*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2377702
  • จำนวนผู้โหวต : 804
  • ส่ง msg :
  • โหวต 804 คน
<< กันยายน 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2555
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 32806 , 22:08:23 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 14 คน ni_gul , โลกสีน้ำเงิน และอีก 12 คนโหวตเรื่องนี้

อังคาร กัลยาณพงศ์ "กวีมาแต่ชาติปางก่อน"

 

“อังคาร กัลยาณพงศ์”  กวีซีไรท์ จาก “ปณิธาณกวี” ปี พ.ศ. 2529 และ “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี พ.ศ. 2532 อังคารเป็นชาวนครศรีธรรมราช เดิมผู้เขียน(จขบ.)เมื่อย้ายมารับราชการที่เมืองพระ เเดนศิลปะ อุดมไปด้วยศิลปิน ตั้งใจจะไปสืบค้นถิ่นกำเนิดของท่านอังคาร  โดยเฉพาะสืบค้นหาชีวิตช่วงวัยเด็ก ที่ตำบลท่าวัง ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่เมื่อท่านสิ้นแล้วความตั้งใจนี้จึงได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นค้นคว้าเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งไม่ค่อยเป็นที่เผยแพร่กันมากนัก

.................

ผู้คนมักกล่าวถึง “อังคาร กัลยาณพงศ์” เพียงไม่กี่ประเด็น เช่น (1.)ความเป็นกวีนิพนธ์ ซึ่งนิพนธ์บทกวีของท่านไม่เคารพระเบียบแบบแผนของฉันทลักษณ์อย่างที่เคยมีมาแต่เก่าก่อน ความเกรี้ยวกราดของอารมณ์กวีที่สะท้อนออกมาในกวีนิพนธ์ช่วงที่ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม จนกลายเป็นเรื่องที่ “บริภาษ” กันในหมู่นักวิจารณ์วรรณกรรมและเดือดร้อนถึงเจ้าตัว ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์เสียเอง  กับ (2.)จิตรกรรมภาพวาดมักตวัดแท่งดินสอลีลาฉวัดเฉวียนด้วยดินสอชาโคล ได้น้ำหนักเส้นเงาและอารมณ์พริ้วไหวไม่ต่างจากภาษาที่ท่านใช้ในบทกวีนิพนธ์นั้น

รวมถึง (3.)ในฐานะ "กวีของประชาชน" ด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักลืมนึกถึง



อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลทรราชย์มาตั้งแต่แรกในช่วงปี พ.ศ. 2550 ผู้คนมักคุ้นกับภาพการอ่านบทกวีกถาปลุกเร้าใจให้แก่ผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลทรราชย์ ตั้งแต่คราวขับไล่รัฐบาลเงาในร่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  กล่าวได้ว่า อังคาร กัลยาณพงศ์เป็น “กวีที่ร่วมสมัย” ด้วยการใช้อุดมการณ์ของกวีซึ่งต้องรับใช้สังคม  ดังผลงานกวีนิพนธ์ “มัฆวานรังสรรค์” ซึ่งเป็นผลงานบทกวีรวมเล่มต่อสู้ทางการเมือง และในคำสัมภาษณ์เมื่อปี 2552 ก็เริ่มปรากฎชัดแล้วว่า ท่านมีความชัดเจนในอุดมการณ์ทางการเมืองแล้วว่า

“..การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน จะสนใจหรือไม่สนใจ ผมก็เป็นสัตว์เมืองอยู่ร่วม ผมไม่ชอบอยู่อย่างเดียวคือระบบทรราชย์ โรควีรบุรุษที่ยกย่องนักรบ ผมก็ไม่ชอบ..”  (คุยกับกวี, อังคาร กัลยาณพงศ์, ปาจารยสาร,2552)

 

 

ทากษิณ คือ ทากดูดเลือด

๑. ทากษิณ คือ ทากดูดเลือด

เดือดร้อนสิ้นแผ่นดินสยาม

ทากระยำต่ำช้าเลวทราม

หยามเกียรติยศของชาติทย ฯ

๒. สร้างระบอบวงจรอุบาทว์

พิฆาตอำนาจนำใจสมัย

คือประชาธิปไตย

เหยียบชาติไทยทุกมวลชน ฯ

๓. ฉ้อราษฎร์บังหลวงลวงหลอก

กลับกลอกปลิ้นปล้อนสับสน

ลวงโลกรากหญ้าเวียนวน

เป็นทรชนอันธพาลมาร ฯ

๔. คุกคามสื่อใจอำมหิต

อสรพิษวิปริตวิตถาร

กระดูกโคตรทุกสันดาน

ดิบเถื่อนถ่อยด้อยความดี ฯ

๕. ทากษิณซ่าซู่สู้ใหม่

ด้วยใจนรกจกเปรตผี

คือฆ่าสิ้นทุกชีวี

สมที่เป็นตำรวจระยำ ฯ

๖. กกต. ทากษิณอัณฑะ

พลเอกตะเบ๊ะพันโทขันขำ

พันโทโง่เง่าครอบงำ

อำพลเอกมหันต์อันตราย ฯ

๗. เนวินวิ่นอัณฑะขวา

วาสนาแหว่งอัณฑะซ้าย

ชะเลียร์สอพลอจนเจ้านาย

เผลอเป็นฮิตเล่อร์เซ่อซวย ฯ

๘. มหาโจรปล้นฆ่าชาติไทย

อัปรีย์จัญไรตราบโลกม้วย

ทั้งแผ่นดินสาปแช่งด้วย

ผรุสวาทกล้าฟ้าผ่าเอย ฯ

...............................

 

อังคาร กัลยาณพงศ์ ในฐานะกวีนักต่อสู้ประชาธิปไตย
กล่าวกันตามคำสั่งศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ ทรราชย์ ขาดจริยธรรมทางการเมือง ตั้งต้นเป็นใหญ่ในทางลับด้วยการใช้รัฐบาลนอมินีเพื่อชักใยและดูแลผลประโยชน์ของตน ห้วงเวลาการเมืองร่วมสมัยนี้เป็นช่วงการต่อสู้ทางความคิดของฝ่ายการเมืองทั้งสองฝ่ายโดยมีภาคประชาชนร่วมออกมาแสดงบทบาทและความคิดเห็นทางการเมืองกันอย่างกว้างขวาง มีการปลุกเร้าทางการเมือง (Uprising) สลับกันไปมา อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีซีไรต์เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่เดินทางมาร่วมแสดงความคิดเห็นและมีบทบาทสำคัญทุกครั้งที่มีการเคลื่อนพลเข้ายึดครองสถานที่สำคัญๆ ที่เป็นสัญญลักษณ์ทางการเมือง  

 

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของบรรดาศิลปิน กวี นักประพันธ์ ได้เข้าร่วมการลุกขึ้นต่อสู้ตามความคิดทางการเมืองของตน เพียงแต่ว่าครั้งนี้บรรดาศิลปินเป็นกลุ่มที่เข้าร่วมแต่ตื่นตัวช้ากว่ามวลชนทั่วไป ด้วยบางคนเกรงว่าจะมีผลกระทบถึงโอกาสและอาชีพตนเอง หลายคนยอมสูญเสียโอกาสการรับงานด้วยการเข้าร่วมการรณรงค์อย่างเต็มตัว

สำหรับอังคาร กัลยาณพงศ์นั้น ศิลปินอย่างเขาคือ ทองแท้ที่ไม่กลัวไฟ การเป็นศิลปินอาวุโสย่อมมีวิจารณญาณพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนทั้งหมดแล้ว ตระหนักรู้ในเรื่องถูก-ผิดและโทษพิษภัยของนักการเมืองนั้นแล้ว จึงมิหวั่นต่อไฟที่ร้อนลนต่อใจและแนวคิดผลงานของตน จึงเข้าร่วมและแสดงบทบาทการเมืองในฐานะสิลปินของสังคมที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีตามความคิดของตน เช่นเดียวกับศิลปินอาวุโสอีกคน คือ สุรชัย จันทิมาธร เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นต้น นับวันในปัจจุบันและอนาคตจะหายากยิ่งขึ้นที่ศิลปิน นักเขียน กวีที่จะออกมาแสดงบทบาทรับใช้สังคมเช่นนี้ต่อไปอีก

 “...ผมก็มีลมหายใจเป็นบทกวี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ แรงบันดาลใจมาจากทุกทิศทุกทาง ทุกวันนี้ก็ยังติดตามข่าวสารบ้านเมือง ผมติดตามเหตุการณ์ปัจจุบันเหมือนกับเข็มของเวลา ชั่วโมง นาที ในนาฬิกา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องสดับรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนมนุษย์ เอามาปรับปรุงความคิดให้มันมีความบริบูรณ์มากขึ้น เพื่อนำสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้

มนุษย์เกิดมาต้องเรียนรู้ ผมใช้ชีวิตลักษณะเป็นนักเรียนเล็กๆ คนหนึ่งที่พร้อมจะศึกษาเล่าเรียนอยู่เสมอ เพราะสิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกมากมาย ใช่ว่าเราจะเป็นคนเฉลียวฉลาดแต่เมื่อไร บางคราวเราก็เหมือนคนโง่คนหนึ่ง เราต้องเอาความเฉลียวฉลาดของอัจฉริยบุคคลมาเจียระไนความโง่ของเราให้มันดี ขึ้น”

 

 

ในอดีตเมื่อครั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 บรรดาศิลปิน กวี นักประพันธ์มีทั้งกลุ่มหัวก้าวหน้าหรือกลุ่มแนวคิดใหม่ และกลุ่มที่มองด้วยความสูญเสียและหวั่นเกรงต่อระบอบการปกครองแบบเดิม โดยกลุ่มใหม่หรือกลุ่มหัวก้าวหน้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นเสมือนการเริ่มต้นของสังคมไทยใหม่ เป็นความคาดหวังที่คนไทยจะได้รับหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบ้านเมือง ขณะนั้น “ศรีบูรพา” (นายกุหลาบ สายประดิษฐ์)ได้นำเสนอสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของบ้านเมืองเสียบ้าง โดยการย้ำเตือนเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน การเปิดหูเปิดตาด้วยการเขียนหนังสือออกมาให้ประชาชนได้อ่าน สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่สามัญชนคนทั่วๆ ไปที่จะได้มีสิทธิต่างๆ  มีส่วนร่วมทางการเมือง อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมและยุติธรรมของโอกาสทางสังคมของชาวไทยทุกคนเมื่อกว่า 120 ปีก่อน วรรณกรรมสมัยนั้นมีการสอดแทรกวิธีคิดและจิตสำนึก เช่น สงครามชีวิต (ของกุหลาบ สายประดิษฐ์) “ละครแห่งชีวิต” (ของ ม.จ.อากาศ-ดำเกิง)
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่เห็นด้วย ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ดีงามจะสูญเสียไปและเสนอว่าเป็นการเร็วเกินไปที่คนไทยจะมีความพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง งานเหล่านี้สวนใหญ่เป็นงานเขียนของเจ้านายและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เนื้อหามักเป็นการสะท้อนกลับด้วยการตั้งคำถามให้เกิดการฉุกคิดและเสนอข้อคิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม นักคิดนักเขียนนี้ ได้แก่ ครูเทพ (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี)  
ในยุคนี้ต่างจากช่วงก่อนที่จะเกิด “การเปลี่ยนแปลง 2475” เพราะก่อนนั้นได้กำเนิดมี “คณะสุภาพบุรุษ” ซึ่งเป็นกลุ่มที่บรรดาศิลปิน กวี นักเขียนมีบทบาทสำคัญและรุ่งเรืองมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มมีความสามารถในการแต่งร้อยกรองได้เป็นอย่างดี มีทักษะการใช้ภาษาในระดับสูง เช่น นายชิต บุรทัต โพยม โรจนวิภาต ขุนสุนทรภาษิต ขุนจงจัดนิสัย


สาเหตุความเงียบเหงาซบเซาของวงการวรรณกรรมที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุค 2475 คือ การไม่มีองค์กรหลักที่สนับสนุนกวีนิพนธ์อย่างเป็นทางการ อีกประการหนึ่งคือการปิดตัวลงของ “วรรณคดีสโมสร” ในปี 2468 แม้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงตั้ง “สโมสรวรรณคดี” ขึ้นมาในภายหลังก็ไม่สามารถคงอยู่ได้


เราจึงเห็นได้ว่าศิลปิน กวีนิพนธ์ได้เริ่มลดบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแล้ว แม้ในตอนหลังเราจะมีสื่อและเทคโนโลยีการพิมพ์จะมีความเจริญมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการเดินสวนทางกันกับบทบาทของศิลปินเสียส่วนใหญ่ ต่างเก็บตัวเงียบด้วยเกรงว่าจะกระทบถึงอนาคตงานของตนเอง ทว่าต่างจาก อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีร่วมสมัยปัจจุบันที่เป็นผู้เดินเข้าหาเวทีแสดงผลงานของตนเองเพื่อร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชนที่ยืนอยู่ข้างเดียวกันกับตนเอง อังคาร กัลยาณพงศ์ จึงสมควรได้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า

“กวีประชาธิปไตย” เสียด้วยซ้ำ

……………………….

 

“วักทะเล
๑. วักทะเลเทใส่จาน                รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเก็บบางดวงดาว              ไว้คลุกข้าวซาวเกลือกินฯ
๒. ดูปูหอยเริงระบำ                 เต้นรำทำเพลงวังเวงสิ้น
กิ้งก่ากิ้งกือบิน                         ไปกินตะวันและจันทร์ฯ
๓. คางคกขึ้นวอทอง                ลอยล่องท่องเที่ยวสวรรค์
อึ่งอ่างไปด้วยกัน                     เทวดานั้นหนีเข้ากะลาฯ
๔. ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว        อัปสรหนาวสั่นชั้นฟ้า
ทุกจุลินทรีย์อมิบ้า                    เชิดหน้าได้ดิบได้ดีฯ
๕. เทพไท้เบื่อหน่ายวิมาน       ทะยานลงดินมากินขี้
ชมอาจมว่ามี                            รสวิเศษสุดที่กล่าวคำฯ
๖. ป่าสุมทุมพุ่มไม้                 พูดได้ปรัชญาลึกล้ำ
ขี้เลื่อยละเมอทำ                       คำนวณน้ำหนักแห่งเงาฯ
๗. วิเศษใหญ่ใคร่เสวยฟ้า         อยู่หล้าเหลวเลวโง่เขลา
โลภโกรธหลงมอมเมา             งั่งเอาเถิดประเสริฐเอยฯ
……………………..


“วักทะเล” ประพันธ์โดย อังคาร กัลยาณพงศ์ ตีพิมพ์ใน “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ปีที่ 1 เล่มที่ 1 มิถุนายน 2506 (ตีพิมพ์อีกครั้งในหนังสือ กวีนิพนธ์ หน้า 118) บทกวีนี้ “วักทะเล”(เขียนขึ้นในปี  2506) เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในบรรดาผลงานในเล่ม “กวีนิพนธ์” ของอังคาร กัลยาณพงศ์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2507 โดย สำนักพิมพ์สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย มีนายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ เป็นบรรณาธิการบริหาร

ข้อพิจารณา คือ บทกวีของอังคารไม่ได้ยึดฉันทลักษณ์ ผู้อ่านตัดสินไม่ได้ว่ากวีนิพนธ์นี้ควรเป็นกลอนสี่สุภาพหรือกาพย์ยานี 11    โดยเฉพาะสัมผัสนอกสัมผัสในก็ไม่ได้ยึดตามแผนผังสัมผัสของกลอนสี่สุภาพหรือกาพย์ยานี 11 แต่อย่างใด หรือจะพิจารณาถึงการใช้คำครุ คำลหุ และคำเอก คำโท ที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์การบังคับใช้ในการแต่งฉันท์ต่าง ๆ ก็ไม่ปรากฏว่าสอดคล้องกับฉันท์ประเภทใด แต่สิ่งที่ยอมรับว่าเป็นความโดดเด่นในบทกวีของอังคารมีตลอดมาคือ จิการใช้จินตนาการอันแสนบรรเจิด และมีการใช้ภาษาที่วิจิตร ผสมผสานกับภาษาเก่าแก่ที่ใช้ตั้งเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา สาเหตุเนื่องจากอังคารมีความศรัทธาในการประพันธ์และเรียนอ่านกาพย์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ และเรียนรู้อ่านเขียน “นิราศพระประธมประโทน” ของกรมหลวงวงษาธิราชสนิทมาตั้งแต่ยังจำความได้

“วักทะเล” ถูกตีพิมพ์ลงใน “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” มี คุณสุลักษณ์ ศิวลักษณ์(ส. ศิวลักษณ์)เป็นผู้ยอมรับด้วยตนเองในบางตอนจากบทแถลงเรื่องในหนังสือ กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2526 ว่า  

“..เห็นว่าอังคารเป็นกวีที่ผิดไปจากคนอื่นๆ ในสมัยนั้นเป็นข้อหาฉกรรจ์ก็ตรงที่เขาเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงอารมณ์และความคิดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซ้ำแบบใคร ทำให้ผู้อ่านรู้สึกหวั่นไหวไม่มากก็น้อย...” 

“แม้ในทางฉันลักษณ์ เขาก็มิได้เดินตามแบบท่านแต่ก่อน กลอนของเขาละสัมผัสในแบบของสุนทรภู่สิ้น กาพย์ของเขามิได้เลียนลีลาของเจ้าฟ้ากุ้ง โคลงของเขาก็มิได้ตกเป็นทาสของศรีปราชญ์ หรือนรินทร์อิน แต่ข้อเขียนของเขาก็มิได้ทิ้งตามแบบแผนโบราณ หากแต่ส่อให้เห็นว่าเขาทั้งเข้าใจและเคารพนับถือกวีแต่ก่อน เป็นแต่เขาเขียนในสมัยของเขาเอง การแสดงออกจึงมิได้เป็นไปตามแบบโบราณ”

“เวลานี้อังคารแหวกแนวโบราณออกมาได้แล้ว แต่ดูจะมาติดกรอบในวงแคยแห่งจินตนาการของตนเอง หากเมื่อใดเขาข้ามพ้นเขตของคำและเรื่องที่เขาติดอยู่ในเวลานี้ออกไปสู่ห้วงมหรรณพอันกว้างของวรรณกรรมได้ เมื่อนั้นเขาก็จะเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค.....”

 

 

ฝ่ายคัดค้านที่ว่าอังคารได้ทำลายฉันทลักษณ์เสียจนสิ้นกรอบประเพณีการเขียนบทกวีไทยที่มีมาแต่เก่าก่อน ได้แก่

อ.เจตนา นาควัชระ  กล่าวยกย่อแกมตำหนิว่า  “..เขาก้าวไปไกลมาก แต่เราก็เห็นจะต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งหลายหนที่อังคารจวนจะเข้ารกเข้าพงไป ลำนำภูกระดึง ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องหลายอย่างที่เกือบจะทำให้เขาไม่รอด ความรุนแรงของอารมณ์ที่แสดงออกมาอย่างตรงเกินไปโดยมิได้กลั่นกรองลักษณะที่เพ้อเจ้อ ใช้ถ้อยคำซ้ำซาก...”

“..กวีไทยในยุคปัจจุบัน (ขณะนั้น พ.ศ. 2515) ที่จะยึดงานศิลปะเป็นแนวทางชีวิต เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์เห็นจะหาได้ยาก เรามีนักกลอนที่มีฝีมือดี เรามีนักแต่งกวีนิพนธ์ที่พยายามจรรโลงไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิม เราหมกหมุ่นอยู่แต่กับฉันทลักษณ์ เราหมกหมุ่นอยู่กับความประณีต ความไพเราะ เราสร้างกวีนิพนธ์ขึ้นมาด้วยความจงใจ แม้แต่อารมณ์เราก็สร้างกันได้ กวีนิพนธ์เพื่อสังคม กวีนิพนธ์เพื่อปูชนียบุคคล กวีนิพนธ์เพื่อจรรโลงวัฒนธรรมไทย กวีนิพนธ์เพื่ออะไรต่อมิอะไร แต่เมื่อเราพูดถึงวรรณกรรมเพื่อชีวิต เราก็ยังไม่หลุดจากกรอบของกวีนิพนธ์ที่ต้องการจะสนองความต้องการบางสิ่งบางอย่าง  อังคารมีแววว่า ได้หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว ..สำหรับอังคาร “กวีนิพนธ์ คือ ชีวิต”

ที่วิพากษ์อย่างรุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่จุดประกายเริ่มต้นให้เกิดการโต้เถียง เมื่อ “เด็กใต้ถุนเรือนกวี” เขียนจดหมายท้วงติงส่งถึงบรรณาธิการบริหาร วารสาร “สังคมศาสตร์ปริทรรศน์” ในปี พ.ศ. 2509 ด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงหลังนำเอามาเผยแพร่ในฉบับปฐมฤกษ์ว่า อังคารเขียนกลอนผิดฉันทลักษณ์ ความบางตอนว่า

“....ขออภัยที่ผมไม่สามารถจะเรียกข้อเขียนนี้ว่า “กลอน” ได้ เพราะโดยทั่วไปไม่ถูกฉันทลักษณ์ คุณอังคารอาจจะเขียนรูปได้ดี เป็นที่ยกย่อง แต่ที่ทราบก็ยังไม่มีงานชิ้นใดนับเป็นเอกในโลกได้...”

“.....ผมคิดว่า ผู้ที่ยกย่องอย่างนั้น (เรียกอังคารว่า กวี เรียกผลงานว่า กวีนิพนธ์ – จขบ.) น่าจะเข้าใจอะไรผิดสักอย่างแน่นอน เป็นที่ยอมรับกันว่า กวีของเราแต่เดิมมา จะยกย่องว่าเป็นกวีก็ต่อเมื่อได้สร้างผลงานเยี่ยมยอดเอาไว้ และที่สำคัญที่สุดโดยถูกต้องฉันทลักษณ์ทุกราย ไม่มีใครได้เป็นกวีโดยเขียนร้อยกรองผิดฉันทลักษณ์...”

“..ถ้าใครจะเรียกคุณอังคารว่า “ท่าน” โดนสาเหตุจากการเขียนรูปภาพ ผมก็ไม่ว่ากระไร แต่ถ้าจะเรียกว่าท่านเพราะท่านคิดกลอนแนวใหม่ของท่านขึ้นมา.......และถึงกับจะยกย่องงานเหล่านั้นเป็นกวีนิพนธ์ละก็ ผมขอร้อง ดวงวิญญาณของกวีเก่าๆ ที่ท่านสร้างไว้ด้วยความเหนื่อยยากจะพากันสังเวชใจ ความไพเราะของร้อยกรองที่มีมาแต่โบราณก็จะถึงกาลแตกดับ กวีจะไม่มีอีกในสยาม.... คิดกันดูนานๆ ดีกว่าครับ  จะยกย่องใครก็ควรยกย่องผู้ที่ทำถูกกฎหมาย ไม่ใช่ยกย่องผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ผู้ที่เขียนฉันทลักษณ์ควรได้รับการยกย่องกว่าผู้ที่เขียนผิดฉันทลักษณ์...”

สันนิษฐานว่า จดหมายที่ส่งไปเขียนท้วงติงส่งถึงบรรณาธการบริหาร วารสาร “สังคมศาสตร์ปริทรรศน์” ในปี พ.ศ. 2509 ฉบับนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการบริภาษกันอย่างรุนแรงในแวดวงวรรณกรรมใช้เวลาบริภาษกันต่อๆ มาร่วม 10 – 20 ปี

 

 

อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้โต้ตอบกลับไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมันเรื่องที่มีผู้คนวิจารณ์ถึงกลอนที่ไม่ยึดฉันทลักษณ์บางช่วงบางตอนที่ “โลกหนังสือ” ได้เคยสัมภาษณ์ในฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 2524 จึงขอคัดสรรนำมาเสนอดังนี้ว่า

“...อันที่จริงผมไม่ได้ทอดทิ้งฉันทลักษณ์ ผมก็เรียนมาเหมือนคนอื่น แล้วสำนวนการเขียนที่คุณประยอม ซอมทอง คุณเจษฎา วิจิตร เขียนในหนังสือ สามทหาร น่ะเป็นเรื่องอิจฉาริษยาชัดๆ เลย เห็นชัดเลย เขียนให้ชัดคือ แกล้งทำลายล้าง ....ฉันทลักษณ์ไม่ได้เป็นของคนหนึ่งคนใด เป็นของชาติไทย แล้วฉันทลักษณ์โบราณก็มีอยู่หลากหลาย  ..”

“...ผมคิดว่ากาพย์กลอน ฉันทลักษณ์ไม่เป็นของคนหนึ่งคนใด คือ ฉันทลักษณ์ไม่ได้คลอดออกมาจากมดลูกของใครคนใดคนหนึ่ง ฉันทลักษณ์เป็นของชาติไทย ฉะนั้นมีสิทธิ์ ใครจะอิจฉาริษยาต้องดูอีกทีว่าพูดมาจากความจริงใจ จากทัศนะที่ถูกต้องหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ก็เห็นใช้ตามผมไปหมดแล้วนี่ เดี๋ยวนี้มีกวีเป็นตะกร้าๆ แต่ก่อนใช้คำว่า “กวีนิพนธ์” ก็ด่า โอ๊ย...ไม่รู้มีความหมายว่าอะไร ทุกคนรุมด่าผม จะไม่ให้ผมโกรธยังไง คือถ้าผมไม่โกรธ ผมเป็นอรหันต์ได้ แต่ก่อนผมอยากจะฆ่ามันเสียด้วยซ้ำ”

คำว่า " ฉันทลักษณ์ไม่ได้คลอดออกมาจากมดลูกของใครคนใดคนหนึ่ง" แสดงถึงความเป็นตัวตนของกวีที่สูงมากเช่นในตัวของอังคาร กัลยาณพงศ์ที่ได้พูดทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2524 เหมือนท่านจะรู้ว่าในอีก 30 ปีต่อมา (พ.ศ. 2553)จะเกิดเรื่องราวเช่นนี้อีกทีกับกรณีรวมบทกวีนิพนธ์เรื่อง “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” ของ ซาการีย์ยา อมตยา ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2553  แต่ทว่าก็ไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาสนทนาเพื่อให้เกิดปัญญาแก่ผู้สนใจเท่าใดนัก

ในกรณี "ฉันทลักษณ์" ผู้เขียนจึงพิจารณาว่า หากเราจะมองกันว่า แท้จริงแล้วอังคารได้มีความลึกซึ้ง เข้าใจ เข้าถึงอย่างอิ่มตัวในข้อบังคับของรูปอักษร (ฉันทลักษณ์) ในการเขียนบทกวี แล้วกำลังทดลองหนทางใหม่ๆ ของกวีนิพนธ์และจึงแหกกฎของฉันทลักษณ์ไทย เช่นเดียวกับที่ท่านเข้าใจเรื่องเเสงเงาอันเป็นพื้นฐานของการวาดภาพนั้นเอง

 

(ภาพวาดโดย เทพศิริ สุขโสภา)

 

ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็มีการให้ความเห็นด้วยกับผลงานของอังคาร กัลยาณพงศ์ อาทิเช่น

ประคิน ชุมสาย ณ อยุธยา กล่าวไว้ในบันทึกการประชุมพิจารณาให้ “บางกอกแก้วกำสรวล หรือ นิราศนครศรีธรรมราชได้รับรางวัลบทกวีดีเด่นของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคประทีป ในปี พ.ศ.2515) ว่า  “รู้สึก ประทับใจเมื่อได้อ่านครั้งแรกและคิดว่าได้พบบทกวีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับยุค ซึ่งบทกวีของอังคารไม่ติดอยู่กับฉันทลักษณ์ แต่ก็ทำได้โดยไม่ขัดหู เวลาอ่านกลับรื่นหูและไพเราะมากอังคารได้เปรียบกวีอื่น ๆ ตรงที่เขาเป็นจิตรกรด้วย เขาเห็นสีสัน แสง ต่างไปจากคนอื่นเห็นและจับมาเขียนเป็นบทกวีได้สะสวย กระชับ ทำให้ผู้อ่านเห็นเด่นชัดในเรื่องต่างๆ ที่เขาเขียนได้ดีเป็นพิเศษ

พ.ต.(หญิง) ผะอบ โปษะกฤษณะ (2515) ชื่นชมว่าอังคารเขียนได้ดี ไพเราะ สามารถทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้อย่างดี แต่ขอติตรงที่มักเขียนด้วยอารมณ์ที่รุนแรง ไม่กลั่นกรองให้ละเมียดละไม เวลาเขียนถึงความหยาบก็เขียนออกมาตรงๆ  และ “..ความรุนแรงนั้นกวีมีด้วยกันทุกคน แต่ของอังคารมักจะรุนแรงโดยไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น คือเวลาเคียดแค้นก็แสดงออกมาตรงๆ..” 

(ซึ่งสมัยนั้นหากนับปี พ.ศ.ที่อังคารเขียน “วักทะเล” ก็เพิ่งมีอายุเพียง 37 ปี ถือว่ายังเยาว์ในแวดวงวรรณกรรมอยู่มากทีเดียว การแสดงออกย่อมมุทะลุดุดันตามวัยและบุคลิกของคนปักษ์ใต้ – จขบ.)

ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (2515) ก็ให้การยกย่องว่ากวีนิพนธ์ในสมัยนั้นได้มาถึงยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ เริ่มมีบทกวีที่ที่กล่าวถึงสิ่งที่กระทบต่อจิตใจ ความเจ็บปวด ความหวาน ความขม ใช้ถ้อยคำที่เรียกอารมณ์ เพื่อให้ติดตาม ตื่นเต้นและชื่นชม

“อังคาร..เป็นกวีของยุคสมัย มิใช่นักกาพย์กลอนที่ใช้สมรรถภาพทางสมอง แต่เป็นกวีที่รวมความคิดของผู้ที่มองเห็นชีวิตไทยกับโวหารของกวีเข้าไว้ด้วยกันได้”

“อุชเชนี” (2515) หรือ นางประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี 2536  กล่าวว่า “อังคารเป็นจิตรกรจินตกวีอย่างเต็มภาคภูมิ เต็มความหมายของคำสองคำนั้น สามารถสร้างความสะเทือนใจรุนแรงด้วยภาพพจน์บางภาพที่งามปานจะหยด และไม่เคยปรากฏในจินตนาการของผู้ใดมาก่อน....”

 

 

เรื่องการเขียนกลอนผิดฉันทลักษณ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ในอดีตเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วนั้น คนไทยสมัยนั้นต้องใช้เวลาถกเถียงกันยาวนานเป็นห้วงระยะกว่า 10 ปีกันเลยทีเดียว ผิดกับสมัยนี้ (พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา) การถกเถียงเรื่องราวในแวดวงวรรณกวีแทบไม่มีให้เห็นที่เพียงพอจะเป็นการชี้ช่องให้คนข้างหลังได้เห็นกันเลย  กล่าวได้ว่า วงการวรรณกรรมไทยในปัจจุบันที่เงียบเหงาซบเซาลงไปมากก็เนื่องจากไม่มีใครกล้าที่จะหยิบยกเรื่องราวในแวดวงวรรณกวีขึ้นมาสาธกและอภิปรายกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และนับวันแวดวงวรรณศิลป์จะยิ่งเลือนหายไปกับสังคมออนไลน์ แม้จนกระทั่งคนรุ่นใหม่ก็ยังไม่รู้จักคำว่าฉันทลักษณ์และการใช้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสำคัญของมรดกไทย จนเราได้เดินตามและยกย่อง “กวีที่ไม่ยึดถือฉันทลักษณ์” เหมือนกวีทางตะวันตกให้เป็นแบบอย่างของรางวัลไปเสียแล้ว

ด้วยเหตุของการบริภาษกันไปมาในหมู่กวีและแวดวงคนสนใจวรรณกรรมดังกล่าวนี้ อังคาร กัลยาณพงศ์ในตอนนั้นยังอยูในวัยหนุ่มแน่นก็ย่อมมีอารมณ์  โกศล  อนุสิม ได้เคยเขียนลงในบล็อก OKnation (...คลิก) ว่า  “ในสมัยหนุ่มนั้น  ท่านอังคารนับเป็นหนึ่งในบรรดาชายหนุ่มที่มีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า “Angry Young Man”  คือ คนหนุ่มที่มีอุดมคติที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลก  กบฏ ต่อสิ่งที่เห็นว่าคร่ำครึล้าหลัง มีพลังและความหวังในการสร้างสิ่งใหม่ๆที่ดีงามตามนิยามของตนขึ้นมา จึงคล้ายกับว่าเกรี้ยวกราดต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ไม่เป็นไปตามอุดมคติของตน...”  (บล็อกของโกศล อนุสิม, 2552)

หลายต่อหลายครั้งที่อังคารมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อครั้งศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) คุณเทพสิริ สุขโสภา เพื่อนของอังคารได้เล่าถึงความมีอารมณ์การที่แสดงออกอย่างรุนแรงสวนกระแสธารโลกอยู่หลายครั้ง  (หาอ่านได้ใน “โลกหนังสือ” – ดูอ้างอิง)

 

 

(ชื่อภาพ แม่งู ๑ เทคนิค : Charcoal on paper)

 

ต่อมาในเวลาคล้อยหลังร่วม 20 ปี เมื่ออังคาร กัลยาณพงศ์ได้รับการยกย่องให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี พ.ศ. 2532 ก็ยังได้มีประกาศเกียรติคุณโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงวรรณศิลป์และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมว่า เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่สร้างสรรค์กวีนิพนธ์สมัยใหม่ให้แก่วรรณศิลป์ไทย โดยชุบชีวิตวรรณศิลป์ไทยให้เติบโตสอดคล้องกับวรรณศิลป์ร่วมสมัย ด้วยการศึกษาวรรณศิลป์จากกวีโบราณเพื่อเข้าใจแก่นแท้ของสุนทรียะทั้งด้านความงามและความคิด และนำความเข้าใจนี้มาเป็นฐานรองรับการสร้างสรรค์วรรณศิลป์เฉพาะตนขึ้น ผลงานกวีนิพนธ์เป็นศิลปะ ซึ่งมุ่งสร้างสรรค์ให้เป็น “กุศลศิลป์” อันจักช่วยจรรโลงโอบอุ้มจิตใจมนุษย์ให้ล่วงพ้นมลทินแห่งความหลงใหลในวัตถุ มุ่งเตือนมนุษย์ให้เห็นปัญญาในสังคม การทำลายธรรมชาติและการทำลายมนุษย์ด้วยกันเองโดยความเขลา โดยมิได้แสดงถึงปัญหาอย่างสิ้นหวังไร้ทางแก้ไข...”

“....ภาษาวรรณศิลป์ที่ใช้เป็นความงาม ความสะเทือนใจ ทำให้ตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติซึ่งเป็นสุนทรียะและทางรอดของมนุษย์ ได้ประกาศหน้าที่ของตนเองในฐานะกวีด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นสูงสุด ความรักความมุ่งมั่นแน่วแน่ในหน้าที่ของกวีที่จะมอบความดีความงามแก่โลกเช่นนี้ ช่วยให้งานมีพลังสร้างสรรค์เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เป็นประโยชน์อันประมาณมิได้แก่สังคมไทยและมนุษย์ทั้งมวล”

โดยการเลี่ยงออกไปยกย่องชื่นชมความสามารถด้านปรัญาความคิด และความโดดเด่นด้านวรรณศิลป์ว่ามีการใช้จังหวะหรือ “กรอบฉันทลักษณ์ที่ไม่ตายตัว” ความสามารถในการเปรียบเทียบ หรือใช้กวีโวหาร มีจินตภาพและให้สัญลักษณ์ที่แปลกใหม่ แหวกตัวออกไปจากขนบเดิมอย่างที่ไม่เคยปรากฏในบทกวีของผู้ใดมาก่อน ...”

โดยไม่มีการกล่าวถึงข้อตำหนิที่เคยเป็นเรื่องที่บริภาษกันแต่อดีตอีกเลย ซ้ำยังยกย่องว่ากวีนิพนธ์ “วักทะเล” ซึ่งมีคุณค่าด้วยการชี้ให้เห็นความผิดแผกของสรรพสิ่งที่เกิดจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ เป็นการสะท้อนความเป็นไปของโลกอีกรูปแบบหนึ่ง (ปานมณีรุ้ง หน้า – 20)

 

(ชื่อภาพ ปลูกดอกไม้ในดวงเดือน ๑ ปกหลัง "มัฆวานรังสรรค์")

 

หลังการยอมรับและยกย่องให้ “ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์” เป็นเยี่ยงอย่างแก่กวีและผู้สนใจงานวรรณศิลป์นี้เป็นต้นมา บรรดากวี นักประพันธ์เกือบจะทั่วฟ้าเมืองไทยคงจะตกอยู่ในอาการชะเง้อคอคอยมองตามจินตนาการของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ไปเสียสิ้น  บัดนี้ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ได้เป็นบรรพกวีที่ได้ก้าวหลุดพ้นขึ้นไปสถิตย์อยู่บนสวรรค์ก่อนที่บรรดากวีในสมัยหลังๆ นี้จะได้ก้าวเดินตามท่านเพื่อขึ้นไปร่วมเสพเสวยสวรรค์ในชั้นฟ้าชั้นกวี ณ บัดนี้ต่อไป 

และคำประกาศก่อนสิ้นลมหายใจของอังคาร กัลยาณพงศ์ ได้ประกาศกึกก้องให้ทั้งไตรภูมิรู้ทั่วกันมานานแล้วว่า....

“ผมจะไปเกิดเป็นกวีในทุกภพทุกชาติ”

......................................

 

แนวทางการทำงานของอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ได้ให้คำแนะนำเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ในการทำงานศิลปะวิทยาการแก่คนรุ่นหลัง คือ  “.....ศิลปะต้องปฏิบัติจนแก่กล้า เขียนให้จนเลยครูบาอาจารย์ไป แล้วเอาผลอันนั้นไปครีเอทีฟ (creative)  ถึงจะเกิดการนฤมิตรกรรม…..การภาวนาไปในวิชาใดวิชาหนึ่งที่เราเรียนรู้ไปให้แตกฉาน ทั้งการเรียนรู้และปฏิบัติ ..ยกตัวอย่างเช่น ไอสไตน์ แกสนใจวิทยาศาสตร์ แกก็มุ่งจริง คิดค้นขึ้นมาจนสำเร็จ ศิลปินก็เหมือนกัน ก็ภาวนาไปในทางของตนเอง คนเขียนหนังสือก็ภาวนาของเขา”

.....................................

 

หมายเหตุ

1)       กวีนิพนธ์ “วักทะเล และ "ทากษิณ คือ ทากดูดเลือด" จขบ.ประสงค์ใช้ตัวเลขอักษรไทยตามแบบเดิมที่อังคาร กัลยาณพงศ์ใช้แต่งไว้

2)       ชีวประวัติโดยสังเขป อังคารเกิดที่ จ.นครศรีธรรมราช ร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่ตัวยังน้อย เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดแล้ว ก็ได้เข้าศึกษาต่อในวิชาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง และเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม แต่เรียนได้แค่ 3 ปีก็หยุดเรียนไป ในเวลานั้นได้มีผลงานที่เป็นบทกวี ลงหนังสือพิมพ์ตะวันรายวัน สมัยปี พ.ศ.2489 และมีผลงานที่กระจัดกระจายอยู่ตามหนังสืออนุสรณ์ต่าง ๆ  ด้านการวาดภาพได้เคยไปช่วย "อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์" คัดลอกภาพจิตรกรรมโบราณตามที่สำคัญต่าง ๆ เช่น อยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย เพชรบุรี เป็นต้น ทำให้อังคารลึกซึ่งมากยิ่งขึ้นในการเป็นศิลปินทั้งด้านกวีและจิตรกร

อังคาร กัลยาณพงศ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2555 อายุ 86 ปี 6 เดือน  จะมีการดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพหลังจากเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 100 วัน

3)       ผลงานกวีนิพนธ์ของท่านที่ได้มีการตีพิมพ์เป็นเล่ม มีดังนี้ พ.ศ.2507 รวมบทกวี "กวีนิพนธ์ของ อังคาร กัลยาณพงศ์" พ.ศ.2512 รวมบทกวี "ลำนำภูกระดึง" พ.ศ.2515 บทกวีชุด "บางบทจากสวนแก้ว" พ.ศ.2521 บทกวีชุด "บางกอกแก้วกำศรวล หรือ นิราศนครศรีธรรมราช" พ.ศ.2529 รวมบทกวี "ปณิธานกวี" และ พ.ศ.2530 รวมเรื่องสั้น "หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา" ผลงานที่ทำให้ได้รับรางวัลเกียรติคุณต่าง ๆ ได้แก่ ในปี พ.ศ.2515 ได้รับรางวัลกวีดีเด่น ของมูลนิธิเสถียรโกเศศ - นาคะประทีป ในปี พ.ศ.2529 ได้รับรางวัลซีไรท์ จาก “ปณิธาณกวี” และในปี พ.ศ.2532 ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี 2532

................................................

อ้างอิง

ปานมณีรุ้ง, บทกวีนิพนธ์คัดสรรของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์, แพรวสำนักพิมพ์, 2553

ชายคนนี้นี่หรือคือ “กวี” (นัดพบอังคาร กัลยาณพงศ์), โลกหนังสือ, ปีที่ 4 ฉบับที่ 8 พฤษภาคม, 2524

คุยกับกวี อังคาร กัลยาณพงศ์, ปาจารยสาร, ปีที่ 33 ฉบับที่ 1 มีนาคม-เมษายน, 2552

อังคาร กัลยาณพงศ์, มัฆวานรังสรรค์, สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์, 2551

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
มีนา วันที่ : 27/01/2013 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

ชอบการวิพากษ์ผ่านบทกวี
เพราะจะแย้งหรือเห็นต่างรุนแรงอย่างไร
มันมีความละไมอยู่เสมอ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
chailasalle วันที่ : 09/09/2012 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

อังคาร กัลยาณพงศ์.....กวีนักต่อสู้ประชาธิปไตย
เห็นท่านอ่านบทกวีที่มัฆวาฬ แล้ว ซึ้งครับ

ความคิดเห็นที่ 17 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 14.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

คุณหมอเขียนได้ลึก ประเด็นน่าสนใจมากทีเดียวค่ะ อืมจริง ประเด็นเหล่านี้ คนลืมมอง

ความคิดเห็นที่ 16 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทางแก้ว วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 13.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

เช่นเดียวกับการอนุรักษ์งานศิลปะ
หรือการซ่อมแซมงานโบราณสถานต่างๆ
การทำให้เหมือนเดิม อาจจะถูกตำหนิว่าไร้จินตนาการ
การดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงอาจถูกตำหนิว่าไร้จารีต
ถูกผิดบางทีเป็นเรื่องของยุคสมัยตลอดจนปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นในวาระหนึ่ง
เช่นปลาดำปลาขาวไล่งับหางกันเอง
ครูอังคารเติบโตในจังหวะที่ถ่ายยุคจากกลอนรักไปสู่กลอนแห่งอุดมการณ์
การต่อสู้ของวัยรุ่นหนุ่มสาว
การกบฎต่อจารีตดั้งเดิมจึงเป็นการ กบฎทั้งระบบ
ไม่ใช่เพียงตัวครูกบฎคนเดียว
เพราะสังคมเวลานั้นเปลียนแปลง


ความคิดเห็นที่ 15 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หนุมานชาญสมร วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

ท่านเกิดมาเพื่อเป็นกวี

ความคิดเห็นที่ 14 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 06/09/2012 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมไม่มีความรู้ด้านกวี
แต่ชอบอ่านข้อถกเถียงหรืองานวิพากษ์หนังสือหรือบทกวี
รวมไปถึงความเป็นไปของโลกวรรณกรรมในช่วงหนึ่งช่วงใด

วัีนนี้ เหมือนได้ทานอาหารมื้อล้ำค่าจริืงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 13 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
จินตกาล วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JINTAKARN

ถ้า “เด็กใต้ถุนเรือนกวี” เกิดมาในยุคสมัยนี้ คงเรียก “ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์” ว่ากวีอินดี้ กวีสุดแนว แน่ๆ

"กวีนิพนธ์ผิดฉันทลักษณ์และเรื่องราวที่ไม่มีใครเขียนถึง"
ถ้าไม่มีเอ็นทรี่นี้ผมก็คงไม่รู้บางด้านของ“กวีที่ไม่ยึดถือฉันทลักษณ์” ผู้นี้ ขอบคุณข้อมูลครับคุณหมอ

ข้อมูลแน่นปี๊กแบบนี้ เชียร์ๆๆๆๆดันๆๆๆ ให้อยู่อันดับ 1 ไปตลอดๆๆๆจนปิดโหวต คร๊าบบบ

ความคิดเห็นที่ 12 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พญาสุขุม วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 20.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak

ชอบอังคาร ครับ

ความคิดเห็นที่ 11 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
โกศล วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kosol
  เชิญแวะเยี่ยมบ้านของกระผมครับ www.kosolanusim.org 

ดีครับ บทความนี้ ที่จริงทุกบทความของคุณหมอ ดีทั้งสิ้น

ความคิดเห็นที่ 10 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชบาตานี วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 18.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เนื้อหาในเอนทรีนี้แน่นปึ้กเลยค่ะ
ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ที่หาอ่านได้ไม่ง่ายนักค่ะ
แต่ชบาตานีชอบสุดๆ คือ บทประพันธ์ “วักทะเล” ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 17.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ร่วมรำลึกถึงท่านอังคาร
เคยได้รับลำนำภูกระดึงจากท่าน ด้วยโยงใยที่อธิบายยาก มาจากทางด้านเขียนภาพ ด้านเดียวกันกับที่ได้คำว่า "ท่าน" ติดมาด้วย

จำได้ว่าชื่นชม แม้เข้าใจได้ไม่ครบถ้วน

ความคิดเห็นที่ 8 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 14.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ชื่นชมคุณอังคารมาตั้งแต่ยังเรียนที่ทับแก้ว อ.วิชาภาษาไทยให้ไปอ่านแล้วนำมาเสวนากันในห้องเรียน
ชอบ...ความเป็นตัวตน ชอบความกบฎไม่ยึดติดในกรอบ
นับถือ....ในความกล้า

ขอคารวะ.....ท่านอังคาร

ความคิดเห็นที่ 7 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รินรู้ดี วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee



ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ

สำหรับ บทความที่มีคุณค่า สามารถนำ ไปอ้างอิงในเชิง

วิชาการได้

*******************

ในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า

ท่านอังคาร เป็นยอดกวีแห่งยุค

แม้ ส. ศิวรักษ์ ยังยอมรับด้วยใจ



แต่เพราะการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

ท่านอังคาร จึงมีบทบาทในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

แต่เพราะท่านเป็นกวี คนสำคัญ จึงเป็นเป้าใหญ่

ให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง โจมตี แม้วันที่ท่านสิ้นลมหายใจแล้ว

***********************************



ความคิดเห็นที่ 6 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
meeboo วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meeboo
สังคม วัฒนธรรม การเมือง และ "น ค ร ศ รี ธ ร ร ม ร า ช"

เนื้อหายอดเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 5 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กำหนัน วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับคุณหมอ การเขียนบล็อกเป็นศิลปะอย่างหนึ่งจริงๆครับ เห็นเฟสแล้ว แค่พอมาแลในโอเค โอ้ยอดจ้านครับ

ความคิดเห็นที่ 4 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

ทราบมาว่า คุณอุ่นเรือนจบอักษรฯ พูดกันกับคุณอังคารรู้เรื่อง

ความคิดเห็นที่ 3 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เสวยสวรรค์ วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 08.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teeraahm

โหวตให้แล้วครับ
อาจารย์
ข้อมูลแน่นหนา เป็นเนื้อเป็นหนังจริงจริง

ความคิดเห็นที่ 2 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
NN1234 วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 06.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เฟื่อง

"..เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง..."
อังคารแต่งขึ้นเพราะ อกหัก รักสาวสังคมชั้นสูง(?) สะท้อนอารมณ์ที่รุนแรง ตัดพ้อต่อว่า"เธอผู้นั้น" เพื่อนๆ แซวถามว่าไปภูกระดึงทำอะไรเมื่ออยู่กับเธอ
อังคารว่า นอนดูดาวบนท้องฟ้า

ตอนหลัง อังคารแต่งงานกับคุณอุ่นเรื่อน มีบุตรสองคน

ความคิดเห็นที่ 1 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 05/09/2012 เวลา : 01.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

เป็นกวีร่วมสมัยที่ดังมากในช่วงก่อนและหลังสิบสี่ตุลา
ยังจำได้ ฮือฮามาก
เขียนบทกวีเพราะ แปลก จนต้องอุดหนุนซื้อ ปณิธานกวีมาอ่าน
"..เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง..."

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน