*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2332834
  • จำนวนผู้โหวต : 801
  • ส่ง msg :
  • โหวต 801 คน
<< ตุลาคม 2012 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม 2555
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 5921 , 15:05:47 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน ฝายมีชีวิต , Chaoying และอีก 10 คนโหวตเรื่องนี้

(ภาพ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ตั้งอยู่ที่สวนศรีธรรมโศกราช)

 

นครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มาก โดยถือกำเนิดขึ้นก่อนกรุงสุโขทัยหลายร้อยปี ตามจดหมายเหตุของจีน เรียกเมืองแห่งนี้ว่า ตั้งมาหลิ่ง ตามคัมภีร์บาลีมหานิทเทสติสฺสเมตฺเตยฺยสูตฺร เรียกว่า ตามฺพลิงฺคม และในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ เรียกว่า ตามพรลิงค์ และมีฐานะเป็นราชธานี  เป็นอาณาจักรอิสระไม่ได้ขึ้นตรวต่อรัฐใด ด้วยพระปรีชาสามารถของกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราชทำให้เมืองนครศรีธรรมราชถูกห้อมล้อมด้วยหัวเมืองน้อยใหญ่ถึง ๑๒ เมือง ตั้งแต่เมืองชุมพรตลอดไปทั้งคาบสมุทรอินโดจีน  และมีพระมหากษัตริย์หรือพระราชาธิบดีเป็นผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราชสืบต่อกันตามลำดับนานมา

ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗ และในพุทธศตวรรษที่ ๘ มีหลักฐานว่ามีพราหมณ์จากอินเดียเดินทางเข้ามาค้าขายกับเมืองท่า(นครศรีธรรมราช)แห่งนี้อยู่เนืองๆ  ต่อมาชุมชนนี้จึงได้เติบโตและขยายตัวเป็นเมือง และกลายมาเป็นราชอาณาจักรตามลำดับ ปฐมกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราชทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ก็ทรงมีพระนามเช่นเดียวกันกับปฐมกษัตริย์พระองค์นี้ตลอดมาเช่นเดียวกัน (ดังนั้น การกล่าวถึงชื่อ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช จึงไม่ได้มีความหมายในกษัตริย์พระองค์เดียว)

ในยุคสมัยกรุงสุโขทัยตอนต้นนั้น เมืองนครศรีธรรมราชเป็นอาณาจักรอิสระที่ทรงอิทธิพลมาก มีหลักฐานว่าพระเจ้าจันทรภาณุแห่งนครศรีธรรมราชได้ยกกองทัพข้ามทะเลไปตีลังกา(ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน)ถึง ๒ ครั้งและได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามาประดิษฐานไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราชด้วย  

การเป็นเมืองที่มีไมตรีกับอาณาจักรสุโขทัย เมืองนครศรีธรรมราชมีความสำคัญต่อสุโขทัยในฐานะที่รับเอาศาสนา ศิลปวัฒนธรรมไปจากเมืองนครศรีธรรมราช  โดยกษัตริย์สุโขทัยได้อารธนาพระสงฆ์ เชิญนักปราชญ์ราชบัณฑิตไปจากเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อให้เผยแพร่พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แก่ชาวเมือง เพื่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นทางด้านจิตใจของชาวสุโขทัย ซึ่งเมืองนครศรีธรรมราชได้รับเอาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาโดยตรง  ดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง ว่า

“...มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูกูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา...”

(คำว่า หลวก แปลว่า เก่งกว่า, เหนือกว่า, มีความรู้มากกว่า)

 

 

 

จึงกล่าวได้ว่า กรุงสุโขทัยได้รับเอาศาสนา วัฒนธรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปะไปจากนครศรีธรรมราชและลงหลักปักฐานอย่างมากมายหลายประการ สอดคล้องกันกับที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเชื่อกันว่า  เมืองนครศรีธรรมราชมีภาษาใช้มาก่อน  แต่เมื่อถึงยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองนครศรีธรรมราชจึงถูกลดฐานะและอำนาจจากการเป็นรัฐอิสระลงมากลายเป็นหัวเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรสยามตั้งแต่ยัดนั้นเป็นต้นมา

เนื่องจากเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาและบางประเพณีก็รับเอามาจากศาสนาพราหมณ์(พราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราช) จึงทำให้เกิดประเพณีวัฒนธรรมมากมายจนครบทั้ง ๑๒ เดือน ซึ่งบรรพชนได้สั่งสมเอาไว้ให้มรดกตกทอดมาสู่อนุชนรุ่นหลัง เช่น ศาสนา โบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา วรรณกรรม

 

 

(ภาพ ขบวนแห่งานบุญประเพณีล้วนมุ่งหน้าไปยังองค์พระธาตุ - ด้านบนที่กลางภาพ)

 

ประเพณี ๑๒ เดือนของชาวเมืองนครศรีธรรมราช (ตอนที่ ๒)

เดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ อัฏฐมีบูชา มีพิธีถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อรำลึกถึงการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า  เรียกว่า การทำอัฏฐมีบูชา ในอดีตของเดือนนี้ชาวนครจึงไม่จัดให้มีงานรื่นเริงใดๆ จะให้มีได้ก็แต่งานบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรม ทั้งนี้เพื่อทำจิตสำรวมและรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ

แต่ปัจจุบันประเพณีนี้ไม่มีให้ได้เห็นกันอีกแล้ว

 

เดือน ๘  แรม ๑ ค่ำ วันอาสาฬหบูชา หรือ วันเข้าพรรษา มีพิธีหล่อเทียน พิธีสมโภชเทียนพรรษาก่อนนำไปทอดถวายยังวัดต่างๆ ซึ่งมีมากมายถึง ๓๒ วัด (รวมทั้งวัดร้าง ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน)   เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา  ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร   ปัจจุบันนียังมีกิจกรรมการทำบุญเช่นเดียวกับการทำบุญตามประเพณีของชาวพุทธทั่วประเทศแล้ว กิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษา และทำพิธีถวายเทียนพรรษา และหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นยังได้มีการประดับตกแต่งไฟ แสง สี บริเวณภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวพุทธศาสนิกชน ได้ชมความสวยงามของโบราณสถานอันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวนครศรีธรรมราชอีกด้วย

ในอดีตของเมืองนครศรีธรรมราชได้มีประเพณีที่แตกต่างจากแหล่งอื่นๆ อีกประเพณีคือ ประเพณีตักบาตรธูปเทียน เป็นประเพณีที่อยู่ควบคู่กับวัดพระมหาธาตุฯ มาโดยตลอด และทุกวันนี้ก็ยังคงมีอยู่ แต่รูปแบบอาจแตกต่างจากเดิมไปบ้าง เชื่อกันว่าประเพณีนี้ได้ถ่ายทอดไปสู่สุโขทัยด้วย เนื่องจากสุโขทัยได้รับเอาศาสนาพุทธไปแต่เมืองนครศรีธรรมราช (ตามหลักศิลาจารึกที่กล่าวถึงข้างต้น) ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์กล่าวถึงประเพณีเข้าพรรษาในสุโขทัยว่ามีการจุดประทีบโคมไฟบูชาพระมหาธาตุ มีการถวายผ้าอาบน้ำฝน ดอกไม้ธูปเทียน ตั่งเตียง ยา และอาหารแห้งอยู่เป็นประจำทุกปี ในเมืองนครก็มีพิธีการในทำนองเดียวกันกับที่ปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ทุกประการ

แต่เดิมนั้น เมื่อถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ วันเข้าพรรษาในเวลาบ่าย ที่พระมหาธาตุฯ จะมีพระสงฆ์จากวัดต่างๆที่อยู่รายรอบวัด ต่างก็มาพร้อมเพรียงกัน เพื่อรอรับบิณฑบาตรดอกไม้ธูปเทียน โดยยืนเรียงเป็นแถวยาวที่หน้าวิหารทับเกษตร ส่วนชาวนครก็ได้เตรียมดอกไม้ไว้เป็นช่อๆ มัดใส่ถาดมาถวายพระสงฆ์แล้วใส่ลงไปในบาตร จึงเรียกว่า การตักบาตรธูปเทียน

เมื่อแล้วเสร็จชาวเมืองนครก็จะพร้อมใจกันไปจุดเปรียงที่พระพุทธรูปที่อยู่ในวัดพระมหาธาตุฯ  และที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์    โดยการจุดไฟเปรียงเป็นลักษณะแบบเดียวกันกับการจองเปรียงในพิธีของศานาพราหมณ์ (ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นการจุดประทีบโคมไฟเพื่อต้อนรับเทพเจ้า) แต่เดิมชาวนครจะจุดเปรียงด้วยการใช้ด้ายดิบชุมน้ำมันใส่ลงในเปลือกหอย  ใช้น้ำมันสัตว์หรือน้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อไฟ แสงไฟจะสว่างวอมแวมไปทั่วทั้งบริเวณพระวิหารและบริเวณวัดพระมหาธาตุฯ  ปัจจุบันไม่มีการจุดไฟเปรียงด้วยเปลือกหอยอีกแล้ว  

การตักบาตรธูปเทียนเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงคตินิยมที่สูงส่งในพุทธศาสนาของชาวนครและได้ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน และยั่งยืนเกินกว่าจะประมาณระยะเวลาได้ เมื่อตกทอดมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของชาวนครยิ่งนัก

 

ปรีชา นุ่นสุข (อ้างแล้ว) ตั้งข้อสังเกตถึงประเพณีนี้ว่า ๑. หลังจากตักบาตรธูปเทียนเสร็จแล้ว ทุกคนต้องกระทำการจุดเปรียง จะขาดเสียไม่ได้ แต่ปัจจุบันได้ลดความสำคัญลงไป ๒. แต่เดิมพระสงฆ์เข้าแถวรับบิณฑบาตรดอกไม้ธูปเทียนเฉพาะที่หน้าวิหารทับเกษตรเท่านั้น ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นที่ลานวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารแทน ๓. ปัจจุบันได้มีการขยับขยายเพื่อมารอรับการถวายดอกไม้ธูปเทียนที่นอกวัดแล้ว สันนิษฐานว่า เกิดจากความสะดวกของผู้มาทำบุญเสียเอง และด้วยสภาพสังคมที่มีความเร่งรีบมากขึ้น  ๔.แต่เดิมผู้มาทำบุญตักบาตรดอกไม้ธูปเทียนต้องเตรียมมาเอง แต่ในปัจจุบันมีผู้จัดวางขายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ทำบุญ  ๕.การจุดเปรียงไม่มีให้เห็น มีแต่การจุดเทียนไข เพราะไฟเปรียงควบคุมลำบาก อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย และ ๖.การจุดเปรียงแต่เดิมนั้นทำทุกวิหารและฐานเจดีย์ ปัจจุบันให้ทำเฉพาะในวิหารพระทรงม้าเพียงแห่งเดียว  

 

 

เดือน ๙ พิธีคั่วข้าวตอกใส่วัด  เป็นอีกประเพณีหนึ่งของชาวพุทธในเมืองนคร เป็นประเพณีเล็กๆ  เป็นการรับเอาธรรมเนียมมาจากพวกพราหมณ์ แต่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว เนื่องจากผู้นับถือศาสนาพราหมณ์และพวกพราหมณ์มีน้อยลง เชื่อกันว่า ส่วนหนึ่งของผู้ที่เคยนับถือพราหมณ์ก็หันมานับถือศาสนาพุทธแทน การคั่วข้าวตอกจึงถูกนำมาปฏิบัติในวัดวาอารามด้วย

 

เดือน ๑๐ แรม ๑๕ ค่ำ ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ในบรรดาประเพณีทั้ง ๑๒ เดือนชาวนครทั้งหมดนี้ ถือว่าประเพณีบุญสารทเดือนสิบเป็นประเพณีที่ชาวนครให้ความสำคัญมากที่สุด สังเกตการเข้าร่วมประเพณีการทำบุญในเดือนนี้และก็ยังมีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธ โดยไม่มีจำกัดว่าจะต้องมาปฏิบัติที่วัดพระมหาธาตุฯ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และนอกจากนี้เมื่อถึงวันบุญสารทเดือนสิบนี้ ชาวนครศรีธรรมราชที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆ ก็มักจะเดินทางกลับไปเพื่อร่วมกันทำบุญตามประเพณีนี้

คตินิยมของประเพณีบุญสารทเดือนสิบนี้ยังมีความสอดคล้องกับคตินิยมของชาวพุทธทั่วทุกภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เช่น  บุญข้าวสากหรือข้าวสารทของชาวไทยอีสาน แซนโฏนตา ของชาวเขมรใน จ.สุรินทร์ โดยเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการสะท้อนถึงคตินิยมในความเชื่อเรื่องความกตัญญูรู้คุณกับผู้ล่วงลับไปแล้ว คนรุ่นหลังจึงได้ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งของที่นำมาเซ่นไหว้และทำบุญกับพระสงฆ์นั้นจะส่งผลบุญไปยังบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นได้ 

ส่วนความแตกต่างของประเพณีนี้ของชาวนคร คือ การจัดสำรับอาหาร ซึ่งเรียกว่า หฺมฺรับ (ออกเสียงว่า หมะ - หรับ) ซึ่งมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ โดยการจัดหฺมฺรับ มักจัดเป็นรูปทรงพระมหาธาตุเจดีย์จำลอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพกราบไหว้หรือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครศรีธรรมราช

ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ งานประเพณีนี้จะเริ่มในวันแรม ๙ ค่ำ ถึง ๓ ค่ำเดือน ๑๐ ของทุกปี มีความเชื่อว่า ผู้ที่มีบาปมาก ซึ่งตกนรกเมื่อตายลงไปและได้กลายเป็น “เปตชน” หรือ “เปรต” โดยในวันแรม ๑๓ ค่ำเดือน ๑๐ บรรดาเปรตชนหรือเปรตทั้งหลายจะได้รับอนุญาตปล่อยตัวจากนรกภูมิเพื่อให้ขึ้นมาพบกับญาติๆ ของตนที่ในเมืองมนุษย์ และจะให้กลับลงไปในนรกดังเดิมก่อนที่พระอาทิตย์จะตกขึ้นในวันแรม ๑๕ ค่ำ ดังนั้น ช่วงเวลาดังหล่าวนี้ ญาติๆ ของเปรตก็จะเตรียมหุงหาอาหารจัดสำรับต่างๆ ไปทำบุญเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลไปให้กันที่วัด เรียกว่า การจัดหฺมฺรับ

การจัดหฺมฺรับ เป็นการบรรจุและประดับประดาด้วยสิ่งของ อาหารขนมลงภายในภาชนะที่เตรียมไว้ มักจัดกันเฉพาะครอบครัว หรือจัดร่วมกันในหมู่ญาติพี่น้องครอบครัวเดียวกัน แต่อาจจัดเป็นกลุ่มๆ ในหมู่บ้าน(สำหรับเปรตที่ไม่มีญาติ) ภาชนะที่ใช้จัดหมรับใช้กระบุงหรือเข่งสานด้วยตอกไม้ไผ่ โดยจัดเป็นชั้นๆ ดังนี้  

ชั้นล่างสุด จัดบรรจุสิ่งของประเภทอาหารแห้งลงไว้ก้นภาชนะ  ชั้นที่สอง บรรจุอาหารประเภท พืช ผัก ที่เก็บได้นาน ใส่ขึ้นมาจากชั้นล่างสุด  ชั้นที่สาม จัดบรรจุสิ่งของประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน และชั้นที่สี่ ใช้บรรจุและประดับประดาด้วยขนมอันเป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมกง(ขนมไข่ปลา) ขนมบ้า ขนมดีซัม ขนมเหล่านี้มีความหมายหรือคตินิยมในการทำบุญสารทเดือนสิบ ซึ่งจะขาดเสียมิได้เพื่อให้บรรพบุรุษ และผู้ล่วงลับไปแล้วได้นำไปใช้ประโยชน์ตามคติความเชื่อ

ในวันแรม ๑๕ ค่ำ ชาวบ้านจะนำหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้นั้น ไปที่วัดเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล และนำภัตตาหารไปถวายพระด้วย ในวันนี้เรียกว่า "วันยกหฺมฺรับ"   แล้วมีการทำบุญเลี้ยงพระและบังสุกุลเพื่อ “ส่งเปรต” ให้กลับไปเมืองนรก ชาวนครเชื่อกันว่าหากไม่ได้ทำพิธีกรรมในวันนี้ เปรตก็จะไม่ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล จะทำให้เปรตเกิดทุกขเวทนาด้วยความอดยากในบุญกุศล  ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นคนอกตัญญู เชื่อว่าจะทำให้การทำมาหากินในปีนั้นลำบาก หรือเกิดไม่สบายใจหากยังไม่ได้ทำบุญส่งไปให้

เมื่อเสร็จจากการฉลองหฺมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ก็จะแบ่งขนมดังกล่าว รวมทั้งข้าวปลาอาหารส่วนหนึ่งนำไปวางไว้ที่กำแพงวัด ลานวัด หรือ โคนต้นไม้  เรียกว่า "ตั้งเปรต" เป็นการแผ่ส่วนกุศุลให้เป็นสาธารณทานแก่ผู้ที่ล่วงลับที่ไม่มีญาติหรือที่ญาติไม่ได้มาร่วมทำบุญส่งไปให้ และเมื่อแล้วเสร็จชาวบ้านก็จะมาแย่งชิงขนมที่ตั้งเปรตไว้เหล่านั้น จึงเรียกว่า "ชิงเปรต"  และเชื่อกันว่าผู้ที่ได้กินขนมนั้นก็ได้บุญกุศลด้วย

 

(ภาพ ขนมที่ต้องจัดให้มีในงานบุญสารทเดือนสิบ)

(ภาพ ขบวนแห่ผ้าพระบฏ)

 

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการจัดหฺมฺรับไปจากแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นแบบเรียบง่าย มาเป็นการตกแต่งให้มีความสวยงามมากขึ้น ได้มีการตกแต่งอย่างประณีตบรรจง  แต่มีข้อสังเกตว่าชาวนครมักจัดหมรับเป็นรูปทรงพระมหาธาตุเจดีย์  ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ จึงสันนิษฐานว่า พระมหาธาตุเจดีย์เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวนครและเป็นบุญกุศลยิ่ง หากบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับบุญกุศลอันหลักศรัทธาของชาวนคร นอกจากนี้ยังมีการประกวดหมฺรับ ประกวดขบวนแห่หมฺรับตามเส้นทางถนนราชดำเนินและมีการแสดง แสงเสียง  มีการจัดงานกาชาดและประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ที่ทุ่งท่าลาด สนามหน้าเมืองและที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มีการประชันหนังตะลุง มโนราห์ภาคใต้ การประกวดสาวงามของชาวนครศรีธรรมราช เป็นต้น

(ภาพ หนังตลุง ซึ่งมีการแข่งขันเป็นประจำทุกๆ ปีในงานบุญสารทเดือนสิบ)

(ภาพ หนังน้องเดียว ศิลปินตาบอดกำลังโด่งดังทางภาคใต้)

 

 

เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันออกพรรษา การประกอบพิธีลากพระ ประเพณีวันออกพรรษาเป็นไปตามคตินิยมทางพุทธเถรวาทซึ่งเป็นวินัยสงฆ์โดยเมื่อพระสงฆ์ซึ่งหมดจากการจำพรรษาเป็นระยะเวลา ๓ เดือนแล้ว การออกเผยแพร่พระธรรมคำสอนก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในสถานที่ แต่มีเอกลักษณ์ของการทำบุญของชาวนครและชาวภาคใต้ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเพณีของลังกา เรียกว่า การประกอบพิธีลากพระ หรือทางใต้เรียกว่า ชักพระ (ชัก แปลว่า ลาก หรือจูง) การลากพระมีทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแต่ประเพณีและสอดรับกับภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่น โดยแต่ชุมชนซึ่งมีวัดหรือมีความศรัทธาก็จะช่วยกันตกแต่งเรือพระ หรือ พนมพระ หรือ นมพระ โดยก่อนหน้า ๗ – ๑๕ วันหรือมากกว่านั้นจะมีการตีกลอง-รัวกรับ เรียกว่า คุมพระ ประชาชนก็จะออกมาร่วมกันตกแต่งบุษบกสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร (เรียกว่า พระลาก) และแห่ไปทั่วทั้งเมือง และตามต่างอำเภอที่มีวัด ส่วนในวัดพระมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเรือพระ ชาวนครจะร่วมกันชักลากเรือพระกันไปตามท้องถนนราชดำเนินเพื่อไปรวมกันทำพิธีทางศาสนาที่วัดพระมหาธาตุฯ ก่อนที่จะนำไปทอดถวายยังวัดต่างๆ ต่อไป

ประเพณีลากพระ ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชจะมีการจัดงานบุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากมีแม่น้ำปากพนัง ประชาชนใช้เส้นทางน้ำในการคมนาคมไปมาหาสู่กันระหว่าง ต.ปากพนังตะวันออก และ ต.ปากพนังตะวันตก  จึงเป็นประเพณีลากพระทางน้ำอีกแห่งที่น่าสนใจยิ่ง และมีการแข่งขันเรือเพรียวซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในแม่น้ำปากพนังอีกด้วย

 

 

เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ประเพณีลอยเคราะห์ หรือ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่นทางภาคกลางเรียกว่า ประเพณีลอยกระทง ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานที่กล่าวว่าสุโขทัยได้รับเอาศาสนาพุทธไปจากเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่ก่อนก่อตัวสถาปนาเป็นรัฐสุโขทัย (ปรีชา นุ่นสุข, อ้างแล้ว) หรือก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งเป็นยุคก่อนกรุงสุโขทัยจะรุ่งเรืองขึ้นมา สุโขทัยได้รับเอาประเพณีลอยเคราะห์ไปจากเมืองนครศรีธรรมราชนี้เอง

ประเพณีลอยเคราะห์ หรือ ประเพณีลอยกระทง การเผาเทียนเล่นไฟและการลอยกระทงต่างๆ เหล่านี้มีคตินิยมซึ่งเชื่อว่าเป็นการขอขมาพระแม่คงคา ซึ่งมีความหมายเดียวกันในประเพณีลอยเคราะห์ของชาวนครศรีธรรมราชที่เคยปฏิบัติสืบเนื่องกันมา แต่ปัจจุบันประเพณีลอยเคราะห์ได้ผันแปรกลายเป็นประเพณีการลอยกระทงไปตามกระแสของการไหลบ่าของวัฒนธรรมเดียวกันทั่วทั้งประเทศแล้ว

.........................................

 

หมายเหตุผู้เขียน

เมืองนครศรีธรรมราชหลังการก่อต่อสถาปนากรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ.๑๘๑๑ เมืองนครศรีธรรมราชต้องสู้ศึกทัพชวาจากกรุงสิงหัศส่าหรี(ชวา – อินโดนีเซียในปัจจุบัน) และในปี พ.ศ.๑๘๑๕ ก็ถูกรวบเข้าเป็นเมืองขึ้นของกรุงอโยธยา-อู่ทอง ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๑๘๙๒ ก็ก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จเป็นราชอาณาจักรสยามโดยสมบูรณ์ นับแต่นั้นมาเมืองนครศรีธรรมราชก็เป็นเมืองที่สมบูรณ์ภายใต้อาณัติของราชวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยาและและกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมา

 

จดหมายเหตุเมืองนครศรีธรรมราชฉบับวัดเวียงสระและฉบับบ้านทุ่งตึก อ้างว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราชเป็นพราหมณ์ชาวอินเดีย ได้ลงเรือสำเภาหนีอิสลามมาตั้งเมืองที่บ้านทุ่งตึก และตั้งตนเป็นพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ชาวอิสลามก็ตามตีอีก ทำให้พระองค์ต้องทิ้งเมืองหนีไปตามลำน้ำตะกั่วป่าข้ามเขาสก เลียบแม่น้ำพุมดวงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่พุนพิน คลองท่อม เวียงสระ ตามลำดับจนมาถึงหาเชเลรอบ พระองค์ต้องทำพิธีปลุกเสกเงินตรานะโม ตามตำรับไสยเวทย์เพื่อหว่านรอบๆ เมืองเพื่อป้องกันโรคห่า แล้งจึงได้สร้างพระบรมธาตุขึ้น

 

อะไรคือศรัทธาต่อคตินิยมการแห่ผ้าขึ้นธาตุ

อาจเนื่องจากอาจด้วยจารึกบนแผ่นทองหุ้มปลียอดพระบรมธาตุ ซึ่งพบจารึกนี้อยู่ในคราวบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่ ในจารึกนั้นระบุว่า

"ได้ห่ม ขอทันพระศรีอารย์เถิด" (จ.๕)  

“เอาแหวนขึ้นถวายพระบรมธาตุ เกิดไปชาติใด อย่ารู้ ยากรู้จน รู้ทรพล ตราบเท่าเข้านิพพาน” (จ.๔๔)

“เอาทองขึ้นหุ้มพระบรมธาตุเจ้า ขอให้สำเร็จพระนิพพาน” (จ.๒๗)

“ขอให้สำเร็จสมบัติสามประการ คือ มนุษยสมบัติแลสวรรคสมบัติ มีพระนิพพานสมบัติเป็นที่สุดตามประเพณีพระอริยเจ้า แต่ก่อนนั้นแล” (จ.๕๒)...

“ได้เอาขึ้นสวมพระศรีรัตนมหาธาตุ แลด้วยเดชกุศลนี้ขอเป็นปัจจัยตราบเท่าเข้านิพพาน โหตุจงมี ...”

“ขอเป็นประไจยตราเท่าเถิงนิพาน” (จ.๑๗)...

“ขอให้พ้นทุกข์ ตั้งแต่ชาตินี้ ไปภายหน้า ขอได้เกิดทันพระศรีอารย์เถิด. (จ.๓)

เป็นต้น ( - จขบ.)

 

 

เมืองนครศรีธรรมราช ได้ถูกข้าศึกจากทางชวาเข้าตีหลายครั้งและมีการล้มตายของชาวนครจากโรคระบาด ชาวเมืองนครศรีธรรมราชได้ร่วมกันกอบกู้บ้านหลายช่วงเวลา มี “ขุนพังพการ” เป็นชื่อนักต่อสู้ที่ปรากฏในชื่อของวีรบุรุษของชาวนคร ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอในโอกาสต่อๆ ไป

...................................

 

 

หนังสืออ้างอิง

ธิดา สาระยา (“ประวัติศาสตร์เมืองนครจากตำนานประวัติศาสตร์” หน้า ๒๙๘)อ้างใน วิมล ดำศรี, กุศโลบายการทำนุบำรุงพระบรมธาตุของชาวนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช. สารนครศรีธรรมราช, ปีที่ ๓๙ ฉบับที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒

ปรีชา นุ่นสุข, วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร, หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช (แบน ฤทธิโชติ), กรุงสยามการพิมพ์, ๒๕๒๙

สุธรรม ชยันต์เกียรติ (โกแอ๊ด), “เล่าเรื่องเมืองลิกอร์ เล่ม ๒, ไม่ระบุสำนักพิมพ์-สถานที่พิมพ์, ๒๕๕๔

 

ภาพประกอบเรื่อง ด้วยความเคารพต่อผลงาน และขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ (ด้วยความเอื้อเฟื้อภาพจาก สนง.ททท.นครศรีธรรมราช)

 

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง (คลิกที่ชื่อเรื่อง)

วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก..ใครจะได้อะไร?  

มรดกโลก..มรดกทางวัฒนธรรมเมืองนคร ประเพณี ๑๒ เดือน (ตอนที่ ๑)

ทวงคืนยศนามให้ วัดพระบรมธาตุ..ข้อเรียกร้องคุณค่าทางจิตใจของชาวนคร ต่อ ครม.สัญจร

...................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
BlueHill วันที่ : 25/10/2012 เวลา : 12.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อยากอ่านต่อเลยครับสำหรับ "ขุนพังพการ" วีรบุรุษของชาวนคร


ความคิดเห็นที่ 16 (0)
NN1234 วันที่ : 25/10/2012 เวลา : 09.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

Ae^

ครับ รับปากว่าจะหา"หมรับ"ต้นตำรับมาเผยแพร่ต่อไปครับ
.....................................................
ชบาตานี

เมืองมรดกทางวัฒนธรรมก่อนสุโขทัย

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ยนา วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pharmacistpok

เยี่ยมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
Chaoying วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ว้าวววว...อาณาจักรนครศรีธรรมราช..เวลาที่ยืนอยู่เหนือแผ่นดินเมืองนคร..ทำให้้ย้อนรำลึกถึงอาณาจักรอันยิ่งใหญ่..จากข้อมูลที่หมอเอ็นเอ็นเขียน ..อ่านแล้วขนลุก..ในสมัยก่อนยิ่งใหญ่เพียงใด..
ตามพรลิงค์..ก็เคยแต่ได้ยิน..มันคืออะไรกันน้า..รู้แระ
พระเจ้าศรีธรรมโศกราชปกครอง..ฮืม..พร้อมกันกับอาณาจักรพริบพรีเลย..น่าสนใจ อ่านสนุกมากค่ะหมอ..ฝากหาเรื่องราวของสระล้างดาบให้หน่อยสิคะ ..ศรีปราชญ์มาอยู่ที่เมืองนครศรีฯ น่าแปลกใจ..

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

บล๊อก คุณหมอ NN1234 สุดยอดเลยค่ะ
เนื้อหาแน่น น่าอ่านที่สุด สมกับที่ได้รางวัล 3 ปีซ้อนค่ะ
(ปีนี้งานเยอะจัดไม่ค่อยมีเวลาท่องบล๊อกเลย ขอติดไว้ก่อน ไล่อ่านตามหลังนะคะ)
โหวต ๆ ก่อนล่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Kibangkok from mobile วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 13.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

อลังการมากๆๆครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ชายสามหยด วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

ประเพณีดูยิ่งใหญ่ อลังการน่าเที่ยวมากครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
NN1234 from mobile วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 07.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คุณพิทักษ์ ขออนุญาตกลับไปตรวจสอบปี พ.ศ.อีกที หลายตำราอ้างอิงคลาดเคลื่อนบ้าง ต้องขอโทษด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
อิมกุดั่น วันที่ : 24/10/2012 เวลา : 05.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

เห็นภาพการจัดอาหารเป็นรูปเจดีย์มานาน เพิ่งทราบที่มา
เดิมคิดว่าแค่จัดสูงๆ สวยๆ ไม่ได้คิดว่าเป็นรูปเจดีย์
ในบ้านเรา พุทธและพราหมณ์ผสานกันเหนียวแน่นจริงๆ

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
kruhnoi from mobile วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 23.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kruhnoi
You're my destiny !!!.        (kruhnoi ครูหน่อย)...

ชื่นชมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
พิทักษ์ วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jaopad

เรียนท่าน NN1234 ครับขอให้พิจารณาข้อความที่ผมคัดลอกมานี้

หมายเหตุผู้เขียน

เมืองนครศรีธรรมราชหลังการก่อต่อสถาปนากรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ.๑๘๑๑ เมืองนครศรีธรรมราชต้องสู้ศึกทัพชวาจากกรุงสิงหัศส่าหรี(ชวา – อินโดนีเซียในปัจจุบัน) และในปี พ.ศ.๑๘๑๕ ก็ถูกรวบเข้าเป็นเมืองขึ้นของกรุงอโยธยา-อู่ทอง ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๑๘๙๒ ก็ก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จเป็นราชอาณาจักรสยามโดยสมบูรณ์ นับแต่นั้นมาเมืองนครศรีธรรมราชก็เป็นเมืองที่สมบูรณ์ภายใต้อาณัติของราชวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยาและและกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมา

ปีพ.ศ.๑๘๑๕ น่าจะเป็นสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกรุงสุโขทัยนะครับ เพราะประวัติว่ากันว่าจารึกภาษษไทยไว้เมื่อพ.ศ.๑๘๒๖ ซึ่งก็จะมาเข้ากับข้อความหลังที่ว่าพ.ศ.๑๘๙๒ได้ก่อตั้งกรุงศีอยุธยานี่ก็น่าจะถูกต้องแล้วครับท่อนแรกไม่น่าจะถูกครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ถ้าไปเมืองคอน อย่างแรกคือต้องหา 'มังคุดคัด' มากินเป็นอันดับแรก เพราะชอบมากๆ ครับ - ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลเมืองนครฯ ทำให้รู้จักจังหวัดของคุณยายและคุณภรรยามากขึ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ดงละดอน วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

ติดตามเรื่องราวดีๆที่มีสาระยิ่ง

ขอบคุณครับคุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 4 ลูกแมวหน้าโรงหนังลุง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 17.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

เมื่อพูดถึงเมืองนคร นอกจากพระธาตุฯแล้ว ก็ต้องพูดเรื่องการเมืองครับ
คนนคร มีชีวิตจิตรใจ เป็นนักการเมืองมาตั้งแต่เกิด เป็นเรื่องควบคู่มากับเมืองนครครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกแมวหน้าโรงหนังลุง วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 16.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sri

มุมมองที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้องย่อมเป็นสุขทั้งกายและใจ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ชบาตานี วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 16.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ประเพณีมากมาย และงดงามไม่มใครเทียมจริงๆค่ะคุณหมอขา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Ae^ วันที่ : 23/10/2012 เวลา : 15.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ได้ความรู้ดีค่ะ น่าจะมีภาพการจัดหฺมฺรับให้ดูด้วยนะค่ะ นึกภาพไม่ออกค่ะ จำได้ว่าตอนเด็กๆวิชาสังคมเคยออกข้อสอบถามว่าเมืองตามพรลิงค์คือเมืองใด รู้สึกว่าตอนนั้นก็ตอบผิด ตอนนี้จะจำแม่นแล้วค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน