*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2317839
  • จำนวนผู้โหวต : 800
  • ส่ง msg :
  • โหวต 800 คน
<< กุมภาพันธ์ 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 13335 , 23:23:41 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน สิงห์นอกระบบ , ni_gul และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

 

สถานการณ์กลุ่ม IS  เป็นกลุ่มก่อการร้ายซึ่งติดอาวุธ มีประกาศจัดตั้งเป็นรัฐอิสลาม (The Islam State)  ขึ้นในตะวันออกกลางนั้นกำลังเข้มข้นมากขึ้นในทุกขณะ  ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.) ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นข้อเสนอต่อสภาคองเกรสเพื่อขออำนาจใช้กำลังทหารต่อสู้กับกลุ่ม ISรวมถึงขออำนาจใช้กำลังภาคพื้นอย่างจำกัดด้วย (ข้อเสนอดังกล่าวจะมีอายุ 3 ปี และมีข้อจำกัดในการโจมตีภาคพื้นดิน โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยื่นขออนุมัติต่อสภาคองเกรสให้ใช้กำลังทางทหารนับตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้ดำเนินการมาแล้วช่วงทำสงครามอิรักในปี 2545)

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเชื่อว่าสถานการณ์การใช้ยุทธศาสตร์ทางทหารแบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” จะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้านี้ !!!

 

 

โดยก่อนหน้านี้.....  

  1. กลุ่ม IS ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอโชว์การเผาทั้งเป็นนักบินจอร์แดนอย่างเหี้ยมโหด ต่อมาทางการจอร์แดนได้สั่งประหารชีวิตนักโทษ 2 ราย เพื่อเป็นการแก้แค้นกลุ่มIS ที่เผาทั้งเป็นนักบินของตน เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2558  หนึ่งในนั้นเป็นนักโทษหญิงชาวอิรักที่กลุ่ม IS ต้องการแลกเปลี่ยนตัวประกัน  

ส่วนประเทศซีเรีย กลุ่ม IS ได้ยิงจรวดถล่มศูนย์ของรัฐบาลซีเรียในกรุงดามัสกัส  ทางการซีเรียจึงได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างดุเดือดในพื้นที่ของกลุ่ม IS ที่แถบชานกรุงดามัสกัส  ทำให้นักรบของกลุ่ม IS เสียชีวิตอย่างน้อย 70 ราย ปฏิบัติการครั้งนี้ภายใต้การสนับสนุนและชี้เป้าโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา

จุดที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทในการรักษาความสงบในภูมิภาคคะวันออกกลางอย่างค่อยเป็นค่อยไป!! ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้โจมตีทางอากาศกลุ่ม IS มาตั้งแต่ปีที่แล้ว (2557) เพียงแต่นับจากนี้ไปประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้รับอาณัติตามกฎหมายในการเปิดฉากโจมตีกลุ่ม IS  จากรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา

2.   ประธานาธิบดี โอบามา เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในอิรักคือน้ำมัน” มีผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ตีความว่า ตราบใดที่กลุ่ม IS  ไม่ตัดเส้นทางการส่งออกน้ำมัน ก็ย่อมไม่กระทบต่อผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐอเมริกา จึงไม่เป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาต้องกระตือรือร้นมากนักที่จะเข้าจัดการดูแลความสงบเรียบร้อยปกป้องผลประโยชน์อันสำคัญนั้น

ถัดจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีโอบามา ย้ำอีกครั้งว่า “กลุ่ม IS เป็นภัยคุกคามและจำต้องปราบปราม แต่ขณะนี้ได้วางเงื่อนไขใหม่ว่า ต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเสียก่อน เป็นเหตุผลว่าตอนนี้สหรัฐอเมริกายังทำอะไรไม่ได้มาก”  

ประธานาธิบดีโอบามาไม่สามารถใช้กองทัพเข้าปฏิบัติการได้เต็มที่ ถ้าหากรัฐสภาของสหรัฐอเมริกายังไม่ให้ความเห็นชอบโดยเฉพาะในเรื่องนี้

3. ก่อนหน้านั้น กลุ่ม IS ได้สังหาร นายฮารุนะ ยูกาวะ ตัวประกันชาวญี่ปุ่นคนแรก ต่อมาได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการตัดศีรษะนายเคนติ โกโตะ ตัวประกันชาวญี่ปุ่น  รัฐบาลญี่ปุ่นได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีและให้มีการตัดเส้นน้ำเลี้ยงที่ได้ส่งไปช่วยเหลือกลุ่ม IS ทุกกรณี และจะปกป้องธุรกิจของญี่ปุ่นในต่างแดนอย่างถึงที่สุด

 

 

4. กลุ่มก่อการร้าย IS เดิมเรียกว่า ISIL หรือ ISIS เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงอัลกออิดะห์ มี Abu Baker Al Baghdadi เป็นผู้นำในปัจจุบัน อันที่จริงชื่อกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักมานานแล้ว แต่ชื่อกลุ่ม ISIL เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 เป็นความร่วมมือของมุสลิมนิยมความสุดโต่งมีกันอยู่หลายกลุ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายเดียวกัน เชื่อกันว่า ISIL ในขณะนั้น  มีกองกำลังทั้งหมดราว 12,000 นาย

 


 (แผนที่แสดงพื้นที่ที่ถูกยึดครองโดยกลุ่ม IS)

เมื่ออิรักได้สิ้นสุดระบอบซัดดัมได้เกิดสุญญากาศทางการเมืองการปกครอง ไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ได้มีการแก่งแย่งชิงอำนาจกันจนแบ่งแยกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มมุสลิมนิกายซุนนี(เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด) กลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์ และกลุ่มเชื้อสายเคิร์ด(นับถือนิกายซุนนี)  กลุ่มมุสลิมนิกายซุนนีมีเป้าหมายต้องการปกครองตนเอง   

ความแตกแยกอย่างไร้เอกภาพดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่หลังจากประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ส่งกองทัพโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน โดยอ้างว่าระบอบซัดดัมได้ซุกซ่อนอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างอย่างรุนแรงและอาจส่งอาวุธให้ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์เพื่อใช้โจมตีสหรัฐอเมริกา  
ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช เชื่อว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัมแล้วเปลี่ยนอิรักเป็นประเทศประชาธิปไตยจะเป็นผลดีต่อประชาชนชาวอิรัก และปกป้องผลประโยชน์เรื่องน้ำมันให้แก่สหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย แต่ผลลัพธ์ก็ปรากฏอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

กลุ่มอัลกออิดะห์เป็นกลุ่มก่อการร้ายอย่างจริงจังหลังจากที่สิ้นสุดระบอบซัดดัม ด้วยเหตุผลต่อต้านการยึดครองประเทศจากกองทัพของสหรัฐอเมริกัน และขับไล่ทหารชาวอเมริกันออกจากประเทศอิรัก

(ISIS หรือ ISIL หรือ "The Islamic State in Iraq and al-Sham" แปลว่า "รัฐอิสลามในอิรักและอัล-ชาม (ซีเรีย)" แต่หากเรียก ISIL ย่อมาจาก "The Islamic State in Iraq and Levant" แปลว่า "รัฐอิสลามในอิรักและเลแวนท์"  เลแวนท์ หมายถึงการรวมดินแดนในเลแวนท์ ทั้งซีเรียแล้ว ยังรวมถึงเลบานอน อิสราเอล ปาเลสไตน์ จอร์แดน ไซปรัส และภาคใต้ของตุรกีไว้ด้วยกันซีเรียด้วย แต่ในภาษาอาหรับนิยมเรียกชื่อย่อว่า "ดาอิซ" (daesh)   ISIS เป็นกลุ่มติดอาวุธ ประกาศจัดตั้งรัฐที่ยังไม่มีใครรับรอง   มีเป้าหมายสูงสุดคือ การจัดตั้งรัฐอิสลาม(ปัจจุบันเรียกว่า IS หรือ The Islamic State นั่นเอง)

 

 

5. ไม่ว่ามุสลิมกระแสหลัก (มุสลิมทั่วไปทั้งซุนนี ชีอะห์) จะต่อต้านหรือคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ มีชาวมุสลิมจากหลายๆ ประเทศได้เข้าร่วมขบวนการ IS เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเด็กวัยรุ่นและชายหนุ่มวัยฉกรรจ์  ข้อมูลก่อนหน้านี้ประเมินว่า กลุ่ม IS มีกองกำลังราว 12,000 นาย ในจำนวนนี้ 3,000 นายเป็นคนสัญชาติตะวันตกที่ตั้งใจมาเข้าร่วม   ข้อมูลบางแหล่งประเมินว่า ปัจจุบันมีกองกำลังมากกว่า 50,000 นายแล้ว (บางแหล่งอ้างว่าเป็นแสนนาย)   Rami Abdel Rahman ผู้อำนวยการ Syrian Observatory for Human Rights ยืนยันว่ากองกำลัง IS ในซีเรียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียวสามารถระดมเพิ่มอีก 6,000 นาย “กรกฎาคมเป็นเดือนที่สามารถระดมเพิ่มมากที่สุด นับตั้งแต่กองกำลัง IS เริ่มปรากฏตัวในซีเรียเมื่อปี 2013” ในจำนวน 50,000 นายนี้ ราว 20,000 นายเป็นคนต่างชาติ   บางคนเป็นพวกที่ย้ายสังกัด เช่น ย้ายจากกลุ่ม Nusra Front จำนวนสมาชิกกลุ่ม IS จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าว น่าจะเป็นผลจากการประกาศสถาปนารัฐอิสลามเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2557

นาย เดวิด คาเมรอน (David Cameron) นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยให้อยู่ในขั้นร้ายแรง (severe) เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เตือนว่า “มีความเป็นไปได้สูง” (highly likely) ที่ผู้ก่อการร้ายจะปฏิบัติการก่อการร้าย และกำลังอยู่ระหว่างหารือเพื่อเพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย สาเหตุที่ประกาศก็เนื่องมาจากมีชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมกลุ่ม IS โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เป็นพวกนิยมความสุดโต่ง เชื่อว่ามีชาวอังกฤษกว่า 500 คนได้เดินไปอิรักกับซีเรีย และราวครึ่งหนึ่งได้เดินทางกลับอังกฤษแล้ว  ทำให้เชื่อกันว่าอาจจะเป็นอันตรายต่ออังกฤษ

 

วิวัฒนาการของกลุ่มก่อการร้าย IS ซึ่งเดิมเรียกว่า ISIL หรือ ISIS เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงอัลกออิดะห์   เป้าหมายคือการสถาปนารัฐอิสลามบนแผ่นดินอิรักกับซีเรีย โดยได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธและเงินเป็นท่อน้ำเลี้ยงจากต่างประเทศ ได้มีการขยายพื้นที่ยึดครองเมืองต่างๆ กว้างขวางมากขึ้น และมีกลุ่มมวลชนเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ส่วนประชาชนที่ไม่ยอมรับก็อพยพออกนอกตามแนวตะเข็บชายแดนของประเทศตนเอง

กลุ่ม IS มีการตรวจตราบ้านเรือนในเมืองที่กลุ่มได้เข้าไปยึดครองด้วยการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎที่กลุ่มตั้งขึ้นมาอย่างเคร่งครัดตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดและสุดโต่ง เช่น การเข้าตรวจในบ้านเรือนว่ามีการเก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ การแต่งกายและการปฏิบัติตัวของสตรีเพศ หรือการลงโทษอย่างสมัยเก่าเช่นการลงโทษตัดมือเมื่อกลุ่ม IS จับได้ว่ามีการลักขโมยโดยไม่ต้องขึ้นศาล  การลงโทษอย่างรุนแรงกับสตรีที่ถูกกล่าวหาว่ามีชู้ เป็นต้น

สภาพบ้านเมืองในพื้นที่ที่ถูกยึดครองไม่มีอาจรัฐและอำนาจกฎหมายไปบังคับใช้แก่ประชาชนได้นอกจากอำนาจของกลุ่ม IS นั่นเองในขณะที่อีกฝ่ายจับนักรบของอีกฝ่ายได้ก็มีการลงโทษอย่างสาสม เพื่อเป็นการแก้แค้นกันไปมา

ดังนั้น การจะปราบปรามกลุ่ม IS จึงนับวันจะเป็น “งานใหญ่และยาก” มากขึ้นทุกวัน และเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ

รัฐบาลชาติตะวันตก ต่างวิตกว่า ISIL อาจจะเลียนแบบหรือทำให้เหนือกว่าอัลกออิดะห์ และเปิดฉากโจมตีในต่างประเทศ แต่ความวิตกที่ใหญ่หลวงที่สุดก็คือ การกระจายกำลังยึดครองพื้นที่ในอิรัก และมีแนวโน้มที่นักรบต่างชาติจะเดินทางกลับไปบ้าน โดยพกเอาความภักดีต่อ ISIL และผู้นำคนใหม่ของรัฐอิสลามติดตัวไปด้วยและสร้างความวุ่นวายเกิดขึ้นในแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง

 

(กลุ่มเด็กหนุ่มวัยรุ่นถูกใส่"ชุดมูลใหม่"ลงในสมองเป็นที่เรียบร้อย บางคนถึงกับเอ่ยปากกล้ายอมตายเพื่อ IS หรือเป็นมือระเบิดพลีชีพ)

เราเชื่อว่า การปราบปรามและการสู้รบระหว่างประเทศพันธมิตรกับกลุ่ม IS จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่เร็วก็ช้า และหากเนิ่นนานออกไปก็จะเป็นงานที่ยากมากขึ้น เป็น “งานที่งอก” ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ สงครามย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียในทุกๆ ด้าน

หากแม้ว่าสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรจะเข้าปราบปรามกลุ่ม IS หรือส่งเครื่องบินรบร่วมกับจอร์แดน เปิดฉากถล่มกลุ่ม IS เพื่อเป็นการตอบโต้การสังหารนักบินจอร์แดนอย่างเหี้ยมโหดก็ตาม ก็เป็นภาวะจงใจจะทำให้เกิดlภาวะสงครามขยายวงกว้างมากขึ้น

ได้มีนักวิเคราะห์หลายคนมองว่ากลุ่ม IS  จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาอันใกล้นี้ได้ เพราะกลุ่ม ISIS ไม่แข็งแกร่งพอที่จะโค่นล้มรัฐบาลอิรักและซีเรียได้ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและการเผยแพร่แนวคิดอิสลามนิยมที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

ในขณะเดียวกัน เมื่อไม่กี่วันมานี้(12 ก.พ.2558) กลุ่มกบฏกลุ่มหนึ่งก็สามารถยึดอำนาจจากรัฐบาลเยเมนได้ ก็อาจเป็นแรงหนุนหรือเป็นแรงผลักให้เกิดปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่จะก่อให้เกิดเป็นรัฐอิสลาม (The Islamic State ) ในภูมิภาคตะวันออกกกลางเร็วขึ้นก็เป็นได้

 

6. ต่อเรื่องนี้ก็เป็นการเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ประเทศไทยเราควรจะยืนอยู่ฝ่ายไหน หรือควรจะสนับสนุนการเข้าสู่สภาวะสงคราม เนื่องจากเงื่อนไขยังอยู่ในวงจำกัดอยู่ในบริเวณพื้นที่บางส่วนของ 3 ประเทศในตะวันออกกลาง  เราเชื่อว่า ผู้นำของทางรัฐบาลไทยก็กำลังโฟกัสสายตาไปที่ภูมิภาคตะวันออกกลางและมีการประเมินสถานการณ์อยู่ทุกวัน

แม้ผู้นำทางศาสนาอิสลามในประเทศไทยก็ไม่ได้แสดงออกต่อการทำสงครามปราบปรามหรือสนับสนุนฝ่ายใด เนื่องจากชาวมุสลิมจะพยายามไม่แสดงออกสิ่งใดก็ตามที่ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตนนับถือยังไม่แสดงออกหรือ “นำทาง” ให้แก่พวกเขา

นอกเสียจากที่มีกลุ่มสหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติ (IUMS) ที่แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยและประณามการเผานักบินจอร์แดนทั้งเป็นอยู่ในกรงเหล็กว่า “ค้านกับหลักการอิสลามอย่างชัดเจน” และ “ยืนยันว่ากลุ่ม IS นั้นเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งซึ่งค้านหลักการอิสลามอีกทั้งนำความเสื่อมเสียต่อศาสนาที่บริสุทธิ์


การนิ่งดูสถานการณ์ในขณะนี้จะทำให้เราไม่เปลืองตัว และที่สำคัญประเทศเรายังมีพี่น้องมุสลิมอีกกว่า 5 ล้านคนที่กำลังเฝ้าจับตาดู อยู่ว่า "ใครจะล้ำเส้น" ต่อการกระทำต่อชาวมุสลิมอย่างทารุณโหดร้ายต่อพี่น้องของพวกเขา ระหว่าง "สหรัฐอเมริกาหรือ กลุ่ม IS"…?   

ในขณะนี้จึงเสมือนว่าคนไทยต้องเลือกข้างตามทัศนะและความเชื่อของตนเอง

เราได้ติดตามข้อมูลทัศนคติของคนไทยหลายแหล่ง โดยเฉพาะในโลกออนไลน์พบว่า คนไทยหลายต่อหลายคนรังเกียจประเทศสหรัฐอเมริกาที่เข้ามายุ่มย่ามในอนุภูมิภาคมากเกินไป ขณะที่บางคนแสดงความรังเกียจต่อชาวมุสลิมอย่างขาดความเข้าใจ บางคนโต้ตอบด่าทอกันไปมา  ยกเอาทั้งประสบการณ์ ทัศนะและอารมณ์ของตนเองมายืนยันความถูกต้องเหมาะสม 

บางคนก็โต้ตอบกลับไปอย่างรุนแรงอย่างสาดเสียเทเสีย !!! 

บ้างก็เชียร์การตอบโต้อย่างถึงพริกถึงขิงของกษัตริย์จอร์แดน จนเกินคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ร่วมโลก และไม่ต้องแสวงหาสันติภาพกันได้แล้ว 

ในสถานการณ์ขณะนี้เป็นการเร็วเกินไปที่ประเทศใดๆ ก็ตามที่จะประกาศสงครามกับ IS คนไทยกำลังรบกันเองผ่านพื้นที่ในสมรภูมิบนโลกออนไลน์ ในประเด็นความโหดร้ายรุนแรงของมุสลิมกลุ่มที่นิยมความสุดโต่ง หรือ IS และเมื่อเจอกับกลุ่มคนใจแคบในสังคมก็เลยอัดกันนัวเนีย

 

  

สงครามหรือการสู้รบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน !!  ด้วยปัจจัยและเงื่อนไขในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างก็เขม็งเกลียวกันมากขึ้น 

แม้ว่าเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ก็อาจจะมีจุดเชื่อมโยงที่นำเอามาเป็นข้ออ้างก่อความไม่สงบในประเทศไทยขึ้นมาได้

ดังนั้น การตัดสินใจที่ไม่รอบคอบและผลีผลามก็อาจกลายเป็นปัญหาแบบ “น้ำผึ้งหยดเดียว” ขึ้นมาได้

อาจกลายเป็นทั้งปัญหาในประเทศที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแก้  

 

เราขอแนะนำว่า ขอให้ติดตามสถานการณ์และข้อมูลอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด และหากเกิดการสู้รบจริงขึ้นมา จะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

................................................

 

หมายเหตุ    1. ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นเพียงบางส่วนที่คิดว่าพอจะทำให้เกิดความเข้าใจถึงปัญหาพื้นฐาน ที่มาและเป็นข้อมูลในการตืดตามสถานการณ์ตอ่ไป

2. ภาพประกอบจากคลิปวิดีโอ The Islamic State

3. ขอปิดการแสดงความคิดเห็น กดปุ่มโหวต (like) ได้เพียงอย่างเดียว

แนะนำอ่าน

http://www.ibtimes.com/isil-isis-islamic-state-daesh-whats-difference-1693495

http://www.deepsouthwatch.org/node/5899

http://www.chanchaivision.com/

http://www.publicpostonline.net/?p=876



เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น