*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2358664
  • จำนวนผู้โหวต : 803
  • ส่ง msg :
  • โหวต 803 คน
<< สิงหาคม 2010 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม 2553
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 3279 , 18:37:29 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

           สืบเนื่องจากมี “จดหมายจากสุพรรณบุรี”  ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ “สิงห์สนามหลวงสนทนา”ที่กำลังวางแผงใน “เนชั่นสุดสัปดาห์”ฉบับล่าสุด  โดย“เจ้าของจดหมายฉบับเดียวกันนั้น”ได้แบ่งปันให้ผู้เขียนช่วยตามหาวรรณกรรมไทยที่ “หนุ่มสุพรรณ”นั้นเคยหลงไหลและชื่นชอบ

 “หนุ่มสุพรรณฯ”(หรือใช้ขื่อไนนั้นว่า “ชาวบ้านร้านถิ่น”)กำลังบอกพวกเราว่า ใน พ.ศ.๒๕๕๓ นี้ ทำไมจึงหางานเขียนแนว “สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism)ไม่พบเจอ เป็นเพราะเหตุใด  

ผมขอคุยข้อตกลงกับ “หนุ่มสุพรรณฯ” กันก่อน ในตอนท้ายผมจะเสนอทางออกที่สร้างสรรค์เพื่อวงการวรรณกรรมจะได้ดีขึ้นโดยเริ่มจากบล็อกเกอร์อย่างเราๆ ท่านๆ ที่สามารถทำได้

วรรณกรรมแนว “สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism)นั้น เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าคือ งานเขียนที่สะท้อนถึงความเป็นจริงของสังคม หรือวรรณคดีที่ได้นำเสนอความเป็นจริงแห่งชีวิตของผู้คน เมื่อคำจำกัดความเป็นอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้นงานเขียนจำนวนมากมายก็เป็น “สัจจะสังคมนิยม”ได้  แต่เมื่อมีคำว่า“สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism)เคยถือกำเนิดในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันของสังคมสูง จึงทำให้ดูเหมือนว่า วรรณกรรมนั้นต้องให้นิยามเป็นวรรณกรรมที่ต่อต้านรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบอื่นใด ที่มิใช่ระบอบของตน เนื่องจากคำๆ นี้ไม่เคยปรากฏในเมืองไทยอย่างเป็นขบวนการมาก่อน

แม้ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯ เมื่อจับคำสองคำนี้มาชนกัน ก็ทำให้เข้าใจว่าเป็นระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม ซึ่งอาจจะเป็นแบบเลนิน หรือเหมา  เจ๋อ ตุง ก็ตาม ดังนั้น งานเขียนต่างๆ ที่ออกเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็คือ งานที่ต่อต้านระบอบการปกครองที่มิใช่ของตน นั่นคือ เรียกร้องให้การปกครองนั้นคลายความกดดันออกไปสู่ระบอบสังคมนิยม

ดังที่มาร์กซ์ได้เคยให้นิยามของคำว่าว่า “วรรณกรรมที่ดีควรสามารถจับเอาพลังของความขัดแย้งต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้นๆ ได้อย่างกว้างและลึก ให้ประชาชนผู้อ่านได้ตระหนักถึงสภาพที่เป็นอยู่ในสังคม” แต่เราก็เข้าใจต่อเองได้ว่า งานเขียนนั้นต้องตีแผ่ความเลวร้ายของการปกครองที่ไม่ใช่การปกครองที่ตนเองประสงค์  หรืองานเขียนนั้นเป็นกระบอกเสียงให้แก่แนวคิดของสังคมนิยม

ดังนั้นเมื่อ“หนุ่มสุพรรณฯ”มาเดินตามหางานเขียนที่ว่าเป็นแนว “สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism) จึงน่าจะเริ่มได้เห็นเค้าลางสิ่งที่กำลังตามหานั้น เมื่อเราได้ให้นิยามกันชัดเจนมากขึ้น

การปกครองของเมืองไทยในช่วงใดที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ระบอบสังคมนิยม

ช่วงสมัย “ตุลาคม ๒๕๑๖”ได้มีความเฟื่องฟูขึ้นมาระดับหนึ่ง โดยกลุ่มปัญญาชนขณะนั้นอยู่ในบริบทของวิชาการ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่สนใจงานขีดเขียน ในขณะที่ชาวไร่ชาวนานั้นไม่อาจหาญขีดเขียนวรรณกรรมให้ออกมาสอดรับกับกลุ่มปัญญาชน เพราะเสรีภาพและความกดดันในต่างจังหวัดกับเมืองหลวงแตกต่างกันมาก ในบางจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดใช้วิธีของศาลเตี้ย คือ “ยิงทิ้ง”ประชาชนที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลในส่วนกลาง จนต้องหลบหนีเข้าร่วมขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไปเคลื่อนไหวตามตะเข็บชายแดน เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งเลียนแบบวิธี“รัฐตำรวจ”ที่มี พล...เผ่า  ศรียานนท์ สมัยที่เป็นอธิบดีกรมตำรวจเคยยิ้งทิ้งผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลอย่างเหี้ยมโหดมาก่อน

การนี้จึงทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ระบอบสังคมนิยมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมีพลัง จึงทำให้ผลผลิตด้านศิลปะและวรรณกรรม มีความเบาบาง ขาดการยอมรับจากผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ประมาณปี ๒๕๐๐ เราย้อนกลับไปค้นหางานนักเขียน/งานเขียนที่เคยผ่านตา-ไม่ผ่านสายตาก็น่าจะมี กุหลาบ  สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา(นักบุญจากชานตัน,ขอแรงหน่อยเถอะ) อุดม อุดาการ (บนผืนแผ่นดินไทย) อัศนี พลจันทร หรือนายผี(อีศาน) อิศรา อมันตกุล (เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี) เสนีย์ เสาวพงศ์ (ความรักของวัลยา) สุภา สิริมานนท์ (แคปิตะลิสม์) ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา หรือ อุชเชนี(ขอบฟ้าขลิบทอง) อุดม สีสุวรรณหรือบรรจง บรรเจิดศิลป์(ชีวิตกับความใฝ่ฝัน) ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ (แผ่นดินนี้ของใคร)  เปลื้อง  วรรณศรี  และทวีป วรดิลก

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเริ่มการผลิบานของ“วรรณกรรมเพื่อชีวิต” แต่เงื่อนไขด้านการเรียกร้องการปกครองไปสุ่ระบอบสังคมนิยมก็มีการเคลื่อนไหวยังไม่เข้มข้น  แต่ก็ถือว่า ยุคนี้เป็นยุคแรกที่ได้จุดประกายความคิดสร้างจิตสำนึกแก่นักประพันธ์ในรุ่นต่อๆ มาไม่น้อย เพราะหากไม่มีคนยุคก่อน แล้วจะมีคนยุคใหม่อย่างพวกเราได้อย่างไรกัน

ในช่วงนั้น มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คือ การรุกไล่และแพร่ขยายของระบอบสังคมนิยมเริ่มเข้ามาประชิดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ เซ็นเซอร์สื่อสิ่งพิมพ์ คุกคามเสรีภาพสื่อ จับกุมนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหว

วรรณกรรมช่วงนี้เริ่มมีชื่อเสียง เช่น“ศรีบูรพา” (แปล แม่ ของ แม็กซิม กอร์กี้ จากคุกบางขวาง แลไปข้างหน้า,อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ) เสนีย์ เสาวพงศ์ (ปีศาจ,ล่องใต้) ศรีรัตน์  สถาปนวัฒน์(เมืองทาส,โศกนาฏกรรมของสัตว์เมือง) สด  กูรมะโรหิต(ระย้า,เลือดสีแดง,เลือดสีน้ำเงิน) อิศรา อมันตกุล(ธรณีประลัย)สุวัฒน์ วรดิลก(หลั่งเลือดลงโลมดิน) เดชะ บัญชาชัย(แปล ประวัติจริงของอาคิว) รุ่งแสง (แปล ลุ่มแม่น้ำวอลก้า,รวมเรื่องสั้น แม็กซิม กอร์กี้)  สุภา สิริมานนท์(คอรัปชั่นในวงการหนังสือพิมพ์) นวชน(แปล หลู่ซิน) คำสิงห์ ศรีนอก หรือลาว คำหอม(ฟ้าบ่กั้น) อัศนี พลจันทร หรือนายผี(เราชนะแล้ว แม่จ๋า) อุชเชนี(ขอบฟ้าขลิบทอง) 

โดยมี จิตร  ภูมิศักดิ์ ในนามปากกาต่างๆ (ศิลปะเพื่อศิลปะ,ศิลปะเพื่อชีวิต) เป็นต้นแบบและผู้นำแนวคิดต่อมาในยุค ๒๕๑๖ (นายสุพจน์  ด่านตระกูล ก็เคยร่วมขบวนการนักเขียนในช่วงเวลานี้ด้วย)

ใน “ยุคมืดทางปัญญา”ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะรัฐบาลออกประกาศหนังสือต้องห้ามหลายเล่ม เช่น ศรีบูรพา (แม่) จิตร ภูมิศักดิ์(โฉมหน้าศักดินาไทย)  พัฒนา รัมยะสุต(การวิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในประเทศไทย) มณี ศูทรวรรณ(โฉมหน้าจักรพรรดินิยม) แล้วก็ตีกระหนาบนักคิดนักเขียนจนกระเจิดกระเจิงแตกกระสานส่านเซ็นเข้าป่าเข้าพง แต่ยังต้องยกย่องให้เกียรติแก่ จิตร  ภูมิศักดิ์ เพียงคนเดียวที่ยังยืดหยัดเขียนวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อ  ขณะที่ถูกขังในคุกลาดยาว เช่น  พจนานุกรมไทย-มูเซอ, ความเป็นมาของคำ สยาม ไทย ลาวและขอม,ลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ,แสงดาวแห่งศรัทธา, มาร์ชชาวนาไทย, รำวงวันเมย์เดย์, ศักดิ์ศรีของแรงงาน  งานแปลเรื่อง “แม่” (แม็กซิม  กอร์กี้)

เมื่อจอมพลถนอม  กิตติขจร เข้ามาสืบทอดอำนาจเผด็จการ บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองได้ผ่อนคลายลงบ้าง  “เหล่านกเสรี”เริ่มสำรวจตัวเองและโบยบิน นักเขียนเพื่อชีวิตลี้ภัยไปยังต่างแดนหรือเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ก็กลับเข้ามา  ทำให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มมีสีสัน เกิดเป็นชุมนุมวรรณศิลป์มากมาย เช่น  ชมรมพระจันทร์เสี้ยว  กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย กลุ่มเทคนิคโคราช มีนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์, สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา, ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน, ประชาธิปไตย เป็นต้น ที่นำงานเขียนยุคก่อนๆ นั้นมาตีพิมพ์อีกครั้ง

ทีนี่ก็จะมาสู่ช่วงที่ “หนุ่มสุพรรณ”มีความประทับใจโดยนักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์ที่เด่นๆ มี วิสา  คัญทัพ(เราจะฝ่าข้ามไป) วิทยากร เชียงกูล(ฉันจึงมาหาความหมาย) สุชาติ สวัสดิ์ศรี(ความเงียบ) นิคม รายวา(คนบนต้นไม้) ธัญญา  ผลอนันต์(ถนนไปสู่ก้อนเมฆ) ศรีศักดิ์  นพรัตน์(เบิ่งฟ้าแนมดิน) เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์(เพลงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่,เพลงเปลญวน,ทางเดินแห่งหอยทาก) สุวรรณี  สุคนธา(เขาชื่อกานต์) และ สีฟ้า หรือ ม..ศรีฟ้า  มหาวรรณ(ความรักสีเพลิง)

ที่“หนุ่มสุพรรณ”ไปถามคุณสิงห์สนามหลวงนั่น ถามถูกตัวแล้ว ในตอนนั้นผมยังเป็นเด็กที่ยืนอมนี้วมองผู้ใหญ่เขาทำอะไร

เพราะงานเขียนเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดของปัญยาชนในรุ่นๆ นั้นเป็นอย่างสูง เพราะได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อมา ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะตกเป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นพวกเรา 

พวกเรากลับเรียกงานวรรณกรรมช่วงนี้จนถึงย้อนหลังไปว่า “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” เพราะว่าบ้านเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ได้ดำเนินไปสู่ความสำเร็จตามรูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยม หรือ ระบอบคอมมิวนิสต์

สมมุติว่านะครับ ปัญญาชนเหล่านั้นเดินเข้าป่าตอนนั้นแล้วออกมาพร้อมกับการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จ เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แล้ว“หนุ่มสุพรรณ”จะยังเรียกวรรณกรรมเหล่านั้นว่าอย่างไร

จะยังเรียกว่า“วรรณกรรมเพื่อชีวิต”เหมือนที่เราเรียกในทุกวันนี้หรืออย่างไร ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะว่าวรรณกรรมเหล่านั้นมันเป็นกลไกขับเคลื่อนจนเกิดการเปลี่ยนแปลง

ลองย้อนไปดูตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างแม็กซิม กอร์กี้กับ เลนิน  สหายร่วมอุดมการณ์ในช่วงการปฏิวัติสังคมนิยมของรัสเซีย ที่ได้เคยเข้ามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของแม็กซิม กอร์กี้ สหายรักช่วงที่ระหกระเหินอยู่ในยุโรปว่า  “เราจำเป็นต้องให้การระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะคุณเพิ่งเขียนเรื่อง  แม่ อันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เหลือเกินสำหรับคนงานรัสเซียในช่วงการเรียกร้องให้เขาสู้รบต่อต้านระบอบอัตตาธิปไตย” และ "that Maxim Gorky's is an enormous artistic talent which has been, and will be, of great benefit to the world proletarian movement." ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าเป็นแนว “อัตถสังคมนิยม” (Socialist Realism) 

ซึ่งแท้จริงเราอาจต้องเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นแนว “สัจจสังคมนิยม” ตามที่ “หนุมสุพรรณ”ปรารถนานั่นแหละถึงจะถูก เพราะพวกนักทฤษฎีมาร์กซิสต์ชอบเรียกมันและว่า “วรรณกรรมที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนในสังคมที่ตกอยู่ในกรอบของการปฏิวัติสังคมนิยม”

ยังมีคำที่ใกล้เคียงกันอีกที่ยังเกิดความสับสน คือคำว่า “อัตถิภาวนิยม” (Existentialism) ซึ่งเกิดมาในช่วงหลังที่สืบต่อๆ กันมาอีกอย่างแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีแนวคิดการปฏิเสธสารัตถะของทุกสิ่งรอบตัวและความเป็นตัวตนของตนเอง เหลือไว้เพียงความเปล่าเปลือยหรือไร้แก่นสารอย่างสิ้นเชิงของมนุษย์ ไม่ยึดถือความยิ่งใหญ่อลังการของมนุษย์สรรสร้างอีกแล้ว (หรือไม่ต้องหลอกตัวเองต่อไป) เช่น งานของ อัลแบร์ต กามูส์ (Albert Gamus) ชอง ปอล ชาร์ต(Jean Paul Sartre) ซึ่งเป็นต้นแบบของงานเขียนของนักเขียนไทยในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๒๐

จึงน่าจะตอบคำถามของ “หนุ่มสุพรรณ”กันเสียทีว่า ทำไมจึงไม่เห็นงานเขียนเหล่านี้ใน พ.ศ.๒๕๕๓ ยุคที่มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนุ่มนักเรียนนอกแห่งอีตัน คอลเลจ โรงเรียนอันดับหนึ่งของบรรดาชนชั้นสูงในยุโรปต่างส่งลูกหลานเข้าเรียนมาเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว

เมืองไทยไม่มีภาพเหล่านั้น เพราะการปฏวิติสังคมนิยมไม่เข้มแข็งมากและห้วงเวลาที่นานพอพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสังคมนิยมได้ ผมคิดเช่นนี้

แต่น่าเสียดายที่งานวรรณกรรมในวันนี้เรามีนวนิยาย เรื่องสั้น ที่เต็มไปด้วย “เรื่องประโลมโลก” ที่มีบ่อกำเนิดจริงๆ มาจาก ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ ...“ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์”(Lady Chatterley’s Lover) ผู้บุกเบิกนวนิยายแนว“อีโรติค” หรืออย่างเรื่อง “เอมมานูเอล”มาสู่นักเขียนอย่าง ทมยันตี กฤษณา อโศกสิน และนักเขียนรุ่นหลังๆ

จนกระทั่งเราถูกบีบเข้าสู่การพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยด้วยกระแสโลกภิวัฒน์ งานวรรณกรรมจึงเป็นงานที่เต็มไปด้วยเรื่องของทุนนิยมเสรี เช่น นวนิยายวัยรุ่น หนังสือปกอ่อน (ลงรูปดาราเปิดหวอ- ทำนมหก)ขายดีที่สุดที่วางอยู่เต็มแผงหนังสือ ซึ่งอยู่ได้ด้วยประโลมโลก ผู้คนจึงชื่นชอบ  งานวรรณกรรมจึงเป็นศิลปะที่มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดหรือความต้องการของผู้เสพ มากกว่าที่จะไปเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งกำลังดึงให้ผู้คนในสังคมตกไปสู่ “ความมืดดำ”อีกครั้งด้วยการยึดเอาลัทธิบริโภคนิยมมากเกินไป

ยังไม่พบว่านิตยสารหัวใดที่ต่อต้านลัทธิบริโภคนิยมในทุนนิยมเสรีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และที่มีก็ไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้กับลัทธิบริโภคนิยมนั้นได้ เช่น ปาจารยสาร ที่มีอยู่ในขณะนี้

แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็มักเอางานเขียนเชิงธุรกิจเพื่อความร่ำรวย(How to Rich)มาอ่านออกอากาศและบังคับให้คนของตัวเองนำไปปฏิบัติในกระทรวงกรมกองต่างๆ ก็เป็นหนังสือในลัทธิทุนนิยมที่เป็นแนวทางเดียวกับที่ตนเองทำธุรกิจอยู่ทั้งสิ้น จึงมิใช่งานเขียนวรรณกรรมเพื่อการจรรโลงจริยธรรมคุณธรรมของมนุษย์อย่างแท้จริง

งานแจกรางวัลวรรณกรรมระดับต่างๆ ก็ไม่ได้เกิดการตอบสนองเรื่องที่ว่านั้น แต่ตอบสนองความต้องการของตลาดและธุรกิจการจัดพิมพ์เสียมากกว่า  แต่มองอีกมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจคณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลวรรณกรรมที่แท้จริงจะหางานวรรณกรรมที่สร้างสรรค์หรือบุกเบิกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคมได้น้อยลงๆ จนหาไม่ได้ คุณภาพของกวีก็ลดต่ำลง

วันนี้เราเดินสำรวจกันบนแผงหนังสือก็หาไม่พบหนังสือที่เราว่ากันนั้น นับวันงานเขียนหรือตลาดหนังสือจะมุ่งไปในทางประเทืองปัญญาน้อยลงๆ โดยดีงคนรุ่นใหม่ลงไปในทางต่ำเรื่อยๆ  

แต่ก่อนเรายังพูดกันได้ว่า ให้ทุกคนหรือเด็กๆ อ่านหนังสืออะไรก็ได้ เกิดความรู้ทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงพูดคำๆ เดียวกันนี้ ทั้งๆ ที่เวลาผ่านเลยไปแค่ไม่ถึงสามสิบปีดี

ผมมองว่าในวันนี้ เราควรจะเรียกร้องกัน หรือจัดตั้ง”กลุ่มวรรณกรรม”อะไรสักอย่างเพื่อให้มีการเขียนงานรูปแบบใหม่ๆ ออกมาสู่สังคมไทย การศึกษาค้นคว้าร่วมกัน มีหน่วยงานสนับสนุนกิจกรรมด้านศิลปะและวรรณกรรมอย่างเป็นจริงเป็นจัง มีเงินสนับสนุนโดยตรงแบบสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ที่ได้งบประมาณประเทศมาสนับสนุนทั้งการค้นคว้าวิจัยและทำกิจกรรมด้านสุขภาพ นั่นคือ เรื่องหนึ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเห็นความสำคัญด้านศิลปะและวรรณกรรม  เพื่อให้พวกเรามีมากกว่าที่กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการอยู่

ต่อมาคือ การศึกษาเรียนรู้วิชาภาษาไทยยังอ่อนด้อย บรรยากาศการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในชั้นเรียนทุกระดับชั้นดูหดหู่ ครูภาษาไทยมีไว้เป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” วันภาษาไทยเหงาหงอยเหมือนคนไทยไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร เราจึงควรปฏิรูปเรื่องการใช้ภาษไทยอย่างคนที่รู้บุญคุณของภาษาที่เราใช้กันอยู่

การให้ความสำคัญในระดับรัฐบาลไม่มียุคใดสมัยใดทำอะไรอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่คนไทยก็สื่อสารด้วยภาษาไทย แต่กลับพบว่า การใช้ภาษาไทยกำลังเข้าสู่กาลวิบัติโดยตัวผู้ที่ใช้ภาษาไทยนั้นเอง สมัยหนึ่งมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งและชื่นชอบภาษาไทยก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม   

ถึงเวลาเสียนะครับ ที่พวกเราจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรกันสักอย่างสองอย่าง ด้วยการทำกิจกรรมดีๆ เช่น ส่งเสริมให้บล็อกเกอร์ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง เพิ่มรางวัลสาขาวรรณกรรม ในการประกวดบล็อกเกอร์ครั้งต่อๆ ไป เราอาจได้งานดีๆ ขึ้นมา ดีไม่ดี..งานของเรามีคุณภาพไปถึงระดับรางวัลซีไรต์ ผู้คนมิอาจจะต้องค้อนตามามองเราหรอกหรือ.....

เรามาช่วยกันสานฝันกันใกล้ๆ ดังตัวอย่างข้างต้นนี้ดีกว่าไหม  ดีกว่าไปฝันลมๆ แล้งๆ กับ “บอลไทยไปบอลโลก” เพราะไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร เราแข่งตัวเราเอง วัฒนธรรมภาษาของเราก็เจริญรุ่งเรืองต่อไปตราบนานเท่านาน

.............................................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
NN1234 วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ทุกความคิดเห็นของ driftworm

ดีจัง..ที่คุณหนอนฯ เข้ามาช่วยเสริมความรู้ของผม ช่วยเติมเต็มเอนทรี่นี้ให้ครบถ้วน
ผู้อ่านก็จะได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมาก
ผมต้องสารภาพว่า ผมมักใช้กรรไกรตัดงานเขียนได้ดีกว่าการเชียนเพิ่ม
ผมมักคิดเอาเองว่า คนอื่นรู้แล้ว ผมจึง "ฉับๆ" ...

ที่ว่าคำพูดของผมไปพ้องกับคำพูดของของ อ.เสกสรรค์น่ะ..
ผมยังไม่ทราบเลยว่าท่านพูดมาก่อน
ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น...สมมุติฐานผมต้องถูกต้องอย่างแน่นอน
๑. ถูกต้องในแนวความคิด
๒.สมมุติฐานผมเชื่อว่า ผมไม่รู้ไปก่อนครูบาอาจารย์ เพราะท่านเก่งกว่าเรา มีเวลาคิดใคร่ครวญ
หรืออยุ่ในสนามรบ กรำแดด กรำศึก มามากกว่าเรา
ท่านย่อมค้นพบความเป็นจริง เห็นทางสว่างมาก่อนเราอย่างแน่นอน
แต่ท่านแก้ไขให้สังคมเราพบกับแสงสว่างได้
ท่านจึงต้องคิดตั้งวางเอาไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังมาสานต่อ

เรื่องดังกล่าว จะให้ผพูดกี่ครั้งก็ยังเป็นเช่นเดิม
..................................................................
ความคิดเห็นที่ 27
driftworm

ผมตอบแล้ว ......
ให้คุณอ่านความคิดเห็นที่ผมตอบความคิดเห็นที่ 25,26
ni_gul
แล้วลองดูนะครับว่า คำพูดของผมไปเหมือนคำพูดของใครอีก...?

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
driftworm วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

แต่ที่สิงห์สนามหลวงจับประเด็น "แนวอัตถนิยม" ที่เป็นโครงกระดูกหลักของงาน
วรรณกรรมไทยปัจจุบันก็เป็นเรื่องสลักสำคัญมากกว่าจริงนั่นแหละ และสมควร
อภิปรายขยายความตามที่สิงห์ฯชวนไว้

ดูเหมือนว่าข้อสรุปในกระทู้นี้จะเห็นต่างจากคำตอบของสิงห์สนามหลวงหรือเปล่า
หรือว่ายังกล่าวว่าต่างไม่ได้ เพราะสิงห์ฯเพียงให้ข้อมูลกว้างๆ ยังไม่ได้สรุป

สำหรับประเด็นที่ผมจับสังเกตใน คห.๒๗ ผมอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า ในเมื่อหุ่นกระป๋อง
มันกลับมีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยอานุภาพของภาษา เปรียบเหมือน processor chip ประจุลง
กบาลมัน มันก็อาจกลับเป็นไร้ชีวิตเหมือนเดิมได้ด้วยอานุภาพของภาษาเฉกเดียวกัน

มันก็เป็นได้สองทาง ..
หนึ่ง - แกะ processor chip นั้นคืนออกมา
สอง - แก้ลำด้วยอานุภาพของภาษา พระพุทธองค์ตรัสว่าใช้ของที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน
ดังเช่นการแก้ความตรึกในกำหนัดด้วยอสุภนิมิต เป็นต้น
.

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
NN1234 วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 23
MT-PONG

ผมแอบไปเช็คดูที่บ้านคุณ MT-PONG อยู่บ่อยๆ
ดูว่าคนรุ่นใหม่เขาพูดคุยอะไรกัน
เป้น"วัตถุดิบ"..และมุมมองต่อ.......ไทย
.............................................................................
ความคิดเห็นที่ 24
ย่าดา

ขอชมว่า ถ่ายภาพได้สวยงามมาก
เป็นกำลังใจในงานถ่ายครั้งต่อๆ ไปครับ
.............................................................................
ความคิดเห็นที่ 25,26
ni_gul

ผมจะได้เพื่อนคุยคอเดียวกันเพิ่มมากอีกคน
ผมเพิ่งทราบนะครับว่า.....
การเปิดประเด็นวรรณกรรมของผม จะได้รู้จักตัวตน"นักอ่านตัวจริง"หลายๆ คน
จริงๆ คือว่า การอ่านงานเขียนหรือวรรณกรรมแม้สักเล่มสองเล่มในชีวิตของคุณ ก็ทำให้จิตใจงดงามได้
วรรณกรรมทำให้จิตใตลดความหยาบกระด้างลดลง จนกลายเป็นความสวยงาม
ดูอย่างงาน "มาดามโบวารี" ของ กุสตาฟ โฟลแบร์ต สิครับ..
ฝรั่งเศสวุ่นวายแค่ไหน แต่กวีก็เห็นความหยาบกระด้างนั้น
ถ่ายทอดผ่านมาดามโบวารี ...แล้วมันก็กลายเป็นนวนิยายที่ดีที่สุดในโลก

ผมเพิ่งมีเวลาว่างได้อ่าน"The Necklace" กีย์ เดอ โมปัสซ็อง
อีกครั้ง เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุด ผมวางไม่ลงเลยครับ....
หลายเรื่องผมอ่านตอนวัยรุ่น อารมณ์ ความซาบซึ้ง สุนทรียภาพกับการอ่านตอนนี้ย่อมแตกต่างกันมาก
ลองหยิบงานเหล่านั้นมาอ่านอีกทีก็ได้นะครับ
แล้วมาคุยกัน..คนละเรื่องสองเรื่องก็ได้

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
driftworm วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่านจดหมายนั้นแล้ว มีเรื่องหนึ่งที่สิงห์สนามหลวงไม่ได้ตอบ
อาจเพราะเห็นเป็นประเด็นรอง
แต่ผมรู้สึกทึ่งอย่างสำคัญกับมัน คือตรงที่อานุภาพ (หรือบางคนใช้ว่า อำนาจ) ของ 'ภาษา'
ที่ทำให้สิ่งแข็งทื่อไร้ชีวิตดังไม้ท่อนหนึ่ง กลับมีชีวิตขึ้นมาโลดเต้นได้อย่างสำคัญ


ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ni_gul วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ขอแ้ก้ค่ะ อ่านเรื่อง คนขี่เสือ (ไม่ใช่คนขี่หลังเสือ) ของ ภาพนี ภัฏกาจันทร์ แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ชอบมากค่ะ กลวิธีที่ บีเทน สอนให้ กาโล เนรมิต เทวรูปให้ผุดมาจากดิน ด้วยการพร่ำมนต์และรดน้ำลงดินเรื่อยๆ จนคนสังเกต ...แล้วทุกอย่างก็อวยสู่พรามณ์ใหม่ ... ฮา ชอบมาก
ตอนแรกๆ อ่านตอนจบแบบงงๆ เพราะเหตุการณ์วุ่นวายมากเลยอ่านข้ามๆ แบบอยากจบ
ตอนหลังมาอ่านทวนอีกหลายจบ ชอบมากๆๆๆ ใครยังไม่เคยอ่านขอให้ไปหามาอ่านโดยพลัน

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
ni_gul วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ช่วงนั้นยังเด็กมาก แต่พอได้อ่านงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ งานที่เกี่ยวกับเรื่องนิรุกติศาตร์ต่างๆ ก็ชอบ ยังได้อ่านงาน เรื่อง คนขี่หลังเสือ และงานที่แอบๆ อ่านกัน(อ่านต่อจากพวกพี่ๆ) อย่าง คนลากรถ ของ หลู่ซิ่น (เล่มนี้หนา และกับวัย 13-14 ปี ที่ยังชอบอ่านเรื่องชุดบ้านเล็กฯ ไม่น่าเชื่อว่าจะอ่านได้จนจบอย่างรวดเร็ว) หรือเรื่องสั้นของจีน หลายเรื่องที่วิพากษ์คนที่ทำงานให้พรรคและการประชดประชันชีวิตของคนจีนยุคศักดินาที่ทำตัวกลมกลืนแบบจอมปลอมกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เพียงเพื่อดำรงสิทธิในพรรคที่เหนือคนอื่น ก็แปลกดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ตอนหลังหาอ่านไม่ได้ ทราบว่าเขากวาดเก็บไปไม่ให้อ่านกัน

1. ให้ทุกคนหรือเด็กๆ อ่านหนังสืออะไรก็ได้ เกิดความรู้ทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงพูดคำๆ เดียวกันนี้ ...(มีแต่กอซซิปดาราเต็มแผง)

2. พวกเราจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรกันสักอย่างสองอย่าง ด้วยการทำกิจกรรมดีๆ เช่น ส่งเสริมให้บล็อกเกอร์ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง เพิ่มรางวัลสาขาวรรณกรรม ในการประกวดบล็อกเกอร์ครั้งต่อๆ ไป เราอาจได้งานดีๆ ขึ้นมา
(ทำให้นึกถึงแนวคิดแบบนี้ของไนน์เอนเตอร์เทนอวอร์ด)

สองข้อนี้ ถูกใจเป๊ะๆ

คุณ NN1234 น่าจะไปคุยกับ อาจารย์มกุฎ อรฤดี (นิพพานฯ) แห่ง สนพ ผีเสื้อบ้างนะคะ พักหลังอาจารย์บ่นเรื่องภาษา งานห้องสมุด และการรู้หนังสือของไทยบ่อยมาก

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ย่าดา วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

มาอ่านบทวิเคราะห์ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
MT-PONG วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NICHAKHAN
ห่างเพียงนิด ก็ คิดถึง เพราะไกล จึง คนึงหา

ขอบคุณมากนะคะ เรื่องราวดีดี วรรณกรรมเก่าๆ เป็นตำนานบอกกล่าวได้ดีทุกยุคค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
driftworm วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เนชั่นสุดสัปดาห์ฯเล่มใหม่ เพิ่งมาวางบนโต๊ะ
ขอไปอ่านจดหมายที่คุณว่าก่อน
.

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
driftworm วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 09.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ตรงที่คุณสรุปไว้ในสองบรรทัดว่า ...
เมืองไทยไม่มีภาพเหล่านั้น เพราะการปฏวิติสังคมนิยมไม่เข้มแข็งมากและห้วงเวลาที่นานพอ
พอที่จะทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสังคมนิยมได้ ผมคิดเช่นนี้ ................. เนี่ยนะ

มันพ้องความกับคำให้สัมภาษณ์ของเสกสรรค์ ในเนชั่นสุดฯ ฉบับ ๙๕๑ เลย เพียงแต่เขาใช้
ภาษาอธิบายที่ต่างออกไป ทำนองว่า .. จะเกิดสิ่งใหม่เข้าแทนที่สิ่งเก่าได้ มันต้องเกิดพร้อมสอง
ประการคือสิ่งเก่าต้องผุโทรมจนไม่เหลือพื้นที่ในความคำนึงของผู้คน กับ สิ่งใหม่ต้องผนึกแน่น
เป็นพลังที่ที่มากพอพร้อมทั้งมีภาพรูปธรรมของแนวนโยบายที่ชัดเจน

ผมมาคิดดู มันมีการพยายามปฏิสังขรณ์ความคิดที่ "นำเข้า" มาเกือบร้อยปีแล้ว มาใส่สารตัวเร่ง
ขึ้นมาให้มีการปะทะในสังคม .. อย่างเปล่าประโยชน์ ไอ้ที่นักวิชาการคาดหวังว่าสังคมจะได้
อาศัยเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ มันเป็นฝันฤดูแล้ง เหมือนสายลมหอบฝุ่นคลีใบไม้แห้งตรลบขึ้น
แล้วสลายหายไปอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอยตกค้าง (คุณว่าจริงมั้ย) เหลือแก่แต่บาดแผลอะไร
ไม่รู้ กับการเก็บผูกเรื่องราวปะติดปะต่อในห้วงฝันของคนบางกลุ่ม ดังฝันรัญจวนคราฝนสาดเม็ด

วรรณกรรม การขีดเขียน ก็รับผลกระทบจากความลักลั่น เอ้อเร้อเอ้อเต่อนี้ไปด้วย ทิศทางช่วง
๒๔๙๐ ถึง ๒๕๑๖ ถูกยุดไว้ด้วยคำประเมินว่าเป็นจิตนิยม พาคนให้ติดล้าไม่ก้าวหน้า จำยอมกับ
การถูกเอาเปรียบ มอมเมา ถูกความพยายามแทนที่ด้วยงานในทิศทาง"เป็นวิทยาศาสตร์" ปลุกผู้คน
ขึ้นต่อสู้ ให้รู้ในอำนาจตน แต่ในภาวะแวดล้อมที่เร่งรุดในสังคม มันเริ่มเบื้อใบ้ไม่สามารถติดตาม
อธิบายเนื้อหาใหม่ๆในบริบทของโลกาภิวัตน์ ทั้งดูเหมือนจงใจหลีกเลี่ยงที่จะอธิบายต่อด้วย

... วรรณกรรมงานขีดเขียนของไทย เลยกลายเป็นว่าวค้างฟ้า จะลงก็ลงไม่ได้ ไปต่อไม่ถูก ได้แต่
ล่องลอยไร้ทิศ เกิดรอยต่อที่ไม่เป็นรอยต่อ กลับเป็นช่องกลวงโบ๋จับอะไรก็ไม่ติดมือขึ้นมา
กลายเป็นช่องให้วรรณกรรมแบบหางนมหางกาแฟที่คนต้นคิดโลกาภิวัตน์ฉวยโอกาสสาดเสริม
ให้เละเป็นโจ๊ก .... ไม่เชื่อ คุณลองพยายามควานขึ้นมาจากตลาดปัจจุบัน พยายามคั้น ปั้นให้มัน
เป็นรูปทรงที่บอกสมญาตัวตนของมันสิ ควานไม่ติดมือเลย
แต่ไอ้ความที่เละจนควานไม่ติดมือนี่แหละ ทำเงินเข้ากระเป๋าบางกลุ่มบางคนทั้งในสังคมเองทั้ง
ที่อยู่ในที่ไกลจนรวยเละเทะอีกเหมือนกัน

ก็น่าที่คุณจะให้คำตอบตัวเองไม่ได้ ว่าจากนี้ไปจะเป็นอะไร
.

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ชายแม้น วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changman

ว่ากันว่าคุณค่ามาตรฐานของคนในสังคม คือยอดขายของหนังสือบนแผง
นิตยสาร นสพ. พ็อคเก็ตบุ้ค แบบไหนขายได้

ของดีๆต้องช่วยกันส่งเสริมและอนุรักษ์ครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
NN1234 วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 07.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 6
จ่าจินต์


..........................................................
ความคิดเห็นที่ 7
คนช่างเล่า

แล้วเจอกันครับ บุญเดือนสิบ
...........................................................
ความคิดเห็นที่ 11
พฤจิกา

หญ้าปากคอก วัวควายมักไม่กิน
มันได้กลิ่นอึกลิ่นฉี่ตัวเอง ทั้งๆ ที่หญ้านั้นงามที่สุดแล้ว
แต่พอคนใช้เคียวเกี่ยวให้ มันก็กิน.....?
......................................................................
ความคิดเห็นที่ 12
TonLewเองค่ะ

ลุงจะเข้าไปเม้นท์ให้หนูบ่อยๆ ครับ
เผื่อหนูจะได้เป็นคนที่มีคุณภาพต่อไปจ๊ะ....
..........................................................................
ความคิดเห็นที่ 13
นายยั้งคิด

ผมมีงานที่รับปากท่านไว้อยู่
ยังไม่ลืมที่จะเขียนถึง"เรื่องนั้น" หลวงวิจิตรวาทการ ในความทรงจำของผม
..................................................................................
ความคิดเห็นที่ 14
ลมโชยริมหน้าผา

แสงสว่างจากดวงตะเกียงสำหรับส่องที่เป็น
มิใช่ส่องให้คนตาย

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
NN1234 วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 2
สาวอิสานอินเตอ

เช่นกันครับ

...........................................................
ความคิดเห็นที่ 3
น้ำทะเล

อย่าลืมชอบคนไทยด้วยนะครับ

...............................................................
ความคิดเห็นที่ 4
ลุงตุ่ย

กาแฟโบราณน่ะ....เข้มข้น ทรงพลัง

......................................................................
ความคิดเห็นที่ 5
ปวิภา

ผมยังจำคำพูดของคุณครูสอนภาษาไทยกับผมไว้อย่างไรบ้าง
ผมว่าเป็นวิชาที่เรียนยากกว่าภาษาอังกฤษมากทีเดียว
เพราะแทบไม่มีกฏตายตัว ไม่มีระบบระเบียบแน่นอน มีความพริ้วไหวสวยงาม
ยากตรงนี้ ที่จะทำให้ถูกใจเขา ถูกใจเรา

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
NN1234 วันที่ : 30/08/2010 เวลา : 06.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 1
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์

ใช่ครับ วรรณกรรมนอกจากจะเป็นเครื่องสะท้อนสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นๆ แล้ว
วรรณกรรมในแต่ละยุคสมัยก็บ่งบอกถึงความงดงาม ความอ่อนโยน ความมีสุนทรียภาพของจิตใตคนในยุคนั้นๆ ด้วย
ยุคสมัยใดที่ไม่มีความงดงามที่คนในยุคนั้นแสดงออกด้วยวรรณกรรม แสดงว่า จิตใจของพวกเขาหยาบกระด้าง พร้อมจะเดินเข้ากันด้วยความป่าเถื่อน และเป็นกลียุค
สังเกตไหมครับ...ไม่มีวรรณกรรมใดๆ ในยุค Babarian

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
driftworm วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

สงสัยต้องพิมพ์ใหม่ มันติดคำสั่งไรไม่รุ
ที่เหลือจะพูดถึงนายกฯที่ว่าชื่น ภาษาไทย
พูดถึงกลุ่มวรรณกรรมทางอิสาน ทั้งผู้ใหญ่ และนักศึกษา ตั้งสี่กลุ่ม
ทางใต้มีกลุ่มที่มีเจน สงสมพันธุ์ร่วมอยู่
พูดถึงนิตยสารเล่มอื่นๆที่มีส่วน
ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
driftworm วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ลองแปะข้อความที่หายไปจากคห.๘ อีกที
แล้วค่อยว่ากันใหม่
...........

>>> อ้อ อ้อ รู้แล้ว ทำไมกี่รัฐบาลต่อกี่รัฐบาล ผู้มีอำนาจทุกคนจะไม่มีวันส่งเสริมการศึกษา
ไม่มีวันส่งเสริมงานเขียน นักเขียน งานพิมพ์ อย่างเด็ดขาดเพราะเขามองไปข้างหน้าก็เห็น
อยู่ว่าการทำเช่นนั้นก็มีแต่จะบั่นทอนสถานะของตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ลมโชยริมหน้าผา วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lomchooy

อ่านบทความนี้แล้วกระจ่างใจเลยครับ

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ผมไม่ชอบอ่านหนังสือประเภทตำรา หนังสือเล่มโตๆน้ำหนักมาก จึงไม่ค่อยฉลาด ขณะเดียวกันก็ไม่ชอบอ่านนวนิยายหวานๆ หนังสือที่เล่มเล็กๆเกินไป จึงไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์ด้วยเช่นกัน สมัยก่อนเคยอ่าน"ชาวกรุง" "สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์" "ต่วยตูน" แล้วชอบดูรูป(อ่านไม่ออก)ในแม๊กกาซีน Play Boy" และอีกบางเล่มที่คล้ายกันแบบขอยืมอ่าน

สมัยนี้อ่านน.ส.พ.รายวันบางฉบับนิดหน่อย แต่ต้องมาหัดอ่านบล็อกต่างๆทาง IT มากหน่อยครับ เลยพอจะรู้ข้อมูลข่าวสารกับเขาบ้างครับ ยังเกาะท้ายขบวนของ Change ได้บ้างครับผม

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
TonLewเองค่ะ วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 21.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TonLew
TonLew Diary

สวัสดีค่ะ...คุณลุง ^^

ขอบคุณนะคะที่แวะไปบ้านของต้นหลิว
แต่พอได้เข้ามาบ้านของคุณลุงดูบ้าง โอ้โห.....สงสัยคงต้องให้คุณพ่อมาอธิบาย ฮ่าๆๆๆๆๆ

วันรับรางวัลไม่ได้เจอคุณลุงเลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
พฤจิกา วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."


ใกล้ตัวเกินไปมั้งค่ะ

คนไทยเลยไม่ค่อยเห็นคุณค่า
..
..

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
driftworm วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เฮ้อ................................. เอาไว้หลังเที่ยงคืนค่อยแปะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
driftworm วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ข้อความขึ้นไม่ครบ

>>> อ้อ อ้อ รู้แล้ว ทำไมกี่รัฐบาลต่อกี่รัฐบาล ผู้มีอำนาจทุกคนจะไม่มีวันส่งเสริมการศึกษา
ไม่มีวันส่งเสริมงานเขียน นักเขียน งานพิมพ์ อย่างเด็ดขาดเพราะเขามองไปข้างหน้าก็เห็น
อยู่ว่าการทำเช่นนั้นก็มีแต่จะบั่นทอนสถานะของตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
driftworm วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

- คงจะเป็นเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดมั้ง ผมยังไม่ได้รับ > รออ่าน

- ผมก็เข้าใจว่าศัพท์คำนั้นระบุเจาะจงถึง "เป็นแบบสังคมนิยม" ทีเดียวเจียวละ

- คุณขยันค้นนิ ผมเพิ่งรู้ว่าอีตาม้าร์กซ์ เคราพนา นี่แกพูดเรื่องวรรณกรรมด้วย และอ่าน
ประโยคเด็ดที่คุณยกมาแล้วก็ให้สงสัยครามครันว่าเท่าที่เห็นศิลปิน นักเขียน คนเขียนกลอน
กวี เขาเอ่ยอ้างธงหลักของงานและจินตภาพดังอุดมการนั้น เป็นคนละเรื่องกับที่ม้าร์กซ์
เคราพนา พูด ดังนั้นก็จะมีวิวาทะกันขนานใหญ่ แต่ปัจจุบันดูท่าต่างฝ่ายต่างเก็บปากเสียง
กันอย่างเงียบเชียบ

- บันทึกเรื่อง "ยุวชนสยาม" โดยประชา วีรานุวัตร ในเว็บไซ้ต์เสมสิกขาลัย ได้ระบุว่านับ
จากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ได้มี"สาย"หรือตัวแทนของ พคท.เข้าเมืองหลวงดำเนินการ
"จัดตั้ง" นักเรียนนักศึกษาอย่างกว้างขวางและแข็งขัน และเป็นไปได้ว่าอาจมีการดำเนิน
การจัดตั้งมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ด้วยซ้ำ

- แถม (เสริม) .... วิทยากร เชียงกูล > และอีกหลายมุมโลกที่โศกนั้น คนนับพันนัยหมื่น
สะอื้นไห้ ด้วยเขาแสนอัตคัดทุกปัจจัย ทั้งยากไร้ผู้ซึ่งจะพึ่งพา ...................
และ .......แล้วสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า เอามาทำอาหารให้คนไร้สิ้น
ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเผื่อคนจน
(เพิ่งรู้ตอนนั้นว่าคำว่า สิน มีความหมายในหมวดเดียวกับ เย็บ สอย ด้วย)

- นิตยสาร "วรรณกรรมเพื่อชีวิต" บรรณาธิการโดย พิชิต จงสถิตย์วัฒนา อายุขัย - หลัง
เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ จนถึง ๖ ตุลา ๑๙

- อย่าลืมนิตยสาร อักษรศาสตร์พิจารณ์ บรรณาธิการโดย รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน

- หาก"คนป่า"ทำการปฏิวัติได้รับชัยชนะ ชื่อเรียกขานงานสกุลนี้คงใช้ว่า วรรณกรรมที่ปฏิวัติ
หรือวรรณกรรมเพื่อปฏิวัติ

- อานุภาพของวรรณกรรมนั้น อรุณธตี รอย ก็เคยพูดว่า วรรณกรรมสามารถกลั่นดวงปัญญา
ฉายภาพให้เห็นจริงว่าอะไรที่เป็นและกำลังเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขา ยังไม่นับที่หลู่ซิ่น
หรือวรรณกรท่านอื่นพูดไว้ ทั้งนี้ เมื่อยกเอาค่านิยมลัทธิสังคมนิยมที่ครอบอยู่ออกทิ้งไป ...
บรรดานักเขียนและกวีทั้งหลายก็ยังจะพูดเช่นนี้อยู่ดี
>>> อ้อ อ้อ รู้แล้ว ทำไมกี่รัฐบาลต่อกี่รัฐบาล ผู้มีอำนาจทุกคนจะไม่มีวันส่งเสริมการศึกษา
ไม่มีวันส่งเสริมงานเขียน นักเขียน งานพิมพ์ อย่างเด็ดขาดเพราะเขามองไปข้างหน้าก็เห็น
อยู่ว่าการทำเช่นนั้นก็มีแต่จะบั่นทอนสถานะของตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 20.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ที่พัทลุง จับลงถังแดง
หายเป็นเถ้าถ่านในถัง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปวิภา วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 

...เต็มประเด็น...แล้วโดน...มากมาย...
โดยเฉพาะบรรยากาศในห้องเรียนกับ...วรรณกรรม

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลุงตุ่ย วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 19.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

คุณภาพคับเอ็นทรี่เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

ชอบตรงเรื่องภาษาไทยนี่ละครับ....

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สาวอิสานอินเตอร์ วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spj
เฮียมนี้เป็นดั่งดวงดอกไม้     บานอยู่กลางดงฝนบ่ตกลงโฮย                     สิหล่นขุคาต้น

ชอบมากค่ะ

ขอบคุณอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 29/08/2010 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

วรรณกรรม
ยังคงเป็นภาพสะท้อน
ของยุคสมัย
ได้อยู่เสมอ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน