*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2317762
  • จำนวนผู้โหวต : 800
  • ส่ง msg :
  • โหวต 800 คน
<< กรกฎาคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2555
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 11664 , 22:06:49 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน มะอึก , BlueHill และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้


 

การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดโดยคณะกรรมการการจัดการความรู้ของโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2555 ผู้เขียนได้รับเชิญในฐานะเป็นกรรมการร่วมด้วยคนหนึ่ง และมอบหมายให้เป็น commentator ชี้แนะแก่ทีมงานที่เข้ามานำเสนอความสำเร็จในแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย หรือสิ่งที่เป็นนวัตกรรมต่างๆ  เวทีนี้เป็นเวทีของการเปิดการรับฟังข้อเสนอแนะนำจากหลายฝ่าย เพื่อที่ทีมงานจะได้นำกลับไปพัฒนาต่อยอด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบบริการของโรงพยาบาลต่อไป กิจกรรมนี้จัดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง และผลงานต่างๆ ก็จะได้รับการนำขึ้นไปแสดงในเว็บไซต์ของโรงพยาบาลต่อไป และระหว่างนั้นก็มีการพูดถึงสารก่อมะเร็ง การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนเกี่ยวข้องอยู่บ้างบางส่วน ดูจะได้รับความสนใจมาก และผู้เขียนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เรียบเรียงบทความนึ้ขึ้นมา




มักมีข้อสังเกตกันว่า ทำไมในช่วงระยะหลังๆ มานี้คนไทยเราจึงเกิดเป็นโรคมะเร็งกันมากขึ้น และจากข้อมูลก็พบว่า การเสียชีวิตของคนไทยนั้น โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของความตายที่ได้ขยับก้าวขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ   ในที่ประชุมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างก็สรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเพราะชีวิตคนไทยเราล้วนกินอยู่แต่กับ “สารก่อมะเร็ง” แทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ ข้าวสาร ที่หุงเป็นข้าวสวยที่คนไทยรับประทานกันอยู่ทุกวัน

ส่วนเรื่องโรค “มะเร็งปอด” นั้นก็กลับพบกันว่า ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้น คนไม่สูบบุหรี่หรือมีประวัติการเลิกสูบมานานแล้วก็ยังพบว่าเป็นมะเร็งปอดได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น..?




มะเร็งปอด (lung cancer) เป็นโรคมะเร็งที่คนไทยเป็นกันมากอันดับ 3  โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบปีละประมาณ 10,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี หากแยกเป็นเพศแล้ว เพศชายเป็นมะเร็งปอดมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับและท่อน้ำดี ส่วนเพศหญิงพบมากเป็นอัน 4 รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

จึงไม่แปลกใจนักที่ช่วงหลังนี้ที่สังเกตพบว่า แพทย์ได้ส่งผู้ป่วยมาตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) จำนวนมากขึ้นทุกวัน และก็พบในผู้ป่วยเพศชายวัยกลางคนขึ้นไป และมักพบว่ามีความชุกขของโรคในผู้ป่วยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป (ผิดจากมะเร็งตับที่มักพบมากในผู้ป่วยที่มักมีอายุน้อยกว่านี้ประมาณ 10 ปี)  และผลการตรวจในโรงพยาบาลต่างจังหวัดมักพบว่า ผู้ป่วยมักมีอาการหนักหรือพัฒนาการของโรคเหล่านี้ไปมากแล้วจึงค่อยมารักษา อาจเป็นระยะที่มีการแพร่กระจายแล้ว จึงสะท้อนถึงการไม่ใส่ใจถึงเรื่องการตรวจสุขภาพเพื่อหาความผิดปกติ(โรคมะเร็ง)ตั้งแต่เบื้องต้น และผู้ป่วยอาจมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงการบริการการตรวจ ซึ่งอาจเกิดจากตัวผู้ป่วยเอง หรือข้อจำกัดในด้านสถานบริการสุขภาพ  




มะเร็งปอด  ข้อมูลทางการแพทย์ได้แบ่งการเกิดโรคนี้ 2 แบบตามลักษณะทางพยาธิวิทยา (กลไกการเกิดของโรค) มีดังนี้

1. มะเร็งที่เกิดจากเนื้อปอดเอง (primary lung cancer)  เป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อของปอด มีการแบ่งชนิด(subtype)ตามลักษณะทางพยาธิวิทยาออกเป็น   

- มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (non small cell carcinoma-NSCC) พบมากที่สุดในผู้ป่วยชาวไทยร้อยละ 80  แบ่งชนิดออกไปตามลักษณะที่ตรวจพบจากชิ้นเนื้อได้อีก เป็น adenocarcinoma, squamous cell carcinoma  (ซึ่งแพทย์มักเขียนในใบส่งตรวจของแพทย์ถึงชนิดของเซลล์มะเร็งชนิดนี้ว่า SCC )  

- มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer - SCLC)  พบได้ร้อยละ 20 ของมะเร็งปอด  ส่วนใหญ่ร้อยละ 99 เกิดจากการสูบบุหรี่ มีลักษณะการเป็นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและแพร่กระจาย ((aggressive behavior and rapid growth)ซึ่งตรงข้ามกับชื่อ เพราะขนาดของเซลล์ที่มีขนาดเล็กกว่า จึงสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าและรักษายาก   มักมีอาการที่รุนแรง รักษาแทบไม่ได้แล้ว หากไม่ได้ตรวจพบและรักษาแต่เนิ่นๆ บางทีกว่าที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดนี้ ก็อาจเสียชีวิตลงก่อน เพราะผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่ได้เฉลี่ยเพียงแค่ 2 - 4 เดือน  

2. มะเร็งปอดที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น (metastatic lung cancer) ปอดมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ และเป็นอวัยวะที่มีเลือดส่งมาฟอกจากอวัยวะต่างๆ และมีต่อมน้ำเหลืองมาเลี้ยงมาก  ทำให้ปอดมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อมะเร็งมาจากอวัยวะอื่นมาแพร่กระจายได้ เช่น มะเร็งตับ ลำไส้ หรือในเพศหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ปอดของคนเรานอกจากจะเป็นที่ฟอกเลือดโดยการจับเอาออกซิเจนที่สูดเราหายใจเข้ามาในปอดเพื่อผสมกับเลือดเสียให้เป็นเลือดดีแล้ว ปอดยังเหมือนโรงงานฟอกผสมทั้งของดีของเสียปนเปเข้าด้วยกันอีกด้วย

ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งที่อวัยวะอื่น อาจต้องตรวจหามะเร็งปอดด้วย ซึ่งแพทย์จะดูจากอาการหรือสัญญาณต่างๆ ของโรคร่วมด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นก็เป็นได้ มะเร็งปอดจึงเปรียบเสมือนมะเร็งที่แถมมาจากมะเร็งที่เป็น “เหตุนำ”

 



สาเหตุการเกิดมะเร็งปอด  เป็นที่ทราบกันดีว่า สาเหตุของมะเร็งที่พบได้บ่อย คือ ร่างกายได้รับสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogen) อย่างต่อเนื่อง  สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้กลไกการแบ่งตัวของเนื้อเยื่อให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติขึ้น   เซลล์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดก็เช่นเดียวกัน และนอกจากจะเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วยังยังลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้อีกด้วย

ปอดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซดีกับก๊าซเสีย คือนำเอาออกซิเจนไปแทนที่คาร์บอนไดออกไซด์ ให้เกิดการรวมตัวกันกับเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีก๊าซเสียอยู่ แต่ถ้าหากหารสูบบุหรี่ หรือคนที่หายใจเอาควันบุหรี่เข้าปอด (เรียกว่า บุหรี่มือสอง-second hand smoke) ก็ย่อมทำให้ภาวะเสี่ยงสูงสุดที่จะเกิดเป็น มะเร็งปอด  

เนื่องจากในควันบุหรี่จะมีสารประกอบมากมาย  และเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogens) มากกว่า 62 ชนิด เช่น น้ำมันดิน สารไฮโดรคาร์บอน ดังนั้น ผู้ที่สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องจึงมีโอกาสเกิดมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ 10 - 20 เท่า

มีข้อมูลจาก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่  20 ถึง 30  เท่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ และผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่สูดควันบุหรี่จากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือในบริเวณอับที่มีควันบุหรี่อยู่ (second hand smoke) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด มากกว่าคนปกติถึง 1.2 ถึง 1.5 เท่า และพ่อที่สูบบุหรี่ขณะที่ลูกอยู่ด้วย ลูกมีโอกาสป่วยเป็นหอบหืดถึงร้อยละ 20 - 40 ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ชนิดใด ๆ ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งนั้น เพราะเป็นการได้รับสารพิษเช่นเดียวกันกับผู้สูบบุหรี่ด้วย




ในขณะเดียวกัน ผู้ที่รับควันบุหรี่จากสิ่งแวดล้อม (second-hand smokers) ก็ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลที่ไม่สูบบุหรี่โดยตรงอย่างชัดเจน เช่น ภรรยาที่อยู่กับสามีที่สูบบุหรี่ พบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากขึ้นร้อยละ 24  หรือผู้ที่อยู่ในที่แวดล้อมไปด้วยควันบุหรี่ยังจะมีโอกาสเกิดมะเร็งปอดมากขึ้นเช่นกัน

ที่ รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา วัยรุ่นมีการตื่นตัวต่ออันตรายของบุหรี่จากคนรอบข้าง (Second Hand Smoke) ได้มีการรณรงค์เรียกร้องให้หยุดสูบบุหรี่ในที่สาธารณะกันมากขึ้น จึงทำให้ภาวการณ์ติดบุหรี่ของเด็กวัยรุ่นมีจำนวนน้อยลง และเราก็เชื่อว่านั่นจะเป็นเหตุให้มะเร็งปอดลดลงด้วย


ที่เมืองไทย การสูบบุหรี่น่าจะยังเป็นปัญหาสำคัญในการเกิดมะเร็งปอดของคนไทย  โดยชายไทยมากกว่าร้อยละ 90 ที่เป็นมะเร็งปอด มีประวัติการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง ในเพศหญิงพบว่า  ร้อยละ 50 มีประวัติสูบบุหรี่  และมีข้อมูลว่า คนไทยสูบบุหรี่มากกว่า 11 ล้านคน โดยร้อยละ 40 ของชายไทยสูบบุหรี่ ส่วนเพศหญิงถึงแม้ว่ามีอัตราการสูบบุหรี่ร้อยละ 2 แต่ก้พบว่าแนวโน้มว่า ปัจจุบันวัยรุ่นทั้งหญิงและชายสูบบุหรี่มากขึ้น จึงน่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ยังพบว่า ครอบครัวที่มีผู้สูบบุหรี่จะมีลูกที่มีพฤติกรรมติดบุหรี่ในวัยรุ่นได้ถึง 40% และพบว่า เด็กไทยอายุ 13 ปี กว่า 13% มีการสูบบุหรี่ โดยเกือบครึ่งมีผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย (ผลวิจัย ม.มหิดล)


 

แนวทางสำคัญที่สุดของการป้องกันการเป็นมะเร็งปอด คือ การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการสัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง  การเลิกบุหรี่จะทำให้ผู้ที่เคยสูบมีความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลดลงทันที  หากเป็นผู้ที่สูบมานานอาจต้องใช้เวลาหลังเลิกบุหรี่ยาวนานถึง 15 - 20 ปี จึงจะลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดลงมาเท่ากับคนปกติ

การป้องกันตนเองที่ดีที่สุดจากมะเร็งปอดก็คือ   การหลีกเลี่ยงสารระคายเคืองที่อาจเกิดในที่ทำงานหรือจากสิ่งแวดล้อม    จากข้อมูลดังกล่าว การได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ และการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้อย่างชัดเจน


อาการแสดงของมะเร็งปอด อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะมะเร็งปอดจะเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ อาการที่เกิดเฉพาะที่ เกิดจากการที่มะเร็งปอดมีการขยายตัวขึ้นในปอด ทำให้มีอาการระคายเคือง จึงเกิดอาการไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน หากมะเร็งขยายตัวมากขึ้นก็จะไปรบกวนการทำงานของปอด และทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยหอบ

หากมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ  ก็จะทำให้มีอาการแสดงเฉพาะของอวัยวะนั้น หรือมีอาการปวดที่อวัยวะนั้นๆ 




การวินิจฉัยมะเร็งปอด มะเร็งปอดระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่แสดงอาการหรือมีอาการที่ไม่รุนแรง เช่น ไอเรื้อรัง บางครั้งอาจมีอาการไอเป็นเลือดเล็กน้อย เนื่องจากยังมีขนาดเล็กอยู่ จึงยังไม่ก่อให้เกิดอาการมากนัก ในระยะนี้สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจภาพรังสีทรวงอก (การเอกซ์เรย์ปอด -CXR)  

ดังนั้น ถ้าหากผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของระบบหายใจ (โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด เช่น มีประวัติสูบบุหรี่มานาน หรือมีประวัติรับควันบุหรี่มือสอง) เช่น มีอาการไอต่อเนื่องกันเกิน 3 สัปดาห์โดยไม่มีสาเหตุอื่น หรืออาการไอที่เป็นอยู่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ไอมากขึ้น หรือมีเสมหะปนเลือด หากเป็นเช่นนี้ผู้ป่วยควรไปให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านั้น

หรือจะเรียกว่า ต้องสแกนตนเองก่อนที่จะให้หมอสแกนจะทำให้พบความผิดปกติได้ง่ายกว่า ก็ได้


 

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่า การพยายามค้นหามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกโดยการตรวจร่างกายด้วยเอกซ์เรย์ปอดจะช่วยให้เราพบว่าเป็นมะเร็งได้เร็วขึ้น (ไม่เหมือนการทำ mammogram เอกซเรย์เต้านมเพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม) แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงมาก เช่น  สูบบุหรี่มาต่อเนื่อง   การเอกซ์เรย์ปอดอย่างน้อย 1 ครั้งทุกๆ ปี แม้ว่าความผิดปกติของภาพเอกซ์เรย์ปอดไม่จำเป็นต้องเห็นว่าจะเกิดเป็นมะเร็งปอดเสมอไป แต่ก็จะเป็นประโยชน์ในการสืบค้นเพื่อหาสาเหตุปรียบเทียบความผิดปกติดังกล่าว ใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบภาพเอกซ์เรย์ปอดเดิมกับภาพเอกซ์เรย์ปอดใหม่ เพราะจะทำให้เห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงของรอยโรคที่พบในปอด  ดังนั้น ข้อมูลภาพเอกซ์เรย์ปอดจึงมีความสำคัญในการให้การวินิจฉัยของแพทย์เป็นอย่างมาก



                       ( Courtesy of Birmingham Heartlands Hospital, UK  )


นอกจากภาพเอกซ์เรย์ปอดจะช่วยให้การวินิจฉัยมะเร็งปอดเห็นได้ชัดเจนตั้งเริ่มมีอาการผิดปกติของผู้ป่วยแล้ว   แพทย์จะทำร่วมกับการตรวจวินิจฉัยยืนยันจากการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยการนำเนื้อเยื่อปอดบริเวณที่มีความผิดปกติมาตรวจ(biopsy) เพื่อยืนยันว่าใช่มะเร็งหรือไม่  เพราะเพียงอาการและภาพเอกซ์เรย์ปอดยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง  การตรวจชิ้นเนื้อ(biopsy) จึงมีความจำเป็นมาก และยังช่วยยืนยันว่าเป็นมะเร็งชนิดใด เช่นช่วยบอกว่าเป็น adenocarcinoma หรือ squamous cell carcinoma  เป็นต้น

วิธีการการนำเนื้อเยื่อมาตรวจทำได้ แพทย์อาจใช้การส่องกล้องตรวจหลอดลม การใช้เข็มเจาะ หรือการผ่าตัด   หลังจากนั้นก็จะมีการประเมินเพิ่มเติมว่า ขณะนั้นผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค (Staging) ด้วยการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซ์เรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (CT scan) โดยการเปรียบเทียบกับภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปกติกับภาพที่ฉีดสารทึบรังสี เพื่อดูขอบเขตและการแพร่กระจายของโรค หรือทำการตรวจกระดูก (PET scan) ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสม


แนวทางการรักษามะเร็งปอด  การรักษามะเร็งปอดจะถูกพิจารณาคล้ายๆ กับโรคมะเร็งส่วนอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ คือ ชนิดของมะเร็งปอด ขอบเขตการกระจายของโรค และสภาพทั่วไปของผู้ป่วย โดยการรักษาหลักของมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย คือ การผ่าตัดเอาปอดส่วนที่มีมะเร็งออกไป ซึ่งแพทย์จะประเมินก่อนการผ่าตัดว่า ผู้ป่วยมีสมรรถภาพปอดสมบูรณ์เพียงพอที่จะรับการผ่าตัดหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าภายหลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยมีสมรรถภาพปอดที่เพียงพอ การผ่าตัดถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูงสุดถึง ร้อยละ 60 - 70 แต่ถ้าไม่สามารถผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคมีการกระจายออกไปจนนอกขอบเขตของการผ่าตัด หรือผู้ป่วยไม่มีความพร้อมในการผ่าตัด การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม




การรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มักจะใช้ยาเคมีบำบัดและการฉายรังสีร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของมะเร็งปอดต่อการรักษาด้วยสองวิธีนี้มักไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้  ผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นในช่วงแรกเท่านั้น แต่มีโอกาสที่จะกำเริบมากขึ้นในอนาคต  ส่วนผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดก็จะคล้ายคลึงกับยารักษามะเร็งส่วนอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดยาที่แพทย์เลือกใช้

นอกจากนี้ปัจจุบันยังมียาชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่กลไกในเซลล์ มะเร็ง (targeted therapy) ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อย ก็เป็นวิธีการรักษาที่อาจจะเหมาะสมกับผู้ป่วยบาง  ส่วนการรักษามะเร็งปอดในระยะที่มีการแพร่กระจายของ โรคมะเร็งปอดไปแล้ว คือ การรักษาแบบประคับประคอง (palliative care) เช่น การให้ยาเพื่อลดอาการปวด การให้ออกซิเจนเพื่อลดอาการเหนื่อย เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด แม้จะไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ก็ตาม

ส่วนการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง (palliative care) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการดำรงชีวิตอยู่ของผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิดมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน แต่ก็มีรายละเอียดอีกมาก ต้องไว้เล่าเป็นเอนทรี่(บทความ)ในโอกาสต่อไป



บทความนี้ ผู้เขียนขอขอบพระคุณทุกๆ ร่างกาย ทุกๆ กรณี(เคส)ของผู้ป่วยที่ได้สอนบทเรียนให้แก่ผู้เขียน  ขอนำคุณความดีของบทความนี้ไปมอบอุทิศแด่ดวงจิตวิญญาณของท่านเหล่านั้นต่อไป

 

.........................

เรียบเรียงจาก http://www.healthtoday.net/thailand/disease/diisease_116.html

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=654

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=968

ข้อมูลโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ อ่านได้จาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/

CT Scans Can Help In Detecting Lung Cancer In High Risk Populations.  http://www.healthimaginghub.com/126-medical-imaging/2581-ct-scans-can-help-in-detecting-lung-cancer-in-high-risk-populations.html

http://www.cancer.gov/cancertopics/pdq/treatment/small-cell-lung/Patient/page1


ภาพจาก http://www.aboutcancer.com/lung_xrays_normal.htm

http://radiology2009.persiangig.com/

http://www.physicscentral.com/explore/action/scans-research.cfm

http://www.sciencephoto.com/media/311031/enlarge

http://www.imaios.com/fr/Media/Images/e-anatomy/thorax-ct/en/chest-lung-anatomy-atlas-ct

http://www.toshiba-medical.eu/en/Our-Product-Range/CT/Workstations/Vitrea/

 

............................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยายเช้า วันที่ : 23/07/2012 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/titletete
หนังสือย่อโลกให้เล็กลง การอ่านขยายโลกให้ใหญ่ขึ้น 

พูดแบบไม่อาใจ
บล็อกนี้ถ้ารวมเล่มเป็นหนังสือ
มันมีพลัง และน่าเก็บไว้อ่านแบบนาน ๆ แถมอ้างอิงได้
ไม่ได้โม้


ความคิดเห็นที่ 14 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 23/07/2012 เวลา : 17.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เป็นคำอธิบายทางวิชาการที่ให้ความเข้าใจได้ดีแท้

ข้องใจอยู่กับเรื่องพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในวันนี้ ผ่านไปกี่ครั้งยิ่งเห็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารฟูฟ่องจนน่ากลัว เป็นน้อยครั้งที่เห็นด้วยกับความจุกจิกของคณะกรรมการอาหารและยาในการบ่งบอกสรรพคุณ แต่ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่า อย. ทำน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะใครก็ตามที่มีเซลล์มะเร็งออกอาการในตัว หากได้รับสารเหล่านี้เพิ่มเติม ก็รังแต่จะไปเลี้ยงดูเซลล์เหล่านี้ด้วย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
แม่หมี วันที่ : 23/07/2012 เวลา : 12.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

แม่หมียังขยาดมะเร็งอยู่เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ครูแดง วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

มาสวัสดีหมอก่อนค่ะ..
-เดี๋ยวมาอ่าน...วันนี้ยังเหนื่อยอยู่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คุณตุ๊ก วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 22.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/otophappy

แวะมาหาความรู้เพิ่มคะ ขอบคุณนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
iamcraft วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 21.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amcraft

สวัสดีค่ะ

ตามมาเก็บความรู้ค่ะ ดูจากภาพ น่ากลัวนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Chaoying วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 21.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

หวัดดีค่ะ คุณหมอเอ็นเอ็น..ขอบคุณมากที่นำความรู้มาเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน..น่ากลัวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
arattikron วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 18.08 น.


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
NN1234 วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

"แร่ใยหิน" หรือ "แอสเบสทอส" (Asbestos) ก็ถือเป็นหนึ่งในภัยใกล้ตัวที่คนไทยน้อยคนที่จะรู้จักถึงพิษภัยของมัน ที่สามารถคร่าชีวิตของคนเราได้ หากสูดหายใจเอาแร่ใยหินเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นปริมาณมาก
ที่บอกว่าเป็นภัยใกล้ตัวก็เนื่องจาก ว่า "แร่ใยหิน" ได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่างๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมประเภทซีเมนต์ อุตสาหกรรมผ้าเบรก ผ้าคลัตช์ อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าป้องกันไฟหรือความร้อน อุตสาหกรรมกระดาษอัด และอุตสาหกรรมประเภทพลาสติกที่มีแอสเบสทอสเป็นส่วนประกอบ ฯลฯ
ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่คนไทยได้ใช้กันอยู่ บ่อย ๆ ก็คือ กระเบื้องมุงหลังคาแบบลอนลูกฟูก ท่อระบายน้ำ กระเบื้องปูพื้น ฝ้าเพดาน ฝาผนัง ฉนวนกันความร้อน ผ้าเบรก ผ้าคลัตช์รถยนต์ ท่อน้ำร้อน หม้อไอน้ำ พลาสติกขึ้นรูปต่าง ๆ ฯลฯ
ทั้งนี้แร่ใยหิน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ แอมฟิโบล และเซอร์เพนไทน์ โดยกลุ่มแอมฟิโบล ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 5 ชนิด ได้แก่ ครอซิโดไลท์, อะโมไซท์, ทรีโมไบท์, แอนโธฟิลไลท์ และแอคทิโนไลท์ ส่วนกลุ่มเซอร์เพนไทน์ ก็ได้แก่ ไครโซไทล์ หรือไวท์ แอสเบสทอส
ดร.วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์ หัวหน้าภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แร่ใยหินเป็นแร่ธรรมชาติ ที่ค้นพบมาเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี และได้นำเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว โดยมีบริษัทเอกชนนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตวัสดุก่อสร้างต่างๆ เนื่องจากแร่ใยหินมีคุณสมบัติ ทนกรด ทนความร้อน ทนไฟ มีเส้นใยที่แข็ง และเหนียว ยืดหยุ่นได้ดี เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ จะทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน ทนความร้อนได้ดี
อย่าง ไรก็ตาม แร่ใยหินแม้จะมีส่วนช่วยให้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดีขึ้น แต่ก็มีข้อเสียโดยเฉพาะผลกระทบต่อร่างกายคน หากได้รับการสูดดมฝุ่นและละอองของแร่ใยหินเข้าสู่ร่างกาย จนสะสมในปริมาณที่มากและเป็นเวลานาน 15-30 ปี ก็จะทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับปอด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง (Mesothelioma)

(http://www.jongjarern.com/insurances/index.php?topic=961.0)

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
NN1234 วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 15.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ความคิดเห็นที่ 5 (คุณทางแก้ว)

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งปอดมากขึ้น ได้แก่ การได้รับแร่ใยหิน (asbestos) จากการหายใจ ซึ่งมักจะได้รับจากการทำงาน โรคเรื้อรังในปอดบางชนิด เช่น พังผืดในปอด (pulmonary fibrosis) แต่ไม่พบบ่อย

แร่ใยหิน (Asbestos) เป็นชื่อทั่วไปที่ใช้สำหรับเส้นใยแร่ซิลิเกต (Fibrous mineral silicates) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นเส้นใยอยู่รวมกันเป็นมัด
แร่ใยหินมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความเหนียว ทนทานต่อแรงดึงได้สูง ทนความร้อนได้ดี และมีความทนทานต่อกรด ด่าง และสารเคมีหลายชนิดได้ดี แร่ใยหินถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแข็งแกร่ง ทนกรด ด่าง ความร้อน เช่น กระเบื้องกันความร้อน กระเบื้องมุงหลังคา ภาชนะพลาสติกบรรจุแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น

(ข้อมูลจาก www.si.mahidol.ac.th/Th/division/ophs/admin/...files/31_34_1.doc)

จากประสบการณ์เคยอาศัยอยู่ใกล้โรงโม่หินก็เคยเห็นมีผู้ป่วย(คนงาน)เป็นโรคทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด ซึ่งเกิดจากได้รับฝุ่นผงจากโรงโม่หินอย่างต่อเนื่อง

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 14.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

มีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยในชุมชนเสี่ยง
ต่อเรื่องมลพิษบ้างไว้ไหมตรับ
เช่นอยู่ในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมนิคมฯต่างๆ
ผู้ป่วยแถวระยองหรือปากน้ำมีอัตราเสี่ยงขนาดไหน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
กำหนัน วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับคุณหมอ ขอบคุณครับที่ให้ความกระจ่าง อาหาร อากาศก้สำคัยเท่าๆกันนะครับ โหวดครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 00.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

เมื่อไหร่เราจะชนะเจ้ามะเร็งหนอ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
driftworm วันที่ : 22/07/2012 เวลา : 00.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

กัว ยังไม่ก้าอ่าน
.......
ถามงี้ดีกว่า คนแถวนี้ หมอนัดผ่าตัดกระดูกคอทรุดทับเส้น มือชา
ตะแกกลับมาก็เอาเหล้าขาวผสมน้ำอุ่น เอาสองเท้าแช่ทุกวัน ๆ ละ
ครึ่งช.ม.ย.เอ๊ย ช.ม. (แหม มันเคยน่ะ)
ถึงวันนัด หมอเอ๊กซ์ดูอีกที เว้ย มันหายไปไหน ไม่ต้องผ่าแล้ว ลุ้ง
.. นี่ ๆ หมอฝึกหัดทั้งหลายมาดูเร้ว ถ้าอยากให้คนไข้รีบหาย ต้อง
ขู่นัดผ่าตัดยังงี้นะ จำไว้พวกเธอ ๆ (ฮา ๆ ๆ จารย์หมอยิงมุข)
ฮาาาาาาาาาาาาาาา แต่เรื่องจริงนะ เพิ่งผ่านไปสิบสองวันนี่เอง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 21/07/2012 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

ดูน่ากลัวจังนะคะ
บางทีเราไม่รู้ตัวล่วงหน้าเลย จนโรคพัฒนาไปเกินเยียวยา



โหวต ๆ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน