*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2349629
  • จำนวนผู้โหวต : 803
  • ส่ง msg :
  • โหวต 803 คน
<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2558
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 4135 , 08:14:56 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน พิทักษ์ , wansuk และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

 

คนไทยกำลังมีความกังวลเรื่อง ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่ค่อนข้างแพง ซึ่งถือเป็นปัญหาและอุปสรรคของการเข้าถึงระบบสุขภาพอีกอย่างหนึ่งของบ้านเรา  ข่าวสารนี้ยิ่งเมื่อมีการโพสต์ข้อความลงในโลกออนไลน์ก็ยิ่งเป็นกระแสส่งข้อมูลต่อๆ กันมากขึ้น ก็เหมือนข้อเท็จจริงจะยิ่งถูกตีแผ่ออกมาเรื่อยๆ  จนกระทั่งโรงพยาบาลเอกชนเองก็ต่างพากันร่ำรวยขึนแบบเงียบๆ

วันนี้ผู้เขียน(จขบ.) จึงขอหยิบยกเรื่อง ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนแพงมาสนทนากัน   หากแต่สำหรับคนที่มีฐานะร่ำรวย หรือมีเจ้าภาพจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนให้  เช่น บริษัทประกัน ซึ่งก็คงไม่ต้องวิตกถึงประเด็นนี้ให้มากนัก

 


(ภาพตัวอย่างของค่ารักษาพยาบาลที่มีการโพสต์ลงในโลกออนไลน์)

 

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ก็เกิดจากคนในโลกสังคมออนไลน์ปลุกกระแสขึ้นอย่างต่อเนื่องกัน เช่นเดียวกันกับเรื่องที่มีคนโพสต์บิลค่าอาหารแพงจากร้านอาหารบางแห่ง  เรื่องพ่อค้าหลอกขายทุเรียนดิบ เป็นต้น

ประเด็นค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแพงเกินจริงอย่างอย่างไม่สมเหตุสมผลก็เช่นเดียวกัน  จนกระทั่งมีกลุ่มเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนแล้วถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยการเรียกเก็บเงินในราคาที่สูงมาก  บางรายเป็นหลักหมื่นหลักแสนบาท  จึงได้มีข้อเสนอว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราน่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางที่จะมาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที เพื่อควบคุมค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน และไม่ให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบมากจนเกินไป เวลาต่อมาเครือข่ายดังกล่าวก็มีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อสนับสนุนเรื่องนี้กว่า 33,000 รายชื่อ  แล้วเข้ายื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  แต่ก็เงียบหายไป 

จนกระทัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้   กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มมีความเคลื่อนไหว 

ซึ่งเราก็คงจะต้องรอดูและให้กำลังใจกันต่อไปว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงกันได้มากน้อยแค่ไหนในเรื่องค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแพงเกินจริงในวันนี้ ...?

 


 

ข้อกล่าวหาต่อธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่สาหัสสากรรจ์ในเรื่องนี้ คือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อคนไข้เข้ารับการรักษาและเมื่อมีบิลออกมาให้ไปจ่ายหรือจ่ายค่ารักษาไปแล้วนั้น ปรากฎว่ามีบางรายการที่แพงเกินไปในสายตาของผู้รับบริการ เช่น ค่ายา ค่าห้องพัก และค่าแล็บส่งตรวจเลือด-ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งถูกเฉลี่ยแล้วนำมารวมหรือคิดค่าต้นทุนแฝงอยู่ในรายการต่างๆ  เช่น ค่าใช้เครื่องมือแพทย์ที่มีราคาแพง ค่าบำรุงรักษาเครื่องมือ และรวมถึงค่าตัวแพทย์ในการรักษาพยาบาลนั้นด้วย

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักมีราคาที่ค่อนข้างแพง  ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบิลใบเสร็จฯ ที่ปรากฏในโลกออนไลน์แล้วมักถูกบวกเพิ่มหรือพอกไว้ในบางรายการ เนื่องจากบิลเรียกเก็บเงินนั้นไม่สามารถเขียนระบุตรงๆ ว่าเป็นค่าใช้จ่ายของเครื่องมือแพทย์(ที่มีราคาแพง) หรือค่าตัวหมอ ซึ่งอาจเป็นหมอที่เป็น “มือปืนรับจ้าง” มาจากที่อื่น  จึงเป็นการพอกลงในรายการ (Bill) อย่างไม่สมเหตุสมผล

หากโรงพยาบาลเอกชนไม่บวกเพิ่มค่าใช้จ่ายเหล่านั้น ก็อาจทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอยู่ไม่ได้ หรือดำเนินธุรกิจต่อไปไม่ได้  แต่...ปัจจัยสำคัญคือ ต้องมีคนป่วยที่มีฐานะเพียงพอที่พร้อมจ่ายเงินเข้ามารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน

นี่จึงเป็นเหตุให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยเราอยู่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังพยายามลดค่าใช้จ่ายจากการใช้บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ต่างๆ เท่าที่จำเป็นจริงๆ  

เช่น ใช้เจ้าหน้าที่ที่ฝึกให้ทำงานกับเครื่องมือแพทย์เหล่านั้นเป็น โดยไม่ได้ใช้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างถูกกฎหมาย เป็นต้น

เมื่อเข้าไปใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง บางเวลา เราอาจพบว่า มีแพทย์กับมีพยาบาลจริงๆ แค่คนหรือสองคน นอกจากนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแทบทั้งสิ้น

หรือถ้าหากผู้ป่วยต้องการให้โรงพยาบาลดูแลเป็นพิเศษก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม  บางทีก็คิดบวกเพิ่มจากราคาตัวยาหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

เหตุผลอย่างหนึ่งคือ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยไม่ได้สร้างแพทย์ขึ้นมาเอง แต่อาศัยลักษณะการ “ซื้อตัว” หรือใช้แพทย์หมุนเวียนจากโรงพยาบาลรัฐมาตรวจรักษาพยาบาลคนไข้  ซึ่งก็ย่อมส่งผลกระทบถึงการขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ

และข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงคือ โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่มีผลประกอบการที่มีกำไรทุกๆ ปี จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น มีกำไรคืนให้แก่เจ้าของเงิน ดังนั้น เมื่อลงทุนในเรื่อง ยา เครื่องมือแพทย์ เงินเดือนค่าตอบแทนบุคลากร ค่าก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล ห้องพักผู้ป่วย ฯลฯ ก็ย่อมต้องมีการคืนทุน  เพราะโรงพยาบาลเอกชนถือเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่ต้องแสวงหาความได้เปรียบจากการแข่งขัน (จากผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐ) และแสวงหากำไรสูงสุด

นโยบายของรัฐที่มุ่งหมายจะให้ประเทศเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค (Medical Hub) ก็มีนัยะแอบแฝงและย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขภาพของประชาชนภายในประเทศอีกด้วย

 


 

เมื่อผู้ป่วยพร้อมที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน อาจแสดงว่าเขาพร้อมที่จะรับภาระจ่ายเงิน (โดยไม่ต้องเกี่ยงงอน) แต่ในสถานการณ์จริงๆ แล้วกลับไม่เป็นนั้น แม้ว่าหมอจะแจ้งแผนการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่คนไข้/ญาติว่าจะเลือกวิธีการรักษาใดแล้วก็ตาม หรือแม้ว่าหมอจะแจ้งแผนการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งมีค่าใช้จ่ายเท่าไรให้แก่คนไข้/ญาติทราบแล้วก็ตาม

แม้ว่าผู้ป่วยพร้อมที่จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ แต่โรงพยาบาลเอกชนทุกๆ แห่งก็ไม่ควรจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลแพงจนเกินไป หรือใช้เครื่องมือแพทย์ หรือใช้ยาที่เกินความจำเป็น  แม้ผู้ป่วยบางรายจะใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลแบบที่มีเจ้าภาพ เช่นบริษัทประกันออกเงินให้ก็ตาม

แต่...โรงพยาบาลก็ควรเรียกเก็บเงินอย่างสมเหตุสมผล ราคาที่เท่าๆ กันหรือใกล้เคียงกันทั่วทั้งประเทศ

จริงๆ แล้ว ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ต่างอะไรจาก “ผีถึงป่าช้า” คือต้องจ่ายเงินตามที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

มีผู้ป่วยหลายรายจำต้องขอย้ายออกมารักษาต่อในโรงพยาบาลรัฐเมื่อเขาไม่มีเงินพอที่จะจ่ายต่อไปอีก  โดยเปลี่ยนมาใช้สิทธิการรักษาที่มีติดตัวอยู่กันทุกคน เช่น โครงการหลักประกันสุขภาพ( 30 บาทรักษาทุกโรค) ผู้ป่วยในระบบประกันตน (บัตรประกันสังคม)  ผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา  นักเรียนนักศึกษา เด็ก คนพิการ ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมประชากรไทยได้ทั้งหมดแล้ว

พิจารณากันอย่างที่เรากำลังยกให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นจำเลยของสังคม ก็ดูเหมือนว่า โรงพยาบาลเอกชนกำลังเอาเปรียบสังคมในทุกๆ ด้าน เปรียบเสมือนตัวด้วงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากตัวหนอน เมื่อน้ำเลี้ยงในตัวหนอนหมดลง ก็ผลักไสออกไป  เพื่อให้แต่ชีวิตของตัวเองอยู่ได้  แล้วหากินน้ำเลี้ยงจากหนอนตัวใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าตัวเองจะหมดอายุขัย

โดยไม่เคยเหลียวแลสาธารณชน และรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งแต่เรื่องการดำเนินธุรกิจ
ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนไม่เคยลงทุนด้วยตนเองทั้งหมด  กลับดึงเอาทรัพยากร และประชาชนไปจากรัฐเรื่อยมา จนกลายเป็นประเด็นถกถึงเรื่อง “แพทย์ขาดจรรยาบรรณ” กันไปเลย

 


 

ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดที่ทำหน้าที่ดูแลควบคุมค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนโดยตรง มีแต่เพียง พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่กำหนดให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลจะต้องแจ้งราคาค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น กับอีกหลายช่องว่างที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นนั้น  

จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาแล้วยังที่ประเทศไทยควรจะมีกฎระเบียบในเรื่องนี้อย่างชัดเจน (เช่นเดียวกับที่กรมบัญชีกลางกำหนดราคาค่ายา ค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ให้แก่สถานพยาบาลของรัฐ) หรือควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลควบคุมค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนโดยตรง   เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนมีการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลอย่างเป็นธรรม  ไม่เห็นแต่แก่ได้ ตักตวงผลประโยชน์บนความเจ็บป่วยของประชาชน

หากพวกเขาคิดจะก่อตั้งโรงพยาบาลเอกชนเพื่อคิดค่ารักษาแพงๆ  เพื่อให้ธุรกิจโรงพยาบาลมีผลกำไรมากๆ ก็ให้เขาตั้งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะที่รับการรักษาชาวต่างชาติ หรือรับรักษาแต่ผู้ป่วยที่มีฐานะร่ำรวยเพียงอย่างเดียว  เพราะคนต่างชาติเหล่านั้นเขาเห็นค่าของเงินบ้านเราถูกกว่ารักษาที่ประเทศของเขา

เราเห็นผู้ป่วยบางรายขอย้ายออกจากโรงพยาบาลเอกชนแล้วมารับการรักษาต่อในโรงพยาบาลรัฐ  .... เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ  ไม่ว่าจะเป็นด้วยกรณีใดๆ ก็แล้วแต่ ....

และไม่ว่าในกระเป๋าสตางค์ของเขาจะมีเสียงเขย่าหรือไม่ก็ตาม

 

…………………………………………..



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
NN1234 วันที่ : 16/06/2015 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

กำหนัน
โรงเรียนในชนบทต่างจากโรงพยาบาลในชนบทครับ
โรงพยาบาลในชนบทยังเป็นความต้องการบริการที่ต้องเปิดและขยายโรงพยาบาลให้เพียงพอต่อผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน เพราะโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น และไม่ใช่โรคที่เป็นใหม่ด้วยนะครับที่เป็นปัยหาสาธารณสุขในบ้านเรา โรคกลับซ้ำ(เคยเป็นในอดีต มาระบาดใหม่) โรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต(การกินการอยู่-ออกกำลังกาย)
ปัญหานี้สะท้อนไปถึงความต้องการงบประมาณสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ต้องการยาเพิ่ม หมอเพิ่มในอัตราที่ก้าวกระโดด
แต่การเพิ่มของหมอ(แพทย์)ที่จะมาดูแลสุขภาพนั้นเพิ่มในอัตราที่คงที่ เช่นเดียวกับงบประมาณประเทศที่ได้รับจัดสรรให้แก่การสาธารณสุขครับ
------------------------------------
ตอบคุณ rittiya (อีกที)

โดยหลักการแล้วประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิการรักษาครอบคลุมทุกคนครับ (เลข 13 หลักจะเป็นตัวระบุว่าคนไข้ใช้สิทธิ์อะไรอยู่ได้ครับ)
-----------------------------------
คุณทะรี

ขอบคุณมากครับ
--------------------------------------
คุณอดุลย์

อาจจะเกี่ยวกันก็ได้นะครับ หากลุงประยุทธ์เห็นความสำคัญของการเสี่ยงโชคเท่าๆ กับสุขภาพของประชาชนไทย .......ฮ่ะฮ่า

ความคิดเห็นที่ 8 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อดุลย์ วันที่ : 14/06/2015 เวลา : 16.51 น.

อ่านเรื่องนี้แล้ว
ทำให้นึกไปถึงการควบคุมราคาลอตเตอรี่

เอ๊ะ มันจะเกี่ยวกันไหมนี่ !

ความคิดเห็นที่ 7 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทะรี วันที่ : 14/06/2015 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lopburiguide

บทความตั้งคำถามได้ดีเชียวครับ..ช่วยกันระดมคำตอบครับ.

ความคิดเห็นที่ 6 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กำหนัน วันที่ : 14/06/2015 เวลา : 12.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับพี่หมอ เอ็นทรี่นี้ไม่เหมาะกับคนที่มีรายได้น้อยครับ อิอิโปรดใช้ ทุนในการซื้ชีวิตให้อยู่ต่อ อย่าถามหาจรรยาบรรณในยุคนี้ ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็เผาธรรมดา มีวิธีการจัดการรพ.รัฐในประเทศนี้บ้างใหม?กับงบประมาณที่น้อยนิด เปรียบเทียบโรงเรียนชนบทที่ทะยอยปิดตัวลงเนื่องจากเด็กๆไปเรียนโรงเรียนเอกชนเสียหมด พูดเรื่องนี้ครั้งใดเศร้าใจทุกทีนะพี่หมอ รพ.เอกชนกราบๆๆๆๆๆๆรพ.รัฐ พยาบาลด่าๆๆๆๆๆเล่นเฟส เล่นไลน์โอ้ยเมื่อยมือแล้วล่ะอิอิ

ความคิดเห็นที่ 5 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 14/06/2015 เวลา : 03.07 น.

ลืมเขียนไปดิฉันมีประกันฯเเบบบังคับค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 กำหนัน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 14/06/2015 เวลา : 02.53 น.

ขอเข้ามาเขียนขยายความจากคห.1 หน่อยค่ะ ไม่ต้องการเขียนว่าระบบที่เยอรมนีดีกว่าที่เมืองไทย ที่เยอรมนีมีระบบประกันฯสุขภาพ ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ระหว่างคนมีเงิน(ประกันฯเอกชน)-กับคนไม่มีเงิน(ประกันฯเเบบบังคับ)....เรื่องนี้คุณ NN1234 เขียนถึงปัญหาที่เมืองไทย เลยไม่อยากนำเรื่องที่เยอรมนีมาขยายความมากนัก

เพิ่งคุยกับน้องสาวทางโทรศัพ มีเพื่อนบ้านที่เมืองไทยเดือดร้อนหาเงินไปรักษาตัวที่ รพ.ในกทม. ถึงขนาดต้องเซ็งที่ขายของค่ะ เขาขอเข้าไปรักษาตัวที่รพ. ของรัฐเท่านั้นไม่ต้องการเข้ารพ.เอกชน ฟังเเล้วเศร้า..พอมาพบบทความนี้เข้าก็เลยอดไม่ได้ที่จะต้องเขียนคห.

ความคิดเห็นที่ 3 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
NN1234 วันที่ : 13/06/2015 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คุณ Rattiya

ขอบคุณมากครับ
แต่ละประเทศจะมีระบบบริการสุขภาพที่แตกต่างกันมากครับ จะเปลี่ยนแปลงไปให้เหมือนต่างประเทศที่เจริญแล้วก็ทำไม่ได้ เพราะระบบภาษี ระบบการเบิกจ่าย ระบบรัฐสวัสดิการด้านบริการสุขภาพ
...............................

คุณรินฯ

ใน รพ.รัฐ บริการนอกเวลายังต้องจัดเจ้าหน้าที่และจ่ายเป็นค่าโอทีให้แก่หมอพยาบาลเภสัชกร และบุคลากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (นอกเหนือจากภาะปกติ)
สธ. จึงให้เรียกเก็บเงินจากผู้รับบริการ แต่ไม่เกินตามอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้

ความคิดเห็นที่ 2 กำหนัน , NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
รินรู้ดี วันที่ : 13/06/2015 เวลา : 15.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee



หากมองรพ. เอกชน เป็นธุรกิจ แบบหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่แปลก

ที่ธุรกิจต้องหวังผลกำไร แต่ธุรกิจ โรงพยาบาล เป็นธุรกิจสีขาว

เหมือนกับเครื่องแบบของพนักงานที่ใส่ (หมอ พยาบาล)

ลูกค้า ที่ไป ใช้บริการกับ รพ. เอกชน ทุกครั้ง ก็มุ่งหวังว่าจะ

ได้รับการบริการอย่างดี หายหรือบรรเทาจากสิ่งที่ทำให้ทุกข์

ร้อน ดังนั้น รพ.เอกชน จึงสามารถตอบโจทย์นี้ ได้มากกว่า

รพ.ของรัฐ แต่การตอบโจทย์ มีต้นทุนที่สูงมาก ต้นทุนของการ

ให้บริการที่รวดเร็ว แค่นี้ ก็เห็นอย่างชัด ต้นทุนที่จะหาบุคลากร

สวยงามๆ ยิ้มหวานๆ ให้ลูกค้ามั่นใจว่า ไม่ได้มา โรง.....

เมื่อมีต้นทุนสูง และต้องบวกกำไร ทุกอย่างจึงต้องไปลงกับ

ลูกค้า อย่างที่คุณหมอ เขียนไว้ คนรวยคงไม่สะดุ้ง คนทำ

ประกัน ไม่สะเทือน กับการจ่าย แต่ คนรวยแบบลุ่มๆ ดอนๆ

นี่สิ น่าคิด ไม่ต้องดูอื่นไกล ยกตัวอย่างตัวเอง ไปรพ. จุฬาฯ

ศิริราช เวลาปกติ กับ นอกเวลา บริการไม่เหมือนกันเลย แต่ถ้า

ไป รพ. กรุงเทพคริสเตียน บริการเหมือนกันตลอดเวลา 555

แต่เงินล่องหน จาก กระเป๋า ไปต่างกันเป็นเท่าๆ ตัวคะ

ถ้า ควบคุมค่ารักษาของรพ.เอกชนได้จริง

รินจะไปรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ที่รพ. เอกชน คะ

ความคิดเห็นที่ 1 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 13/06/2015 เวลา : 13.31 น.

เรื่องนี้น่าสนใจมากเเละทางรัฐควรหาทางเเก้ใข

ว่าจะเข้ามาเเค่อ่านเรื่องในโอเคฯ..เเล้วโหวต...เเต่เข้ามาอ่านเรื่องนี้เเล้วต้องเขียนคห.ดีใจที่มีคนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา


เห็นด้วยอย่างยิ่ง "ควรมีการควบคุมราคา รักษา พยาบาล รพ.เอกชน "

ขอเขียนต่ออีกหน่อย เรื่องชาวต่างชาติที่มีเงินมากกว่า...ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติจะทำประกันสุขภาพ(ที่เยอรมนี) มีทั้งเเบบบังคับ+ เอกชน ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลทั้งเเบบบังคบเเละเอกชน บริษัทประกันฯระบุใว้เลยว่าเขาจะจ่ายให้เท่าไร รพ.หรือเเพทย์ไม่สามารถออกบิลล์เรียกเก็บเงินตามใจชอบค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน