*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2324298
  • จำนวนผู้โหวต : 800
  • ส่ง msg :
  • โหวต 800 คน
<< กรกฎาคม 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2558
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 5484 , 23:18:44 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน PharmAke , ปวิภา และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

(ภาพจาก http://www.deepsouthwatch.org/dsj/2027 )

 

เป็นเรื่องร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีระหว่างสำนักจุฬาราชมนตรี กับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งตามกระแสข่าวระบุว่า ได้ปฏิเสธการรับนักศึกษามุสลิมคนหนึ่งเข้าศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต ด้วยเหตุผลว่านักศึกษาดังกล่าวต้องคลุมฮิญาบ(การคลุมผ้าโพกปิดใบหน้าแบบสตรีอิสลาม)ตลอดเวลา โดยอ้างว่าตามหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามนั้นเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของหลักสูตรฯ อย่างที่เห็นเป็นแน่ชัดตามหนังสือบันทึกข้อความการขอรับเงินคืนค่าบำรุงหอพักนักศึกษารายดังกล่าว

ต่อมาสำนักจุฬาราชมนตรีจึงได้ทำหนังสือถึง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำความเข้าใจในหลักการปฏิบัติ ให้ทบทวนการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว และเพื่อขอให้มีคำสั่งไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงยอมรับนิสิตรายนี้เข้าศึกษาตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปรากฎในกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ 

 


เมื่อฟังตามกระแสข่าวก็เกิดคำถามผุดขึ้นมาให้คิดไตร่ตรองทันทีได้ว่า

  1. ถ้าหากทุกๆ มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนคณะพยาบาลศาสตร์ยึดหลักปฏิบัติตามที่ปรากฎในกระแสข่าว (โดยเฉพาะข่าวในโลกโซเซียล)ก็น่าอาจเกิดเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคตได้
  2. มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนคณะพยาบาลศาสตร์มานานเป็นสิบๆ ปี บางสถาบันก็เปิดสอนมาเกือบจะครบร้อยปีที่ได้ผลิตบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ที่เป็นนักศึกษามุสลิมออกไปรับใช้สังคม  สถาบันได้ใช้หลักการอะไรในการปฏิบัติดูแลนักศึกษาเหล่านั้น

 

 

เราคงต้องฟังความอีกด้าน เมื่อคณบดีพยาบาล ม.นเรศวร ก็ออกมาชี้แจงว่าไม่ได้ห้ามนักศึกษาหญิงสวมใส่ฮิญาบในช่วงเวลาเรียนปกติ แต่จะมีการห้ามในบางช่วงเวลาเช่นการฝึกปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด และระบุนักศึกษามุสลิมรายดังกล่าวมีความประสงค์ที่จะลาออกเอง

รศ.ดร.พูลสุข หิงคานนท์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า “จากเรื่องดังกล่าวนี้ นักศึกษาคนดังกล่าวมาจากระบบแอดมิชชันกลาง มาเข้าในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในวันสัมภาษณ์มีรองคณบดีเป็นผู้สัมภาษณ์ วันที่มาสัมภาษณ์มาด้วยเครื่องแบบนักเรียนไม่คลุมฮิญาบ

แต่ในวันรายงานตัวมีการคลุมฮิญาบมารายงานตัว เมื่อเห็นจึงได้สอบถามว่าได้รับการอธิบายหรือไม่ ในวันสัมภาษณ์ในเรื่องการสวมใส่ฮิญาบในช่วงปฏิบัติ จึงทราบว่ายังไม่ได้มีการอธิบาย จึงได้เรียกมาคุยเพื่ออธิบาย และสอบถามว่าไปปรึกษากับผู้ปกครองหรือไม่ว่า ในบางครั้งการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีการถอดฮิญาบออก เนื่องจากไม่สามารถใส่กับชุดฟอร์มเวลาเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปีที่ 3 ปีที่ 4 ได้ 

เนื่องจากช่วงปีดังกล่าวจะต้องเริ่มฝึกปฏิบัติ เข้าห้องผ่าตัด ซึ่งต้องการการปลอดเชื้อจึงไม่สามารถใส่ฮิญาบเข้าไปได้ และในบางโรงพยาบาลก็ไม่อนุญาตให้ใส่ฮิญาบ

ซึ่งนักศึกษาแจ้งว่าไม่สามารถถอดได้ ต้องกลับไปถามผู้ปกครองก่อน ที่ผ่านมามีนักศึกษาหญิงมุสลิมที่เข้ามาเรียนในคณะหลายราย และไม่มีใครเคยใส่ฮิญาบขึ้นตึก ดูแลคนไข้ หรือเข้าห้องผ่าตัด ยกเว้นเฉพาะในช่วงเวลาเรียนสามารถใส่ได้ตามปกติ จึงให้ติดต่อผู้ปกครอง ซึ่งได้อธิบายให้กับผู้ปกครองให้เข้าใจว่า สามารถคลุมในช่วงเวลาเรียนตามปกติ แต่ในบางวิชาเท่านั้นที่จะต้องถอดออก เนื่องจากทางโรงพยาบาลที่ทางมหาวิทยาลัยส่งนักศึกษาไปฝึกงานไม่อนุญาตให้ใส่ฮิญาบ เนื่องจากจะต้องมีการดูแลคนไข้ หรือเข้าห้องผ่าตัดที่ต้องการ การปลอดเชื้อ  เป็นเรื่องในอนาคต แต่หากเมื่อเรียนไปถึงปี 3 แล้วรับหลักการไม่ได้ต้องลาออกไป จะเรื่องที่น่าเสียดาย

ในขณะเดียวกันมีนักศึกษาที่นับถือศาสนาอิสลามที่เข้ามาพร้อมกัน สามารถรับหลักการได้ โดยไม่ต้องเชิญผู้ปกครองเข้ามาพูดคุย ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็มีนักศึกษามุสลิมเข้ามาเรียนในคณะพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เวลาเรียนปกติก็จะคลุมฮิญาบแต่ช่วงเวลาที่ต้องฝึกปฏิบัติขึ้นวอร์ด ก็จะถอดฮิญาบออก หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้ปกครองเรียบร้อย โดยผู้ปกครองเข้าใจเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะให้ผู้เรียนเข้าเรียนตามปกติ

หลังจากนั้นได้รับการติดต่อจากผู้เรียนว่าไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติได้ ซึ่งได้อธิบายอีกครั้งว่าระเบียบที่นักศึกษาต้องถอดฮิญาบในบางช่วงเวลานั้นอีกนาน แต่ผู้เรียนยังยืนยันที่จะลาออก ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญและดูแลนักศึกษามุสลิมเป็นอย่างดี ในกรณีนี้ได้พยายามอธิบายถึงข้อปฏิบัติแล้ว และไม่เคยคิดรังเกียจและกีดกัน และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ หากต้องการกลับเข้ามาเรียนทางมหาวิทยาลัยก็พร้อมที่จะให้กลับเข้ามา”

ข้อมูลข้างต้นเป็นคำบอกเล่าจากข่าวของคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 


(นุ๊ก สุทิธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ดารานักร้องสาวที่เพิ่งจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามและคลุมฮิญาบ ถือศีลอดเป็นปีแรกในปีนี้ ภาพจากเว็บมุสลิมไทยโพสต์)

 

ฮิญาบ (อาหรับ: حجاب) คือผ้าคลุมศีรษะของผู้หญิงมุสลิม ซึ่งศาสนาอิสลามระบุให้ผู้หญิงสวมผ้าคลุมผมจนปิดหน้าอก เพื่อเป็นการปกปิดร่างกายให้มิดชิด เป็นการสำรวม  (อ้างอิง www.wikipedia.com )

การคลุมฮิญาบ เพื่อเป็นการป้องกันพวกเธอไม่ให้เกิดการเกี้ยวพาราสี และถูกรบกวนจากบรรดาบุรุษที่ไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นการคลุมฮิญาบจึงมีไว้เพื่อปกป้องเกียรติภูมิความมีศักดิ์ศรีของสตรี และการคลุมฮิญาบก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว หรือประกอบกิจการอะไรเลย อย่างไรก็ตาม อิสลามมิได้บังคับให้สตรีต้องปิดหน้าหรือใส่ถุงมือ

 (อ้างอิงจาก http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=15&id=502 )

 

ผู้เขียน (จขบ.) ขอสรุปว่า "ฮิญาบ" เป็นประเพณีการแต่งกายของมุสลิมมะห์ (สตรีเพศในศาสนาอิสลาม) ที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกับสตรีในศาสนาคริสต์หรือศาสนาอื่นๆ  แม้จะไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นหลักการของการเป็นมุสลิมมะห์ แต่ก็มิได้เป็นการปฏิบัติที่เป็นภาคี(หรือปฏิปักษ์)ต่อองค์อัลเลาะห์ แต่ยังเป็นการสร้างศรัทธาต่อศาสนาเพื่อมิให้ผู้ใดดูหมิ่นเหยียดหยามการเป็นสตรีเพศในศาสนาอิสลาม

เฉกเช่นเดียวการส่งเสริมให้สตรีเพศแต่งกายด้วยความมิดชิด ไม่ยั่วยุหรือสิ่งยั่วยวนใจแก่คนที่ใฝ่อยู่ในทางต่ำ  เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาอาชญากรรม หรือตามที่มีการกล่าวอ้างว่า มักเป็นเพราะสตรีเพศแต่งกายยั่วยวนใจชายต่างหาก จึงก่อให้เกิดปัญหาข่มขืน  เป็นต้น

ผู้เขียน (จขบ.) เห็นว่า "ฮิญาบ" จึงเป็นส่งเสริมสนับสนุนในทางที่ดีแก่สังคม จนกระทั่งปัจจุบันนี้ "ฮิญาบ"กลายเป็นสิ่งสวยงาม เป็นความนิยมหรือแฟชั่น  และไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกกดขี่ข่มเหงว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมแต่อย่างใด

 


(ภาพดารานักร้องสาวคนเดียวกัน จากเว็บไทยรัฐ)

 

การขึ้นปฏิบติงานในวอร์ดผู้ป่วยเป็นสิ่งต้องห้ามหรือไม่ หรือนักศึกษาหญิงจำเป็นต้องถอดฮิญาบออกหรือไม่...?

ประเด็นนี้ ผู้เขียน (จขบ.) ในฐานะที่เป็นมุสลิม และเคยเป็นอาจารย์สอนพิเศษแก่นักศึกษาพยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง ขอให้ข้อมูลแก่ผู้อ่านว่า ไม่จำเป็นทั้งหมด  เพราะปัจจุบันนี้มีนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ในหลายมหาวิทยาลัย หลายๆ วิทยาลัยพยาบาลก็มีการสวมใส่ "ฮิญาบ" พร้อมทั้งเครื่องแบบ หรือยูนิฟอร์มตามแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสอดคล้องตามหลักปฏิบัติของสตรีในศาสนาอิสลามแล้ว และได้มีการปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว

ยกเว้นแต่กรณีของการขึ้นฝึกปฏิบัติงานในห้องที่มีการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด (Sterile unit)  เช่น ห้องผ่าตัด  ห้องคลอด เท่านั้น ที่นักศึกษาจะต้องถอด "ฮิญาบ" ออก และใส่ยูนิฟอร์มของห้องผ่าตัด เช่นเดียวกับบุคลากรอื่นๆ ในห้องผ่าตัดก็ต้องเปลี่ยนเครื่องแบบหรือยูนิฟอร์มเดิมออกทั้งหมดนั้นด้วย เช่น หรือแพทย์ พยาบาลที่เป็นมุสลิม

ส่วนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานในห้อง ICU หรือปฏิบัติการอื่นใดที่เป็นห้องที่มีการป้องกันการติดเชื้อแบบไม่เข้มงวด หรือ Semi-sterile unit นั้น นักศึกษาก็จะต้องใส่ยูนิฟอร์มของห้อง ICU  แต่ผู้ปฏิบัติงานในห้องเหล่านี้ก็มีหมวกคลุมศรีษะ แต่ก็อาจจะใส่ "ฮิญาบ" แทนหมวกคลุมศรีษะได้ ดังที่มีเจ้าหน้าที่พยาบาลในหลายๆ โรงพยาบาลปฏิบัติอยู่ในเวลานี้

 


 

ผู้เขียน (จขบ.) มีความเห็นว่า...

  1. เรื่อง "ฮิญาบ" และ การสื่อสารข้อความของนักศีกษารายดังกล่าวถึงผู้ปกครองของตน
  2. เรื่อง "ฮิญาบ" และ กระบวนการสัมภาษณ์นักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร   
  3. เรื่อง "ฮิญาบ" และ เรื่องปฏิเสธการรับนักศึกษามุสลิมคนหนึ่งเข้าศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต
  4. เรื่อง "ฮิญาบ" และ อุปสรรคต่อการศึกษาของหลักสูตรฯ ตามที่ปรากฎข้อความในหนังสือบันทึกข้อความการขอรับเงินคืนค่าบำรุงหอพักของรักษาราชการแทนคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์   ตลอดจนถึง.....
  5. เรื่อง "ฮิญาบ" และ สำนักจุฬาราชมนตรีที่ได้หนังสือทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั้น

..... ล้วนเป็นการสื่อสารที่มีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงทั้งสิ้น  เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว  ……… มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนคณะพยาบาลศาสตร์มานานเป็นสิบๆ ปี หรือบางสถาบันก็เปิดการเรียนการสอนมาเป็นเวลาเกือบร้อยปี มีบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ที่เป็นนักศึกษามุสลิมออกมารับใช้สังคมมากมายทั่วทุกภูมิภาคก็คงมีปัญหามาตั้งแต่แรกมีบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์นั่นแล้ว

ดังนั้น เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ทุกๆ ฝ่ายควรต้องนำเรื่องนี้กลับไปพิจารณาอย่างถ่องแท้  มีการสื่อสารกันให้เข้าใจเสียตั้งแต่เริ่มต้น และหากจะมีโอกาสในครั้งต่อๆ ไปจักต้องซักซ้อมทำความเข้าใจกันให้มีเหตุมีผล

 

เพราะถึงอย่างไร  บุคลากรในวิชาชีพพยาบาลที่เป็นมุสลิมก็ยังมีความจำเป็นต่อการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน ไม่จำเพาะแต่เพียงผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น

และต่อไป...ถ้าหากมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนและปฏิบัติอย่างขัดๆ เขินๆ  ก็มิวายต้องเป็นการกดขี่กันโดยยกข้ออ้างเรื่องความแตกต่างทางศาสนา  แล้วสังคมจะเป็นสุขอยู่ได้อย่างไร...?

....................................

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 15/07/2015 เวลา : 13.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเห็นพยาบาลคลุมฮิญาปก็มีเยอะอยู่นะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
NN1234 วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คุณคนปทุมฯ

เรื่องนี้นำ้หนักของเรื่องไม่ใช่การกีดกันอย่างแน่นอน แต่อาจเป็นเพราะการยึดมั่นในขนบประเพณีที่คลาดเคลื่อนจากหลักการศาสนา หรืออาจจะไม่ทราบข้อมูลอย่างดีพอของพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก รวมทั้งการสื่อสารข้อมูลไปยังผู้ปกครองด้วย

ผมมีลูกศิษย์ที่เป็นมุสลิมจากสามจังหวัดฯ ก็มีครับ
...............................

คุณหมอวัลลภ


ความคิดเห็นที่ 7 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ทุกศาสนามีสิทธิ์เท่าเทียมในเรื่องการศึกษา ไม่เห็นด้วยถ้าจะกีดกันคนศาสนาอิสลามไม่ให้เรียนพยาบาลครับคุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 6 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 15.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอบคุณ ครับ...

ความคิดเห็นที่ 5 รินรู้ดี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
NN1234 from mobile วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 13.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คุณริน

คนไทย(ที่มักฟังความเพียงข้างเดียว) เหมือนปลาติดเบ็ดง่ายมากครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
NN1234 from mobile วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ส.บุญยืน

อะไรก็ตาม เมื่อตอนที่เราเป็น"คนนอก" เราก็มักจะวิจารณ์ไปตามทัศนะของ คนนอก
แต่เมื่อเราเป็นคนใน เราถึงได้รู้ว่าแท้จริงคือเรื่องอะไร
--------
พรายพิลาส

เรื่องอย่างนี้ คนไทย(สื่อสาร)ไปไวมาก (การสื่อสารที่ครึ่งๆ กลางๆ ... แล้วจับเอามากระเดียด)
ถ้าห้ามถอดฮิญาบจริง คงไม่มีพยาบาลมุสลิมในประเทศนี้

ผมมีญาติของลูกน้องเก่าจากสามจังหวัด เป็นนโยบายของ สธ.ช่วงหนึ่ง จัดส่งนศ.พยาบาลไปเรียนเป็นร้อยๆ คน ที่วิทยาลัยพยาบาลในภาคอิสาน เพื่อกลับมาทำงานในพื้นที่เดิม
ก็ไม่เห็นเขาเป็นอะไร หรือต่อต้าน-รับไม่ได้ในเรื่องอะไรครับ
เรื่องนี้ผมคิดว่าควรตำหนิที่การสื่อสารระหว่างเด็กอละพ่อแม่เด็กมากกว่าครับ

ความคิดเห็นที่ 3 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รินรู้ดี วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 08.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee



เรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ทางศาสนา เป็นเรื่องอ่อนไหว

ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นทางสังคมโลก หรือ สังคมไทย

เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เป็นเรื่องความเข้าใจระดับบุคคล

ก็สามารถถูกโยง ให้กลายเป็นประเด็นใหญ่ได้

และรินมั่นใจว่า ประเด็นแบบนี้จะเกิดขึ้นไปอีกนาน

หากขาดการชี้แจง สื่อสาร อย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็นที่ 2 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พรายพิลาศ วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 06.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prypilas

สวัสดีครับพี่หมอ

ได้อ่านข่าวนี้ทั้งในส่วนคำชี้แจงจากผู้ใหญ่ทางคณะพยาบาล และจากทางน้องผู้หญิงท่านนั้น
ที่พี่สาวออกมาตอบโต้ว่าถ้อยความตามที่ได้มีการชี้แจงออกมานั้นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นความจริงที่น้องสาวตัวเองได้ประสบ

ในแง่ของข่าว ก็คงต้องฟังความทั้งสองฝ่าย และคงตัดสินอะไรไม่ได้

แต่เห็นด้วยกับพี่ที่ว่ามันน่าจะมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการพูดคุยกันของทั้งสองฝ่ายก่อนที่จะเป็นข่าว ว่าได้ใช้เหตุผลคุยกันแล้วหรือไม่
เพราะถ้าใช้เหตุผลพูดคุยทำความเข้าใจกันตั้งแต่เบื้องต้น
ผมเชื่อว่ากฎระเบียบทางวิชาชีพกับข้อปฏิบัติทางศาสนา ไม่น่าจะขัดแย้งกันได้ จนกระทั่งตกเป็นข่าวแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 1 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ส.บุญยืน วันที่ : 14/07/2015 เวลา : 03.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonyoon
ข่าวกินแล้วดี เติบโตเร็ว

ชัดเจนขึ้นมากครับ ขอบคุณที่ทำให้เข้าใจได้มากขึ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ลงข่าวตรงไหน ผมต้องตามไปแสดงความเห็น
เพราะ เข้าใจความรู้สึกของทั้ง 2 ฝ่าย
เพราะเคยวิจารณ์อย่างรุนแรงเมื่อครั้งยังไม่รับศาสนาอิสลาม และ เมื่อรับแล้วก็เปลี่ยนความคิดเลย

ถ้าให้วิจารณ์ศาสนาเพื่อน ส่วนใหญ่ ปล่อยเต็มๆ เพราะไม่รู้ ไม่สนใจเลยด้วยซ่ำว่า ทำไมต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้ สำคัญมีแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ (ปัจจุบันสัมผัสกับตัวเองเลย)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน