตอย 13 ปี และก็ได้ช่วยเหลืองานของตอลสตอยตลอดมา

เรื่องราวชีวิตของ ลีโอ ตอลสตอยนั้นเขามีเจตนาที่จะเขียนขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวและความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเขา(เป็น ไดอารี่ นั่นเอง)

ปี 1865 เขาก็ตีพิมพ์ผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซ คือ "War and Peace” มหากาพย์ของสงครามรัสเซียช่วงก่อนและหลังการรุกรานของนโปเลียน

 ปี 1877 งานระดับมาสเตอร์พีซอีกเล่ม คือ "Anna Karenina” เป็นนวนิยายแนวโศกนาฏกรรมโรแมนติกของหญิงสาวผู้หนึ่ง

 ในช่วงบั้นปลายชีวิต ลีโอ ตอลสตอย เขารู้สึกว่าตนเองเป็นผู้นำทางด้านคุณธรรมที่อยู่สูงกว่าบรรดาศิลปินทั้งหมด  เขาแยกตัวออกมา

ผลงานในช่วงท้าย ๆ ของเขาจึงสะท้อนความเชื่อในศาสนา เช่น "The Death of Ivan Ilyich” และ “The Kingdom of God Is Within You” ต่อมาเขากลายเป็นผู้พัฒนาแนวคิดทางคริสต์ศาสนารูปแบบใหม่ คือ "Christian anarchism" และ "Pacifist" โดยเฉพาะแนวคิด "การต่อสู้โดยสันติวิธี" ซึ่งสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยวิธีการไม่ใช้ความรุนแรงหรือ “อหิงสา” ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญในรุ่นต่อๆ มาอย่าง มหาตมะ คานธี (Gandhi)ไปทำ “ไร่ตอลสตอยในแอฟริกาใต้” และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.)

ตอนที่เขามีชีวิต มีผู้ที่ศรัทธายอมเป็น “สาวกตอลสตอย”มากมาย และมีกระจัดกระจายไปทั่วโลก มีทั้งในยุโรป(อังกฤษ เนเธอร์แลนด์)และสหรัฐอเมริกา

ในปี  1910 ลีโอ ตอลสตอยเสียชีวิตขณะอายุ 82 ปี ด้วยโรคปอดอักเสบ 

ในปีนั้นเขาเพิ่งตัดสินใจละทิ้งบ้าน ครอบครัวและมรดกต่างๆ ไว้เบื้องหลัง เพื่อเป็นนักพรตออกจาริกอย่างไร้จุดหมาย แต่ก็เกิดป่วยเสียก่อนหลังจากขึ้นรถไฟจากบ้านไปได้ไม่นาน สถานีรถไฟ Astapovo จนต้องแวะพักรักษาตัวที่โรงแรมเล็กๆ ในเมืองนั้น ซึ่งก็ได้กลายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิตลีโอ ตอลสตอย ในที่สุด

(มีภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติของเขา เพิ่งออกมาฉายได้ไม่นาน ในชื่อเรื่อง The last Station เพิ่งออกฉายเมื่อปี 2009 แต่มีผู้วิจารณ์ภาพยนตร์ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่งานของ ลีโอ ตอลสตอย ของผู้กำกับ Michael Hoffman....“to create a vivid, moving picture about the difficulty of living with love and the impossibility of living without it. It’s not a film about Tolstoy. It’s a film about the challenges of love.” มี Christopher Plummer รับบทเป็น Tolstoy และ Helen Mirren รับบทเป็น Sofya ดูข้อมูลใน: http://www.wsws.org/articles/2010/feb2010/last-f20.shtml  )

.................................................................

สำหรับผู้ที่ชอบเขียนบันทึก(Diary) ลองหันมาดูผลงานของลีโอ ตอลสตอย เพื่อใช้เป็นแนวทางอีกแนวทางหนึ่งที่“นักเขียนมือใหม่”จะได้เรียนรู้ และฝึกฝนการเขียน  

ลีโอ ตอลสตอย เริ่มทำงานวรรณกรรมโดยเริ่มจากแปลผลงานของ ลอว์เรนซ์ สเติร์น (Laurence Sterne) เรื่อง "A Sentimental Journey Through France and Italy”  เป็นภาษารัสเซีย จากนั้นจึงเริ่มต้นเขียนเรื่องสั้นและนิยาย ในปี 1851 เรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้รับการตีพิมพ์คือ "A History of Yesterday” แล้วก็สมัครเข้ารับราชการทหารในกองทหารปืนใหญ่ เขาถูกส่งไปประจำอยู่ที่เมืองคอสแซคส์ (Cossacks) ได้ร่วมรบในหลายสมรภูมิ ระหว่างไปประจำการที่เมือง Sevastopol เขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์เรื่อง "Sevastopol Sketches”

หลังจากปลดประจำการเขาใช้เวลาท่องเที่ยวไปทั่วยุโรปนั้น  ได้พบว่าคนชั้นกลางชาวยุโรปนั้นกำลังหลงไหลในวัตถุนิยมและเห็นแก่ตัวมากขึ้น ทำให้เขาได้พล็อตเรื่องสั้นและนิยายอีกหลายเรื่อง อาทิเช่น  "The Cossacks”

เรื่องอัตชีวประวัติของเขานี้ถูกเขียนบันทึกขึ้นเป็นเป็นนิยายชีวิตเรื่องแรกไว้ 3 ตอนจบ คือเรื่อง วัยดรุณ Childhood (1852) Boyhood (1854) and Youth (1857)  

งานเขียนอื่นๆ ได้แก่ "The Death of Ivan Ilyich" (1884), บทละครเรื่อง The Power of Darkness (1886) นวนิยายเรื่อง The Kreutzer Sonata (1889) บทความเรื่อง What Is Art? (1897-98) เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ทำงานศิลปะ นวนิยายเรื่อง Hadji Murad (1896-1904) และResurrection (1899-1900) รวมทั้งบทละครเรื่อง The Living Corpse (ตีพิมพ์ในปี 1911).

ทั้งหมดเขียนขึ้นหลังจากที่เขากลับจากราชการทหารร่วมกับพี่ชาย ในวรรณกรรม 3 เรื่องนั้นเป็นคำรับสารภาพถึงความชั่วร้ายหรือด้านมืดของชีวิตของเขา โดยเขาได้จารึกถึง ........

“สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับเรื่องของศีลธรรม เช่น เป็นตัววายร้ายที่ชอบลักเล็กขโมยน้อย การล่วงเกินทางเพศ  สำมะเลเทเมา ขูดรีดกดขี่ข่มเหงรังแกเกษตรกร และความโหดร้ายทุกอย่างที่เกินจะพรรณนาว่าเขาทำได้ หรือตอนที่เขาเป็นทหารก็มักเป็นนักฆ่าที่ชั่วร้าย และอาชญากรรมต่างๆ”

แม้เขาจะเกิดในตระกูลชนชั้นสูงแต่เขากลับชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เขาเป็นขุนนางและปัญญาชนที่ปฏิเสธค่านิยมที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นแบบพวกยุโรป หลังจากได้รับมรดกเป็นที่ดินผืนใหญ่ เขาก็พยายามช่วยเหลือชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยก่อตั้งโรงเรียนทางเลือกเพื่อสอนเด็ก ๆ ชาวนาที่บ้านเกิดตนเอง ซึ่งนับว่ามีความก้าวหน้ามากในสมัยนั้น

ลีโอ ตอลสตอย  นักเขียนที่สะท้อนเรื่องราวชีวิตตนเองทั้ด้านมืดและด้านสว่างของตนเอง  ส่งผลให้ ลีโอ ตอลสตอย กลายเป็นนักเขียนที่เป็นเพชรน้ำเอกของโลก

.................................................................

นอกจาก สงครามและสันติภาพ (War and Peace) แล้ว วรรณกรรมอมตะระดับโลกของ ลีโอ ตอลสตอย ยังมีเรื่อง แอนนา คาเรนิน่า (Anna Karenina) ซึ่งผู้เขียนจะได้นำมาย่อยวรรณกรรมเพื่อสะท้อนงานและความคิดของลีโอ ตอลสตอย เพื่อให้เข้าใจ “บางอย่างมากขึ้น”

.................................................................


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
siamnana วันที่ : 09/09/2014 เวลา : 02.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siamnana

วันเกิดครบรอบ 186 ปีของเขาวันนี้จ้า
https://www.facebook.com/kuruhuay/posts/622893731141810

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
hayyana วันที่ : 16/10/2010 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ผมก็ว่าโนเบลสันติภาพกับวรรณกรรมลำเอียงไปตามแนวความคิดตะวันตก
เมื่อวานอาจารย์ผมเพิ่งบอกว่า Tolstoy จริงๆยังศึกษาปรัชญาจีนด้วย
เรื่องหนังสือปกอ่อนแย่งตลาดงานเขียนดีๆ เร็วๆนี้ผมก็เห็นบทความว่า
แม้กระทั่งประเทศอเมริกาก็มีปัญหานี้เหมือนกัน เราจึงไม่ค่อยเห็นนักเขียน
ยิ่งใหญ่จากอเมริกา เพราะไปไม่รอด

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 06.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

ชื่นชอบและชื่นชมอย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
driftworm วันที่ : 22/08/2010 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

Dr. Matyre เอ๊ย Maathai มารึยัง แฮ่ๆๆ แหะ


ความคิดเห็นที่ 29 (0)
เบดูอิน วันที่ : 21/08/2010 เวลา : 06.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

อรุณสวัสดิ์ครับ เช้านี้ขอให้มีความสุขและมีโชคดี

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
khox วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 23.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khox
เค-ฮ๊อคซ์ : "เช่น นั้น เอง"

สวัสดียามดึกครับ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
driftworm วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 21.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๒๖
[ใบ้ให้ขนาดนี้แล้วคงพอนึกออกแล้วล่ะ....]
ม่ายหรอก ผมเป็นคนคิดช้า หัวช้า เวลาดูจอเหลือง ก็ฟังพี่พิภพ, โกตั๊บ, 'จารย์สมเกียรติ ตั้งนะโม เอ๊ย สมเกียรติไรว้า...ลืม
เวลาดูจอแดง ก็ฟังแม่หญิงเสียงเสน่ห์ร้องเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตนางนั้น
ใบ้ให้ผมไม่สำเร็จหรอก .... นี่ยังคิดถึง ธีร์ อันมัย, ไม้หนึ่ง ก.กุนที / เฮียโฟล์คเหน่อ อ้อ แหวนอธิฏฐาน อีกคน ที่เจ๊ส.ว.ไรนะ
ชอบเอาไปอ่านบนเวทีเหลือง อ้อ คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า มักเอาไปอ่าน

[เป็นเรื่อง Dr.Wangkari Maathai แห่ง Kenya ...]
นึกชื่อ ดุงการี ขึ้นมาเฉยๆ นึกขึ้นมาเฉยๆ จำไม่ได้ด้วยว่าใคร ทำอะไร น่าจะกด delete ทิ้งได้แล้ว เนอะ

[(แบบดาบวิชัย ที่ อ.กันทรารมย์ อะไรประมาณนั้น)]
นั่นสิ คุณแวงการีเธอคงจะปลูกแบบมโหฬารกว่าดาบแกเยอะมหาศาลเลยมั้ง ถึงได้โนเบล
ยังงี้ดาบแกมิต้องปลูกจนตายแล้วกลับมาเกิดใหม่เพื่อปลูกต่อเรอะ

เอา .... เอา .. ยังไงก็ขออ่าน
.

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
NN1234 วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 20.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 25
driftworm

เป็นความคิดที่ดีที่คุณหนอนฯ ช่วยระบุชื่อขึ้นมาให้ผอีกคู่กรณีหนึ่ง คือ
วิสา คัญทัพ กับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
บทกวีทั้งสองท่านนี้ก็น่าสนใจ....
แต่่คู่ที่ผมเปรียบเทียบกับไว้นั้นเป็นมวยคนละรุ่น
ประเภท สตรอเวท กับ เฮฟวี่เวท เลยทีเดียว
ซึ่งมันท้าทายสำหรับผม.... ไม่ได้ท้าทายสำหรับ"นักมวย"แต่อย่างใด
คนที่แบกน้ำหนักคือ ผม....คนวิเคราะห์คนเขียน....๕๕๕

คู่ของคุณหนอนฯ นั้นผมว่า"พอฟังพอเหวี่ยงกัน" ไม่แบกน้ำหนัก
แต่คู่ของผมนั้น... ทั้งสองคนนี้ต่างก็ขึ้นประกาศศึกบนเวทีเสื้อเหลืองเสื้อแดงด้วยตนเองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ใบ้ให้ขนาดนี้แล้วคงพอนึกออกแล้วล่ะ....

แต่จบจาก แอนนา ฯ ของ ตอลสตอยแล้วนี่ผมมีเรื่องคั่นกลางอยู่เรื่องหนึ่งมาเบรคอารมณ์กวี-วรรณกรรม

เป็นเรื่อง Dr.Wangkari Maathai แห่ง Kenya ...
เธอได้รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี ๒๐๐๔ เพราะเธอรณรงค์ปลูกต้นไม้เพื่อ.......?
จนเขาต้องเสนอชื่อและมอบรางวัลให้เธอก็แล้วกัน
(ดีกว่าบารัก โอบามาเสียอีก ...บางคนว่าอย่างนั้น)
พอดีว่า ผมเห็นพวกเราไปปลูกต้นไม้ในอินเทอร์เน็ตกันแล้วก็.....(อดใจไม่ได้.....)?
เลยค้นคว้ามาเสียอีกหนึงกระบุกโกย เอางานเขียน งานสัมภาษณ์ ความคิดของเธอมาบันทึกไว้
เผื่อคนเดินทางผ่านมาเจอในบ้านของผม....นำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง
(แบบดาบวิชัย ที่ อ.กันทรารมย์ อะไรประมาณนั้น)

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
driftworm วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๒๒
[ผมเองก็มีงานเขียน(เอนทรี่)ตั้งไว้หนึ่งเรื่อง
คือการเปรียบเทียบงานกวีนิพนธ์ของเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง
ส่วนระหว่างใครกับใครนั้น ไม่รู้ว่าในใจคุณหนอนกับผมจะนึกถึงใครที่ใจตรงกันหรือไม่]

เปล่า ป๋มไม่เคยคิดอย่างนี้ ก็เป็นความริเริ่มของคุณเอง คงจะทำให้มีอะไรงอกเงยขึ้นมาใน
ทางสร้างสรรค์อยู่ไม่น้อย อยากน้อยที่สุดคือการแตกความคิด แยกแยะหาส่วนที่ดี
แต่เพื่อเป็นการร่วมสนุก ผมก็ขอทายสดๆ ด้นๆเอาว่า คือคู่ของ
วิสา คัญทัพ กับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ฟ้าใสเมียสุวิทย์ วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fhasi

ชอบ คห. 17 แต่อยากจะบอกเพิ่มเติมว่า สังคมไทย กำลังป่วยด้วยโรค SAD แล้วเติม ING เข้าไป กลับมาอ่านเป็นภาษาไทยว่า SADING เลยได้ซีไรท์ที่บางปีแทบจะไร้ความหมาย ไม่ได้เข้ามานาน อาทิตย์ขอปฏิวัติยุคฯ กับแม่ ทั้งไทยกับเทศไป on air ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

นักวรรณกรรม นักเขียนในอดีตสะท้อนอะไร สังคมปัจจุบันมากมาย
ตอนเรียน ม.ทุงหัวหมาก ชอบเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ แนวนี้แหละ
นักปกครองบ้างคนเกิด มาจากการตื่นตระหนกของสงคราม
นครศรีธรรมราช จ่าดำ..
นั่งอ่านเรื่องราว 8 ธันวาคม 2484 ที่ ปณ.สงขลา เคาะตะแล๊บแก็บ มาถึง ปณ.นครศรีธรรมราช ว่า ทหารญี่ปุ่น ยกพลขึ้นบก ที่เขารูปช้าง 09.30 น.ทหารบุกท่าแพนครศรีฯ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
NN1234 วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 17,20,21
driftworm

คำว่า "สัญญา"ในความหมายทางโลกกับทางธรรมนั้นต่างกัน(อย่างที่คุณหนอนทราบนั่นแหละ)
ที่หลวงปู่แหวนท่านว่าไว้นั่น หมายถึง สัญญาในทางธรรมอย่างแน่นอน
สัญญาในทางธรรมไม่ได้เป็นตัวเขียน แต่เป็นการระลึกได้ จำได้ เหมือนภาพที่ติดตานั่นแหละ อันนี้คือ ความคิดที่ติดสมองเรามา เราเรียกใช้มันขึ้นมาจากความทรงจำ
เมื่อไม่มีความทรงจำ หรือไม่ได้"ทวนสัญญา"บ่อยๆ ก็ "ลืม"หรือถูกลบออกไปโดยอัตโนมัติ
สัญญาที่ลบเองได้ก็คงเพราะอย่างนี้(ตามที่ท่านว่า) ครั้นจะบลออกเองก็คงจะยากยิ่งเป็นเรื่องที่คนๆ นั้นฝังใจจำ
แต่พระสงฆ์ที่ท่านมีญาณ ท่านทำได้เพื่อจะลบมันออกไปจากความทรงจำ แต่ก็สามารถเรียกมันขึ้นมาอีกครั้งได้
แต่มันก็จะไม่ก่อให้เกิดกิเลส หรือความกำหนัดต่อท่านได้
อันนี้ต้องฝึกให้มากและให้สูงขึ้นๆ จึงจะเจอ
(ส่วนจะฝึกหรือทำอย่างไรนั้น ค่อยคุยกันหลังบ้าน)
แต่ที่สุดแล้ว สัญญาก็เป็นอนิจจัง มีเกิด มีอยู่ มีดับ
คนทั่วๆ ไปมักจะทำให้เกิด ทำให้อยู่ แต่ไมค่อยทำให้ดับ(อย่างถูกวิธี เพื่อที่จะให้มันดับอย่างถาวร)

เห็นด้วยกับ...(คห.21)
(เวลาที่เราวิจารณ์การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ไม่ได้แปลว่าเราเห็นด้วยกับการเอาเปรียบในสังคม )นะ
ผมมองว่าสังคมไทยผุกร่อนมานานมาก ภายใต้ระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย
มีประชาชน(รากหญ้า)เป้นฐานให้เกิดความชอบธรรมของนักการเมือง และแสวงหาความร่ำรวยจากการปกครองและเศรษฐกิจแบบเพื่อประชาชน โดยกลุ่มคนบางคน
สังคมไทยยากที่จะออกจากวังวนอันนั้น ถ้าหากไม่มีซึ่งวรรณกรรมหรือกวีนิพนธ์ดีๆ ที่อธิบายถึงความรู้สึกถูกกดดันอย่างไม่เป็นธรรมนั้น

ผมเองก็มีงานเขียน(เอนทรี่)ตั้งไว้หนึ่งเรื่อง
คือการเปรียบเทียบงานกวีนิพนธ์ของเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง
ส่วนระหว่างใครกับใครนั้น ไม่รู้ว่าในใจคุณหนอนกับผมจะนึกถึงใครที่ใจตรงกันหรือไม่

ผมเชื่ออย่างที่ว่าไว้ข้างต้น ว่ากวีนิพนธ์จะเป็นเครื่องยืนยันในความบริสุทธิ์ของผู้คนในสังคม
ก็เหมือนที่เราอ่านงานเขียนหรือชีวประวัติของบุคคลระัดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสาขาวรรณกรรม หรือ สาขาสันติภาพก็ตาม หรือ คนที่ไม่ได้รับรางวัลก็ตาม
มีหลายๆ คนที่น่าสนใจ
อย่างล่าสุด โนเบลสาขาสันติภาพปี 2004 ดร.มาไท แห่งเคนยานั่นปะไร
เธอปลูกต้นไม้สันติภาพในประเทศของเธอ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
driftworm วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่าน สิงห์สนามหลวงสนทนา ในเนชั่นสุดฯ ฉบับออกวันนี้
เรื่องที่คัดลอกจากของคุณ beerled ในสตาร์พิค มา
ชื่อเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ สังคมไทยปัจจุบันกำลังป่วยด้วยโรคไตวาย
ดีจัง

ป.ล. เวลาที่เราวิจารณ์การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ไม่ได้แปลว่าเราเห็นด้วยกับการเอาเปรียบในสังคม
เราก็เห็นว่ามีการสร้างสุ่มครอบคนในสังคม ซึ่งมันผุกร่อนมากแล้ว
แต่ลัทธิเหมา (เมาอิสซึ่ม) ก็ผุกร่่อนไม่แพ้กัน
เราคงไม่แหกกรงอันหนึ่งเพื่อโดดเข้าไปซ่อนในกรงอีกอันหนึ่งหรอกนะ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
driftworm วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คุณเอ็น
ผมอยากให้อ่าน คห.๑๓ ที่บ้านโน้น นักอ่านมือสอง
http://www.oknation.net/blog/secondaryreader/2010/08/18/entry-1
คห.๑๒ เขามาถามไว้น่าสนใจ ผมเลยโซ้ยซะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
NN1234 วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 18
เด็กหญิงมะลิ

คนไทยน่าจะมีงานแปลจากงานเขียนดีๆ ของวรรณกรระดับโลกป้อนอย่างสม่ำเสมอ
จริงๆ ยังมีงานดีๆ อีกมากมายในบรรณพิภพ แต่ว่า"แทรกตัวขึ้นมาในบรรณพิภพสยามประเทศ"ไม่ได้
เพราะแปลมาขายก็ไม่รอด หนังสือปกอ่อนแย่งลูกค้าไปหมด
ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้เมืองไทยไม่ทีงานดีๆ ให้คนไทยได้อ่าน และประเทืองปัญญา
ลองลงไปสอบถาม"คนใช้แรงงาน"ดูสิ ว่าเขาอ่านหนังสือแบบไหนกันบ้าง
....ดาราเปิดหวอ, นมหก, ซีทรู ฯลฯ...........
นอกจากเป็นการสะท้อนตลาดการอ่านของผู้คนในสังคมแล้ว ม
มันยังเป็นการดูถูกสติปัญยาตัวเองด้วยนะครับ....

เรื่องบางเรื่อง ควรเก็บไว้อ่านไว้ดูคนเดียว ...
เพราะมนุษย์นั้น ความประเสริฐที่สุด คือ การรู้จักหักห้ามใจ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
เด็กหญิงมะลิ วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baangmaan

เมื่อปี 2539
อ.สดใส ผู้แปลวรรณกรรมชิ้นเอก เรื่อง แอนนา คาเรนินา มอบหนังสือเล่มที่ท่านแปลแล้วมาให้เล่มนึง
เป็นความแปลกใจ ตื้นตันใจและตื่นเต้นมาก ที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ แปลงานเล่มหนาของนักเขียนระดับโลก อย่าง ตอลสตอย และ เฮสเส

ผ่านวันเวลามายิ่งนานวัน ลีโอ ตอลสตอย ก็ยิ่งมีความขลังในงานวรรณกรรมเพิ่มขึ้น
ขอยกย่องผู้แปลผลงานที่สามารถถอดความในงานเขียนได้เป็นอย่างดี

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
driftworm วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๘ จขบ.

อาทิตย์ก่อนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนว่า ทำไมซีไร้ท์เป็นองค์กรระดับนี้ น่าจะทำกิจกรรมจากพื้นฐานด้วย
เขาตอบมาว่า "เรื่องอะไร ไม่เห็นเกี่ยวกัน"
> "ก็สร้างพฤติกรรม อ่าน คิด เขียน ไงละ ตั้งแต่พวกนักเรียนขึ้นมา"
< "ไม่ใช่เรื่องของเขานี่ เขาทำธุรกิจ ไม่ใช่ราชการ"
> "อืม รู้ โอเรียนเต็ล เป็นคนก่อตั้ง"
< "หือม.. ใช่เหรอ"
> "ใช่ เริ่มมาจากโรงแรมโอเรียนเต็ล ที่เขามีนักเขียนดังๆมาพักเยอะ อย่างซ็อมเม่อร์เซ็ท มอห์ม แล้วก็
ชักชวนเพื่อนบ้านมาร่วมโครงการ เพื่อนบ้านก็อาเซี่ยนไง (แม๋ม คนไทยเสแสร้งหน้าบางเกินไปรึเปล่า
คือ 'ซ่อนจริต' น่ะ ปากก็อ่านว่า อา-เซี่ยน แต่พอเขียนคำว่าเซี่ยน ทำเป็นเขิน) "
>> "แต่ก็อย่างว่า เขาทำธุรกิจ แต่ที่เสนอนั่นหมายความว่าน่าจะมีหน่วยงานเอกชนก็ได้มาสร้างกิจกรรม
พื้นฐาน ที่สร้างการอ่าน คิด เขียน ขึ้นไป .. นี่ก็อย่างที่เห็น รางวัลระดับนี้โคตรแห้งงงงเลย"
< "อ๋อ งั้นเห็นด้วย ที่ต้องมีองค์กรส่งเสริมด้านนี้" (พูดชี้โพรงยังงี้ เดี๋ยวเป็นการเตะหมูเข้าปากนักการ
เมือง ก็ดูอย่างกระทรวงใหม่ๆ สำนักงานใหม่ๆสิ เขาที่ปัญญาแค่คิดว่าเรื่องวัฒนธรรมเป็นงานรูตีน
routine งานเอกสารจดข่าวหมดไปวันวัน)
> "อืมม ... นับจาก 'มือนั้นสีขาว' ของศักดิ์ศิริ มาจากนั้น เราได้แต่ 'นักกลอน' เผลอๆเป็นช่างซ่อมกลอน
ด้วยซ้ำไป"

ฯลฯ

ป.ล. คห.๖ ของผมนั่น ผมอิงแนวคิด "หลังโครงสร้างนิยม" Post-Structuralism ที่นักศึกษาเรียนกันในมหา
วิทยาลัย ที่คุณอาจคุ้นๆชื่อ ฟูโก้ต์, โรล็องด์ บาร์ต ฯลฯ กับศัพท์แปลกๆพวก สัญนิยม วาทกรรม .......
เขาบอกว่า คำในภาษา และความหมาย มันขึ้นอยู่กับการตกลงยอมรับกัน ยอมรับแล้วเอามาใช้ด้วยกัน
เขายกตัวอย่างภาพนก ว่าถ้าคนเราจะตกลงกันว่า จะเรียกแทนด้วยสัญลักษณ์ว่า ม +สระ า + ไม้โท ซึ่งออก
เสียงว่า ม้า มันก็เป็นไปตามนั้น
ผมจึงเอ่ยศัพท์โบราณฝ่ายไทยเราเองมั่งไง ว่าโลกสมัญญา (การให้คำเรียกแทนตัว) โลกบัญญัติ (ชื่อเรียก
ที่มนุษยโลกตั้งขึ้น) โลกนิรุติ .... ทั้งหมดนี้จะมีขึ้น ก็ต้องมีการ "นัดกันรู้" (ตามที่ทฤษฎีนั้นใช้คำว่ามีการ
ตกลงกัน)
ผมว่าเป็นของโบราณของเราเอง ก็เพราะผมอ่านพบในพระไตรปิฎกนี่เอง สุตตันตปิฎก กล่าวถึงธรรม
"ความมีขึ้น" ของสรรพสิ่ง ยังแจงละเอียดลงไปว่า ต้องมี อุปาทาน ยึดถือ ด้วย เมื่อตกลงกันว่าให้เรียก
เช่นนั้นๆแล้ว ในขอบเขตอย่างนั้นๆแล้ว ก็ต่างกำหนดจดจำกัน เป็น สัญญา จำได้หมายรู้
แล้วเมื่อราวปี ๒๕๒๔ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เคยสอนว่า สัญญา มันเป็นของมีขึ้นได้ก็ลบได้ ลบเสร็จไป
แล้วจะเขียนขึ้นใหม่อย่างไรก็ได้ (ตัวอย่างเช่น) เราจะกำหนด(ว่า)ให้ขี้มันหอมก็ได้
คุณนึกภาพใบหน้าหลวงปู่แหวนได้มั้ย หน้าย่น สีหน้าใจดี ร่าเริง ยิ้มเสมอ และเอียงคอนิดๆ พระแก่ๆใน
ป่าในดงเนี่ย พูดคำนี้ออกมาอย่างเรียบๆ ไม่ใช่ประกาศทฤษฎีอะไรที่ไหน .. ก็ของมันมีอยู่อย่างนั้น เป็นมา
อย่างนั้น .......... ผมไม่เคยนึกอยากอ่านฟูโก้ต์ หรือบาร์ต เลย แต่ตอนนี้หลังจากคุยกับอาจารย์ทางอิสาน
ท่านหนึ่ง ท่านว่ามีโอกาสก็อ่านให้รู้ว่าเขาว่าไว้แค่ไหน อย่างไร ก้าวหน้ากว่าเรา หรือยังตามเราไม่ถึง ว่าแล้ว
ท่านก็ล้วงย่ามหยิบหนังสือฟูโก้ต์ที่ธีรยุทธ บุญมี แปล ขึ้นมาให้ดู ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

ที่ผมพูดๆมานี่ผมไม่เคยอ่านจริงๆจังๆจากหนังสือของเขา อาศัยอ่านจากที่คนเขาอ้างอิงในข้อเขียนมั่ง
ที่นักวิชาการเขาเอ่ยแนมๆในบทความทฤษฎีการเมือง สังคมศาสตร์มั่ง นิดๆหน่อยๆ แต่คุณก็รู้ คุณผ่าน
มาแล้วนี่ ว่าปัญญาในพุทธศาสนานั้น เพียงคุณเข้าไปแตะได้ถูกทาง ยังไม่ต้องบรรลุอะไร พอคุณไปอ่าน
พวกทฤษฎีของ "โลก" เขา จับหัวเม็ดมันได้ มันก็สาวต่อออกมาเองทั้งพวง
ผมถึงว่าพวกมหาเปรียญ ประโยคสาม(เป็นมหา) สี่, ห้า เข้าไปเรียน ภาษาศาสตร์ คงสบายบรื๋อ หลับตาสอบ
.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ศณีรา วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 07.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

บ้านนี้นักอ่านจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
luerat วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 07.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hrd
เภสัชกรปริญญาผู้หันมาเอาดีทางด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กรเจ้าของผลงานหนังสือ Generation Yร้ายจริงหรือ? และ (ปัญ)ญาแผนปัจจุบันโดยเภสัชกรปริญญา-ประสบการณ์ด้านฝึกอบรมผู้จัดรายการ ธำรงธรรม ช่วงธรรมะแผนปัจจุบัน กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ AM 1422 kHz ทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ เวลา ๖.๐๕-๖.๓๐ น.

ขอบคุณเรื่องราวชีวิต ของลีโอ ตอลสตอย ครับ
มีประโยชน์และน่าสนใจมากครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 12
roselobster

(ขับรถ วิส คันใหม่)มาเลี้ยวเอาที่"แปะไว้นั้น"ไปแล้ว.....
อ่านแล้วคงไม่ทำให้ซีเรียสนะครับ....
มีความสุขและสบายใจที่สุดของผมแล้ว
จึงนำมาแบ่งปันกัน.....

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 21.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 11
รวงข้าวล้อลม

ขอบคุณครับ...สีบล็อกหวานๆ อย่างนี้ "มีคนทำให้ครับ"
แล้วผมจะไปบอก"คนๆ นั้น"ว่า สีบล็อกหวานจัง....
ผมเองก็ชอบครับ.... ชีวิตได้มีรสชาติหวานๆ (มาแซมเสียบผม)

เนื้อหากระทู้ตอนต่อไปเป็นเรื่อง แอนนา คาเรนิน่า รับรองว่าสนุกมากครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
roselobster วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

ที่บอกว่าแปะไว้ก่อนคือ เดี๋ยวจะกลับมาอ่าน
แต่ตอนนี้มาอ่านแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

สีบลอกหวานจังเลยค่ะ เนื้อกระทู้ น่าสนใจมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 9
NumberFive


งั๋ยเรื่องวรรณกรรมไปเกี่ยวข้องกับการเมืองได้นี่...? งงๆ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
NumberFive วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 20.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NumberFive
คนโคราชกันเอง กันเอง ไม่ต้องเกรงใจกันดอก

...เราว่าชีวิตของเค้าก็ดีและน่าสนใจนะ...
...เป็นคนที่รู้จักชีวิต...ถ้าทักษิณทำได้แบบนี้ก็ดีเน๊อะ...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 18.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234


ความคิดเห็นที่ 7
driftworm

เราไม่ได้คุย"นอกเรื่อง"ล่ะ... ในเรื่องทีเดียวเชียวเนียว..๕๕๕
การวิจารณ์อย่างที่คุณหนอนฯว่าไว้ข้างต้นนั่น เป้นการวิจารณ์ที่ไล่เรียงจากรูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึง"ภายใน"
ซึ่งลักษณะการวิจารณ์แบบนี้ ต้องมีอยู่ในสาระบบใดสาระบบหนึ่งอย่างแน่นอน
นั่นคือ "ทฤษฎีการวิจารณ์แบบ journalist" คือ ไล่ไปตั้งแต่ปะพบเจอหน้ากันครั้งแรก (at The First Page)
ว่า..หน้าตาเธอเป็นอย่างไำร ต้องการจะสื่อสารอะไร อะไรก่อนอะไรหลัง รูปภาพ-ตัวหนังสือสื่อเจตนาถึงอะไร
แล้วก็ค่อยไปว่าไส้ในกันอีกที
แต่วิธีนี้ก็จะไม่ลงลึกไปถึงแบบพวก"อักษรศาสตร์ หรือ วรรณคดีศึกษา" ที่เขาวิจารณ์กัน
เพราะพวกนี้ก็จะไม่สนใจ"เปลือกนอก"เท่าใดนักหรือไม่สนใจเลยเพราะนั่นไม่ใช่สาระสำคัญของหนังสือ
แต่จะไปว่ากันที่เนื้อหาของงานเขียนหรือวรรณกรรมกันเต็มที่
ส่วน"พวก ปรัชญานิยม"ก็ว่ากันอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็เข้าไปค้นหาแนวคิิด concept , Philosophy กันภายใน ไล่กันตั้งแต่ทฤษฎีต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ แล้วเรื่องนี้ว่าไว้อย่างไร เทียบเคียงกับทฤษฎีอันใด คุณค่าที่ให้ไว้แก่สังคมคืออะไร ...ฯลฯ

ผมจึงไม่ได้มองว่าคุณหนอนฯ ชวนคุยนอกเรื่อง เพียงแต่ว่าเราจะเลือกดูอะไร หยิบอะไรมาคุยกันเท่านั้นเอง

ทีนี้.... ผมก็มีตัวอย่างๆ หนึ่งมาให้ดู ที่คุณหนอนฯ พูดก็อาจจะหมายถึงอย่างนี้..(ดังภาพ)
ใน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกๆ ครั้ง (โดยเฉพาะช่วงหลังๆนี้)มีบางสำนักพิมพ์ที่ขายดิบขายดี ก็เพราะการใช้กลยุทธการขายแบบนี้ (อย่างที่คุณหนอนฯ ว่า)
คงพอจะคุ้นตา-และจำภาพร้านหนังสือที่ขายดีกันได้
ยิ่งในกลุ่มวัยรุ่นด้วยแล้ว "วิธีการสื่อสารบนหน้าปกหนังสืออย่างนี้" ถือว่าบรรลุผลหรือประสบความสำเร็จในเรื่องยอดขายดีทีเดียว
คนซื้อก็จะเข้าคิวหรือเบียดเสียดแย่งกันซื้ออย่างอุตลุด
ถามต่อไปว่า คนอ่านได้อะไร? คงต้องตอบได้ว่า "บันเทิงคดี"เพียงอย่างเดียว
ซึ่งก็ไม่ได้ผิดความคาดหมายอะไรจากวัตถุประสงค์ของงานเขียนหรือวรรณกรรม
เพราะนั่นคือ ๑ ใน จุดมุ่งหมายของมัน...
แต่จุดมุงหมายที่"เหนือขึ้นไป"กว่านั้น ย่อมลดคุณค่าในตัวมันลงไปๆ ...
เราจึงเห็นภาพหรือ phenomenon ของความขัดแย้งกันกับความคิดที่ว่า...
"วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ดี(มีคุณค่า) แต่มักขายไม่ได้"
เพราะไม่ใช่"งานตลาด"หรืองานที่ตลาดต้องการเสพ-อ่าน

ผมจึงขอสรุปต่อไปได้มั้ยครับว่า.....
ดังนั้น วรรณกรรมบ้านเราจึงจะยังอีกไกลโขที่จะได้รางวัลโนเบลไพร๊ซ์

และสรุปต่อด้วยการตั้งคำถามอีกนิดหนึ่งว่า ทำไมงานวรรณกรรมที่ได้รางวัลซีไรท์ของบ้านเราจึงรู้สึกว่าคุณค่ามันลดต่ำลงๆ .....
เป็นเพราะคนอ่านหรือเป็นเพราะคนเขียน ..หรือเป็นเพราะ"ทั้งสองอย่าง"

นับตั้งแต่ท่านอังคาร ท่านเนาวรัตน์ คุณจีระนันท์ คุณชาติ ฯลฯ ในยุคแรกๆ เป็นต้นมา...
ทำไมงานวรรณกรรมของเราจึงมีคุณค่าที่ลดลงเรื่อยๆ.....
จนเดี๋ยวนี้ยากจะหาเยาวชนที่ใส่ใจเรื่องราวดีๆ แทบจะไม่มีอีกแล้ว.

ผมทิ้งประเด็นไว้ที่ตรงเรื่องรางวัล นะครับ.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 1
roselobster

(ขอแปะไว้ก่อนค่ะ ...)

เอา"อะไร"มาแปะไว้.....?
แบบ"ฝากไว้เดี๋ยวจะเลี้ยวมาเอา"....หรือป่าว?
...........................................................................

☀º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°☄

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
driftworm วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 16.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ภาพสุดท้ายข้างล่างสุด ดูการเน้นตัวหนังสือเล็ก-ใหญ่แล้ว ผมอยากตีความว่า
หนังสือนิยายชื่อ ลีโอ ต็อลสะต็อย แต่งโดย อันนา คาเรนิน่า ก็ย่อมได้มิใช่หรือ
เพราะภาษาของการจัดหน้าของหนังสือย่อมเป็นอย่างนั้น

ไอ้เหตุผลที่ว่า คนเขียนมันดังมากจนต้องให้ "เครดิต" เหนือกว่าตัวนิยายเอง
นั่นก็คือ "การให้ความหมาย" อย่างหนึ่ง ซึ่งที่จริงแล้วน่าจะเป็นจุดประสงค์
ทางการตลาด เวลามันอยู่บนชั้นหนังสือในร้าน คนอ่านที่กระหายอ่านงาน
ชิ้นใหม่ๆจากนักเขียนคนโปรดชื่อนั้นๆจะได้ "เตะตา" ได้ง่าย โอกาสพลาด
มีน้อยลง นั่นเท่ากับโอกาสทำยอดขายมีมากขึ้น

การจัดหน้า จัดขนาดอักษรชื่อผู้แต่ง / ชื่อผลงาน มีมาก มีมาจนถึงนิยายฟองสบู่
แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มจากหนังสือแนวไหนก่อน เมื่อก่อนเห็นหนังสือขนาดกระเป๋า
หน้าปกใส่ตัวหนังสือโตๆชิดขอบซ้ายไปขวา ว่า Gardner มีเป็นลังๆ อดใจไม่
ไหวเลยถามพี่ชายว่ามันเป็นหนังสืออะไร ตอบว่า นิยาย..คนนี้เขียนมันดี ที่อเมริกา
ขายดีมาก ถามไปอีกทีว่า นิยายชื่อก้าร์ดเน่อร์เนี่ยนะ ยาวยังกะเพชรพระอุมา..
(พี่ชายติดนิตยสารจักรวาลด้วยเพราะพนมเทียนเขียนเพชรพระอุมาลงเป็นตอน
ที่เล่มนี้) ตอบกลับมาอีกทีว่า ไอ้เซ่อ ไม่ใช่เป็นชุดยาวยังงั้น ไอ้หรั่งมันจะเอา
ชื่อคนแต่งเป็นหัวหนังสือยังเงี้ยะแหละ ถ้านักเขียนมันดังมาก ตัวนิยายก็เล่มละ
เรื่องเดียวจบเป็นเล่มๆ ... ไอ้ห่_ ไม่รู้มันเอาแรงที่ไหนมาเขียน ออกอาทิตย์ละเล่ม

สรุปว่า ภาษา และ การตีความ เป็นสิ่งที่ดิ้นได้ คนเขียนกับคนอ่านมีโอกาสสื่อ
สารไม่ตรงกันได้ ถ้าไม่ตกลงกันก่อน หรือไม่ให้การเรียนรู้ว่าจะใช้หลักยังงี้ๆนะ

แม้เมื่อผมเปิดหนังสือเข้าไปอ่านแล้วพบว่าเป็นนิยายชื่ออันนา คาเรนิน่า แต่งโดย
ลีโอ ต็อลสะต็อย ผมก็ยังถือตามหลักการตีความของผมได้อยู่ดี (ไม่มีใครห้าม) ว่า
ตัวหนาๆเน้นๆใหญ่ๆ ย่อมคือชื่อหนังสือ เป็นสารหลักที่จะบอก ส่วนตัวเล็กๆ
บางๆ ย่อมเป็นชื่อคนเขียน
เป็นการถือหลักการตีความที่ไม่ตรงกัน
หากมีคนว่า ผมมันหัวดื้อ ขวางโลก เพราะ "ใครๆเขากถือตามอย่างใหม่" กันทั้งนั้น
ผมอาจตอบว่า ไอ้คนออกแบบแหละ หัวดื้อ มันพยายามพิสูจน์ว่า ความดันทุรัง
ในที่สุดแล้วเมื่อย้ำบ่อยๆ คนจะยอมรับไปเอง ที่เคยว่าผิดก็จะเป็นถูกขึ้นมาเอง

สรุปของสรุป ว่า เรื่องของ ภาษา มันเป็นเรื่องการให้ความหมายกับการตีความ
ไม่สามารถจะบอกว่าใครผิดใครถูก แต่เป็นเรื่องของความตกลงกันใช้ การนัดกันรู้
เป็นโลกสมัญญา โลกนิรุติ โลกบัญญัติ ...... นี่เป็นคำที่พระพุทธเจ้าใช้มาก่อน ใช้
โดยแจกแจงละเอียดเป็นขั้นเป็นตอนของการเกิดขึ้นของถ้อยคำในภาษา
... ส่วนในทฤษฎี "หลังโครงสร้างนิยม" ที่มีอายุแค่ร้อยปี เท่าที่อ่านก็แจกแจงอยู่เพียง
ถ้อยคำ ภาษาการกำหนดความหมาย การตกลงกันในความหมาย ...
บรรดามหาเปรียญสาม, สี่ , ห้า ก็คงเข้าเรียนปริญญาโทภาษาศาสตร์ วรรณกรรม
ได้อย่างสบายๆ ไม่งง
.
ความไม่ยึดถือว่าภาษาเป็นเรื่องตายตัว น่าจะอำนวยให้สร้างสิ่งใหม่ๆได้เสมอ
ไม่ติดรูปแบบเดิมๆ
.
(คุยนอกเรื่องนะ)

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 5
จ่าจินต์

.........................โปรดทราบ..................................
แจ้งข่าว ..แจ้งข่าว.......
จ่าจินต์จะอ่านหนังสือแล้ว..........
เปลี่ยนจาก"สะพานบุญ" มาเป็น "สะพานอักษร" ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 15.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

จ่าจะไปหามาอ่าน..
บ้างแล้วหละ..
สบายดีนะครับผม..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
NN1234 วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 2
driftworm

หลังจากเจาะไช ความเรียงแบบเกร็ดประวัติย่อ ของตอลสตอย แล้ว
เฉพาะชีวประวัติของเขานั้น ผมใช้ข้อมูลอ้างอิงเยอะมากครับพี่หนอนฯ
ขอบคุณที่ตีตั๋วมารอออ่านครับ....

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
driftworm วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 14.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ความเรียงแบบเกร็ดประวัติย่อ
รอดูการเจาะไชของ จขบ.ในเรื่อง อันนา คาเรนีน่า

.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
roselobster วันที่ : 19/08/2010 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

แวะมาทักทาย
ยามพอมีเวลาว่างแป๊ปหนึ่งค่ะ

ยังไม่ได้อ่านเรื่อง
ขอแปะไว้ก่อนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน