*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2323155
  • จำนวนผู้โหวต : 800
  • ส่ง msg :
  • โหวต 800 คน
<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 11 เมษายน 2554
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 8521 , 16:04:44 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน กำหนัน , ปราณชลี และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

๑)  ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดนครศรีธรรมราช 

() ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงที่มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ทอดตัวเป็นแนวยาวเหนือใต้ทางอยู่ด้านทิศตะวันตก ยาวตลอดแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่บริเวณนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง และพัทลุง มีชื่อเรียกว่า “เทือกเขานครศรีธรรมราช” ยาวต่อเนื่องถึงแนวของ “เทือกเขาบรรทัด” ครอบคลุมพื้นที่ อ.ขนอม สิชล นบพิตำ พรหมคีรี ลานสกา ท่าศาลา เมือง พรหมคีรี ร่อนพิบูลย์ ชะอวด และพระพรหม   โดยมียอดเขาสูงสุดชื่อ "เขาหลวง" สูงประมาณ ๑,๘๓๕ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เทือกเขาเหล่านี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำลำธารทุกสายใน จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้งสาขาของแม่น้ำตาปี (ไหลลงไปสู่อ่าวบ้านดอนที่ จ.สุราษฎร์ธานี)  และยังมีเทือกเขาอื่นๆ อีก เช่น เขาพระ  เขาใหญ่ อ.สิชล เขาหลวง อ.ท่าศาลา เขาเหมน อ.ช้างกลางต่อเนื่องกับเขารามโรม อ.ร่อนพิบูลย์ และ อ.พระพรหม เขาบรรทัดต่อเนื่องกับเขาสามจอม อ.ทุ่งสง และบางขัน เขาแดนตรัง อ.ทุ่งสง ต่อเนื่องไปถึง จ.ตรัง เขาพระบาท อ.หัวไทร

ลักษณะดินเทือกเขานี้ เป็นเขาหินปน หินแกรนิต และมีดินที่เกิดจากการสลายตัวผุพังไปตามกาลเวลาของหินเหล่านั้น โดยที่เทือกเขาเหล่านี้ยังคงเป็นมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าดิบชื้น แร่ธาตุอาหาร และยังคงมีสินแร่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่อีกมาก

() เขตพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก มีอาณาเขตตั้งแต่เทือกเขาในตอนกลางของพื้นที่ลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกจนจรดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตลอดแนวยาวเหนือใต้ ทำให้เป็นพื้นที่ราบที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ   ครอบคลุม พื้นที่บางส่วนของ อ.ขนอม สิชล ท่าศาลา เมืองปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด พื้นที่ส่วนนี้ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินตะกอนปนทราย และดินเหนียวร่วน เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะในการเพาะปลูก ส่งผลให้ประชากรมีอาชีพเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เช่น ทำนา ปลูกพืชผักเชิงกึ่งอุตสาหกรรม โดยมีแม่น้ำลำธารสายต่างๆ ที่มีค้นน้ำจากเทือกเขาหลวงไหลออกไปที่อ่าวไทย ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนของแร่ธาตุอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของพืช และสัตว์น้ำ ประชากรจึงมีอาชีพประมงชายฝั่งตามแนวยาวของทะเลอ่าวไทยและป่าชายเลน 

ปัจจุบันพื้นที่นาและที่ราบซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองที่เชื่อมต่อไปถึงชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนตลอดแนวของชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ได้ถูกแปรสภาพไปเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งเชิงอุตสาหกรรม(หรือ ทำนากุ้ง)  มีการสูบน้ำทะเลรุกเข้ามาในพื้นที่เพาะเลี้ยงและสามารถใช้ประโยชน์ได้เพียงชั่วระยะ ๔ ถึง ๕ ปี หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้าง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพดิน เกิดมลพิษในดินและน้ำ ได้แก่ บริเวณพื้นของ อ.เมือง ปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ และชะอวด

ลักษณะดินเป็นดินเหนียวร่วนปนทราย ดินมีสีดำ แบบดินปากแม่น้ำเกิดจากการทับถมของดินตะกอนและธาตุอาหาร เหมาะแก่การเพาะปลูกพืช  เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

() แม่น้ำลำคลองสายสำคัญหลายสาย จ.นครศรีธรรมราช  มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหลวงหรือเทือกเขาบรรทัด  ได้แก่

แม่น้ำปากพนัง  ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาบรรทัด ใน ต.วังอ่าง อ.ชะอวด ไหลผ่านอ.เชียรใหญ่ ไปแยกกันที่บ้านปากแพรกเป็น แม่น้ำปากพนัง ไหลลงสู่ทะเลบริเวณอ่าวนคร แม่น้ำสายนี้ยาว ๑๐๐ กิโลเมตร และอีกสาขาจากบ้านปากแพรก ไหลผ่าน อ.หัวไทรลงสู่ทะเลสาบสงขลา บริเวณ ต.ระโนด อ.ระโนด  ยาว ๖๓ กิโลเมตร         

แม่น้ำหลวง  เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี ไหลผ่าน อ.พิปูน ฉวาง และทุ่งใหญ่ ยาว  ๘๐ กิโลเมตร เข้าไปในเขต จ.สุราษฎร์ธานีที่ อ.พระแสง ไหลไปรวมกับแม่น้ำคีรีรัฐนิคม ที่ อ.พุนพิน กลายเป็น “แม่น้ำตาปี”   

คลองปากพูน  เกิดจากเขาหลวงในเทือกเขานครศรีธรรมราช  ผ่าน อ.พรหมคีรีลงสู่อ่าวนคร ในเขต อ.เมือง ยาว  ๓๒ กิโลเมตร  

คลองกลาย   เกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราชในเขต อ.นบพิตำ ไหลผ่าน อ.ท่าศาลา  ลงสู่ทะเลด้านอ่าวไทยเดิมคลองนี้มีความกว้างมาก จึงต้องสร้างสะพานซึ่งยาวมากตัดผ่าน ปัจจุบันตื้นเขินใช้ประโยชน์ได้น้อย ยาว  ๗๐ กิโลเมตร(ข้อมูลก่อนเกิดเหตุภัยพิบัติปี ๒๕๕๔ : ผู้เขียน)         

คลองปากพญา-คลองปากนคร  เกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช ในเขต อ.ลานสกามีต้นน้ำหลายสาขาร่วมกับคลองท่าดีไหลแยกสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไหลลงสู่ทะเลที่ปากพญาและปากนคร ยาว  ๖๐ กิโลเมตร       

คลองเสาธง  เกิดจากน้ำตกกะโรม  ในเทือกเขานครศรีธรรมราช ในเขต อ.ลานสกาไหลผ่าน อ.ร่อนพิบูลย์แล้วผ่าน ต.ช้างซ้าย ใน อ.พระพรหม ต.ท่าเรือ ท่าไร่ ใน อ.เมือง ไปออกคลองบางจากที่อ่าวนคร ยาว  ๘๐กิโลเมตร มีน้ำตลอดปี     

คลองท่าทน ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราชในเขต อ.สิชล ไหลลงสู่อ่าวไทยที่ อ.สิชล         

คลองน้ำตกโยง   ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช  ด้านตะวันออกในเขต อ.ทุ่งสง  ไหลไปสู่ อ.ห้วยยอด  จ.ตรัง เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตรัง     

คลองมัน  ต้นน้ำเกิดจากเขาสามจอม ซึ่งเป็นเขาลูกหนึ่งใน อ.ทุ่งใหญ่ เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำหลวง ไหลลงที่อ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี   

คลองท่าเลา  ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาวังหีบ อ.ทุ่งสง ไหลลงทะเลอันดามันที่ อ.กันตัง จ.ตรัง 

คลองท่าโลน  ต้นน้ำเกิดจากเขาปลายเปิด  ใกล้กับเขาวังหีบใน อ.ทุ่งสงไหลออกทะเลอันดามันที่บ้านปันหยี  อ.กันตัง จ.ตรัง

ลักษณะแม่น้ำลำคลองเหล่านี้มีความคดเคียวไปตามที่ราบตีนเขา ก่อนจะไหลเป็นเส้นตรงมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่ราบชายฝั่งทะเล สภาพแม่น้ำลำคลองตื้นเขิน ประชาชนใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาตินี้เพื่อการทำการเกษตรกรรม

ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเอื้อต่อประชาชนส่วนใหญ่ให้มีการประกอบอาชีพเกษตรกร ทำสวนยางพาราและปลูกไม้ผลเขตร้อน เนื่องจากการเพาะปลูกได้ผลดี

 

 


(ภาพ คลองกลาย อ.นบพิตำ)

 

๒) ทรัพยากรธรรมชาติ จ.นครศรีธรรมราช 

 

อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ครอบคลุมพื้นที่ของ อ.เมือง  พิปูน พรหมคีรี ลานสกา ฉวาง และท่าศาลา มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ ๕๙๗ ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ ๓๕๖,๒๕๐ ไร่  ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๗ มีเทือกเขาที่สลับซับซ้อน มียอดเขาหลวงสูงสุด ๑,๘๓๕ เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารและคลองต่างๆ กว่า ๑๕ สาย  มีสภาพป่าเขาเป็นแบบป่าดงดิบชื้นที่มีพรรณไม้ และสัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์

อุทยานแห่งชาติเขานัน ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของ อ.ท่าศาลา  ในเขต ต.ตลิ่งชัน  กรุงชิง อ.สิชล ในเขต ต.น้อย ต.ฉลอง  ต.เปลี่ยน ต.เทพราช  และในเขตของ ต.นบพิตำ  อ.นบพิตำ  นอกจากนี้อุทยานฯ ยังมีอาณาเขตที่ครอบคลุม เขาป่าสงวนแห่งชาติป่าเขานัน  และเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากรุงชิงบางส่วน มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒๗๒,๕๐๐ ไร่  ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.ท่าศาลา ๓๐ กิโลเมตร

 

การป่าไม้  จ.นครศรีธรรมราช มีพื้นที่ป่าไม้ ๑,๑๑๙,๗๕๐ ไร่ คิดเป็น ๑๗.๗๙ ของพื้นที่จังหวัด มีป่าชายเลน ๖๑,๖๘๗ ไร่ คิดเป็น  % ของพื้นที่จังหวัด สภาพป่ามีป่าดงดิบ (ดิบชื้น, ดิบเขา) ป่าพรุ ปลาชายเลน, และป่าชายหาด, แยกเป็นพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติจำนวน        แห่ง  มีเนื้อที่รวม ๕๖๔,๐๐๐   ไร่   และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  จำนวน ๖๙  ป่า    มีเนื้อที่รวม ๑,๙๒๔,๖๕๔   ไร่ (ที่มา  : สำนักงานป่าไม้จังหวัดนครศรีธรรมราช)

ภาคอุตสาหกรรม  จ.นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์แร่ชนิดต่างๆ    พบกระจายอยู่ในเขตอำเภอต่าง ๆ ดังนี้  ดีบุก  พบในเขต อ.ร่อนพิบูลย์ ทุ่งสง ลานสกา ฉวาง ทุ่งใหญ่ ท่าศาลา สิชล ขนอม และนบพิตำ   แร่พลวง  พบในเขต อ.ชะอวด ร่อนพิบูลย์ บางขัน จุฬาภรณ์ ฉวาง ท่าศาลา สิชล ขนอม และนบพิตำ  จากการมีทรัพยากรแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์  ทำให้ จ.นครศรีธรรมราชได้มีการทำเหมืองแร่มาเป็นเวลาช้านานกว่า ๑๐๐  ปี มาแล้ว โดยมีการทำเหมืองแร่ชนิดต่าง  ๆ ประมาณ ๑๐ ชนิด จำนวนเหมืองแร่ จำนวนคนงาน และปริมาณแร่ที่ผลิตได้ จำแนกตามชนิดแร่ ปีงบประมาณ ๒๕๕๐

ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ สามารถเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่และค่าธรรมเนียมต่าง ๆได้ประมาณ ๖๐ ล้านบาท และมีแนวโน้มในการทำเหมืองแร่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากการทำเหมืองแร่จากแหล่ง แร่อุตสาหกรรม(ที่มา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช)

การเกษตรกรรม ผลผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ปี ๒๕๕๐/๒๕๕๑ พื้นที่ปลูก ยางพารา ๑,๘๓๘,๖๔๑ ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย ๒๘๓ ก.ก. / ไร่ มียอดผลิตรวม ๔๑๖,๔๙๒,๑๓๖ ก.ก.

 

 


(ภาพ กองแร่ของเหมืองแร่แห่งหนึ่ง)

 

๓) อำเภอนบพิตำ  

อ.นบพิตำมีพื้นที่ประมาณ ๗๒๐,๑๕๖ ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจาก จ.นครศรีธรรมราช ๕๓ กิโลเมตร  ห่างจาก อ.ท่าศาลา ๒๕ กิโลเมตร คำว่า นบพิตำ มาจากชื่อบ้าน นบ และบ้านพิตำ ๒ คำมารวมกัน

อ.นบพิตำ มี ๔ ตำบล ได้แก่ นบพิตำ กรุงชิง กะหรอ นาเหรง จำนวน ๓๘ หมู่บ้าน ๙,๑๑๗ ครัวเรือน จำนวนราษฎร ๓๑,๓๑๓ คน (ข้อมูล สำนักทะเบียนอำเภอนบพิตำ ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓) ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง โดยนำผลผลิตทางการเกษตรส่งไปขายในตลาดตัวเมืองนครศรีธรรมราช(ตลาดหัวอิฐ) รายได้เฉลี่ยของประชากร จำนวน ๔๑,๙๘๕ บาท ต่อปี

 

ประวัติความเป็นมาจากหลักฐานประวัติศาสตร์ตอนต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งสมัยรัชกาลที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๕๔) นบพิตำเป็นพื้นที่ที่มีข้าราชการเข้ามาถือศักดินากันคนละ ๒๐๐ - ๔๐๐ ไร่ (จาก “รวมเรื่องเมืองนครศรีธรรมราช กรมศิลปากร ๒๕๐๕”) ในรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบการปกครองหัวเมืองเสียใหม่ เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๐(รศ.๑๑๖) จึงให้รวบรวมเมืองไทยบุรี เมืองร่อนกะหรอ เมืองกลาย เมืองโมคลาน และเมืองพิตำ ตั้งเป็นอำเภอชื่อ อำเภอกลาย ต่อมาได้ย้ายที่ว่าการไปตั้งที่ตลาดท่าศาลา และเปลี่ยนเชื่อเป็น อำเภอท่าศาลา เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ ในนปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย แบ่งเขตการปกครองท้องที่ อ.ท่าศาลา ตั้งเป็น กิ่งอำเภอนบพิตำและยกฐานะเป็น อำเภอ ตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐

และในอดีตเมื่อ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว อ.นบพิตำเคยเป็นที่ตั้งและเป็นเขตปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

 

 สภาพภูมิประเทศ ของ อ.นบพิตำ มีลักษณะเป็นแอ่งมีที่ราบสลับกับภูเขาที่ถูกภูเขาล้อมรอบเกือบรอบทุกด้านแบบตัว C (ผู้เขียนขอเรียกว่า “แอ่งนบพิตำ”) มีคลองกลายเป็นที่รับน้ำและระบายออกจากพื้นที่ที่ครอบคลุมอย่างกว้างใหญ่ เสมือนมีปากประตูทางออกทางเดียวประกอบด้วย

ด้านทิศใต้ของ “แอ่งนบพิตำ” มีเทือกเขานครศรีธรรมราชวางตัวตามแนวยาวตะวันออก-ตะวันตก คือ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง น้ำฝนที่ตกด้านในของสันเขาก็จะไหลลงไปรวมที่คลองกลาย อ.นบพิตำก่อนแล้วจึงจะไหลไปตามลำคลองออกไปสู่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก สันเขาด้านนอกก็ไหลเข้าสู่คลองลำคลองน้อยใหญ่ไปสู่ทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกเช่นเดียวกัน และมีลำคลองส่วนหนึ่งที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช ส่วนนี้มีน้ำตกที่มีชื่อเสียง เช่น พรหมโลก อ้ายเขียว และกรุงชิง

ด้านทิศเหนือ เป็นเทือกเขาสูงวางตัวตามแนวยาวตะวันออก-ตะวันตก เป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขานัน

ด้านทิศตะวันตก เป็นเทือกเขานครศรีธรรมราช มีอุทยานใต้ร่มเย็น เป็นสันเขาสูงและเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่าง จ.นครศรีธรรมราช กับ จ.สุราษฎร์ธานี ด้านนี้คือต้นทางของสายน้ำ  คลองกลาย    ไหลคดเคี้ยวผ่านในเขต อ.นบพิตำ ก่อนจะไหลผ่าน อ.ท่าศาลา  ลงไปสู่ทะเล(อ่าวไทย)

 

กล่าวโดยสรุป อ.นบพิตำถูกล้อมรอบโดยภูเขาสูงเป็นรูปเกือกม้า หรือ รูปตัว C ทั้ง ๓ อุทยานแห่งชาตินั้นมีระดับความสูง ๑,๕๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป น้ำฝนที่ตกในพื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งออกไปด้านนอกตามสันเขาและด้านในสันเขาได้ไหลมารวมกัน โดยมีปากทางออกเพียงทางเดียว คือ คลองกลาย สภาพชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใน “แอ่งนบพิตำ” จึงเสมือนถูกปิดล้อมในยามที่ประสบภัยพิบัติดังเช่นเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นล่าสุดในครั้งนี้

 

 


(ภาพ เหมืองแร่แห่งหนึ่งที่ถูกน้ำท่วม)

 

ลักษณะภูมิอากาศ อ.นบพิตำ ตั้งอยู่ในเขตโซนร้อน มีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ด้วยอิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองนี้ ประกอบกับทำเลที่ตั้งของ อ.นบพิตำ อยู่ระหว่างอ่าวไทย และเทือกเขาที่ยังคงมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติมาก ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี ไม่หนาวจัด ไม่ร้อนจัด เป็นอากาศที่บริสุทธิ์ เป็นเมืองน่าอยู่ และ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทำให้ อ.นบพิตำ มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ ประชาชนมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย พึ่งพาอาศัยกันแบบญาติพี่น้อง มีความเอื้ออาทรต่อกันและมีความสามัคคี มีความเข้มแข็งด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม และทำให้ อ.นบพิตำกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จำนวนมาก เช่น น้ำตก ถ้ำ การล่องแก่งคลองกลาย จุดชมวิวทะเลหมอก บ่อน้ำร้อน  เป็นต้น

ด้านทรัพยากรธรรมชาติ อ.นบพิตำ เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่

ทรัพยากรป่าไม้ มีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง เป็นพื้นที่อยู่ในเขต อ.นบพิตำ ๓,๐๐๐ ไร่ อุทยานแห่งชาติเขานัน เป็นพื้นที่ในเขต อ.นบพิตำ ๑๘,๐๐๐ ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติ มีพื้นที่ในเขต อ.นบพิตำ ๒๙๘,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็นป่ากรุงชิง ๒๕๖,๖๒๐ ไร่ ป่าเขานัน ๔๑,๓๘๐ ไร่

ด้านอุตสาหกรรม มีเหมืองแร่เฟลด์สปาร์ ๔ แห่ง เหมืองแร่แบไรต์  ๑ แห่ง

(หมายเหตุ เฉพาะ อ.นบพิตำ มีเหมืองแร่แบไรต์ จำนวนเหมือง  (๒ แปลง) ปริมาณแร่ที่ผลิตได้ ๒,๘๐๙ เมตริกตัน และแร่เฟลด์สปาร์ จำนวนเหมือง ๑ แปลง) ปริมาณแร่ที่ผลิตได้ ๕๙๑,๗๔๔ เมตริกตัน (ที่มา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช)

 

 

(ภาพ สินแร่แทรกตัวอยู่ในก้อนหินเหล่านี้)

 

 

เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ อ.นบพิตำ โดยนายสันทัด ณ นคร นายอำเภอนบพิตำ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาอำเภอ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒๕๕๖ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอำเภอ และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และตอบสนองความต้องการของประชาชน ชุมชน หมู่บ้าน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารการพัฒนาอ.นบพิตำ

จากเอกสารของแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว ได้มีการสรุปปัญหาต่างๆ พอสังเขปได้ ดังนี้

ปัญหาด้านความต้องการด้านเศรษฐกิจ -ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ/ราคาไม่แน่นอน ไม่มีคุณภาพ, ประชาชนมีรายได้ต่ำ แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย, ขาดความเข้าใจในการนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้, ไม่มีทีดินทำกินเป็นของตนเอง/ที่ทำกินไม่เพียงพอ, ขาดน้ำเพื่อทำการเกษตร, ครัวเรือนมีหนี้สิน, เยาวชนว่างงาน, ไม่มีเงินทุนในการประกอบอาชีพ, ต้นทุนการผลิตสูง, ครัวเรือนไม่มีอาชีพเสริม, ดินเสื่อมคุณภาพ, โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด, การแพร่ระบาดของโรคสัตว์, กลุ่มองค์กรในชุมชนไม่มีเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมไม่เข้มแข็งไม่ต่อเนื่อง

สาเหตุของปัญหา  -พ่อค้าคนกลางกดราคา/เอารัดเอาเปรียบ, ขาดการรวมกลุ่ม, ต้นทุนการผลิตสูง, ขาดแหล่งเงินทุน, ผลผลิตไม่มีคุณภาพ,สินค้าราคาแพง น้ำมันแพง ประชาชนไม่รู้จักการจัดทำบัญชีรับ-จ่าย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย/ไม่ประหยัด, ขาดความรู้ในการบริหารจัดการ ชุมชนขาดความช่วยเหลือกัน  , ป่าไม้ถูกทำลาย,มีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปีทำให้การกรีดยางได้น้อยลง, ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน  สมาชิกในครัวเรือนมีจำนวนเพิ่มขึ้น, ประชาชนมีที่ทำกินอยู่ในเขตอุทยาน, เขตป่าฯ/อุทยานฯไม่ชัดเจน, แหล่งน้ำธรรมชาติตื้นเขิน แหล่งน้ำมีน้อย, ต้นทุนการผลิตสูง ไม่ประหยัด สินค้าราคาแพง, เยาวชนเรียนไม่จบ ไม่ทำงาน เลือกงาน ไม่มีแหล่งงาน, ไม่มีอาชีพเสริม   ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ต้นทุนการผลิตมีราคาสูง ราคาผลผลิตไม่แน่นอน ขาดเงินทุนประกอบอาชีพ,  ไม่มีเงินทุน ไม่มีความรู้ ขาดโอกาส, ดินขาดความสมบูรณ์ ใช้สารเคมีมาก ขาดการบำรุงรักษา ไม่มีความรู้ในการบำรุงรักษาที่ถูกต้อง, สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ธรรมชาติขาดความสมดุล เป็นต้น

 

               

(สะพานข้ามคลองกลาย)

การวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ  ราษฎรในพื้นที่ อ.นบพิตำส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกยางพาราและการทำสวนผลไม้ (เงาะ ทุเรียน มังคุด ลางสาด ฯลฯ) มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง ซึ่งในปัจจุบันราคายางพารามีราคาที่สูง ทำให้มีแนวโน้มในการเพิ่มพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น ทั้งจากราษฎรในพื้นที่และนอกพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

      การทำสวนผลไม้ (เงาะ ทุเรียน มังคุด ลางสาด ฯลฯ) เนื่องจากราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ มีความผันผวน ราคาไม่แน่นอน มีราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาล ทำให้มีแนวโน้มพื้นที่การปลูกลดลง แต่ผลผลิตในช่วงต้นฤดูกาลยังมีมากอยู่ ผู้ทำสวนผลไม้ยังขาดการรวมกลุ่มกันเพื่อประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ผลไม้มีราคาตกต่ำในช่วงที่มีผลผลิตออกมาพร้อมๆ กัน จึงควรส่งเสริมให้ราษฎรมีการรวมกลุ่มกันเพื่อประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 การท่องเที่ยว มีทรัพยากรท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำตกและถ้ำต่าง ๆ ส่วนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ได้แก่ การล่องแก่งคลองกลาย จุดชมวิวทะเลหมอก แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทำได้ค่อนข้างยากลำบาก และมีความเสี่ยงที่ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกทำลายและเสื่อมโทรมในที่สุด

 ในปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการเอกชนหลายรายนำนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.นบพิตำ และมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้น หากพื้นที่มีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยว  ในพื้นที่ อ.นบพิตำ จึงควรจะมีองค์กรบริหารจัดการที่เชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ในภาพรวมของอำเภอและเชื่อมโยงกับจังหวัด  ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในวิสัยทัศน์ของ จ.นครศรีธรรมราชและ อ.นบพิตำ



 

 

(ภาพ ตลิ่งของคลองกลายที่ถูกน้ำกัดเซาะอย่างรุนแรง)

การวิเคราะห์ข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อ.นบพิตำมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แร่ธาตุ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหล่อเลี้ยงชีวิตราษฎรในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง มีการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน มีความสมดุลของสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยว -ทรัพยากรป่าไม้ มีอุทยานแห่งชาติเขาหลวง อุทยานแห่งชาติเขานัน การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีเหมืองแร่เฟลด์สปาร์ แบไรท์

 

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม(SWOT Analysis) ของ อ.นบพิตำ

จุดแข็ง (Strengths:S) มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ยางพารา  และผลไม้หลายชนิด, มีทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำตก ถ้ำ การล่องแก่งคลองกลาย จุดชมวิวทะเลหมอก, ประชาชนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ประชาชนมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาและการเมืองในทุกระดับ, มีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง มีกองทุนหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน, มีผลิตภัณฑ์ OTOP ประชาชนให้ความร่วมมือในการพัฒนา, ประชาชนมีนิสัยขยัน อดทน และรักถิ่นฐานของตน

จุดอ่อน (Weakness:W) สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ป่าต้นน้ำลำธาร ไม่มีที่กักเก็บน้ำในฤดูแล้ง, ขาดองค์กรบริหารจัดการที่เชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในภาพรวม, ขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว, ขาดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ, ขาดทักษะในการพัฒนาอาชีพ และทักษะความรู้ ความสามารถ ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน เข้าสู่กลไกตลาด, ขาดอาชีพเสริม, ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรม 

โอกาส (Opportunities:O) นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามวิสัยทัศน์ของจังหวัด, นโยบายส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งของจังหวัด, การส่งเสริมสินค้าเกษตรของรัฐบาล, ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ภัยคุกคาม (Threats:T) ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้มีความผันผวน ไม่แน่นอน มีราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาล, ขาดความชัดเจนด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ, หน่วยราชการมีบุคลากรปฏิบัติงานในพื้นที่น้อย, ความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาลในการสนับสนุนโครงการ

 

 

 

 

 (ภาพคลองแห่งหนึ่งระหว่างนบพิตำ-ท่าศาลา)

 

อ.นบพิตำจึงได้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตัวอย่างเช่น  การรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อหาแนวทางประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร รณรงค์ให้รู้จักดำเนินชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง,  ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต, ส่งเสริมอาชีพเสริม, จัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย, จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ปลูกพืชผักสวนครัว, ส่งเสริมการรวมกลุ่ม ฝึกอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มองค์กรต่างๆ สนับสนุนเงินทุนอาชีพ, ส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้าน/ตำบล,  ให้ความรู้ทั้งสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน,  ให้สิทธิในที่ดินทำกิน,  ก่อสร้างระบบประปาภูเขา, ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี,  ปรับปรุงสภาพดิน,  เป็นต้น

 

๔)  ปริมาณน้ำฝน  

ลำคลองต่างๆ ที่มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาบรรทัด เทือกเขานครศรีธรรมราช  และเขาอื่นๆ เหล่านี้ซึ่งมีทั้งสายที่มีขนาดสั้นและยาว ขนาดเล็กและใหญ่ ไหลคดเคี้ยวไปมาระหว่างหุบเขา แต่ทั้งหมดรองรับน้ำจากส่วนที่ไหลลาดมาทางทิศตะวันออกก่อนจะลงสู่ชายฝั่งอ่าวไทยนั้น บางส่วนไหลเข้าสู่ อ.เมืองนครศรีธรรมราชและเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช บางส่วนไหลผ่านหมู่บ้าน ตำบล อำเภอต่างๆ นอกจากนี้ยังมีลำคลองที่แยกย่อย ซึ่งเป็นลำคลองสาขาต่างๆ สาเหตุของการเกิดอุทกภัยท่วมนครศรีธรรมราชในครั้งนี้ เมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำฝนจากรายงานผลการตรวจวัดปริมาณน้ำฝนสะสมมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๔   จากสถานีอุตุนิยมวิทยาต่างๆ ในเขตพื้นที่นครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง เป็นดังนี้

 

 

มีข้อสังเกต คือ ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราชเทียบเท่ากับปริมาณน้ำฝนที่ตกทั้งปี เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ตกตลอดทั้งปี เมื่อปี ๒๕๓๑ เพียงประมาณ ๑,๐๐๐ มิลลิเมตรเท่านั้น ดังนั้น ปริมาณน้ำฝนที่ก่อให้เกิดเหตุอุกภัยในครั้งนี้ เพียงแค่ระยะเวลา ๑๐ วัน พบว่ามีปริมาณน้ำฝนสะสมมากกว่าที่ฝนตกลงมาตลอดทั้งปี ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนซึ่งตกลงมาเป็นปริมาณมากเกินความคาดหมายและสถิติที่เคยมีมาก่อนทุกครั้ง  

ผลของการที่ฝนตกมากเป็นประวัติการณ์นั้นส่งผลให้พื้นที่ของ จ.นครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สรุปความเสียหายเบื้องต้นตามที่ปรากฏใน รายงานสถานการณ์น้ำท่วมของ จ. นครศรีธรรมราช ว่า

มีพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด ๒๓ อำเภอ ๑๖๕ ตำบล ๑,๕๕๑ หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิต ๒๖ ราย ประชาชนได้รับผลกระทบและความเดือดร้อน ประมาณ ๓๑๒,๕๐๐ ครัวเรือน ๙๐๙,๕๐๐ คน ทำการอพยพออกจากบ้านเรือนขณะเกิดเหตุ ๒๒,๓๐๐ คน ทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบและความเสียหาย เช่น บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังประมาณ ๒๐๐ หลัง เสียหายบางส่วน ๙,๕๒๖ หลัง อาคารพาณิชย์ ๘ ห้อง ยานยนต์ ๔๖๗ คัน เรือประมง ๕๖ ลำ ปศุสัตว์ ๑,๖๓๙,๑๔๘ ตัว พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย ๕๘๐,๘๑๖ ไร่ ถนนเสียหาย ๓,๓๖๔ สาย บ่อปลา/บ่อกุ้ง ๙,๙๘๗ บ่อ  สิ่งสาธารณะประโยชน์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ สะพาน/คอ ๓๒๙ แห่ง ฝาย/ทำนบ/ผนังกั้นน้ำ ๑๔๙ แห่ง เหมือง ๔๖ แห่ง วัด ๑๒๔ แห่ง โรงเรียน ๑๒๕ แห่ง สถานที่ราชการ ๙๔ แห่ง บ่อน้ำ/อ่างเก็บน้ำ ๔๓๘ แห่ง ท่อระบายน้ำ ๔๒๐ แห่ง

ถนนสายทางหลวง (แขวง ฯ ที่ ๒ ทุ่งสง) มีความเสียหายจำนวน ๑๘ สายทาง ๔๒ แห่ง ในพื้นที่ ๘ อำเภอ มูลค่า ๗๐,๓๐๑,๖๙๗ บาท (แขวง ฯ ที่ ๑ นครศรีฯ ) มีความเสียหาย ๒๑ สายทาง ๕๗ แห่ง มูลค่า ๑๖๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท เส้นทางของทางหลวงชนบท เสียหาย ๑๓๕ สาย มูลค่า ๘๕๑,๘๒๐,๐๐๐ บาท (และอื่นๆ อยู่ระหว่างสำรวจเพิ่มเติม)

โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายโดยรวมทั้งจังหวัดเบื้องต้น ประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

 

จะเห็นได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสิ่งสาธารณูปโภคในครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าตัวเงินมหาศาล ซึ่งยังไม่นับรวมถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้คนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ตลอดไปจนถึงปลายน้ำ และยังต้องใช้ระยะเวลาการฟื้นฟูที่ยาวนาน

 

 

 

(ภาพ น้ำท่วมสนามบินนครศรีธรรมราช มองเห็นอาคาร/หอบังคับการบินอยู่ไกลลิบๆ)

 

๕)  เสียงสะท้อนของชาวนบพิตำ 

หลังเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ท่วมเรือกสวนไร่นา ดินโคลนภูเขาถล่ม ผู้เขียนได้เข้าไปในพื้นที่ อ.นบพิตำในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๔ เพื่อนำสิ่งของไปช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ หลังจากนั้นได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลจากหลายๆ ส่วน ได้ทำการสัมภาษณ์ชาว อ.นบพิตำ ระหว่างวันที่ ๒ – ๘ เมษายน ๒๕๕๔ และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ได้ข้อมูลดังนี้

 

ผู้ถูกสัมภาษณ์รายที่ ๑ ผู้ถูกสัมภาษณ์อ้างว่าเป็นชาวบ้านมีอาชีพเป็นเกษตรกร   อาศัยอยู่ใน ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ ตนมีอาชีพทำสวนยางพาราจำนวน ๓๐ ไร่ มีลูก ๓ คน ๒ คนได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว และอาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงบ้านเดิมโดยได้รับการแบ่งที่ดินให้ทำมาหากิน คนละ ๑๐ ไร่ ลูกอีกคนยังอาศัยทำมาหากินอยู่กับตน

ข้อมูลการสัมภาษณ์บางตอนมีดังนี้

ผู้เขียนได้สอบถามว่า “ทราบได้อย่างไรว่าจะเกิดน้ำท่วม” ชายวัยประมาณ ๕๐ ปีคนนี้ตอบว่า “ตำรวจใช้รถประชาสัมพันธ์แจ้งให้ทราบแล้วเราอพยพออกมา แต่ก็มีบางคนก็ไม่ยอมอพยพออกมา” ได้ถามว่า “แล้วออกมาสู่ข้างนอกวันไหน?” เขาตอบว่า “วันที่ฝนตกหนัก”

 “ท่านอยู่ด้านใน ต.กรุงชิงเห็นบ้างหรือไม่ว่ามีภูเขา เนินดินหลากลงมา(ภูเขาเลื่อนสไลด์ ดินภูเขาถล่ม)?” เขาตอบว่า “มี” และสอบถามต่อไปว่า “พื้นที่แบบไหนที่ภูเขาหลากลงมา?” เขาตอบว่า “ภูเขาสูง” แล้วจึงได้สอบถามเพื่อความแน่ใจต่อไปว่า “เห็นมีส่วนที่เป็นสวนยางพาราหลากลงบ้างหรือไม่?” เขาได้ให้คำตอบยืนยันว่า “มีบ้าง แต่เป็นต้นยางเล็กๆ เพิ่งปลูก เพราะรากยึดเกาะดินยังไม่โตแข็งแรงพอ”

เขาได้ให้ข้อมูลว่า “ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน” ” จึงสอบถามว่า “ทำไมจึงไม่มีเอกสารสิทธิ์?” ได้รับคำตอบยืนยันย้อนหลังไปหาอดีตว่า “เดิมพื้นที่กรุงชิง นบพิตำเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติมาก่อน ต่อมาได้มีการให้เอกชนเข้าทำสัมปทานป่าไม้ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๓๑ เมื่อมีการตัดต้นไม้หมดแล้ว และมีการประกาศนโยบายปิดป่า ชาวบ้านได้โอกาสก็เลยเข้าไปจับจองทำมาหากินและให้เป็นมรดกตกทอดแก่ลุกหลานต่อๆ มา โดยที่ชาวบ้านปลูกสวนยางพารา ปลูกผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน ลองกอง ลางสาด”

ได้สอบถามถึงจำนวนเหมืองแร่ที่มีอยู่ด้านในว่ามีกี่เหมือง เขาตอบว่า “มีเหมืองแร่แบไรต์ ๒ เหมือง ทำการขุดแต่งแร่และขนถ่ายไปลงท่าเรือที่ อ.ท่าศาลา ส่วนหมู่ที่ ... ต.กรุงชิง เป็นการทำเหมืองแร่ดินขาว”

ผู้เขียนจึงได้ขอให้เขาได้ช่วยสรุปว่าสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดเหตุภัยพิบัติครั้งนี้กับชาวนบพิตำ

เกิดจากอะไร 

“สาเหตุใหญ่น่าจะมาจากฝนตกหนัก เพราะเกิดมาไม่เคยเจออย่างนี้มาก่อนเลย แม้เมื่อตอนปี ๒๕๓๑ ที่ อ.พิปูน ฝนตกหนักแต่ก็ไม่ถึงกับแรงเท่าครั้งนี้ แต่ก็คิดว่า ชาวบ้านก็มีส่วนด้วย เพราะที่นบพิตำดินดี อุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชอะไรก็ขึ้น และให้ผลผลิตดี(งาม) จึงเข้าไปบุกรุกจับจอง ถางป่าเพื่อปลูกยางพารา ปลูกผลไม้”

 “คิดว่า นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่?”  

“ที่ข้างในนั้นยังมีการตัดไม้ทำลายป่าอยู่อีก สัมปทานเหมืองแร่ก็มีส่วน ผู้ได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่ที่ข้างในได้ให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นรับงานส่วนหนึ่งของสัมปทานไปทำ เพื่อไม่ให้มีเสียงคัดค้าน และมีข้าราชการเกษียณเข้าร่วมงานสัมปทานเหมืองแร่ด้วย บางคนมีรถ ๑๐ ล้อหลายคัน มีรถแบ็คโฮเข้าร่วมงานกับเหมืองแร่”

 

 

(ภาพ น้ำหลากท่วมมาถึงเขตเมืองนครศรีธรรมราช น้ำป่ามีสีขุ่น)

 

ผู้ถูกสัมภาษณ์รายที่ ๒ ผู้ถูกสัมภาษณ์อ้างตนว่า มีตำแหน่งเป็น “วิศวกร”ประจำโรงงานเหมืองแร่แห่งหนึ่ง ใน อ.นบพิตำ  

ข้อมูลการสัมภาษณ์บางตอนมีดังนี้

ได้สอบถามถึงความเสียหายว่ามีอะไรบ้าง? ชายผู้นี้ได้ตอบว่า “ความเสียหาย ได้แก่ กองแร่ของเหมืองแร่ที่เสียหายเกือบทั้งหมด ระดับน้ำท่วมสูงถึงชั้น ๒ ของอาคารสำนักงานและพัดพาเอาแร่ไปกับสายน้ำ กระแสน้ำได้พัดพานำเอาตะกอนดินและทรายเข้ามาทับถมเป็นเนินสูงขนาดเท่าตัวคน”  

วิศวกรได้เล่าและชี้ให้ผู้เขียนเห็นและกล่าวว่า “คุณเห็นกองทรายนั่นไหม น้ำพัดพาเอาทรายมากองสูง และระดับน้ำสูงจนถึงอาคารสำนักงานชั้น ๒  เห็นรอยคราบน้ำท่วมที่ป้ายชื่อบริษัทบนชั้น ๒ นั่นไหม”

เมื่อสอบถามเรื่องการได้รับสัมปทาน ตอบว่า “เราได้รับการสัมปทานอย่างถูกกฎหมาย และก่อนการสัมปทานก็ได้ผ่านประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (หรือ EIA )แล้ว”

  จึงสอบถามว่า เหมืองแร่แห่งนี้มีการบุกรุกพื้นที่นอกเหนือจากการได้รับสัมปทานหรือไม่? ได้รับคำตอบว่า “ไม่มี เราทำเหมืองแร่เฉพาะในเขตสัมปทานเท่านั้น” 

ส่วนมูลค่าของความเสียหาย ได้รับคำตอบว่า “ แร่ที่นำมากองรวมกันไว้ที่จุดกองแร่ ได้รับความเสียหายทั้งหมดแล้วยังมีรถ ๑๐ ล้อที่ใช้งานไม่ได้จำนวน ๙ คัน เนื่องจากจมน้ำและทราย” 

เขากล่าวถึงจำนวนผู้เสียชีวิต และได้รับคำตอบว่า “ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด”

 “ทราบได้อย่างไรว่าน้ำจะท่วมหนัก” เขาตอบว่า “น้ำท่วม ๒ ครั้ง น้ำมาครั้งแรกเราก็เริ่มให้คนงานย้ายออกไป แต่ไม่คิดว่าครั้งที่ ๒ จะหนักมาก ก็เลยไม่ได้ย้ายเครื่องมือเครื่องจักรกลออกจากพื้นที่ไม่ทัน แล้วครั้งที่ ๒ เราเห็นแล้วว่า มาหนักจริงๆ”

 “คุณรู้ได้อย่างว่าครั้งที่ ๒ น้ำจะท่วมหนัก” เขาตอบว่า “เราดูจากภาพถ่ายทางอากาศของดาวเทียมขององค์การนาซ่า แล้วเห็นว่าลูกที่ ๒ จะเข้ามาซ้ำอย่างแน่นอน”

เมื่อสอบถามว่า “สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักเกิดจากอะไร” เขาตอบว่า “ปกติคลองกลายเป็นคลองที่ตื้นเขินอยู่ก่อนแล้ว มีเพียงแค่ร่องน้ำเล็กๆ ที่เป็นทางน้ำไหล แต่เมื่อฝนตกหนักมากและนานเป็นสัปดาห์เช่นนี้  น้ำที่ลงจากภูเขามามากก็เลยกัดเซาะที่ดินตลิ่งริมคลองและคอสะพานขาด คลองที่เห็นจากลำคลองเล็กๆ จึงกลายเป็นคลองที่กว้างอย่างที่คุณเห็นในขณะนี้  เพราะน้ำมันยกตัวขึ้นสูงมาก”  

“ตอนที่น้ำขึ้นสูง คุณและคนงานไปหลบอยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า “ได้ข้ามไปอยู่ที่ฝั่งอำเภอ(นบพิตำ) ซึ่งเป็นที่สูงกว่า”

 “แล้วคุณคิดว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายในครั้งนี้คืออะไร?” ตอบว่า “ส่วนหนึ่ง ชาวบ้านก็ปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือ ถางป่าแล้วกปลูกยางพาราตามที่ลาดเชิงเขาเพียงอย่างเดียว ไม่มีพืชคลุมดิน จึงทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมและภูเขาถล่มลงมา”

(หมายเหตุ การสัมภาษณ์ยุติลงด้วยการถูกแทรกแซงจากบุคคลที่ ๓ )

 

 


(สภาพน้ำท่วมที่กลางน้ำ-ปลายน้ำแต่ละแห่งไม่แตกต่างกัน)

 

๖) สรุป 

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เคยเป็นศูนย์กลางความเจริญในอดีต ในปัจจุบัน จ.นครศรีธรรมราชได้ลดบทบาทความสำคัญลงไปจากอดีตมาก แต่ยังคงเป็นจังหวัดใหญ่ มีพื้นที่กว้างใหญ่มากถึง ๑๑,๑๖๗.๑๒ ตารางกิโลเมตร มีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ ยังมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มากมาย จึงทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกมาก

นอกจากนี้ จ.นครศรีธรรมราชยังเป็นเป้าหมายของการพัฒนาโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ในระยะเวลาอันใกล้นี้ จึงเป็นเหตุให้นักลงทุนต่างถิ่นและนักลงทุนในจังหวัดพยายามมองหาโอกาสของการลงทุน โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช

 

ส่วนสาเหตุหลักของภัยพิบัติและเกิดน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ คือ ปริมาณน้ำฝนตกที่ที่ปริมาณมากอย่างที่ไมเคยมีมาก่อน ชาวบ้านทุกรายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยต้องเตรียมรับมือที่จะมีฝนตกในเดือน ๔(มีนาคม –เมษายน)  และยังตกหนักอีกด้วย ชาวบ้านบางรายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สภาพดินที่เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ดินจะแห้ง เพราะฝนเริ่มแล้งมาตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม แต่เมื่อดินที่แห้ง แล้วดินต้องรับน้ำในปริมาณที่มาก ทำให้ดินไม่มีการเตรียมตัวดั่งเช่นการย่างเข้าสู่ฤดูฝน จึงทำให้ภูเขาเกิดถล่มลงมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่น่ารับฟังและรอการพิสูจน์ในทางวิชาการต่อไป

 

ประการต่อมา ด้วยสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นร่องทางเดินของลมมรสุมที่มักเดินทางพาดผ่านอ่าวไทยและขึ้นฝั่งช่วง จ.ชุมพร-นครศรีธรรมราชเป็นประจำทุกปี ๆ ละหลายลูก ประกอบกับภูมิประเทศซึ่งมีเทือกเขากั้นเป็นแนวยาวเหนือใต้ จึงสร้างความชุ่มชื้นให้แก่อากาศและมรสุมที่กำลังพัดผ่านได้เป็นอย่างดี จึงทำให้เกิดฝนตกหนัก ซึ่งเกิดจากละอองความชื้นในอากาศและความเย็นจากภูเขา ซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในช่วงดังกล่าว

 ส่วนระบบระบายน้ำนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า จ.นครศรีธรรมราช ไม่มีระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ เช่น คูคลองรองรับการระบายน้ำเสาธง-ท่าเรือมีขนาดเล็กและไม่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ปลายคลองได้มีการปล่อยนำลงในที่นาของประชาชน การระบายน้ำที่จะไหลลงไปสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็วจึงต้องหลากท่วมที่อยู่อาศัยของชาวบ้านก่อน  และนอกจากนี้ยังคูคลองตามธรรมชาติที่เป็นคลองเก่าแก่ สภาพคูคลองบางแห่งก็มีสภาพตื้นเขิน ขาดการขุดลอกเพื่อเตรียมรับน้ำ บางคลองก็ขาดการเชื่อมต่อกัน เช่นคลองธรรมชาติบริเวณ ช่อง ๑๑ นครศรีธรรมราช นอกจากนี้ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชซึ่งมีลำคลองเล็กๆ หลายสายไหลผ่านตัวเมือง เมื่อสภาพคลองอยู่ในสภาพการระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้การระบายน้ำเป็นไปด้วยความล่าช้า เมื่อมีการสร้างถนนหนทางขวางทางน้ำไหล และตัวถนนมีสภาพสูงมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยทำให้เกิดอุทกภัยเป็นวงกว้าง ประกอบกับพื้นที่ตั้งแต่ อ.เมือง ไปถึง อ.ปากพนังมีสภาพเป็นที่ราบลุ่ม(ปากพนัง)เมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงก็ยิ่งทำให้เกิดน้ำท่วมขังอยู่นาน เช่น บริเวณ ต.ท่าไร่ ต.ปากพนังตะวันตก เป็นต้น

 

 


  (ลำน้ำสาขาคลองกลายจากต้นน้ำ อ.นบพิตำ ไหลลงสู่ทะเลที่ อ.ท่าศาลา;http://gistda.or.th)
           
             ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรม นับตั้งแต่การให้สัมปทานป่าไม้ในอดีต เมื่อยกเลิกการสัมปทานตัดไม้แล้ว ไม่มีการจัดการพัฒนาฟื้นฟู ปล่อยให้หน้าดินฟื้นฟูด้วยตัวเอง แต่กลับมีการบุกรุกเข้าไปทำกิน  การให้สัมปทานแร่ธาตุทำเหมือง โดยมีนายทุนและผู้มีอิทธิพลร่วมมือกัน มีการใช้เครื่องจักรกลจำนวนมากในการเร่งรุดทำเหมืองเพื่อสนองตามความต้องการของตลาด จึงทำให้พื้นที่ป่าไม้และแร่ธาตุถูกทำลายเร็วขึ้น

 

ปัญหาการจัดการดูแลรักษาป่าต้นน้ำบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่การครอบครองอย่างไม่ถูกกฎหมายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เป็นปัจจัยเสริมให้เกิดดินโคลนภูเขาถล่ม ตลิ่งริมน้ำถูกกัดเซาะทำลาย เนื่องจากไม่มีการจัดการหน้าดินที่จะให้มีการอุ้มน้ำเมื่อฝนตกลงมา ไม่มีการชะลอน้ำเนื่องจากหน้าดินถูกทำลาย หลังจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติในครั้งนี้ไปแล้ว ฝ่ายรัฐต้องวางแผนการจัดการป่าต้นน้ำใหม่ทั้งหมด ดูแลเรื่องการบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานฯ ป่าสงวนฯ และป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ จัดการเรื่องเอกสารสิทธิ์การครอบครองอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มมากขึ้น

 

กล่าวสำหรับ อ.นบพิตำ และอำเภอใกล้เคียง เช่น อ.สิชล ที่ประสบเหตุภัยพิบัติเดียวกันนี้ รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการหลายประการ ได้แก่ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ควรมีการตรวจสอบสัมปทานเหมืองแร่ การถือสิทธิ์ครอบครองของประชาชน การพัฒนาระบบคูคลองระบายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำไปตลอดปลายน้ำ การส่งเสริมอาชีพประชาชนด้วยวิธีการต่างๆ ที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนฯ และเขตอุทยานฯ

 

เหล่านี้เป็นปัจจัยนำและเป็นบางปัจจัยในปัจจัยสนับสนุนที่ได้ยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรงยากเกินที่จะแก้ไขกลับคืนมาสู่สภาพเดิมได้อีกแล้ว หากแม้ไม่มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงเช่นนี้ และหากปริมาณน้ำฝนที่ตกมากเท่าๆ กับที่ฝนตกในครั้งนี้ ธรรมชาติก็อาจจะสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนจำนวนมากนั้นได้

แต่เมื่อมนุษย์คือ ตัวการใหญ่ในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิงทั้งในระดับย่อยในท้องถิ่น ระดับประเทศและนานาประเทศ แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูกอบกู้ให้สภาพแวดล้อมกลับมา ก็ยังไม่สามารถทดแทนสิ่งที่มนุษย์ได้ทำลายลงไป ซึ่งเราเรียกว่า “ขาดความสมดุล”ในการอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาตินั่นเอง

 

 

 

(ภาพ แสดงพื้นที่น้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราชเป็นวงกว้างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน)

 

หากพิจารณาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การทำมาหากิน การเกษตรกรรมและการอุตสาหกรรม ฯลฯ จากข้อมูลที่ทำการศึกษา ได้ข้อสรุปว่า

สภาพแวดล้อมที่เป็นป่าต้นน้ำของ จ.นครศรีธรรมราชและใกล้เคียง ซึ่งมีต้นน้ำอยู่บนเทือกเขาบรรทัด เทือกเขานครศรีธรรมราช ฯลฯ ในปัจจุบันอยู่ในสภาพที่เปราะบางมาก เนื่องจากมีการถูกทำลายบุกรุกอย่างต่อเนื่อง การเข้าไปประกอบอาชีพทั้งด้านการเกษตรและเพื่อการอุตสาหกรรม การขาดการฟื้นฟูสภาพป่า เป็นต้น ดังนั้น เมื่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงด้วยการมีปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักติดต่อกันเกินกว่าธรรมชาติจะรองรับได้ จึงได้เกิดเหตุอุบัติภัยทางธรรมชาติอย่างร้ายแรงโดยมีมนุษย์เป็นตัวเร่งให้เกิดความเสียหายมากขึ้น

หรือพูดง่ายๆ ว่า

“สภาพป่าต้นน้ำของนครศรีธรรมราชในขณะนี้ ไม่สามารถรองรับหรือต้านทานปริมาณน้ำฝนเกิน ๑,๐๐๐ มิลลิเมตรในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง ๗-๑๐ วันได้ เพราะสภาพความเปราะบางของสิ่งแวดล้อมที่ป่าต้นน้ำได้ถูกทำลายลงไปมากนั่นเอง" และ

 

"ในส่วนของพื้นที่กลางน้ำ โดยเฉพาะตัวเมือง เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอต่างๆ ที่อยู่ระหว่างเขตพื้นที่ราบชายฝั่งตะวันออกก็มีการสร้างเมือง ถนนหนทางที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำไปสู่ทะเล และส่วนปลายน้ำเป็นพื้นที่ราบรับน้ำจากต้นน้ำ กลางน้ำและ ยังมีน้ำทะเลหนุนในบางเวลา จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นเวลานาน”

 

 

(ภาพ คลองคูพาย ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ข้าง รพ.มหาราชนครศีธรรมราช

ปกติรองรับน้ำทิ้งจากครัวเรือน)

 

 ข้อเสนอแนะ หาก จ.นครศรีธรรมราชยังไม่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการระบบสิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพอาชีพเกษตรกรและการจัดการอุตสาหกรรมของ จ.นครศรีธรรมราชให้มีประสิทธิภาพแล้ว ไปรวมกับโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ยังต้องใช้วัตถุดิบหลายๆ อย่างที่มีอยู่ในท้องถิ่นและจากต่างถิ่นเช้ามาเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการริโภค  เมื่อภาคประชาชนและระบบรองรับต่างๆ ยังอ่อนแอด้วยแล้ว

 

เชื่อแน่ๆ ว่า.... ในอนาคตนั้น จ.นครศรีธรรมราชจะประสบปัญหาใหญ่กว่าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต....เพราะจะประสบทั้งปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกับโครงการอีสต์เทิร์นซีบอร์ด(มาบตาพุด) แล้วยังประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบ “นครศรีธรรมราช” ที่ประสบในปี ๒๕๕๔ นี้


เมื่อนั้นนครศรีธรรมราชเมืองประวัติศาสตร์และเคยอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมายก็คงมีสภาพที่สุดจะจินตนาการได้

ควรได้เริ่มต้นทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรมให้มากกว่าการทำลาย

เพื่อ "คินสมดุล"ให้แก่ธรรมชาติ....!!!

.............................................................................................................................

 

อ้างอิง

http://www.nakhonsithammarat.go.th

http://www.nakornsri.com/index.php?topic=5.0

www.pokkrongnakhon.org/nopphitam/admin/.../DmJaVArSun31758.doc

http;//gistda.or.th

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ป้านพ วันที่ : 29/04/2011 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thammanamai
จิตอาสาดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ของมูลนิธิกัลยาณการุณย์ อาสาสมัครhttp://www.ictforall.org/https://www.facebook.com/#!/PalliativeCareThailand?fref=ts,คณะทำงาน"ธรรมานามัยชน" รุ่นที่ 1,อายุวัฒนาร.พ.นครธน พระราม 2

พลิกวิกฤต ถือโอกาสปลูกต้นยางสลับกับทำเรือกสวนไร่นา โดยไม่พึ่งพาสารเคมี

แหล่งเรียนรู้ ที่ http://livestream.boonniyom.net/

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
มะอึก วันที่ : 16/04/2011 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

พรุ่งนี้..จะอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
พี่ป๋อง วันที่ : 15/04/2011 เวลา : 07.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teetatfarm
อาชีพอิสระ.. ทุกคนสามารถทำได้        


สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 15/04/2011 เวลา : 00.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  


แวะมาสวัสดี

พรุ่งนี้ค่อยมาอ่านครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 13/04/2011 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

เก็บขัอมูลได้ดีมากครับ ปัญหานี้ถ้าจะแก้ไขจริงๆต้องใช้ความกล้าหาญมาก เพราะต้นตอของปัญหา คือ ต้นยาง,ต้นปาลม ไปปลูกอยู่บนป่าสงวนได้อย่างไร เหมืองแร่มีการควบคุมหรือเปล่า คนทำแบบนี้ได้ในจังหวัดก็มีไม่กี่คนครับ ผมมีเื่อนรุ่นพี่เป็นอดีตเลขาธิการ พคท.ภาคใต้ บ้านอยู่กรุงชิง อ.นบพิตำ บ้านอยู่ในเขากำลังแย่เหมือนกัน ก็พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ก็ช้ามากเพราะทหารก็มีกำลังจำกัด

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
หมูอวย วันที่ : 13/04/2011 เวลา : 20.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moo-uay
เป็นผู้ชายที่เรียบง่าย...ที่มีใจรักในศิลปะ

สวัสดีวันปีใหม่ไทยครับ..ขอให้ชีวิตประสบแต่ความสุขความเจริญครับ..

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
khox วันที่ : 13/04/2011 เวลา : 16.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khox
เค-ฮ๊อคซ์ : "เช่น นั้น เอง"


สุขสันต์วันปีใหม่ไทยครับผม

ขออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่ไข้ ทานอะไรก็อร่อยนะคับผม

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
จันทน์ผา วันที่ : 13/04/2011 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/janpha

ข้อมูลเพียบเลย ขออนญาตแบ่งปันค่ะ แล้วทางจังหวัด เทศบาล อ.บ.ต. และภาคประชาชนเขาจะร่วมประชุมหาทางออก หาทางป้องกันและแก้ไขกันเมื่อไหร่

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
สาวอิสานอินเตอร์ วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spj
เฮียมนี้เป็นดั่งดวงดอกไม้     บานอยู่กลางดงฝนบ่ตกลงโฮย                     สิหล่นขุคาต้น

สุดยอด ในเนื้อหาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
กำหนัน วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ๑ โหวดและโดนใจครับ คนเราเอาเปรียบธรรมชาติจนเกินเหตุ ถึงเวลาธรรมชาติเอาคืนบ้าง อย่าเอามือปิดฟ้าไม่ว่า นบพิตำ หรือเขาพนม เขาพนมมีทุกอย่างที่เหมือนนบพิตำขาดอย่างเดียวเหมืองแร่ แต่ก็มีการระเบิดหินภูเขา ทำบอลูกรัง มากมาย ที่สำคัญ คนพิปูน กะทูน อพยพมาอยู่เขาพนม หรือมีครอบครัวกับคนท้องที่ เลยเห็นนามสกุล แปลกๆของผู้เสียชีวิต ผมอยู่เขาพนมเกือบ ๕๐ ปี เห็นสิ่งเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์เอาเปรียบธรรมชาติมากเกินไปในยุคนี้ ประชาธิปไตยช่วยคืนชีวิตไม่ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปราณชลี วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

'สมบูรณ์' ด้วยเนื้อหา... ทำให้เห็นรายละเอียด ข้อมูล การเปลี่ยนแปลง ปัจจัยเกี่ยวเนื่อง ฯลฯ ยอดเยี่ยมเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 20.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

เขียนเสียละเอียดเชียวนะครับ อย่าลืมส่งให้ทางจังหวัดด้วยนะครับ อาจจะเป็นประโยชน์เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาต่อไป และอาจจะต้องส่งไปหลายหน่วยงานทางส่วนกลางด้วยครับ

ไม่เคยได้ยินคำว่า'ภูเขาหลาก'มาก่อน ตรงกับคำว่า'slide'ซีนะครับ ช่างเป็นคำที่ตรงความหมายนะครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
พี่ป๋อง วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teetatfarm
อาชีพอิสระ.. ทุกคนสามารถทำได้        

คุณนิเวศน์ เป็นงัยบ้าง เป็นห่วงนะครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ซันญ่า วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

อ่าน ...บทความ อ่านอีกรอบ
และก็อ่านให้ได้เรื่อง
...สาระแน่น...ครบถ้วน ...แก้ไข
ในต่อสู้ ทุกท่าน ที่ประสพภัยนะคะ
วางใจ ไว้ส่งถึงกันค่ะ
.........

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
หมูอวย วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 11.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moo-uay
เป็นผู้ชายที่เรียบง่าย...ที่มีใจรักในศิลปะ

กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งคงต้องปล่อยให้ธรรมชาติเยียวยา
ชื่นชมกับข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลจากการสัมภาษณ์เยี่ยมมากๆ ครับ
น้อยคนที่จะทำได้แบบนี้ ไม่สงสัยเลยกับรางวัลบล็อกยอดเยี่ยม
โหวตทุกปุ่มที่มี

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 11.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

เรื่องราวต้นน้ำ ระบบนิเวศ

ป่าต้นน้ำ น้ำตก พรหมโลก
น้ำตกหลายๆแห่งเป็นแหล่งต้นน้ำ
พี่บ้า และบ้า เก็บข้อมุล เรื่องนี้
เคยเขียน เรื่องให้ ป.ต.ท. มา ตั้งแต่เล่นเนตไม่เป็น
เพราะ เมื่อ ดิสคอฟเวอร์รี หรือเนชันแนลจีโอกราฟฟี
แล้วพี่หวลรำลึก ถึงอดีตป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ของลุ่มน้ำปากพนัง
รอไม่นานพี่กลับไป แล้วเรา จะ ลุยลุ่มน้ำปากพนัง
ลุยคลองกลาย ลุย ขนอมในอดีต
ที่ต้นตระกูลวัชรศิลป์ ไปต่อเรือสำเภา
คุณลุง พี่ชายพ่อ นั่งเรือ ไปขนอม เมื่อ ปี 2480 โน้น
ปี 2510 พี่ชาย พี่ จบเศรษฐศาสตร์ ใหม่ๆ
ทำงานบริษัท หลุยเบอร์เจอร์ ออกสำรวจเส้นทาง นครศรีธรรมราชสุราษฏร์ธานี ถนนสายนี้แหละ ที่นำความเจริญ เข้าสู่ท้องถนนความฉิบหาย
ระบบนิเวศตามมา

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
nkpong วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nkpong
อยากให้คนไทยมีระเบียบ วินัย และรู้จักคำว่าขอโทษ

ขอให้ชาวนบพิตำ ฟันฝ่าวิกฤติไปได้ด้วยดี ท่านนักการเมืองทั้งหลาย (โดยเฉพาะอ้ายคางคกตัวแดง) ช่วยกันหน่อยครับ อย่ามั่วแต่กัดกันเลยครับ ชาวใต้ลำบากมาก

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เบดูอิน วันที่ : 12/04/2011 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

ข้อมูลเยี่ยมมาก ตรงที่ถนนขาดน่าจะทำสะพานเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
SW19 วันที่ : 11/04/2011 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เรื่องยาว แต่ทุกส่วนมีข้อมูลที่มีคุณค่ามากจริงจริง ให้ทั้งความรู้และแง่คิด
หวังว่าคนทางการที่เกี่ยวข้องจะเอาหลายแง่กลับไปคิดด้วย

หวังว่าสภาพบ้านของคุณ NN12334 จะดีขึ้นบ้างแล้ว...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกแมวหน้าโรงหนังลุง วันที่ : 11/04/2011 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sri

ปี 43-44 มีการพูดถึงการสร้างเขื่อนกั้นคลองกลายงบประมาณขณะนั้น 1,500 กว่าล้านบาท

ระวังจะเตะหมูเข้าปากหมา นะท่านนะ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 11/04/2011 เวลา : 18.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ทบทวนข้อมูลอีกครั้งเรื่องที่รู้อยู่แล้ว
เมื่อประมาณปีพ.ศ.2538 ผมเคยไปเดินป่าที่แถว ๆ กรุงชิงนะครับ ไปเดินกันเป็นสิบวันเหมือนกันรอนแรมไปในป่าเขา
กับ พี่กนกพงศ์ สงสมพันธ์ และพี่น้องครูกลุ่มนาคร ปัจจุบันมันคงไม่เหลือสภาพเดิมให้เห็นอีกแล้ว คลองที่พังนั่นผมก็เคยลงไปเล่นน้ำนะครับจำได้ สภาพมันเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว
โหวตครับโหวต เอ้นทรี่นี้ก้ยังจัดว่ามีคุณค่ามากมายเลยครับ เอ็นทรี่คุณภาพเลยนะเนี่ย
โหวต

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 11/04/2011 เวลา : 16.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

มาเอาใจช่วยคนนบพิตำ
เงยหน้า มองฟ้า ข้าฯจะสู้ต่อไป ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน