*/
  • NN1234
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : srwlwt@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-28
  • จำนวนเรื่อง : 681
  • จำนวนผู้ชม : 2335060
  • จำนวนผู้โหวต : 801
  • ส่ง msg :
  • โหวต 801 คน
<< กุมภาพันธ์ 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560
Posted by NN1234 , ผู้อ่าน : 2410 , 15:06:25 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

(ภาพ คลื่นลมทะเลที่บ้านแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช)

 

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่  มีจำนวน 23 อำเภอ  มีเนื้อที่ประมาณ 9,942,502 ตร.กม หรือประมาณ 6,204,064 ไร่ มีพื้นที่มาก เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ 

  • ทิศเหนือ     ติดต่อกับจังหวัดสุราษฏร์ธานีและอ่าวบ้านดอน
  • ทิศใต้     ติดต่อกับอําเภอระโนด จังหวัดสงขลา อําเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง อําเภอห้วยยอดจังหวัดตรัง
  • ทิศตะวันออก    ติดต่อกับอ่าวไทยเป็นชายฝังทะเล มีความยาวตั้งแต่ตอนเหนือของอําเภอขนอมลงไปทางใต้ของอําเภอหัวไทรประมาณ 225 กิโลเมตร
  • ทิศตะวันตก     ติดต่อกับจังหวัดสุราษฏร์ธานีและจังหวัดกระบี่

ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดนครศรีธรรมราช แบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ 

1. บริเวณเทือกเขาตอนกลาง  บริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช มีอาณาเขตตั้งแต่ตอนเหนือของจังหวัด(อําเภอสิชล อําเภอขนอม)ลงไป ถึงตอนใต้สุด(อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช อําเภอลานสกา อําเภอพรหมคีรี อําเภอ ร่อนพิบูลย์ อําเภอชะอวด อําเภอจุฬาภรณ์ และอําเภอพระพรหม) 

2. บริเวณที่ราบชายฝั่งด้านตะวันออก บริเวณตั้งแต่เทือกเขาตอนกลางไปทางตะวันออกถึงฝั่งทะเลอ่าวไทย จําแนกได้ เป็น 2 ตอน คือ ตั้งแต่อําเภอเมืองนครศรีธรรมราชลงไปทางใต้ เป็นที่ราบ ที่มีความกว้างจาก บริเวณเทือกเขาตอนกลางไปถึงชายฝั่งทะเลระยะทางประมาณ 95 กิโลเมตร มีแม่น้ำลําคลอง ที่มีต้นน้ำเกิดจากบริเวณเทือกเขาตอนกลางไหลลงสู่อ่าวไทยหลายสาย นับเป็นที่ราบ ซึ่งมีค่า ทางเศรษฐกิจของจังหวัด ลําน้ำสําคัญ ได้แก่ แม่น้ำปากพนัง และมี คลองสายเล็ก ในเขต อําเภอเมืองนครศรีธรรมราชอีกหลายสาย เช่น คลองปากพญา และคลองท้ายวังเป็นต้น อีก บริเวณหนึ่ง คือตั้งแต่อําเภอท่าศาลาขึ้นไปทางทิศเหนือ เป็นบริเวณฝั่งแคบ ๆ ไม่เกิน 15 กิโลเมตร อําเภอที่อยู่ในเขตที่ราบด้านนี้คือ อําเภอขนอม อําเภอสิชล อําเภอท่าศาลา อําเภอ เมืองนครศรีธรรมราช อําเภอปากพนัง อําเภอเชียรใหญ่ อําเภอหัวไทร และอําเภอชะอวด  

3. บริเวณที่ราบด้านตะวันตก  บริเวณที่ราบระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราช และเทือกเขาบรรทัด จึงมี ลักษณะเป็นเนินเขาอยู่เป็นแห่ง ๆ อําเภอที่อยู่บริเวณที่ราบด้านนี้ คือ อําเภอพิปูน อําเภอทุ่ง ใหญ่ อําเภอฉวาง อําเภอนาบอน อําเภอบางขัน อําเภอถ้ำพรรณรา และอําเภอทุ่งสง

นครศรีธรรมราชจึงครอบคลุมพื้นที่ทุกประเภททั้งป่าเขา ไร่นาและท้องทะเล และมีความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity) ดังคำกล่าวเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวนครว่า "เขา-ป่า-นา-เล" คือมีทั้งพื้นที่ที่เป็นภูเขา มีป่าพรุ มีทุ่งนาปลูกข้าว และมีทะเล ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างแยกออกจากไม่ได้ โดยชาวนครศรีธรรมราชเป็นกลุ่มชนที่มีการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพที่พึ่งพาสภาพแวดล้อมธรรมชาติมากที่สุด โดยแทบไม่พึ่งพารายได้จากส่วนอื่นที่ไม่ใช่ภาคเกษตรกรรมเลย

แต่ก็เป็นพื้นที่ที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเกิดภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์มากที่สุด เรามักจะได้ยินข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราชประสบภัยธรรมชาติบ่อยที่สุด เช่น อุทกภัย วาตภัย ภูเขาดินถล่ม หรือประสบกับภัยแล้ง อยู่เนืองๆ เป็นประจำทุกปี   

นครศรีธรรมราชไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันเช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เพราะไม่มีเกาะแก่งที่น่าสนใจพอที่จะเป็นแหล่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวและไม่เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพราะไม่ได้เป็นเมืองประตูหน้าด่านเข้าออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแหล่งความงดงามตามธรรมชาติ เป็นเมืองที่มีพื้นที่ทำการเกษตรกรรมขนาดใหญ่ นครศรีธรรมราชจึงอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อาหารการกิน ทั้งพืชผักจากท้องไร่ท้องนาและสวนผลไม้ที่ปลูกกันตามไหล่เขาหรือที่สูง ซึ่งเกิดจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่มีความสมดุลกันทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่และสภาพเศรษฐกิจที่พึ่งพาธรรมชาติเกินกว่า 80%   ในขณะเดียวกันอาชีพอื่นๆ ก็พึ่งพิงการผลิตในภาคเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง ล้วนเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่แห่งชีวิตของชาวนครศรีธรรมราช เช่น การค้าขาย  หรือภาคธุรกิจการพาณิชย์ ภาคการอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การโรงแรม การเดินทาง เป็นต้น  มีข้อสังเกตว่า หากพืชผักผลไม้ ยางพารา ปาล์มน้ำมันมีราคาดีสภาพเศรษบกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดีตามไปด้วย

นอกจากนี้ นครศรีธรรมราชก็ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ทำให้มีฝนตกทั่วไปและในช่วงฤดูฝนยังมีร่องความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคใต้เป็นระยะ ๆ ในช่วงคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน ธันวาคมและมกราคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของภาคเหนือและภาคอิสาน ภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย  นครศรีธรรมราชตั้งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออก ทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะร่องความกดอากาศต่ำที่พัดมาปกคลุมภาคใต้  จึงมีฝนตกชุกและค่อนข้างยาวนาน 4 เดือนตั้งแต่เดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ของทุกปี

ในขณะเดียวกันที่พื้นที่นครศรีธรรมราชยังประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นเทือกเขาสูงชันของเทือกเขา ได้แก่ เทือกเขานครศรีธรรมราช หรือเทือกเขาหลวง และเทือกเขาบรรทัดที่อยู่ทางด้านตะวันตกตั้งตะหง่านยาวนับร้อยกิโลเมตรนับตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จนมาสิ้นสุดที่เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช  ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำเกือบทุกสาขาในแถบนี้ และเทือกเขานี้ยังเป็นพื้นที่ป่าที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของป่าตามธรรมชาติ ทั้งแร่ธาตุและความสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน  เกษตรกรมีการปลูกยางพาราและทำสวนผลไม้เป็นรายได้หลัก เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง ส่งออกจำหน่ายปีหนึ่งๆ สร้างมูลค่ามากมายมหาศาล 

(ภาพ เทือกเขาหลวงและสภาพป่าต้นน้ำที่กำลังมีปัญหาการกัดเซาะของน้ำในคลองกลาย อ.นบพิตำ)

 

ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าตามแนวเทือกเขาในนครศรีธรรมราช ทำให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำเป็นอุทยานแห่งชาติ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ครอบคลุมพื้นที่ของ อ.เมือง  พิปูน พรหมคีรี ลานสกา ฉวาง และท่าศาลา มีเนื้อที่ทั้งสิ้น  356,250 ไร่   มีเทือกเขาที่สลับซับซ้อน มียอดเขาหลวงสูงสุด 1,835 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารและคลองต่างๆ กว่า 15 สาย  มีสภาพป่าเขาเป็นแบบป่าดงดิบชื้นที่มีพรรณไม้ และสัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน

อุทยานแห่งชาติเขานัน ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของ อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.นบพิตำ ครอบคลุมเขาป่าสงวนแห่งชาติป่าเขานัน  และเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากรุงชิงบางส่วน มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 272,500 ไร่ 

แม่น้ำลำคลองสายสำคัญหลายสายในนครศรีธรรมราช  ที่มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหลวงหรือเทือกเขาบรรทัด  ได้แก่

แม่น้ำปากพนัง  ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาบรรทัด ใน ต.วังอ่าง อ.ชะอวด ไหลผ่านอ.เชียรใหญ่ ไปแยกกันที่บ้านปากแพรกเป็น แม่น้ำปากพนัง ไหลลงสู่ทะเลบริเวณอ่าวนคร แม่น้ำสายนี้ยาว 100 กิโลเมตร และอีกสาขาจากบ้านปากแพรก ไหลผ่าน อ.หัวไทรลงสู่ทะเลสาบสงขลา บริเวณ ต.ระโนด อ.ระโนด  ยาว 63 กิโลเมตร     

คลองที่เกิดจากเขาหลวงในเทือกเขานครศรีธรรมราช ได้แก่ คลองกลาย ปากพูน  คลองปากพญา-คลองปากนคร คลองเสาธง คลองท่าทน คลองท่าซัก

ต้นน้ำที่เกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช ที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตรัง ได้แก่ คลองน้ำตกโยง  คลองท่าเลา  คลองท่าโลนต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาวังหีบ อ.ทุ่งสง

แม่น้ำหลวง  เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี ไหลผ่าน อ.พิปูน ฉวาง และทุ่งใหญ่ ยาว  80 กิโลเมตร เข้าไปในเขต จ.สุราษฎร์ธานีที่ อ.พระแสง ไหลไปรวมกับแม่น้ำคีรีรัฐนิคม ที่ อ.พุนพิน กลายเป็นแม่น้ำตาปี และ คลองมัน มีต้นน้ำเกิดจากเขาสามจอม  อ.ทุ่งใหญ่ เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำหลวง ไหลลงที่อ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี   

ดังที่พื้นที่ตอนกลางของจังหวัดเป็นพื้นที่ราบ มีแม่น้ำลำธารไหลผ่านหลายสาย  เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พื้นที่ส่วนใหญ่มีการปลูกข้าว พืชสวน เช่น สวนปาล์ม ยางพารา และพืชผักต่างๆ หลายแห่งปลูกกันเป็นอุตสาหกรรมนำผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดขายส่งไปทั่วประเทศเช่นเดียวกับการทำสวนผลไม้ตามที่ลาดเชิงเขา

และพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลตะวันออก ตลอดฝั่งทะเลอ่าวไทยตลอดตามแนวเหนือ – ใต้ เป็นบริเวณกว้างขวางมาก มีแม่น้ำลำธารผ่านหลายสาย ลักษณะดินเป็นดินที่สมบูรณ์เหมาะแก่ปลูกข้าวการ ปลูกปาล์ม สวนส้มโอทับทิมสยาม พื้นที่ริมชายทะเลอ่าวไทยส่วนใหญ่ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้ง


(ภาพ ป่าต้นน้ำบริเวณอุทยานแห่งชาติกรุงชิง อ.นบพิตำ)

นครศรีธรรมราชตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันออกได้รับอิทธิพลจาก ลมมรสุมออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทยอย่างเต็มที่ ทำให้ได้รับไอน้ำและมีความชุ่มชื้นมาก อุณหภูมิเฉลี่ยไม่สูงมาก และอากาศไม่ร้อนจัดในฤดูร้อน อากาศจะอบอุ่นในช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูหนาวอากาศจะเย็นได้ในบางครั้ง อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 27.5 ซ. อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22.8 ซ. อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 31.9 ซ. 

นครศรีธรรมราชอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีลมจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นลมเย็นและแห้งจากประเทศจีนพัดปกคลุมประเทศไทย ซึ่งทำให้ประเทศไทยตอนบนตั้งแต่ภาคกลางขึ้นไปมีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง แต่สำหรับภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปกลับมีฝนตกชุกเพราะมรสุมนี้พัดผ่านอ่าวไทย อากาศจึงไม่หนาวเย็นดังเช่นภาคอื่น ๆ ที่อยู่ทางตอนบนของประเทศ และจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกได้รับอิทธิพลของลมนี้เต็มที่จึงมีฝนตกอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีอากาศเย็นเป็นครั้งคราว

นอกจากนี้ลักษณะอากาศทั่วไปของนครศรีธรรมราชยังได้รับอิทธิพลจาก ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งพัดผ่านมหาสมุทรอินเดีย ได้พาเอาไอน้ำและความชุ่มชื้นมาสู่ประเทศไทย แต่เนื่องจากเทือกเขาตะนาวศรีด้านตะวันตกปิดกั้นกระแสลมไว้ส่วนหนึ่งและมีเทือกเขานครศรีธรรมราชเป็นกำแพงกั้นลมมรสุมอีกแนวหนึ่ง จึงทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและจังหวัดนครศรีธรรมราชมีฝนน้อยกว่าภาคใต้ฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นด้านรับลม

(ภาพ คลองกลาย มีปัญหาการพังทลายของตลิ่ง มีการเปลี่ยนเส้นทางของน้ำทุกๆ ปี จึงเป็นที่มาของชื่อว่า คลองกลาย)

 

ถอดรหัสปัญหาน้ำท่วม และภูเขาดินโคลนถล่ม

นครศรีธรรมราชอยู่ทางของภาคใต้ฝั่งตะวันออกและจัดเป็นจังหวัดที่มีฝนตลอดทั้งปี โดยปกติในฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกชุกมากกว่าฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เพราะไม่มีภูเขาสูงปิดกั้นจึงได้รับกระแสลมจากมรสุมนี้เต็มที่ ทำให้มีฝนตกชุกโดยเฉพาะเดือนตุลาคม พฤศจิกายนและธันวาคม ส่วนในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฝนตกน้อยกว่าฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะภูมิประเทศมีแนวเขาตะนาวศรีเป็นเทือกยาวปิดกั้นทำให้ได้รับกระแสลมจากมรสุมนี้ไม่เต็มที่ ปริมาณฝนเฉลี่ยของจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 2,429 มิลลิเมตร มีฝนตกเฉลี่ย 175 วัน เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือนพฤศจิกายน มีฝนเฉลี่ย 609.7 มิลลิเมตร ฝนตกประมาณ 23 วัน ฝนสูงสุดใน 24 ชั่วโมง เคยตรวจได้ 433.3 มิลลิเมตร ในวันที่ 5 มกราคม 2518

 

จากปัจจัยของมรสุม  จึงมีข้อสังเกตของพื้นที่นครศรีธรรมราชว่า การได้รับอิทธิพลของลมมรสุมจากการเกิดพายุและร่องความกดอากาศทั้งจากทะเลจีนใต้และทะเลอันดามันจึงทำให้เกิดฝนตกค่อนข้างชุกและต่อเนื่องกัน ที่อาจจะเกิดภัยธรรมชาติขึ้นได้ เช่น น้ำท่วมและภูเขาดินโคลนถล่มลงมายังเบื้องล่าง สร้างความเสียหายให้แก่พืชผลทางการเกษตรและบ้านเรือนของประชาชน  โดยปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีฝนตกต่อเนื่องกัน โดยวัดปริมาณน้ำฝนสะสม 1,000 มิลลิเมตรในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องกันนั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจมีฝนตกต่อเนื่องกัน 5 - 7 วันและอาจต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 10 วัน หากมีปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่ 800 - 900 มิลลิเมตรเป็นต้นไปในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องกันให้เฝ้าระวังปัญหาน้ำป่าไหลหลากจากแหล่งต้นน้ำ   

ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองหรือเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเกิดจากพื้นที่เทศบาลตั้งอยู่ตามแนวเนินหาดทรายแก้วที่กำเนิดจากการพัดของตะกอนทรายมาทับถมในแนวเหนือ-ใต้มาแต่สมัยโบราณ ซึ่งเป็นขวางกั้นการไหลของน้ำจากเทือกเขาหลวง โดยมีคลอง 5 สายที่ไหลผ่านเขตเทศบาลก่อนไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวปากนคร ได้แก่ คลองคูพาย คลองป่าเหล้า คลองหน้าเมือง คลองราเมศวร์ และคลองปากพูน

การระบายน้ำที่ไม่คล่องตัวด้วยสาเหตุต่างๆ รวมถึงการขึ้นลงของน้ำทะเลก็มีผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมขังในเขตเศรษฐกิจในตัวเมืองนครศรีธรรมราชได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉพาะในบริเวณที่ลุ่มต่ำและอยู่ใกล้คลองระบายน้ำดังกล่าว เช่น ชุมชนวัดมมุมป้อม ชุมชนบ่ออ่าง ชุมชนท่าโพธิ์ เป็นต้น

(ภาพ การตัดหน้าดินในพื้นที่สูงชัน เมื่อฝนตกหนักก็เกิดปัยหาดินสไลด์ ภูเขาถล่ม ในพื้นที่บ้านเขาวัง ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์)

 

หากมีการทำลายป่า หรือขุดหน้าดินของภูเขาบริเวณที่มีความสูงชัน ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ก็ย่อมจะทำให้มีความเปราะบางที่จะเกิดปัญหาภูเขาดินโคลนถล่มได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เช่น บางพื้นที่มีการทำลายพื้นที่ป่าต้นน้ำ มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ประกอบกับการมีฝนตกหนัก ทำให้มีปริมาณน้ำฝนมาก เมื่อไม่มีต้นไม้มากพอที่จะป้องกันหน้าดินเองไว้ จึงทำให้ดินที่มีการอุ้มน้ำเอาไว้ ดินเขาซึ่งมีความร่วนของดินมาก ทำให้ดินแยกออกจากกันแล้วเลื่อนสไลด์ ในช่วงเข้าสู่ฤดูมรสุมก็อาจทำให้เกิดปัญหาภัยพิบัติจากดินถล่มจากเทือกเขาสูงชะล้างลงมาสร้างความเสียหายแก่พื้นที่ที่อยู่ด้านล่าง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อยและควรเฝ้าระวัง

จากสภาพภูมิประเทศของนครศรีธรรมราชที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเทือกเขาสูงชัน ของเทือกเขานครศรีธรรมราช ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมบนภูเขาสูง ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนภูเขาถล่มได้ง่าย โดยปกติมีฝนเฉลี่ยทั้งปี 2,388.6 มิลลิเมตรของ (ข้อมูล สถานีอุตนิยมวิทยานครศรีธรรมราช คาบ 30 ปี 2519 - 2548)

แต่บางครั้งก็มีปริมาณฝนตกสะสมในช่วงเวลาสั้นๆ ก็มำให้เกิดปัญหาดินโคลนภูเขาถล่มขึ้นได้  เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ อ.พิปูน ในปี 2531 จากสาเหตุมีพายุดีเปรสชั่น มีฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ทำให้พื้นดินรวมทั้งเชิงเขาที่ชาวบ้านขึ้นไปปลูกยางพารา บนพื้นที่เดิมที่เปรียบเสมือนฟองน้ำ จนในที่สุดหมดขีดความสามารถในการอุ้มน้ำ  ได้เกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มมาพร้อมกับท่อนซุงจำนวนหลายร้อยท่อน และมีผู้เสียชีวิตมากมาย

อีกเหตุการณ์ได้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่เกิดจากฝนตกติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2554 เป็นเวลาประมาณ 10 วันเต็มๆ ได้ทำให้เกิดน้ำท่วม ดินภูเขาถล่มทลายรวมแล้ว จำนวน 7 จังหวัด มีพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยและเกิดภัยพิบัติภูเขาถล่ม ดินเลื่อนสไลด์ในหลายพื้นที่ของ จ.นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่

ซึ่งขณะนั้นทางภาคใต้ของไทยได้เกิดมีพายุดีเปรสชั่นนอกฤดูกาลเข้ามา  ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องกันตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 1 เมษายน 2554  เกิดฝนตกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา  10 วัน วัดปริมาณน้ำฝนที่สถานีอุตุนิยมวิทยา จ.นครศรีธรรมราช ได้ 1,350 ม.ม. วัดปริมาณได้มากเกินน้ำฝนที่ตกสะสมตลอดทั้งปีเกือบ 2 เท่า ส่วนที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก็วัดปริมาณน้ำฝนได้ 1,110 ม.ม.    

นักอุตุนิยมวิทยาเรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “เอ็กซตรีม อีเว้นท์”  เป็นเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้ได้เกิดขึ้นทั่วโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก หรือเป็น “เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ควรจะเกิด” เนื่องจากมีเหตุอุทกภัยในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูร้อน อากาศแห้งแล้ง แต่ก็เกิด "อุทกภัยหน้าแล้ง" ขึ้นมาชนิดที่ไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าได้ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหาจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในนครศรีธรรมราช

การเกิดเหตุอุทกภัยจัดว่าเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี บางปีก็หนักบ้างน้อยบ้าง หากปีใดเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป หรือมีปริมาณฝนตกสะสมติดกันประมาณ 900 - 1,000 มิลลิเมตรขึ้นไปก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างโดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาก็จะมีความเสี่ยงของดินโคลนภูเขาถล่มลงมาสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น และหลังจากนั้นประมาณ 2 - 3 วันน้ำก็จะไหลรวมกันเป็นมวลน้ำปริมาณมากเข้าบ่าท่วมในพื้นที่ชุมชนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ก่อนจะไหลออกไปสู่ทะเลบริเวณอ่าวปากพนังและอ่าวไทย หากมีน้ำทะเลหนุนก็จะส่งผลห้ำไหลระบยาลงทะเลได้ช้า ก็จะบ่าท่วมพื้นที่ชุมชนและเรือกสวนของประชาชนบริเวณที่ราบลุ่มชายทะเล เช่น อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร เป็นต้น

ดร.เฮลมุท เดอร์ราท นักธรณีวิทยา ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เคยให้ความเห็นถึงความอ่อนไหวทางธรรมชาติของพื้นที่แถบนี้ว่า“ส่วนใหญ่ปรากฏการณ์พิบัติภัยดินถล่ม ดินสไลด์ที่เกิดขึ้นนั้น ปัจจัยสำคัญมักมาจากการกระตุ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ เช่น การบุกรุก แผ้วถางทำลายป่าไม้ แต่กรณีที่เกิดขึ้นที่ จ.นครศรีธรรมราช กระบี่ สุราษฎร์ธานี  มีสาเหตุหลักมาจากเรื่องของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในปริมาณมากจนทำให้ความแข็งแรงของผิวดินโดยเฉพาะบริเวณลาดชันลดลง  จนในที่สุดดินเกิดการชุ่มน้ำและอ่อนตัวกลายเป็นดินโคลนและเลื่อนไหลลงสู่เบื้องล่าง จนกลายเป็นทะเลโคลนไหลถาโถมลงมาทับถมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชนจนได้รับความเสียหาย  ทั้งนี้ปริมาณน้ำฝนเป็นเหตุผลหลักที่เป็นปัจจัยสำคัญหรือเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาดินสไลด์หรือโคลนถล่ม เนื่องจากฝนที่ตกหนักและตกแช่ในพื้นที่เป็นเวลานานจนทำให้ดินบริเวณลาดชัน อ่อนตัวและเลื่อนไหลลงสู่ที่ต่ำในที่สุด  ความรุนแรงของปัญหาดินสไลด์ โคลนถล่มจะแตกต่างกันที่สภาพพื้นที่ หรือสภาพแวดล้อมของภูมิศาสตร์บริเวณนั้น เช่น จุดใดมีต้นไม้หนาแน่นระดับความรุนแรงจะน้อยกว่า จุดที่ไม่มีต้นไม้หรือบริเวณที่ป่าไม้ถูกทำลาย” 

 

(ภาพ คลื่นลมทะเลสูงมากกว่า 2 เมตร กัดเซาะชายฝั่งทำให้บ้านเรือนชาวประมงได้รับความเสียหาย)

 

ปัญหาคลื่มลมพายุและการกัดเซาะชายฝั่งทะเล

การมีกระแสลมแรง ซึ่งปกติมีความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 7 – 9 กม./ชม. กำลังลมสูงสุดในฤดูมรสุม ซึ่งเคยมีความเร็วลมสูงถึง 74 กม./ชม.  ทำให้ลมทะเลพัดเข้าสู่ชายฝั่งก็ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นชาวประมงเรือเล็กตามชายฝั่งได้รับความเดือดร้อนทั้งที่อยู่อาศัยและการทำการประมง และเคยมีการตรวจพบว่ามีความเร็วลมเฉลี่ยมากกว่า 100 กม./ชม.  

พายุหมุนเขตร้อนที่พัดผ่านบริเวณภาคใต้และทำความกระทบกระเทือนให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนมากเป็นพายุดีเปรสชั่นที่มีกำลังอ่อน  ส่วนมากจะเกิดจากทะเลจีนใต้ แต่มีส่วนน้อยที่เกิดจากมหาสมุทรแปซิฟิคเคลื่อนตัวเข้ามาในอ่าวไทยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม พายุดีเปรสชั่นหรือพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคใต้เกือบทุกครั้งจะทำความกระทบกระเทือนให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย จะทำให้ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงและเกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันขึ้นได้ กำลังแรงของลมและคลื่นในทะเลจะทำอันตรายแก่เรือในทะเล และอาคารบ้านเรือนที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลได้

ประวัติของพายุหมุนเขตร้อนที่มีความรุนแรงและทำความเสียหายแก่ภาคใต้เป็นบริเวณกว้างและจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผ่านมาได้แก่ พายุโซนร้อน “ฮาเรียต” ซึ่งก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ใกล้ปลายแหลมญวน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2505 แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทยพร้อมทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และได้เคลื่อนตัวผ่านจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 25 – 26 ตุลาคม 2505 ลงสู่ทะเลอันดามัน พายุนี้ได้ทำความเสียหายเกือบทุกจังหวัดในภาคใต้ โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 935 คน และบาดเจ็บ 445 คน ทรัพย์สินของราชการและเอกชนเสียหายคิดเป็นมูลค่าถึง 1,320 ล้านบาท นับเป็นความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย พายุโซนร้อนลูกนี้ได้เคลื่อนตัวผ่านจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2505 วัดความเร็วลมได้ 93 กม./ชม. เป็นลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศเหนือ วัดปริมาณฝนใน 24 ชั่วโมงได้ 123.6 มิลลิเมตร 

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช  เกิดขึ้นทุกๆ ปี  ซึ่งพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้น้ำทะเลยกตัวสูงและเกิดคลื่นสูงถึง 4 - 5 เมตร ซัดเข้าถล่มในหลายหมู่บ้านของ อ.ท่าศาลา และ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะบริเวณแหลมตะลุมพุก ประชาชนได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนพังเสียหาย ชาวประมงไม่สามารถออกเรือหาปลา  ขณะเดียวกันก็เกิดคลื่นกัดเซาะทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4013 ไปถึงถนนทางหลวงเลียบชายละเลที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรระหว่าง อ.ปากพนัง - อ.หัวไทร  จ.นครศรีธรรมราช

จากการลงสำรวจพื้นที่ชายหาดตั้งแต่ อ.ท่าศาลา ยาวจรด อ.หัวไทร โดยเฉพาะแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนังซึ่งเป็นตัวแบบของการเฝ้าสังเกตปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล พบว่า ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ต้นปี 2553  เป็นต้นมา ผู้เขียนได้เข้าไปถึงพื้นที่ที่เกิดปัญหาประมาณปีละ 1-3 ครั้ง ภาพที่พบเห็นมาโดยตลอดนั้น ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงนั้นเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติที่เกิดจากกระแสคลื่นลมที่มีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด

ส่วนสาเหตุที่มาจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพธรรมชาติของพื้นที่ เช่น การปรับพื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นการสร้างปัจจัยเชิงลบหรือเร่งการทำลายพื้นที่ชายฝั่งให้ชำรุดเสียหายมากขึ้น ส่วนการสร้างโครงสร้างชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะรอดักทราย (Groin) และคลื่นตามปากแม่น้ำต่างๆ (Jetty) รวมทั้งสิ่งก่อสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะ เช่น กำแพงกันคลื่น เขื่อนคอนกรีต เขื่อนหินทิ้ง (Seawall) เขื่อนกันคลื่น (Offshore Breakwater) ที่สร้างขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อการกัดเซาะตามแนวชายฝั่งทะเล  หรือเป็นการสร้างปัจจัยเชิงป้องกัน

นครศรีธรรมราชมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 235 กิโลเมตร เป็นจังหวัดในลำดับแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก มีชายฝั่งที่อยู่ในสภาพปกติไม่ถึง 50% ของความยาวชายฝั่งทั้งหมด จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมภาคใต้ตอนบน อุทยานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่า พื้นที่ที่มีการกัดเซาะชายฝั่งขั้นรุนแรงมีระยะทางรวม 60 กิโลเมตร กัดเซาะปานกลางรวม 50.5 กิโลเมตร และมีชายฝั่งสะสมตัว ประมาณ 14 กิโลเมตร 

 

(ภาพ การเผาป่าพรุในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง)

 

ปัญหาความแห้งแล้งและการจุดไปเผาป่าพรุ

ป่าพรุได้มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่เริ่มเกิดเป็นสันดอนทราย(Barrier beach) สลับกันกับป่าพรุ (lagoon) บริเวณสันดอนทรายมีกลุ่มต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ เนื่องจากเป็นไม้เศรษฐกิจ เหมาะแก่การนำไปใช้สร้างอาคารบ้านเรือนจึงทำให้มีการตัดโค่นชักลากนำมาใช้ประโยชน์  นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่า ชาวบ้านแถบนี้มีฝีมือในการขุดเรือไม้โกลนจากต้นไม้ทั้งลำอีกด้วย ต่อมาเมื่อต้นไม้ใหญ่เริ่มหมดลง ประกอบกับการขยายตัวของถนนหนทาง การเพิ่มขึ้นของประชากรที่อาศัยอยู่รอบๆ ป่าสงวนแห่งชาติเหล่านี้ จึงเกิดการบุกรุกเพื่อขยายพื้นที่ทำมาหากิน และบุกรุกเข้าไปในเขตป่าสงวนกันมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพป่าจึงเปลี่ยนแปลงไปในห้วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ หรือยังไม่ถึง 1 ชั่วอายุคนก็สามารถทำให้ป่าไม้ที่ประกอบขึ้นด้วยไม้ใหญ่ได้หายหมดไปจากผืนป่าแห่งนี้แล้ว

ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช ป่าพรุควนเคร็งมีน้ำท่วมขังเกือบตลอดทั้งปี ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เชียรใหญ่ ชะอวด เฉลิมพระเกียรติ ร่อนพิบูลย์ และหัวไทร

ป่าพรุควนเคร็งเป็นเสมือนจุดรองรับน้ำ แหล่งกรองแร่ธาตอาหารตะกอนด้วยชั้นของเศษซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันมานานหลายสิบปี หรืออาจถึงร้อยปี ซึ่งไหลมากับน้ำจากเทือกเขาบรรทัด ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของลุ่มน้ำปากพนัง อันเป็นแหล่งต้นน้ำของป่าพรุที่รวมเอาน้ำและความอุดมสมบูรณ์จากภูเขาในเขต อ.ร่อนพิบูลย์ ชะอวด ส่วนหนึ่งระบายออกไปสู่ทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ไหลต่อเนื่องลงไปสู่ทะเลสาบสงขลา ส่วนหนึ่งของน้ำไหลระบายออกไปสู่ทะเลอ่าวไทยผ่านแม่น้ำปากพนัง

หลังการเกิดเหตุการณ์วาตภัยจากพายุไต้ฝุ่นแฮเรียดพัดผ่านภาคใต้(แหลมตะลุมพุก) ในปี 2505 หลัง ได้ทำให้ต้นไม้ในป่าพรุควนเคร็งโค่นล้มเสียหายจำนวนมาก ขณะเดียวกันจำนวนประชากรก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ชุมชนมีการขยายตัวในขณะที่พื้นที่ทำกินมีอยู่จำกัด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็งถูกบุกรุกทำลายเข้าจับจองถือครองกันมากขึ้น หลังจากนั้นป่าพรุควนเคร็งก็เริ่มถูกแบ่งเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยแยกส่วนออกจากกัน  ต่อมาทางการจึงได้ประกาศให้ป่าพรุควนเคร็งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ในปี 2539

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีนโยบายมอบที่ทำกินในพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมและที่ถูกถือครองอยู่ก่อนแล้วมอบให้แก่ประชาชน เพื่อการพัฒนาให้เกิดประโยชน์และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ป่าพรุควนเคร็งก็จึงถูกแบ่งแยกออกไปอีกหลายส่วน ปัจจุบันเหลือพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรที่กันออกจากเขตที่ได้ปฏิรูปที่ดินแล้วและไม่มีภาระผูกพันใดรวมทั้งที่ได้กำหนดเป็นเขตอนุรักษ์ 

ปัญหาภัยแล้งก็มาเยือนทุกๆ ปีเช่นกับพื้นที่อื่นๆ  โดยจะเกิดขึ้นในฤดูร้อน สำหรับนครศรีธรรมราชจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ  ตลอดไปถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี หากฝนทิ้งช่วงก็มักจะเกิดภัยแล้ง ทำให้พื้นที่ป่าพรุขาดความชื้นหรือน้ำอุ้มป่าพรุ ทำให้จุดติดไฟได้ง่าย 

สาเหตุของการเกิดจุดไฟเผาป่าพรุ มีปัจจัยจากภัยแล้งตามธรรมชาติ ฝนทิ้งช่วงต่อเนื่องนาน อาจยาวนานถึง 5 เดือนนับตั้งแต่สิ้นฤดูฝนตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์จนไปสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม จากสภาพพื้นที่เกิดความแห้งแล้งโดยทั่วไป  มีแสงแดดจัด  ลมกระโชกแรง ประกอบกับไม่มีฝนตกลงมาสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ป่าพรุเป็นช่วงเวลานานมาก ทำให้มีป่าพรุสามารถจุดติดไฟง่าย ประชาชนจึงได้เข้าไปบุกรุกแผ้วถางและเผาป่าพรุเป็นบริเวณกว้าง  เพื่อปรับพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร โดยบางแห่งมีการปรับพื้นที่ขุดร่องเพื่อปลูกต้นปาล์ม ซึ่งเป็นพืชพลังงานที่มีราคาดีและใช้สกัดเป็นน้ำมันและทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมัน ตลอดจนแรงจูงใจอื่นในการบุกรุกเผาป่าพรุเพื่อให้ได้ที่ดิน ปัญหาการเผาป่าพรุนี้เกิดขึ้นทุกๆ ปี จนถึงปัจจุบันพื้นที่ป่าพรุที่ถูกบุกรุกไปแล้วมากกว่า 3,000 ไร่ 

วิวัฒนาการลำดับต่อไปของป่าพรุควนเคร็งก็จะเริ่มเหลือพื้นที่ที่เป็นป่าเสม็ดน้อยลงและอาจหมดลงในที่สุด หรือพื้นที่ป่าที่อยู่เขตป่าสงวนฯ ก็จะเริ่มร่อยหรอจากการบุกรุกของชาวบ้านและกลุ่มนายทุนที่เข้ามาซื้อที่ดินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวยกร่องเป็นแปลงๆ เช่น ปลูกปาล์มน้ำมัน ทำสวนยางพารา คาดว่าในอนาคตไม่เกิน 10 ปีนี้หากไม่สามารถหยุดการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนผืนสุดท้ายได้ลงได้ด้วยวิธีการต่างๆ ได้จริงแล้ว ป่าเสม็ดขาวที่เหลืออยู่ในวันนี้ก็จะกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมและกลายเป็นสวนปาล์ม สวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หากมาตรการหรือแนวทางการฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งดังกล่าวไม่เป็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เขียน(จขบ.)จึงคาดว่า สภาพป่าพรุจะเริ่มหมดลงไป อาจทำให้พื้นที่ป่ามีขนาดเล็กและลดความสำคัญลงไป  

 

(ภาพ โมเดลวิวัฒนาการของป่าพรุควนเคร็ง)

 

สรุปและข้อเสนอแนะ

คาบสมุทรอินโดจีน ตลอดไปจนถึงปลายแหลมมาลายู โดยเฉพาะในส่วนภาคใต้ของประเทศไทยมีดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย กล่าวคือถ้าพายุฝนโซนร้อนมาจากมหาสมุทรแปซิฟิคก็ลดความรุนแรงลงเมื่อปะทะกับเทือกเขาในประเทศเวียดนามแล้วอ่อนตัวลงเป็นพายุดีเปรสชั่น 

พายุที่พัดพาจากมหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งตะวันตกก็ลงความรุนแรงลงเมื่อปะทะกับกับเทือกเขาตะนาวศรี ประเทศไทยจึงความชุ่มชื้น สลับซับเปลี่ยนกับฤดูร้อนที่ทำให้พืชพรรณได้พักตัวเพาะดอกออกเมล้ดพันธุ์เพื่อแตกหน่อในช่วงฤดูฝนต่อไป มนุษย์และสัตว์นานาชนิดก็ได้พึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธรรมชาติที่เกิดจากอิทธิพลของการเปลี่ยนเปลี่ยนของดินฟ้าอากาศ

ในพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ของโครงสร้างทางธรรมชาติอย่างครบถ้วน เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช  หากประชาชนในพื้นที่มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในความสำคัญถึงโครงสร้างทางกายภาพ ทั้งในด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความหลากหลายทางธรรมชาติที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นความอุดมสมบูรณ์ครบถ้วน ย่อมทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากทรัพย์ธรรมชาตินั้นโดยตรง

การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ ก็ตามอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของธรรมชาติดินฟ้าอากาศหรือไม่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ให้เกิดเป็นความเดือนดร้อนลำบากแสนเข็ญ ดังเช่นอุบัติการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีผลกระทบที่ชัดเจนมากทั้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติและจากน้ำมือมนุษย์ ดังนั้น ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจะต้องเตรียมการรับมือโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์จากอดีตและผู้รู้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้นเกินที่จะรับมือได้

ถ้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลกปรากฏการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาทั้งสองด้าน หรือ “สองแรงบวก” ทั้ง ย่อมสร้างความเสียหายอย่างประเมินมูลค่าไม่ได้ เรื่องนี้จึงต้องร่วมลงมือทำกันอย่างจริงจัง หรือแม้แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียวและถ้าหากชาวนครศรีธรรมราชไม่ใส่ใจถึงสัญญาณเตือนก็อาจได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเขาวัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี  2555 (อ่าน... ภูเขาถล่มตัดเส้นทางเสด็จสมเด็จพระเทพฯ ทรงเยี่ยม รร.ตชด.บ้านเขาวัง นครศรีธรรมราช)

 

 

ความหลากหลายทางชีวภาพอันเกิดจากถิ่นที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศของนครศรีธรรมราชก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งบนบกและทะเล สร้างรายได้จำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังก่อกำเนิดให้เป็นต้นแบบของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความเชื่อศาสนาของสังคมชุมชนท้องถิ่นให้ดำรงชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ กลายเป็นอัตลักษณ์แตกต่างไปจากจังหวัดอื่นของประเทศอีกด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม”(cultural diversity) ก่อนกำเนิดมาจากความหลากหลาย“ความหลากหลายทางชีวภาพ”(biological diversity)

สภาพทางธรรมชาติทั้งภูมิประเทศและสภาพภิมอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเป็นตัวกำหนดสภาพแวดล้อมที่สำคัญของทุกๆ พื้นที่ แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็มีข้อมูลว่า “น้ำมือมนุษย์” มีส่วนอย่างมากในการก่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย โดยมีมนุษย์เป็นตัวเร่งให้เกิดความเสียหายกระทบและผลกระทบที่เร็วขึ้น จึงเป็นหนทางเดียวที่ทุกคนจะต้องช่วยกันกำหนดชะตาชีวิตตนเองภายใต้การปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละฤดูกาล

......................................

 

หมายเหตุ ผู้เขียน(จขบ.) บทความนี้เกิดการรวบรวมบทความที่ผู้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ในพื้นที่ และจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้แก่ แหล่งข้อมูลความรู้และจากผู้รู้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดได้ลิงค์ด้านล่างนี้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง (คลิกที่ชื่อเรื่อง) >> .......

นครศรีนามิ ภาพชีวิตคนถูกน้ำท่วมเพราะอากาศวิปริต  

ฝนตกหนักที่นครศรีธรรมราช ภูเขาถล่มทับอาคารเรียน รร.ตชด.บ้านเขาวัง

ภูเขาถล่มตัดเส้นทางเสด็จสมเด็จพระเทพฯ ทรงเยี่ยม รร.ตชด.บ้านเขาวัง นครศรีธรรมราช

โอ้...นบพิตำ เหนือคำบรรยาย ตอนที่ 1 คลองกลาย เป็นแม่น้ำกลาย

โอ้...นบพิตำ เหนือคำบรรยาย ตอนที่ 2 ภาพเจาะลึกเข้าไปข้างในนบพิตำ

โอ้...นบพิตำ (เหนือคำบรรยาย)ตอนที่ 3 เปิดแผนการพัฒนาหรือแผลฉกรรจ์ของป่าต้นน้ำนครศรีธรรมราช

โอ้..นบพิตำ(เหนือคำบรรยาย) ตอนที่ 4 ผ่าภูมิปัญญาชาวบ้านและความคิดของนักวิชาการ เรา-ท่านเตรียมการอะไร?

ย้อนไปเยือน..มหาอุทกภัย 2554 คลองกลาย อ.นบพิตำ

ชาวแหลมตะลุมพุกทุกข์ข้ามปี คลื่นทะเลสูง 5 เมตรซัดชายฝั่งบ้านเรือนพังยับ

แหลมตะลุมพุก 2557..“คืนความสุข" คลื่นกัดเซาะชายหาด

สำรวจป่าพรุควนเคร็ง...เปิดหน้ากากขบวนการเผาป่าและแนวทางฟื้นฟู

พลวัตการเปลี่ยนแปลงของป่าพรุควนเคร็ง และผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

ชาวแหลมตะลุมพุกทุกข์ข้ามปี คลื่นทะเลสูง 5 เมตรซัดชายฝั่งบ้านเรือนพังยับ

“แหลมตะลุมพุก”ในวันนี้...ปัญหาที่ใหญ่กว่า “น้ำทะเลกัดเซาะ”..? (1)

“แหลมตะลุมพุก”ในวันนี้...ปัญหาที่ใหญ่กว่า “น้ำทะเลกัดเซาะ”..? (2)

 แหลมตะลุมพุก 2557..“คืนความสุข" คลื่นกัดเซาะชายหาด

เว็บไซต์อ้างอิง

http://www.marine.tmd.go.th/thai/tus_type/nakorn.html

http://www.thaiwater.net/current/floodsouth_mar54.html

 http://www.nakhonsithammarat.go.th/web_52/geography.php

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 02/02/2017 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

นครฯ เป็น 1 ในที่ที่มีอากาศดีที่สุดในไทย
รักษาไว้ดีๆ คงจะเป็นที่ท่องเที่ยวแบบ long stay,
หรือสถานพักผ่อนระยะยาว เช่น คนสูงอายุ ได้อย่างดีเลย...

ความคิดเห็นที่ 2 wullopp , NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 01/02/2017 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรนำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อเตรียมการดำเนินงานในการป้องกันเหตุเช่นนี้อีก ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะเกิดซ้ำได้ในอนาคตครับ

ความคิดเห็นที่ 1 wullopp , NN1234 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 01/02/2017 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ปัญหาจากการทำลายป่า(จุดไฟเผา) คงต้องเร่งแก้ไขนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน