*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 675
  • จำนวนผู้ชม : 2142519
  • จำนวนผู้โหวต : 792
  • ส่ง msg :
  • โหวต 792 คน
<< พฤศจิกายน 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน 2555
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 9138 , 20:04:58 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน sunsmile , พันธุ์สังหยด และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

 

วิหารพระทรงม้า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า วิหารพระม้า หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วิหารมหาภิเนษกรมณ์ เป็นวิหารหลักใช้สำหรับเป็นทางขึ้นไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ เพื่อเป็นการสักการะบูชาองค์พระมหาธาตุเจดีย์ จัดเป็นประตูขึ้นไปสู่การเคารพสักการะสิ่งสูงสุด คือ พระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า  ผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วสาระทิศมักจะได้มาสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของคู่บ้านคู่เมืองที่ วิหารพระทรงม้า เป็นลำดับแรก

 ผู้เขียนสันนิษฐานว่า ประชาชนส่วนใหญ่มักไม่รู้ไม่เข้าใจว่า วิหารพระทรงม้าแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาและมีความสำคัญอย่างไรบ้าง และเชื่อว่าส่วนหนึ่งเมื่อเข้าไปยืนอยู่ในวิหารพระม้าแล้วแทบทุกก็จะตกอยู่ในภวังค์กับขลังศักดิ์สิทธ์ ตลอดจนประทับใจในความงดงามของการผสมผสานกันระหว่างศรัทธา ความเชื่อและศิลปะได้อย่างลงตัว

 

(วิหารพระทรงม้า)

(พระพุทธเจ้า และ พระสารีบุตร)

(พระพุทธเจ้า และ พระโมคคัลลานะ)

วิหารพระทรงม้า หรือ วิหารมหาภิเนษกรมณ์ เป็นวิหารขนาดไม่ใหญ่นัก มีรูปปูนปั้นแสดงถึงพุทธประวัติในตอนที่มีการเสด็จออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า โดยที่ “มหาภิเนษกรมณ์” นั้นหมายถึง การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่แก่มวลมนุษย์  เป็นการเสด็จออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็นความประสงค์ของเจ้าชายสิทธัตถะที่จะแสวงหา ทางหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง  หรือที่เรียกว่า โมกขธรรม ซึ่งจะยังประโยชน์เพื่อช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่พระองค์และแก่ผู้ศรัทธาทั้งปวงตามแนวทางของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้  จึงกล่าวได้ว่าการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นเป็นไปเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ และในกาลต่อมาหลังการตรัสรู้จึงได้กลายเป็น “พระพุทธเจ้า” นั่นเอง 

 

(พระมหาภิเนษกรมณ์ ด้านซ้าย)

(พระทรงม้า ด้านขวา)

(พระพุทธรูปทางด้านซ้ายของรูปปั้นพระทรงม้า)

(พระพุทธรูปทางด้านขวาของรูปปั้นพระทรงม้า)

 

ดังนั้น ที่ด้านข้างบันไดขึ้นไปสู่พระมหาธาตุเจดีย์ในวิหารพระทรงม้าเมื่อได้มีการก่อสร้างขึ้น จึงมีการปั้นปูนเป็นเรื่องพุทธประวัติตอน “มหาภิเนษกรมณ์ “ ขึ้น เป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้าทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีเหล่าเทพเทวาต่างๆ มากมายมาร่วมถวายศรัทธา และการที่ชาวนครศรีธรรมราชสร้างวิหารพระทรงม้าขึ้นมาเพื่อเป็นการสะท้อนโลกทัศน์ของตนเองต่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วยังให้แก่อนุชนได้พบเห็นและได้ตระหนักถึงเจตนาของความสำคัญเบื้องแรกในการสร้างวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนี้ ซึ่งเป็นโลกทัศน์ของชาวนครที่เชื่อมต่อกับพระมหาธาตุเจดีย์นั้นเอง

 

(ผนังด้านที่แยกวิหารออกเป็นสองส่วน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ)

 

ลักษณะของวิหารพระทรงม้าเป็นการสร้างวิหารเชื่อมต่อกับพระบรมธาตุเจดีย์* ออกมาทางด้านทิศเหนือ  วิหารพระทรงม้าแต่เดิมเป็นวิหารที่มีหลังคาเดียวกันกับ “วิหารเขียน” ** ในอดีต วิหารแห่งนี้มีประตูโค้งสามารถเดินทะลุถึงกันได้ ต่อมาเมื่อวิหารเขียนได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรักษาของจัดแสดง จึงมีการสร้างผนังกั้นแบ่งแยกขาดออกจากกัน วิหารนี้จึงกลายเป็นสองส่วน คือ เป็นวิหารพระทรงม้าหนึ่งสวน และวิหารเขียนอีกหนึ่งส่วน โดยมีพระพุทธรูปประทับขนาดใหญ่ กั้นกลางหรือแยกวิหารออกเป็นสองส่วน พระพุทธรูปนี้เป็นงานศิลปะปูนปั้นแล้วปิดทอง ประทับด้วยปางห้ามญาติ พร้อมด้วยพระอัครสาวกเป็นปูนปั้นยืนขนาบด้านซ้ายและด้านขวา คือ พระโมกคัลลายนะ และพระสาลีบุตร ตามลำดับ และมีจารึกด้วยอักขระไว้ว่า “พระพุทธรูปองค์นี้ปางห้ามพยาธิครั้งเกิดไข้ห่าในเมืองไพศาล”

ที่ตั้งของรูปปั้นพุทธประวัติตอน “มหาภิเนษกรมณ์  (หรือ ที่เรียกเป็นชื่อของวิหารพระทรงม้า )นั้น มักเป็นจุดที่ผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจนัก  เนื่องจากตั้งอยู่ที่แท่นผนังด้านข้างซ้ายและขวาของผนังบันไดทางขึ้น และด้านหน้าพระมหาภิเนษกรมณ์นั้นมีพญานาคราชอยู่คู่หนึ่งทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เกือบจะปิดทางเข้าออก ชื่อ ท้าวทตตรฐมหานาคราช และเมื่อเดินเข้าไปด้านในที่ท้ายรูปปูนปั้นมหาภิเนษกรมณ์มีพระพทุธรูปปางประทับยืนทั้งสองด้าน จัดไว้ให้ผู้คนได้เข้าไปกราบไหว้สักการะบูชา

 

(รูปปูนปั้นต่างๆ ด้านซ้ายมือ เมื่อเดินขึ้นบันได)

 

(รูปปูนปั้นด้านขวามือ เมือเดินขึ้นบันได)

 

ที่ตรงกลางวิหารมีบันไดทอดยาวขึ้นไปสู่ฐานชั้นบนของพระมหาธาตุเจดีย์ จำนวน ๒๒ ขั้น เพื่อไปประกอบพิธีกรรมและการเดินเวียนประทักษิณ ด้านหน้าแรกสุดเป็นรูปปูนปั้นของยักษ์คู่ ชื่อ ท้าวกุเวฬุราช และ ท้าวทศรถ เหนือแท่นบนสูงขึ้นไปเกือบถึงเพดานเป็นรูปปูนปั้นครุฑคู่ ชื่อ ท้าววิรุฬปักษ์ และ ท้าววิรุฬหก และขนาบบันไดทั้งสองข้างขึ้นไปมีรูปปูนปั้นเป็นตัวสัตว์ในหิมพานต์ ได้แก่ สิงห์ ราชสีห์ และ หมี อย่างละจำนวน ๑ คู่ซ้ายขวา ไล่เรียงขนาดกันขึ้นไปตามความสูงของบันได สัตว์ทุกตัวต่างแสดงอาการขู่คำรามอย่างน่าเกรงขาม โดยงานปูนปั้นเหล่านี้มีตำนานกล่าวว่า“เจ้ากาภาษาผูกภาพยนต์ ด้วยเวทมนต์คาถาเป็นยักษ์ ครุฑ นาค สิงห์ โค ม้า และช้าง”  ***ซึ่งเหล่าภาพยนต์นี้ถูกจัดสร้างไว้ให้เป็นผู้ปกปักรักษาพระบรมธาตุเจดีย์  เช่นเดียวกันกับท้าวจตุคามและท้าวรามเทพ ****

 

เหนือขึ้นไปเป็นผนังทางด้านซ้ายมือเป็นรูปพระพุทธบาทจำลองขนาดใหญ่ ซึ่งจัดวางอยู่ในแนวตั้ง (ส่วนใหญ่พระพุทธบาทจำลองในประเทศไทยจะถูกจัดสร้างในแนวระนาบ หรือแนวนอน เหมือนกับที่รอยเท้าคนเดินบนพื้นโลก) พระพุทธบาทจำลองนี้ตั้งอยู่บนฐานรองกลีบบัวตามแนวยาวของพระบาท ในรอยพระพุทธบาทจำลองนั้นมีตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ จำนวนมาก ซึ่งภายในมีการแกะสลักดุนนูนเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปสัตว์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แต่ยังไม่มีผู้ใดแปลความออกมาว่ามีความหมายอย่างไรบ้าง หรือแสดงเจตนาใดในการจัดสร้างพระพุทธบาทจำลองนี้

 

เหนือขึ้นไปเป็นรูปศิลปะปูนปั้นปิดทอง ซึ่งผู้คนรู้จักกันดีเพราะมีชื่อเสียงมาก ได้จัดวางอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา คือ ด้านซ้ายมือเป็น ท้าวจตุคาม และด้านขวามือเป็น ท้าวรามเทพ ซึ่งเป็นเทพผู้อภิบาลพระมหาเจดีย์ ทั้งสองเทพนั่งคุกเข่าซ้ายหันหน้าออกมาเหมือนกันทั้งคู่

 

(ท้าวจตุคาม)

(ท้าวรามเทพ)

 

ด้านบนสุดของวิหาร ซึ่งจัดไว้เป็นประตูสำหรับเปิดเข้าไปสู่พระมหาธาตุเจดีย์ มีรูปสลักนูนลอยทำด้วยไม้ทั้งบาน ประตูทั้ง ๒ บาน ประตูด้านซ้ายมือเป็นรูปพระพรหม (ข้อสังเกตคือ เป็นเทพที่มีหน้าสี่ด้าน) และประตูด้านขวาเป็นรูปพระนารายณ์ หรือพระวิษณุ(พระอิศวร) เทพผู้คุ้มครองโลก ตามความเชื่อของศานาพราหมณ์-ฮินดู (ข้อสังเกตคือเป็นเทพที่มีสี่กร แต่ละกรทรงถือสังข์ จักร ตรี คทา มีมงกุฎและอาภรณ์เป็นสีเหลือง)

 

(พระพรหม)

(พระนารายณ์)

ในวิหารแห่งนี้ยังมี รูปปูนปั้นของพระทรงเมืองอยู่ทางด้านผนังด้านขวามือ ถัดมาจากรูปปั้นท้าวรามเทพ คตินิยมในการสร้างพระพรหม และพระนารายณ์นี้ บ้างก็เชื่อตามคติของแบบศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีการสร้างเป็นพระหลักประจำเมือง ให้เป็นเทพที่คอยปกปักรักษาบ้านเมือง จึงเรียกว่า  พระทรงเมือง และ พระเสื้อเมือง  

การสลักประตูเป็นรูปพระนารายณ์และพระพรหมนี้จัดสร้างขึ้นด้วยไม้กระดานแผ่นเดียว (ไม่มีรอยต่อ) บ้างก็บอกว่าประตูนี้ได้จัดสร้างขึ้นใหม่ แทนของเดิมที่ถูกไฟไหม้ไป  แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า แต่เดิมบานประตูสองบานนี้สร้างเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

 

องค์ประกอบอื่นๆ ในพระวิหารพระทรงม้า มีดังนี้ ประตูทางเข้าและออก (รวมทั้งด้านตรงกันข้าม) ทำด้วยไม้ทาสีแดงลงรักปิดทอง เช่นเดียวกับเพดาน เป็นพื้นไม้ทาสีแดง แกะสลักด้วยไม้ลงรักปิดทอง  ติดโคมไฟระย้าระบุว่า ติดตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕  เสาหลักของวิหารเป็นเสาทรงหกเหลี่ยมทาด้วยสีแดงชาด ลงรักปิดทองด้วยลายไทย และด้านข้างถัดจากพระสารีบุตรและพระโมคัลลานะ มีพระพุทธรูปประทับยืนข้างละ ๒ องค์ชนาดเล็กและขนาดใหญ่ลดหลั่นลงมา

 

 

(ภาพผนังและเพดานของวิหารพระทรงม้า)

(ประตูทางเข้าออกทั้งด้านว้ายและด้านขวา)

 

ตำนานวิหารพระทรงม้า

เล่ากันว่า วิหารพระทรงม้ามีเศรษฐีชาวลังกาสองคนเป็นผู้สร้างขึ้น ชื่อ พลิติ กับ พลิมุ่ย  ซึ่งได้รับพระราชโองการจากพระเจ้ากรุงลังกาให้มาช่วยสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ที่เมืองนคร แต่การเดินทางล่าช้ากว่าจะมาถึงเมืองนคร การสร้างพระบรมธาตุได้แล้วเสร็จไปก่อนแล้ว แต่ด้วยแรงศรัทธาที่ยังมีต่อองค์พระบรมธาตุที่ยังมีอยู่จึงได้สร้างวิหารเชื่อมต่อองค์พระบรมธาตุขึ้นมาแทน  ในขณะเดียวกันที่บุตรชายของเศรษฐีชื่อว่า มด และ หมู มีการทะเลาะวิวาทกันเรื่อง ชนไก่  จึงฆ่ากันตายเองทั้งสองคน เศรษฐีจึงเศร้าโศรกเสียใจมาก เมื่อเผาศพลูกชายเสร็จแล้วจึงได้นำเอาเถ้าอัฐิมาตำคลุกเคล้ากับปูนนั้นด้วย แล้วปั้นเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะ พระนางพิมพา พระราหุล พระฉันนะ ม้ากัณฐกะ เทวดา และพรหม  เป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์และปั้นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่ประทับอยู่ตรงข้ามบันไดขึ้นลงนั้นเอง (ปรีชา นุ่นสุข, ๕๕ – ๕๖)

 

 

ความเห็นของผู้เขียน

ตำนานวิหารมหาภิเนษกรมณ์จะเป็นจริงตามตำนานหรือไม่อย่างไร ไม่มีใครอาจทราบได้ แต่คตินิยมและโลกทรรศน์ในตำนานได้สะท้อนความจริงหลายประการ ได้แก่

ข้อ ๑ เมืองนครศรีธรรมราชได้รับเอาศาสนาพุทธจากศรีลังกามาแต่ก่อนเก่านั้นมีอยู่จริง ซึ่งในเวลาต่อมาเมืองสุโขทัย  (โดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์) ก็ได้มานำเอาบรมครูจากเมืองนครศรีธรรมราชนี้ไปเผยแพร่ต่อไป ก่อนจะเกิดการแตกเป็นทางสองแพร่งในเรื่องการเผยแผ่และนำเข้าศาสนาพุทธจากพม่าในภายหลัง หลักฐานนี้ปรากฏในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑

ข้อ ๒ การที่ชาวนครศรีธรรมราชสร้างวิหารพระทรงม้าขึ้นมาเพื่อเป็นการสะท้อนโลกทัศน์ของชาวเมืองนครที่มีต่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วยังให้แก่อนุชนได้พบเห็นและได้ตระหนักถึงเจตนาของความสำคัญเบื้องแรกในการสร้างวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนี้  

ข้อ ๓ ศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาและการสานต่อมาถึงอนุชนรุ่นหลังด้วยวิธีการสร้างเป็นอนุสรณ์สถานยังความวัฒนาถาวรยืนยาวมาถึงปัจจุบันนี้ได้ เกิดขึ้นได้ด้วยสติปัญญาของบรรพชน ส่วนศรัทธาและความเชื่อที่แปรเปลี่ยนไปก็อาจจะมีบ้างตามแต่สาระความและความประสงค์ที่จะมีผู้แต่งเติมเข้าไป

ข้อ ๔ การแข่งขันกีฬาและเรื่องการพนันขันต่อ เคยมีมาแต่อดีตกาล มนุษย์ได้เรียนรู้ถึงคุณและโทษของการพนัน ถึงอย่างไรก็ตามก็ไม่อาจเลิกได้

ข้อ ๕ การเดินทางไปมาหาสู่กันของชาวนครกับชาวกรุงลังกานั้นมีมาแต่ไหนแต่ไร การเดินทางด้วยเรือสำเภาและการต่อเรือยังคงเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ แต่มีให้เห็นได้น้อยลง

ข้อ ๖ การค้นคว้าศึกษาในเรื่องนี้ ผู้อ่านควรได้ศึกษาถึงเรื่องคณะสงฆ์ ๔ คณะที่มาจากกรุงลังกาที่เข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชและมีอิทธิพลต่อความศรัทธานับถือ ระบคิดของชาวนครศรีธรรมราชในเวลาต่อๆ มา และยังจะทำให้มีความเข้าใจในเรื่องวิหารพระทรงม้า ตลอดจนไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพระพุทธศาสนาของประเทศไทยดีอีกด้วย

ข้อ ๗ มีข้อสังเกตบางประการที่ควรตั้งเป็นคำถามและได้ค้นคว้าศึกษากันต่อไป ได้แก่

๗.๑ วิหารพระม้าเคยถูกเพลิงไหม้จริงหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่เคยปรากฏในตำนานหรือไม่เคยได้ยินชาวเมืองบอกเล่าถึงเรื่องนี้ ไปจนถึงกับจำต้องเปลี่ยนเทพทวารบาล (เป็นพระนารายณ์ และพระศิวะ ในปัจจุบัน) 

๗.๒ ชาติพันธุ์ (สายเลือด) ของชาวนครศรีธรรมราชมีความใกล้เคียงเพียงใดกับชาวศรีลังกา นอกจากเรื่องความใกล้ชิดในเรื่องการรับเอาพุทธศาสนา มาจากชาวลังกาโดยตรง บุคลิกหน้าตาของชาวนครบางกลุ่ม (ไม่นับเขื้อสายคนจีน) ต่างก็ล้วนมีผิวพรรณใกล้เคียงกับชาวลังกาส่วนหรือ หรือเป็นแต่เพียงมีสายเลือดชาวทะเลที่อาศัยอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรเท่านั้น จึงทำให้มีผิวพรรณใกล้เคียงกับชาวลังกา (รวมทั้งศาสนาพราหมณ์มาจากอินเดีย)

………………………….…

 

เชิงอรรถ

(*** ภาพยนต์ หมายถึง หุ่นต่างๆ ที่ได้ถูกเสกด้วยเวทมนตร์คาถาเพื่อในการใดการหนึ่งของผู้ใช้เวทมนตรานั้น เช่น กาภาพยนต์ คือ หุ่นกา ซึ่งต่อมาจึงเป็นที่มาของคำว่า หุ่นยนต์ ในปัจจุบัน และโปรดสังเกตการเขียนสะกดตัวการันต์ -ผู้เขียน)

(* พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นชื่อเดิมของพระมหาเจดีย์  อ่านเรื่องเกี่ยวกับชื่อพระมหาธาตุ – คลิกที่ชื่อเรื่อง  ทวงคืนยศนามให้ วัดพระบรมธาตุ..ข้อเรียกร้องคุณค่าทางจิตใจของชาวนคร ต่อ ครม.สัญจร )

(** วิหารเขียน ผู้สร้างคือ หลวงวีรวงศ์ ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองนคร วิหารเขียนสร้างขึ้นใน พ.ศ.๑๙๑๙ ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมมีภาพเขียนลายเส้นตามผนังของวิหาร ชาวนครจึงเรียกชื่อวิหารตามลักษณะสำคัญของสถานที่แห่งนั้น วิหารเขียนเป็นสถานที่เก็บรวบรวมวัตถุของมีค่าซึ่งผู้คนนำมาถวายทำบุญร่วมกับการสร้างบูรณะพระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการร่วมทำบุญกับพระทันตธาตุ ด้านในวิหารพระเขียนมีพระพุทธรูปสององค์ ซึ่งเจ้าพระยานคร (พัด) สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อยกทัพไปตีเมืองไทรยุรีชนะกลับมา และในปี พ.ศ.๒๔๘๐ กรมศิลปากรได้รับรองพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ชือว่า “ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑ์”)

**** ท้าวจตุคาม เดิมคือชื่อ ท้าวขัตตคาม ต่อมาเขียนเพี้ยนเป็น ท้าวขัตตุคาม (เป็นหนึ่งในชื่อคณะนิกายสงฆ์ที่เป็นเทพรักษาพระบรมธาตุเจดีย์  คือ คณะลังกาเดิมหรือ (ลัง)กาดำ เป็นสำนักสงฆ์กลุ่มใหญ่กว่าอีก ๓ กลุ่มที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาก่อนคณะสงฆ์ใดๆ ในเมืองนครศรีธรรมราชนี้) แต่เมื่อชื่อเดิมชาวนครเรียกยากจึงกร่อนคำมาเป็น จัตุคาม ตามที่นิยมเรียกในปัจจุบัน

(มหาภิเนษกรมณ์ ใช้เรียกเฉพาะการเสด็จออกผนวชของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ส่วนการบวชของพระสาวกใช้ว่า “ ออกบวช”)

...........................

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง (คลิกที่ชื่อเรื่อง)

วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก..ใครจะได้อะไร?  

มรดกโลก..มรดกทางวัฒนธรรมเมืองนคร ประเพณี ๑๒ เดือน (ตอนที่ ๑)

มรดกโลก..มรดกวัฒนธรรมเมืองนคร ประเพณี ๑๒ เดือน (ตอนที่ ๒)

"ขุนพังพะการ"...ตำนานวีรบุรุษผู้กอบกู้เมืองนครศรีธรรมราช

 

หนังสืออ้างอิง

ปรีชา นุ่นสุข, (เรื่อง “ว่าด้วยวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช (แบน ฤทธิโชติ), กรุงสยามการพิมพ์, ๒๕๒๙

ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์,  เมืองนครศรีธรรมราช มหานคร, สำนักพิมพ์ดวงกมล พับลิงชิ่ง, กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
sunsmile วันที่ : 06/12/2012 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ภายในวิหารพระทรงม้า งดงามน่าศรัทธามาก
ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีดีมาบันทึกไว้ให้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 05/12/2012 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ข่าวว่าทองบนยอดพระธาตุ ลอก ออกจริงไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
พิทักษ์ วันที่ : 21/11/2012 เวลา : 11.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jaopad

ได้เข้าไปไหว้เมื่องานเดือนสิบที่ผ่านมา อ่านเรื่องนี้ผมนึกถึงลุงแก่ๆคนหนึ่งสมัยเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว ลุงจะนั่งอยู่ที่ชั้นล่างบันไดทางขึ้นตรงที่ปัจจุบันมักมีพระมานั่งประจำอยู่

ใครเข้าไปไหว้ลุงก็จะเล่าประวัติตำนานต่างๆให้ฟังซึ่งได้ฟังแล้วตอนนั้นผมจะชอบมาก เพราะจะเป็นเรื่องเหมือนนิยาย อย่างสระน้ำที่อยู่ภายในองค์พระบรมธาตุมีเรือลอยอยู่กลางสระมีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายในเรือ ยังมีตำนานของผู้เฝ้ารักษาองค์พระบรมธาตุด้วย มาวันนี้คุณลุงคนนั้นคงจากไปนานแล้ว ตำนานก็คงจะเลือนการบอกเล่าไปกับกาลเวลา

เรื่องไฟไหม้ผมเคยได้อ่านสารนครศรีธรรมราชสมัยเมื่อ40ปีที่แล้วจำได้ว่าเคยมีการเขียนถึงเรื่องไฟไหม้ไว้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chailasalle วันที่ : 20/11/2012 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ช่วงจตุคามฮิตๆๆ นี่ แน่น ขนัดเชียวครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Chaoying วันที่ : 20/11/2012 เวลา : 06.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ภาพแรก..คือ จุดที่ถ่ายพระธาตุได้เห็นทั้งองค์...ถ่ายทีไรก็สวยงามทุกครั้ง
..อาณาจักรนครศรีธรรมราชอันยิ่งใหญ่ในอดีต..เชื่อนะว่า..คนใต้อาจมีบางคนที่มาจากแขกลังกา..เพราะบางคนดูละม้ายคล้ายแขกจากอินเดียจริงๆ ( โดยเฉพาะคนที่บ้านแถมชอบเพลงอินเดียอีกต่างหาก)
...เรื่องนี้ ทำให้รู้ว่า..การชนไก่..มีมานาน และไก่ชนก็เกิดมาเพื่อชนจริงๆ
..วิหารพระทรงม้า...ชอบพญานาคหรืองูใหญ่..ปูนปั้นไม่เหมือนที่ไหน..
..สีสันสดใสสวยงามแรงจัดจ้าน เหมือนเครื่องแต่งกายมโนราห์...
..หมอ..รู้ไหมคะว่า..ทำไมบันไดขึ้นพระธาตุ..ถึงมี 22 ขั้น..
ขอบคุณมากนะคะ..รวย ใจดี.. แก่ นครศรีฯ ที่แวะไปกินข้าวซอย..อย่าลืมติดตามไปเที่ยวไร่ "สิงห์ปาร์ค" เอ็นทรีหน้านะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

เคยเข้าไปไหว้ในวิหารพระทรงม้า เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ได้เห็นสิ่งต่างๆ เหมือนกับที่คุณหมอถ่ายภาพมา แต่ไม่รู้ประวัติของสิ่งต่างๆ ที่เห็นเลย ตอนนี้ได้รู้ประวัติแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ไปกราบไหว้อีกเลย ถ้าไปต้องพิมพ์entryนี้ไปด้วยครับ - ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่เปี่ยมไปด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์มากๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
driftworm วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่ะ จะพยายามตาสว่างเร็ว ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
กำหนัน วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ คุณหมอ งานเขียนชิ้นนี้ยอดครับ จากเจ้าของรางวัลบล็อกอวอด เม้นท์ไม่ถูกครับ มองคุณหมอแล้วเม้นท์ไม่ถูกจริงๆครับ สมกับคำว่าการเขียนบล็อกเป็นศิลปอย่างหนึ่งจริงๆครับ (หลังไมค์หน่อยครับ) คนจิตอ่อนไหวมรอะไรอยากรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
SW19 วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

แหม ถ้าได้อ่านก่อนหน้านี้ คงได้อรรถรสเพิ่มขณะเยี่ยมเยือน
ความเห็นของผู้เขียนในตอนท้าย เรื่องพุทธศาสนาจากศรีลังกา น่าจะเป็นทางเดียวกับที่พุทธศาสนาหยั่งรากถาวรอยู่ที่ศรีลังกาจนเดี๋ยวนี้

(ป.ล.ขอส่งความระลึกถึงความเห็นที่ ๗ ท่านตามัวอย่างเดียว ไม่มีหน้ามืดไม่น่าจะกระไร .. )

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 20.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มาเดินเร็ว ๆ ครบเที่ยวหนึ่ง
เดี๋ยวค่อยมาเดินทอดน่อง ตั้งแต่เย็นมา ตามัว ๆ
.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ดงละดอน วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 15.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

ขอบคุณครับคุณหมอ
สำหรับเรื่องราวดีๆ

ความคิดเห็นที่ 5 ลูกแมวหน้าโรงหนังลุง , NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ชาติพันธุ์ (สายเลือด) ลองใช้ DNA เทียบเคียง น่าจะได้คำตอบไม่มากก็น้อยครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
NN1234 วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คุณลูกแมวฯ

ไปอ่านแล้วครับ ได้แนวคิดใหม่ เก็บไว้เป็นวัตถุดิบต่อไป
ขอบคุณมากครับ
-----------------------------------------------------------
คุณยามเสาร์

ทุกคนที่เคยมากราบไหว้จะรู้สึกเป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ
------------------------------------------------------------
คุณ Ae'

เป็น destination สำคัญเมื่อมาเมืองนคร ย่อมพลาดไม่ได้ แม้จะไม่มีทัวร์พามาก็ตาม

ขอบคุณที่แนะนำเรื่องภาพครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Ae^ วันที่ : 19/11/2012 เวลา : 11.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ภาพมืดไปนิดนึงค่ะ ถ้ามีโอกาสไปนครสรีธรรมราชจะแวะไปชมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามเสาร์ วันที่ : 18/11/2012 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

จำได้ลางๆ ว่าตอนติดตามพระอาจารย์มานมัสการพระบรมธาตุ
ได้เข้ามา..วิหารพระทรงม้า ...นี้ด้วย ย่างเข้าผ่านประตูวิหารก็ขนลุกซู่เลย
พระอาจารย์ได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังตลอดทุกที่ที่เดินผ่านและหยุดชม
ไม่ได้มานครศรีฯ นานแล้วจริงๆ...

ความคิดเห็นที่ 1 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกแมวหน้าโรงหนังลุง วันที่ : 18/11/2012 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sri

ลองอ่านเรื่องราวมโห์รานี้ ประกอบนะครับ.

http://www.oknation.net/blog/sriudom/2010/12/07/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน