*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2444373
  • จำนวนผู้โหวต : 807
  • ส่ง msg :
  • โหวต 807 คน
<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน 2556
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 33144 , 19:32:36 น.  
หมวด : นักเรียน/นักศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน Dollaya , พิทักษ์ และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

(ห้องเรียนที่ผู้เขียนสอนอยู่)

 

มีเรื่องเล่าคร่าวๆ ว่า อาจารย์ระดับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของไทย เดินทางไปพบปะกับอาจารย์ระดับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS ; National University of Singapore) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดแซงหน้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไปในเรื่องกระบวนการเรียนการสอน โดยเฉพาะ NUS ได้รับจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของเอเชียและอันดับ 8 ของโลก

 

เรื่องที่ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยลำดับต้นๆ ของทั้ง 2 ประเทศพูดถึงก็คือ   NUS  ได้มีการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนของนักศึกษาและอาจารย์ ซึ่งแต่เดิม NUS ก็ใช่วิธีการเล็คเชอร์เหมือนที่อื่นๆ (มหาวิทยาลัยเมืองไทย) ให้กลายมาเป็น  Problem-based Learning (การใช้ปัญหาเป็นฐานในการเรียนรู้ หรือ PBL) และทางฝ่ายผู้บริหาร NUS ก็ตอกย้ำว่า "ความรู้จากเล็คเชอร์นั้น นักศึกษาเรียนจบแล้วเอาไปใช้ได้แค่ 3 ปีถึง 5 ปี ความรู้นั้นก็ล้าสมัยแล้ว” เพราะมันคงทำให้ความรู้นั้น “ตาย” อย่างไม่เกิดประโยชน์ ซ้ำยังไม่เพิ่มทักษะการศึกษาค้นคว้าให้แก่บัณฑิตเมื่อเรียนจบกลับออกไปทำงาน

อาจารย์ฝ่ายไทยอาจจะถึงกับอึ้ง (หรือเปล่าก็ไม่รู้?) ที่เรื่องบางเรื่องเพียงแค่พลิกวิธีคิดก็ทำให้มองเห็นแสงสว่างอยู่รำไรๆ เหลือเพียงแค่ลงมือทำเท่านั้น “เขาไม่ได้เปลี่ยนหลักสูตร แต่เปลี่ยนวิธีการสอน ...เช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัยขั้นนำของโลก …. สิ่งที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่ใช่หลักสูตร ไม่ใช่ตึกเรียนทันสมัย แต่คือวิธีการสอน” 

เรื่องที่เล่าก็มีเพียงเท่านี้ แต่ก็ถูกนำมาเล่าขยายกันต่อในหน้าเฟสบุ๊คส่วนตัวของอาจารย์ท่านนั้น และผู้เขียน (จขบ.) ก็มีส่วนร่วมสนทนาแบ่งปันผ่านพื้นที่สาธารณะนั้นด้วย

  

 

 

PBL หรือ Problem-based Learning คือ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ การเรียนรู้ที่ใช้ลักษณะการตั้งปัญหาเป็นประเด็นนำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะค้นคว้าหาความรู้มาเพื่อขบคิดแก้ไขปัญหา หรือเรียนรู้จากปัญหาอาจเป็นสถานการณ์จริง ได้ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลในหลายระดับการศึกษา เป็นรูปแบบการเรียนอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีมของผู้เรียน โดยผู้สอนมีส่วนร่วมน้อยแต่ก็ท้าทายผู้สอนมากที่สุด

 

PBL ไม่ใช่วิธีการสอนต่อไปนี้ ได้แก่ สอนเนื้อหาไปบางส่วนก่อน  หลังจากจากนั้นก็ทดลองให้นักเรียนแก้ปัญหาเป็นกลุ่มย่อย  ซึ่งเป็นวิธีสอนแบบแก้ปัญหา แต่เป็นการสอนแบบแก้ปัญหา (Problem solving method)  หรือผู้สอนว่าไปตามทฤษฎี เนื้อหาที่สอนแล้วก็ยกกรณีศึกษาขึ้นมาให้นักเรียนถกกัน ก็ไม่ใช่วิธีการสอนแบบ PBL หากแต่ PBL นั้นผู้สอนต้องนำปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์วิชาของผู้เรียนโดยตรงต้องมาก่อน  แล้วใช้ปัญหาหรือกรณีศึกษานั้นเป็นโจทย์กระตุ้นเพื่อให้ผู้เรียนไปค้นคว้าหาความรู้ ความเข้าใจด้วยตนเอง เพื่อจะได้ค้นพบคำตอบของปัญหาดังกล่าว   โดยกระบวนการหาความรู้ด้วยตนเองนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem solving skill) ระหว่างการเรียนผู้สอนอาจจะแนะแนวทางการค้นหาคำตอบหากเห็นว่าจะไม่อยู่ในศาสตร์วิชาที่สอนนั้นได้

 

การสอนแบบ  PBL  นักศึกษาไทยเราไม่ค่อยคุ้นเคยกันนัก เพราะเราชินกับการสอนแบบ “เล็คเชอร์” หรือการบรรยายมามากกว่า เนื่องจากเรามักจะขาดแคลนตำรับตำราอยู่มาก มีปัญหาด้านการเข้าถึงสื่อการเรียนอยู่ในวงจำกัด

 

PBL ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกหลายแห่งก็ใช้การเรียนการสอนแบบ PBL  จนเป็นที่ยืนยันกันว่า PBL เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเรียนการสอนที่ได้ผลสูง เพราะผลที่ได้จากการสอนให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยวิธี PBL จะทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่ตกยุค หรือพัฒนาตนเองตลอดเวลา และไม่เชื่อว่าความรู้นั้นจะหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นั้น

ซึ่งแตกต่างจากการสอนแบบเล็คเชอร์ที่ครูจะมาป้อนความรู้ให้ รวมทั้งถูกสอนให้เชื่อตามทฤษฎีในเรื่องหรือศาสตร์นั้นๆ 

 

  

(ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาวัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช)

 

PBL คล้ายๆ กับการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ไทยที่ใช้กัน หลังจากที่นักศึกษาได้เรียนทฤษฎีพื้นฐานในเรื่องร่างกายมนุษย์ในช่วงปีแรกๆ ของหลักสูตรแล้ว เมื่อต้องเข้าไปศึกษากับตัวคนไข้จริงๆ และการสอนในระดับคลินิก นักศึกษาก็จะได้พบกับปัญหาโรคต่างๆ ของคนไข้ ครูแพทย์ทั้งหลายก็มักจะนำข้อปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ขึ้นมา แล้วนักศึกษาก็ต้องไปค้นคว้าหาความรู้จากที่เคยศึกษาในช่วงปีแรกๆ นั้น หรือค้นคว้าจากแหล่งความรู้ที่มีอยู่รอบตัว ด้วยเหตุนี้เองแพทย์ (บางคน) จึงมีคติว่า “เรียนไปจนตัวแพทย์เองตาย มิใช่หยุดเพียงแค่คนไข้ตาย” ซึ่งเป็นผลจากความคุ้นเคยในการศึกษาแบบ PBL  นั่นเอง

PBL ยังใช้ได้ในหลายๆ ศาสตร์วิชา เช่น ปัญหาที่คลาสสิกที่สุด คือเรื่องการปกปิดบัญชีจนทำให้ บริษัท Enron ต้องล้มละลาย ก็ใช้ได้ทั้งวิชาการเงินบัญชีการบริหาร  อาจจะสรุปได้ว่า PBL เป็นการเรียนการสอนที่ใกล้ตัวคนเราและคุ้นเคยมากที่สุดก็ว่าได้ เพียงแต่เราอาจจะไม่เข้าใจวิธีการนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่จะให้เกิดสัมฤทธิ์ผล เพราะหากครูผู้สอนไม่เข้าใจกระบวนการ PBL และไม่รู้จักวิธีการดึงประเด็นหรือบูรณาการให้เข้ากับเนื้อหาวิชา เรื่อง PBL  จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายครูผู้สอนอีกด้วย

ในบางครั้งจะต้องจัดให้นักศึกษามาโต้เถียงกันด้วยเหตุผล (discussion)  และทำเป็นกลุ่มๆ กันในห้องเรียนโดยมีครูผู้สอนคอยกำกับดูแลให้ถกเถียงอยู่แต่ในประเด็น เรื่องใดที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ก็จะถูกค้นคว้าต่อยอดออกไปโดยระหว่างครูผู้สอน หรือนักศึกษาด้วยกันเอง

 

เมื่อลักษระการสอนแบบ PBL เป็นเช่นนี้ จึงเป็นวิธีการศึกษาแบบผู้ใหญ่ หรือ “adult learning approach”   เหมาะสำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เนื่องจากนักศึกษาต้องรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายไปศึกษาค้นคว้า  ต้องมีภูมิความรู้ระดับหนึ่ง หรือมีประสบการณ์และกล้าแสดงความคิดเห็น ลักษณะการเรียนการสอนแบบ PBL จึงดูเหมือนว่าคนไทยจะเริ่มคุ้นสายตาจากภาพยนตร์จากฮอลีวู้ด ซึ่งมีให้เห็นบ่อยๆ PBL อยู่ตรงกันข้ามกับการเรียนการสอนแบบเก่า เด็กฝรั่งจึงต่อยอดความรู้ออกนอกวิชาเรียนได้เก่ง เพราเกิดจากการกระตุ้นของครูในห้องเรียน ทำให้เด็กไปศึกษาค้นคว้ามาล่วงหน้า เพียงแต่ครูพูดถึงโจทย์ปัญหา นักศึกษาก็จะเข้าใจถึงแนวคิด หลักการพื้นฐานที่เป็นแก่นของเนื้อที่จะสอนทันที

 

(ภาพ นักเรียนกับการฝึกประสบการณ์การเลี้ยงปลาดุกบ่อ โดยครูที่เป็นตำรวจตระเวนชายแดน)

 

แต่ PBL สำหรับนักศึกษาไทยที่ยังใหม่หรือไม่คุ้นเคยกับวิธีการเรียนการสอนแบบนี้ อาจจะยังใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากเด็กไทยมีพื้นฐานการเรียนมาแบบสอนด้วยวิธีการบอกเสียมากกว่า แต่ก็อาจจะมีครูที่สอนเก่งๆ บางคนได้พยายามปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษามาบ้าง

สำหรับครูผู้สอนที่กลัวว่า PBL จะทำให้ได้ความรู้ไม่ตรงกับเนื้อหาวิชาตามหลักสูตร ผู้เขียนขอเสนอว่า หากต้องการนำวิธีการเรียนการสอนแบบ PBL มาใช้ควรได้ศึกษาและนำวิธีการสอนแบบ "The case Method" นั้นมาปรับใช้  เพราะจะเป็นกรอบหรือแนวทางในการทำให้การเรียนการสอนนั้นสัมฤทธิ์ผลได้ตามเป้าหมายมากขึ้น

แม้ว่า ข้อดีของ PBL จะมีอยู่มาก แต่ถ้าหากนำมาใช้กับระบบการศึกษาไทยก็อาจจะไม่ได้ผลอีกประการ เพราะอาจถูกปรับไปตามวิธีการเรียนและค่านิยมของเด็กไทยคือ มักใช้วิธีการอ่านจากเล็คเชอร์ที่วางขายอยู่ตามร้านถ่ายเอกสารหรือซีร๊อกซ์ต่อๆ กันมาจากเพื่อนแล้วท่องจำเข้าห้องสอบก็พอ

ด้วยสาเหตุนี้เอง จึงทำให้เด็กไทยไม่ฉลาด เพราะมีการเรียนที่ไม่ถูกต้อง วิทยาการความรู้ของเด็กไทยจึงสั้นกว่าอยู่เพียงแค่ “ห้องสอบ” เมื่อเดินพ้นห้องสอบออกไปก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนนั้นแล้ว การเรียนของเด็กไทยจึงผิดพลาดเพราะเราเน้นการเรียนเพื่อสอบเอาคะแนนมากกว่าที่จะเรียนเพื่อให้รู้ เข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

การศึกษาไทยจึงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งระบบ

เมื่อเขียนเล่ามาถึงตรงนี้ เชื่อว่า ผู้อ่านคงพอเข้าใจเรื่อง PBL และรู้ได้ถึงสาเหตุของความล้มเหลวของระบบการศึกษาของบ้านเรา

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเปิดประเด็น PBL เอาไว้ และค้นหาจุดอ่อนของ PBL หากนำมาปรับใช้ในการศึกษาไทย และเพื่อเตรียมหาจุดที่เหมาะสม

 

 

และมีคำถามว่า การนำข้อสอบปีเก่าๆ มาเฉลยร่วมกันหาคำตอบที่ถูกต้องนั้น เป็น PBL หรือไม่?

คำตอบคือ ดูเหมือนว่าคล้าย PBL  แต่ไม่ใช่….!!!  เพราะการเฉลยข้อสอบ (ร่วมกันกับนักศึกษา) ไม่ได้ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตามที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะการไปศึกษาค้นคว้าต่อจนเกิดทักษะต่อเนื่องไปจนเข้าสู่ช่วงของวัยทำงาน

 

ผู้เขียนจึงขอสรุปสั้นๆ ว่า PBL นั้น มีวิธีการที่ซับซ้อนกว่าการเฉลยข้อสอบร่วมกัน  โดยต้องไม่ลืมว่า PBL จะทำให้ เกิดแรงบันดาลใจแก่นักศึกษาที่จะไปศึกษาค้นคว้ามาเพิ่มเติมต่อไปอีกไม่รู้จบ

PBL จะทำให้ “ครู” เป็น “Instructor”  โดยมีนักศึกษาเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง  ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “คนสอนหนังสือ" หรือ Teacher เท่านั้น... !!!

………………………………

 

หมายเหตุ

ภาพประกอบห้องเรียนนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาล ซึ่งผู้เขียนเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ โดยได้รับอนุญาตจากบุคคลในภาพ

เว็บไซต์แนะนำ

PLB ; http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21275726

The case Method ; http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/17538830

<iframe src="http://www.thailandblogawards.com/blogs/widget/1080" width="200" height="350" scrolling="no"></iframe>


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Dollaya วันที่ : 19/07/2016 เวลา : 11.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keystosuccess

ชอบมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

วันก่อนดูรายการ คนกล้าฝัน ทางไทยพีบีเอส ตอนของเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อเอ็ม ผู้หลงใหลการเต้นคัฟเวอร์บอยแบนด์เกาหลีตั้งแต่ยังเรียนอยู่จนตอนนี้จบมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังไปเต้น และไปประกวดอยู่เสมอ ชื่อกลุ่มเขาคือ MB มีแฟนคลับตามเชียร์ด้วยสิคะ (ล่าสุดก็เห็นไปออกรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ด้วย)
แต่อาชีพปัจจุบันของเขาคือเปิดร้านทำผม ตัด ซอย และทำสีผม โดยเขายังสนใจพัฒนาอาชีพอย่างจริงจังอยู่เสมอ เขาจะจัดเวลาที่ไม่ต้องไปซ้อมเต้นกับเพื่อนๆ ไปหาคอร์สเรียนเพื่อฝึกฝีมือด้วยวิธีอย่างใหม่ๆ ไปอยู่เรื่อยโดยไม่เห็นเบื่อ ....
จะเห็นได้เลยว่าอาชีพทำผมนี้เป็นอาชีพในฝันที่เขาตั้งใจทำให้เป็นจริง ...อาชีพที่เป็นผลพวงจากงานอดิเรกเต้นเลียนแบบนักร้องเกาหลีนั่นเอง ... อาจเพราะเขาต้องแก้ปัญหาเรื่องการแต่งหน้าทำผมด้วยตัวเองมานานปีนั่นละมัง ...

นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของกิจกรรมวัยเรียนที่ต่อยอดออกมาเป็นอาชีพที่เขารัก กิจกรรมแบบนี้ทำให้เด็กๆ เห็นทางของตัวด้วยการลงมือทำเอง แก้ปัญหาเอง และหาหนทางเรียนรู้เอง น่าจะเป็นการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-based Learning) ได้เหมือนกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 ni_gul , NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนไทยตัวเล็ก วันที่ : 09/06/2013 เวลา : 00.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ljfe
Jantana  

การเรียนแบบ PBL มีการสอนมานานแล้วค่ะ ไม่ได้จัดสอนทั้งหลักสูตร แต่สอนกันเป็นรายวิชา ทั้งในระดับมัธยมและอุดมศึกษา ในระดับอุดมศึกษาวิชาที่เป็นโครงงานวิจัยก่อนจบของนักศึกษาปริญญาตรีจะเป็นการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ชัดเจนที่สุด การเรียนการสอนแบบนี้ผู้สอนต้องคอยแนะนำ และเสนอความคิดเห็น สเมือนทำงานไปพร้อมลูกศิษย์ไปด้วย ทั้งเหนื่อยทั้งสนุกทั้งลูกศิษย์และอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 4 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูเศรษฐ วันที่ : 08/06/2013 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
Krusetth

ผมสอนโดยใช้. PBL ตั้งแต่ปี41 นศ.สามารถแยกแยะแก้ปัญหาทั้งในบ้านตัวเองและสังคมรอบข้าง

ความคิดเห็นที่ 3 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูเศรษฐ วันที่ : 08/06/2013 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
Krusetth

เมืองไทยเอาPBL. มาใช้ ไม่น้อยกว่า10 ปี แต่สำคัญอยู่ที่การเลือกโจทย์ปัญหาที่ไม่ได้ตรงกับปัญหาที่แท้จริง ครูอาจารย์คนแนะ ก็ไม่เก่งในการตีโจทย์ วิเคราะห์ นักศึกษาจึงยังคิดไม่เป็น

ความคิดเห็นที่ 2 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 08/06/2013 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นโจทย์ในการไขว่คว้าหาความรู้เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานั้น ๆ น่าจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจังและหลากหลาย เผลอ ๆ อาจจะทำให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ ในระหว่างที่ทำการศึกษา เห็นด้วยครับถ้านำมาปรับใช้ในระบบการเรียนการสอนในบ้านเรา

ความคิดเห็นที่ 1 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 08/06/2013 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

การสอนแบบPBL น่าสนใจมากๆ

น่าจะนำมาปรับใช้ได้อย่างดี แต่ที่แน่ๆคือครูต้องเข้าใจวิธีการด้วย

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากค่ะ

กระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาลัยน่าจะนำมาคิด

เห็นไปดูงานกันอยู่เรื่อยๆ กลับมาก็ไม่เห็นอะไรดีขึ้นเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน