*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2358928
  • จำนวนผู้โหวต : 803
  • ส่ง msg :
  • โหวต 803 คน
<< เมษายน 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 4 เมษายน 2555
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 16317 , 20:54:15 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ni_gul , NN1234 และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

ในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ แห่งราชวงศ์ทิวดอร์(Tudor) เป็นกษัตริย์ที่ทรงกฤษฎาภินิหาร ยุคนี้ศิลปะวิทยาการของกรีกและโรมันได้เผยแพร่เข้าปในยุโรป และได้มีอิทธิพลต่อศิลปะและงานช่างต่างๆ ที่เรียกว่า เป็นยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ทั้งยังได้เกิดมีกวีที่มีชื่อดังและผลงานเป็นที่ประจักษ์อยู่หลายคน  วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare, 1564 – 1616) คือคนที่โดดเด่นและเป็น ยอดกวีอังกฤษ เพียงคนเดียวที่วงวรรณคดีได้ให้สมญานามว่าเป็น The Sublimeคือ ผู้ประเสริฐที่สุด

หากจะกล่าวเทียบความเป็นที่สุดของวิลเลียม เชกสเปียร์ กับด้านศิลปะการดนตรีก็คงจะเสมอเหมือน ลุดวิจ ฟาน เบโทเฟ่น (1770 – 1827) คีตกวีชาวเยอรมันแห่งยุคโรแมนติกผู้พิการและโดดเดี่ยว ซึ่งตำนานของทั้งสองท่านนั้นยังคงสถิตย์ชั่วนิรันดร์เป็นอัจฉริยะกวีและคีตกวีที่ไม่มีใครเสมอเหมือนในสาขาเดียวกันกับท่านได้  แต่ทว่าตลอดชั่วชีวิตของการเป็นศิลปินของท่านทั้งสองต่างก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการจากผลงานที่ไม่เป็นที่เข้าใจและยอมรับของผู้คนในยุคนั้น  เช่นเดียวกับศิลปินหรือมหาศิลปินนามอุโฆษของโลกต่างก็ล้วนเผชิญโชคชะตากรรมคล้ายๆ กัน

 

เหตุใดศิลปินยิ่งใหญ่เหล่านั้นจึงมีชีวิตและผลงานที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง? วิสัชนาก็ตอบได้อย่างไม่ลังเลใจเลยว่า เพราะชีวิตและงาน รวมถึงการต่อสู้ดิ้นรนตลอดช่วงชีพของเขาเหล่านั้น เขามิได้เพียงแต่จะดำรงชีพอยู่แต่เพียงลำพังและอย่างเห็นแก่ตัว และมิใช่มีชีวิตอยู่เพียงแค่เพื่อประกอบผลงานแล้วลาลับโลกไปหรือเป็นศิลปินก็อยู่ภายใต้การค้อมหัวรับใช้ให้แก่ผู้ยิ่งใหญ่ เพราะการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเขาเหล่านั้น คือการต่อสู้ตามแนวคิดอุดมการณ์เฉพาะตนและก็มักยืนหยัดด้วยความเป็นตัวตนอยู่เพียงลำพัง

การจะเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องเป็นศิลปินหรือกวีผู้มีน้ำใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะใช้ศิลปะหรือกวีนิพนธ์เหล่านั้นเกิดประโยชน์แก่ผองประชาชน ผลงานและการต่อสู้ของเขาจึงทรงคุณค่าสูงยิ่งๆ ขึ้นไปโดยปราศจากขอบเขต มีเพียงขอบเขตเดียวที่หยุดยั้งอำนาจการสร้างสรรค์ศิลปะของเขาได้ คือ .... ความตาย

ดังนั้น ในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่นั้น แม้พวกเขาจะลำบากยากเข็ญหรือสุขสบายเพียงใด ก็ไม่เป็นอุปสรรคหรือหลงระเริงไปกับสิ่งยั่วเหย้านั้น

 

 

 

ในสมัยแรกๆ ของ วิลเลียม เชคสเปียร์นั้น ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวอังกฤษมากนัก ซ้ำยังเคยถูกประท้วงต่อต้านจากกวีและคนอื่นๆ ในยุคสมัยเดียวกันด้วย เช่น John Dryden (1631 – 1700) ก็ไม่เห็นด้วยกับผลงานของวิลเลียม เชกสเปียร์ จากบทวิจารณ์ที่ชื่อ Essay of Dramatics Poesy (1668) และ All for Love โดยตำหนิถึงงานวิลเลียม เชกสเปียร์นั้นไม่ได้คิดขึ้นมาเอง หากแต่นำเรื่องราวมาจากยุคต่างๆ มาเขียนแต่งขึ้นใหม่ เช่น เรื่อง จูเลียส ซีซาร์, The Tempest, Romeo and Juliet, Hamlet  ซึ่งได้เค้าโครงเรื่องมาจากสมัยกรีกโรมัน

Alexander Pope (กวีชาวอังกฤษ) Johnson, Thomas Rymer เขียนวิพากษ์ถึงงานของวิลเลียม เชกสเปียร์ ใน The Tragedies of the Last Age Considered(1678)ว่า เขาไม่สู้จะรู้สึกซาบซึ้งในงานของวิลเลียม เชคสเปียร์เท่าไรนัก

 

 

จนกระทั่งคนอังกฤษเริ่มเห็นคุณค่าของงานกวีนิพนธ์ของวิลเลียม เชคสเปียร์ตามบทวิจารณ์เรื่อง Spectator (1711) โดย Joseph Addison และ Dennis ในบทวิจารณ์ชื่อ Essay on the Genius and writing of Shakespeare (1712) หลังจากนั้นจึงเริ่มมีงานวิจารณ์ตามกันมาอีกมากมาย จนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

ในฮอลแลนด์ เยอรมันและประเทศในคาบสมุทรสแกนดิเนเวียเริ่มรู้จักงานของวิลเลียม เชคสเปียร์จากบทละครเรื่อง Titus Andronicus และ King Lear ส่วนในยุโรปได้เริ่มมีการแปลงานของวิลเลียม เชคสเปียร์ในศตวรรษที่ 18  ได้มีการแปลเรื่อง Julius Caesar แต่ก็ยังมีกระแสโจมตี ต้องรอนานกว่า 15 ปีจึงกลับมาได้รับความนิยมแพร่หลาย ต่อจากนั้น Romeo and Juliet ก็ได้มีผู้นำไปแปลเป็นกลอนเปล่า (free verse) ออกตีพิมพ์ในเมือง Basel แล้วก็มีการนำไปดัดแปลงใหม่อีกโดยที่เค้าโครงเรื่องยังคงรสของความเป็นโศกนาฎกรรมเอาไว้ตังเดิม

กล่าวกันว่าความนิยมในงานของวิลเลียม เชคสเปียร์ได้กระพือโหมและยั่งยืนยาวนานไปจนถึงในสมัยของงานวรรณกรรมแนวสัจจนิยม (The Age of Realism) โดยเฉพาะในประเทศเยอรมัน

 

หากจะกล่าวถึงวรรณคดี ก็จะละเว้นฝรั่งเศสเป็นไปเสียไม่ได้เลย ชื่อและงานของวิลเลียม เชคสเปียร์ได้เข้าหูของคนฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 โดย วอลแตร์ (Voltaire ) นักปรัชญาคนสำคัญของฝรั่งเศสกล่าวถึงเชคสเปียร์ในบทความที่ชื่อ “Lettres philosophique” ซึ่งวอลแตร์ได้นำเรื่อง Julius Caesar มาเขียนในงานที่ชื่อ Brutus (1731) และ La Mort de Ce’sar (1732) และนำเรื่อง Othello มาเขียนเรื่อง Zaire (1732) ในเวลาต่อมาจึงได้ได้มีการนำบทละครของเชคสเปียร์มาแสดงให้ประชาชนได้ชมกันทั่วกรุงปารีส ปรากฏว่าชาวฝรั่งเศสกลับชื่นชมมหากวีชาวอังกฤษผู้นี้มาก ตามต่อด้วยการแปลและการพิมพ์บทละครของเชกสเปียร์อีกหลายสิบเล่ม

ส่วนในทวีปอเมริกา บทละครที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ Richard III, Macbeth, Julius Caesar โดยเฉพาะกลุ่ม Puritans ที่อพยพไปจากอังกฤษมาอาศัยในเมืองฟิลาเดลเฟีย และพวก Quakers ในแถบ Mid-West

 

ภาพโรงละคร The Globe ในกรุงลอนดอนอันมีประวัติศาสตร์ที่ยาวไกลเคียงคู่กับ วิลเลียม เชคสเปียร์

 

ที่ประเทศสยาม หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยือนประเทศทางยุโรปแล้ว จึงได้ทรงส่งพระราชโอรสพระราชธิดาไปทรงศึกษาศิลปะวิทยาการสาขาต่างๆ จากประเทศในแถบโลกตะวันตกและให้ทรงกลับมาพัฒนาบ้านเมือง ในเรื่องที่ได้รับเอาเรื่องราวบทละครของวิลเลียม เชคสเปียร์นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแปลเรื่อง โรเมโอและจูเลียต ด้วยกาพย์ยานี 11 ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาไทยในปี พ.ศ. 2465 หลังจากนั้น "วัฒนธรรมเชคสเปียร์" ก็หลั่งไหลเข้าสู่ราชอาณาจักรสยามเรื่อยมา ทำให้ผู้คนในแผ่นดินสุวรรณภูมิได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นผ่านวรรณคดีระดับโลก และการเรียนรู้การเล่าเรื่อง (Narration)รูปแบบที่แปลกใหม่ ต่างไปจากเดิมก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างเต็มตัว จนกระทั่งได้มีการบรรจุวรรณคดีของวิลเลียม เชคสเปียร์ลงในหลักสูตรวิชาภาษาไทยให้นักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้และลิ้มรสแห่งความสุนทรีย์เหล่านั้น

ปัจจุบันไม่ปรากฎว่าได้มีการบรรจุเอาวรรณคดีระดับโลกลงในหลักสุตรของกระทรวงศึกษาธิการนั้นอีกแล้ว..?

 

ในเรื่องความโดดเด่นของวิลเลียม เชคสเปียร์ สุภา ศิริมานนท์ (15 กรกฎาคม 2457 — 15 มีนาคม 2529) ได้เขียนสรรเสริญว่า วิลเลียม เชคสเปียร์ มิใช่กวีธรรมดา แต่เป็นกวีที่มีโลกทัศน์ เขามิใช่คนของโลกในยุคใดยุคหนึ่งเพียงยุคเดียว เป็นกวีของทุกคนและทุกยุคสมัย เขาเป็น “เจตนญาณของมนุษยชาติ” แม้ว่างานของเขาจะหยิบยกเอาเหตุการณ์สำคัญในอดีตขึ้นมาเล่าเรียงเป็นกวีนิพนธ์เพื่อการบันเทิงตามที่มีผู้กล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่นำมาเล่าใหม่และได้สอดแทรกคติสอนใจแก่มวลมนุษย์ จึงยังคงทำให้โลกทัศน์ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ ยังคงสุกสกาวสว่างไสวในใจของผู้คนเรื่อยมาตราบจนปัจจุบันกาล ดังเช่นบทละครเรื่อง จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ก็ยังถูกกล่าวขวัญถึงยังหมู่ผู้ศึกษาวิชาการรัฐศาสตร์จนตราบเท่าทุกวันนี้  เพราะถือว่าเป็นละครมีคติพจน์เกี่ยวกับการเมืองเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลก ให้เป็นสัจธรรมที่มนุษยชาติต้องร่วมกันตระหนักทางการเมืองตราบจนถึงวันนี้

 

 

“จูเลียส ซีซาร์” เป็นละครเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของเชคสเปียร์ตามรูปแบบ เป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจการปกครองรัฐด้วยการกบฏทรยศต่อมิตร ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกรุงโรม อิตาลี เมื่อ 44 ปีก่อนคริสตศักราช แม้เรื่องราวดังกล่าวจะล่วงเลยมาแล้วกว่าสองพันปีมาแล้ว แต่ก็เป็นประเด็นที่ใช้การได้ทุกยุคทุกสมัย

 

 

“จูเลียส ซีซาร์” หรือ กายุส ยูลิอุส ไคซาร์ (ละติน: GAIVS IVLIVS CAESAR) เกิดในตระกูลขุนนางเก่า เมื่อประมาณ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช (พ.ศ. 444) ได้ครอบครองกรุงโรมโดยมีอำนาจสิทธิ์ขาดตั้งปี 49 – 44 ปีก่อนคริสตศักราช  คำว่า “ซีซาร์” แปลว่า จักรพรรดิ จูเลียส ซีซาร์ ต้องวายชนม์โดยถูกพวกที่อยู่ใต้อำนาจของเขาเองพากันคิดคบล้มล้าง ซึ่งกรุงโรม(อิตาลี)ในขณะนั้นปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐ อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือของกลุ่มผู้มีอำนาจและชนชั้นสูงของแต่ละรัฐ จูเลียส ซีซาร์ก็เป็นเช่นเดียวกันกับประมุขรัฐอื่นแต่ก็เป็นผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชนที่ถูกปกครอง เขาได้พยายามลดปัญหาต่างๆ เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข ให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะคนจน แม้แต่ตัวจูเลียส ซีซาร์เองก็ยังลดตนลงมาแต่งงานกับนางสาวคอร์เนลเลีย ลูกสาวของชาวสามัญชน แต่ก็ถูกพวกชนชั้นสูงบีบให้หย่าร้าง ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เขาเลิกล้มความตั้งใจ จึงถูกอีกพวกผู้สำเร็จราชการริบทรัพย์สินและขับไล่ออกจากกรุงโรม จนกระทั่งผู้สำเร็จราชการถึงแก่กรรม จูเลียส ซีซาร์จึงได้กลับเข้ากรุงโรม

 

ต่อมาจูเลียส ซีซาร์ได้รับการยกย่องแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงใหญ่ขึ้น จึงได้ร่วมกับสหายใกล้ชิดตั้งเป็นคณะผู้บริหารกรุงโรม เรียกว่า Triumvirate คล้ายกับคณะบุคคลร่วมกันบริหารบ้านเมือง โดยมีสหายคนหนึ่งคือ มาร์คุส คราสซุส เป็นมหาเศรษฐีใช้เงินเพื่อการเป็นใหญ่ ส่วนอีกคนเป็นทหารใหญ่คุมกำลังพลเพิ่งชนะศึกกลับมาเป็นและกลายเป็นขวัญใจประชาชน ชื่อ ปอมปีย์ ส่วนจูเลียส ซีซาร์ก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเช่นกัน คณะบริหารได้มอบอำนาจให้แก่จูเลียส ซีซาร์เป็นผู้ปกครอง เรียกตำแหน่งนี้ว่า คอนซุล แต่ทั้งสามคนก็มีอำนาจเท่าเทียมกัน

จูเลียส ซีซาร์ได้ยกทัพไปรบกับฝรั่งเศสและเยอรมัน และยกทัพไปรบกับอังกฤษได้ชัยชนะสองครั้ง เมื่อคราสซุสได้สิ้นชีวิตลง ลูกสาวซึ่งแต่งงานกับปอมปีย์ก็ตายลงด้วย ความผูกพันระหว่างกันทั้งสามคนอย่างในอดีตก็เริ่มคลอนแคลน ปอมปีย์ก็ยิ่งระแวงว่าซีซาร์จะเอาเมืองที่ไปรบชนะมาได้ทั้งหมดนั้นเอาไปอยู่ภายใต้การปกครองของเขาเพียงคนเดียว  จึงไปอ้อนวอนให้วุฒิสภาริดรอนอำนาจจูเลียส ซีซาร์ด้วยการให้ยุบกองทัพของเขาให้เล็กลง โดยขณะนั้นกำลังรบพุ่งอยู่ในยุโรป เมื่อจูเลียส ซีซาร์ทราบข่าว  จูเลียส ซีซาร์จึงเคลื่อนพล 5 พันคนตรงมาที่กรุงโรม มาหยุดและตั้งทัพรอที่ริมฝั่งแม่น้ำรูบิคอน แล้วก็ลังเลว่าจะบุกกรุงโรมดีหรือไม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จำต้องกวาดล้างคนที่คิดทำลายเขา จึงสั่งให้กำลังพลยกทัพข้ามแม่น้ำรูบิคอนนำทหาร 5 พันคนเข้าประชิดกรุงโรม และเกิดการรบกันจนทำของซีซาร์ได้ชัยชนะยึดกรุงโรมได้มา

 

(บทนี้มีคำภาษิตโรมันซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า to cross the Rubicon” ซึ่งหมายความว่า "passing the point of no return(อ้างใน http://en.wikipedia.org/wiki/Rubicon ) หรือหมายถึง การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดตามที่หมายมั่นเอาไว้)

 

 

เหตุการณ์นี้กองทัพของจูเลียส ซีซาร์เข้าตีกำลังพลของปอมปีย์แตกกระเจิงจนต้องเผ่นหนีไปยังกรีกและอียิปต์ จึงได้ยกทัพไล่ตามไปที่ตีได้อียิปต์ แล้วประหารชีวิตปอมปีย์เสีย ทำให้จูเลียส ซีซาร์สามารถปกครองแว่นแคว้นต่างๆ ควบคุมพื้นที่ทั่วภาคพื้นยุโรปอย่างกว้างใหญ่

ส่วนที่อียิปต์นั้นจูเลียส ซีซาร์ได้พบกับพระนางคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลอโฉมขจรไกล  จนได้หลงเสน่ห์ในความงามของพระนาง ด้วยความรักต่อนางคลีโอพัตรา ซีซาร์ได้อยู่ช่วยเหลือพระนางคลีโอพัตราซึ่งกำลังมีเรื่องแย่งราชสมบัติกับพระอนุชา ทำให้ราชินีผู้เลอโฉมได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ปกครองอียิปต์จนบ้านเมืองสงบสุข จนได้มีเรื่องเล่าลือกระฉ่อนถึงความสัมพันธ์ของจูเลียส ซีซาร์กับพระนางคลีโอพัตรา ในขณะที่กรุงโรมได้เกิดมีพวกปรปักษ์ที่คิดทำลายจูเลียส ซีซาร์ขึ้นอีกครั้ง จึงทำให้ซีซาร์ต้องรีบยกทัพกลับกรุงโรม

เมื่อมาถึงกรุงโรม ซีซาร์ก็กำราบพวกคิดคดทรยศได้อย่างราบคาบและก็อภัยให้แก่พวกที่เคยอยู่ข้างฝ่ายของปอมปีย์ มาร์ค แอนโทนี นายทหารใหญ่ได้เชิญมงกุฎมาสวมให้แก่จูเลียส ซีซาร์เพื่อการเฉลิมฉลองและยกย่องให้เป็น จักรพรรดิ แต่จูเลียส ซีซาร์ก็ไม่ยอมรับการแต่งตั้งนั้นเป็นหนที่สาม ซีซาร์ยอมรับก็แต่เพียงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ หรือยอมรับเป็นจักรพรรดิได้แต่ไม่ยอมสวมมงกุฎ

 

 

มาร์คุส จูนิอุส บรูตุส เป็นคนที่จูเลียส ซีซาร์ไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด ซึ่งซีซาร์เองเป็นผู้ออกคำสั่งให้ไว้ชีวิตแก่บรูตุสตอนที่เขานักโทษ แต่บรูตุสกลับได้สมคบกับพวกฝ่ายตรงข้ามที่คิดทำลายจูเลียส ซีซาร์ ในวันประชุมประมุขรัฐ วันที่ 14 มีนาคมก่อนคริสต์ศักราช 44 ปี มีดาวหางขึ้นบนท้องฟ้าคัลเฟอร์เนีย ได้เกิดพายุลมพัดแรงจัด ภรรยาของจูเลียส ซีซาร์นึกสังหรณ์ใจ วิงวอนขอร้องเพื่อมิให้จูเลียส ซีซาร์ไปประชุมสภาเซเนทในวันรุ่งขึ้น แต่จูเลียสกลับหัวเราะเยาะราวกับว่าเห็นเป็นเรื่องขบขันเสียเต็มประดา มีชายคนหนึ่งแอบส่งจดหมายให้แก่ซีซาร์และขอร้องให้อ่านก่อนที่เข้าประชุม แต่จูเลียส ซีซาร์ไม่ทันได้อ่านเพียงแต่กำไว้ในมือ ระหว่างนั้นพวกที่ที่มาร่วมประชุมรวมทั้งพวกคิดคดทรยศได้เข้าไปแสดงความเคารพต่อซีซาร์ แล้วก็รุมกันจ้วงแทงซีซาร์จนเขาล้มลง ระหว่างที่เขายังไม่สิ้นลมหายใจนั้นก็เหลือบมองเห็นว่าบรูตุสสหายคนสนิทที่เคยไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุดนั้นได้ร่วมลงมือคิดทรยศต่อเขาด้วย บรูตุสได้แทงปลายมีดเข้าจนกระทั่งจูเลียส ซีซาร์สิ้นลมหายใจ

ในวาระสุดท้ายของจูเลียส ซีซาร์ กล่าวว่า “Et tu, Brute”  ( แปลว่า "บรูตุส..เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือนี่..." ) ซึ่งเป็นวาทะก้องโลกจนถึงทุกวันนี้

 

การเมืองการปกครองในยุค พ.ศ.นี้และในบ้านเมืองของไทยเราวันนี้ ก็ไม่แตกต่างจากสมัยของ จูเลียส ซีซาร์ไปมากเท่าใดนัก ดังที่เรามักกล่าวกันว่า "การเมือง..ย่อมไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร" ก็มีความสัมพันธ์(relate)กับคำพูดในวาระสุดท้ายของจูเลียส ซีซาร์นั่นเอง...!!!

 


 

 

ในบทละครของวิลเลียม เชคสเปียร์นั้น ได้เริ่มต้นฉากที่ซีซาร์เข้ากรุงโรมและมีการเฉลิมฉลองใหญ่ มาร์ค อันโทนี ซึ่งเป็นหลานของจูเลียส ซีซาร์ได้มอบมงกุฎให้แก่จูเลียส ซีซาร์ แต่เขาไม่ยอมรับ แล้วเรื่องก็ไปจบลงที่บรูตุสสังหารจูเลียส ซีซาร์ แล้วมาร์ค อันโทนี ได้พูดโน้มน้าวให้ชาวกรุงโรมได้เห็นถึงคุณงามความดีของจูเลียส ซีซาร์ และแสดงให้เห็นว่าบรูตุสคือคนผิดและคิดคดทรยศต่อบ้านเมือง ในที่สุดประชาชนก็พากันลุกฮือขับไล่บรูตุสและพรรคพวก จนต้องหนีเอาตัวรอดออกจากเมืองไป

มาร์ค อันโทนีได้ร่วมกับพวกตั้งเป็น triumvirates เข้าปกครองกรุงโรมในเวลาต่อมาและจัดการกับพวกที่เคยคิดร้ายต่อจูเลียส ซีซาร์

บทละครเรื่อง จูเลียส ซีซาร์ ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ก็จบลงเพียงเท่านี้

 

 

สุภา สิริมานนท์ ได้กล่าวพอที่จะยกมาเป็นข้อสรุปบทความนี้บางตอนว่า สมองอันเป็นอัจฉริยะของเชคสเปียร์เป็นสมองของกวีผู้มีโลกทรรศน์เป็นเลิศ บทละครเรื่อง จูเลียส ซีซาร์ เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่ผู้ศึกษาวรรณคดีว่าเป็นบทละครการเมืองที่วิเศษที่สุดในโลก สัจธรรมว่าด้วยคติของการเมืองเท่าที่ปรากฎในบทละครเรื่องจูเลียส ซีซาร์นี้เป็นสัจธรรมชั้นอมตะซึ่งโลกทุกยุคสมัยจนต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะว่า...

การเมืองไม่มีพ่อไม่มีแม่, ไม่มีพี่ไม่มีน้อง, เพราะเมื่อลงได้เป็น “การเมือง” แล้วไซร้ ลูกก็ฆ่าพ่อฆ่าแม่ได้, พ่อแม่ก็ฆ่าลูกได้, พี่น้องก็ฆ่ากันได้, เพื่อนก็ฆ่าเพื่อนได้, พี่ป้าน้าอาก็ฆ่ากันได้ทั้งนั้น ประวัติศาสตร์ชาติอันยาวนานไม่ว่าชาติใดๆ ก็ตามย่อมจะมีหลักฐานยืนยันให้ปรากฏชัดอยู่แล้ว

 

 

บทละครเรื่องจูเลียส ซีซาร์ ได้รับแปลเป็นภาษาไทย โดย  ทวีปวร (ทวีป วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2538)

...................................

 

ขอบคุณ เจ้าของโปสการ์ดที่ส่งตรงมาจากกรุงลอนดอน ทำให้ผู้เขียนเกิดแรงบันดาลใจในการค้นคว้าเรื่องนี้มาเขียนจนจบในเร็วพลัน

ข้อมูลอ้างอิง

เปลื้อง ณ นคร, ปริทรรศน์แห่งวรรณคดีอังกฤษ, สำนักพิมพ์บำรุงสาส์น, 2529

สุภา ศิริมานนท์, วรรณสาส์นรำลึก, สำนักพิมพ์มิ่งมิตร, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2547

 

 

ชมภาพยนตร์เรื่อง จูเลียส ซีซาร์

http://www.doonungdee.com/จูเลียส_ซีซาร์_จอมทัพไอยค-ดูหนังออนไลน์-818.html

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 ni_gul , NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สนิมกฤช วันที่ : 06/04/2012 เวลา : 01.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit

บรูตุส...เจ้าก็เอากับเขาด้วยหรือนี่!!!

ความคิดเห็นที่ 10 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

น่าสนใจนะคะ เคยอ่านเรื่องพระนางคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลอโฉม
ด้วยความอยากรู้ว่า ทำไมพระนางจึงมีคนมากมายว่าเป็นผู้หญิงที่ีมีเสน่ห์มากนัก และจูเลียส ซีซาร์ ก็คือหนุ่มคนหนึ่ง ที่ลุ่มหลงพระนางเช่นกัน


ผู้หญิงที่มีเสน่ห์ลึกๆ ใช้เสน่ห์คุณธรรม สามารถทำเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้
แต่ผุ้หญิงที่มีเสน่ห์ลึกๆ ใช้เสน่ห์ในทางอธรรม อันนี้หล่ะค่ะ น่ากลัวมากกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
tengpong วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ช่วงรอยต่อระหว่าง บรูตุสและมาร์คแอนโทนี่
น่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาของบ้านเราเวลานี้

ชอบภาพของเช็คสเปียร์ ที่ใส่พิคาเดล (แผ่นผ้าจับจีบรอบคอ)

พิคาเดล นี่มีแหล่งขายแหล่งใหญ่ในลอนดอน
ปัจจุบันเป็น ที่ตั้งของอนุสาวรีย์อีรอส ที่เรียกว่า พิคคาเดลลี่ เซอร์คัส
ทุกวนันี้เห็นแต่ในละครเท่านั้น ของจริงไม่รู้่ว่ายังมีคนใส่กันหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 8 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 16.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 7 คุณNN1234
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล
ทำให้อยากชม Shakespeare Must Die มากขึ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
NN1234 วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขออนุญาตตอบคุณชาลีก่อนนะครับ พอดีมีประเด็นที่เพิ่งศึกษามาล่าสุด(เมื่อคืน)


หนังไทยเชคสเปียร์โดนแบนโดยรัฐบาลรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติสั่งห้ามฉาย ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ (Shakespeare Must Die) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ได้รับทุนสร้างจากกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2553 ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จและเข้าตรวจพิจารณาปีนี้

ภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างขึ้นจากบทละคร ‘โศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ’ (The Tragedy of Macbeth) ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare)

เป็นเรื่องราวของขุนพลที่มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างไร้ขอบเขต และคลั่งไคล้ในไสยศาสตร์ เมื่อมีแม่มดมาทักว่าจะได้เป็นกษัตริย์ในภายหน้า และโดยการยุยงของภรรยา เขาสังหารพระราชาเพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ แม็คเบ็ธปกครองแผ่นดินด้วยความบ้าอำนาจ พาให้บ้านเมืองตกอยู่ในยุคมืดมนแห่งความหวาดกลัว โดยที่ตัวเขาเองก็ปราศจากความสุข ต้องใช้ความรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาอำนาจของตน

เป็นข้อมูลเบื้องต้นซึ่งเป็นคำแถลงของคุณมานิต ศรีวานิชภูมิ
ผู้อำนวยการสร้าง แล้วผมจะหาเวลานำเรื่อง Macbeth มาเล่าสู่

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
BlueHill วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 12.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

วันสองวันนี้ เห็นมีข่าวแบนหนังฟอร์มเล็ก ๆ เรื่อง "เชคสเปียร์ต้องตาย" (ShakespeareMustDie)

เรื่องราวมันเป็นยังไงกันหรือครับ เห็นข่าวดังไปถึงต่างประเทศ

http://m.bbc.co.uk/news/world-africa-17613674

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณเรื่องดีๆครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
SW19 วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 04.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

'The fault, dear Brutus, is not in our stars.
But in ourselves, that we are underlings.'

Cassius เอ่ยชักชวน Brutus ให้หักหลัง Caesar

ในความหมายว่า

ความผิดพลาดทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่โชคชะตา
แต่อยู่ในตัวเราเอง
ที่เกิดมาเป็นลูกไล่

เสมือนความผิดพลาดทั้งหลายในวันนี้ ไม่ต้องโทษใคร
ตัวเรานี่แหละ...
ในทุกเรื่อง
(น่าจะรวมการเมืองด้วยมั้ง)



ป.ล. อ่านเพลิดเพลิน แต่คนเขียนคงเวียนหัวในการเรียบเรียงใช้ได้
อย่าลืมลงรูปเพิ่ม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tengpong วันที่ : 05/04/2012 เวลา : 00.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ติดไว้ก่อน พรุ่งนี้มาอ่าน คืนนี้ง่วงละ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 04/04/2012 เวลา : 22.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ยอดเลยครับ ได้ความรู้ละเอียดดีครับ โหวต เดี๋ยวต้องขอย้อนกลับมาอ่านอีกรอบตอนนี้สามเณรกวน
เลยไม่มีสมาธิอ่านแบบตั้งใจครับ(กำลังอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนอยู่ฉะเชิงเทรา อิอิ) แค่เปิดมาเห็นเลยแวะมาชม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 04/04/2012 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เจิม +โหวต

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน