• ดุจดังฯคนจร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-07
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 19328
  • ส่ง msg :
  • โหวต 17 คน
เพียงผู้พลัดหลง...
ซึ่งเฝ้าเพียรแสวงหาหนทางแห่งตน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nomadicman
วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2550
Posted by ดุจดังฯคนจร , ผู้อ่าน : 1466 , 20:03:47 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ก่อนหน้านี้… 

ผมรู้จักเธอจากกิจกรรมเชียร์ของคณะตอนเรายังเป็นนักศึกษาใหม่ เมื่อขึ้นปีสองผมได้พบเธอน้อยลงเพราะสาขาที่ต่างกัน หากเจอโดยบังเอิญเราเพียงเอ่ยทักทายและส่งยิ้มให้กันอย่างคนรู้จัก ใจหวังอยากชวนเธอไปทานข้าวด้วยบ้างแต่ถ้อยคำกลับพลัดหายในลำคอเสียทุกคราว จึงไม่อาจทราบได้ว่าเธอจะตอบรับหรือปฏิเสธ

จนกระทั่ง…

เมื่อราวๆสัปดาห์ก่อน เพื่อนคนหนึ่งชวนผมไปออกค่าย ผมไม่ใช่นักกิจกรรม, ไม่ใช่นักอนุรักษ์และไม่ใช่นักนิยมไพร แต่ผมก็ตอบตกลง  ครั้นพอถึงวันปฐมนิเทศค่าย เขากลับบอกว่าติดธุระสำคัญไม่อาจไปได้ เขาแสดงความเสียใจและบอกผมว่า

“เอ็งจะไปหรือไม่ก็ได้” 

นี่เขาเห็นผมเป็นอะไรกัน...

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีโอกาสพบเธออีกหนหนึ่งในวันปฐมนิเทศค่ายนั่นเอง

ค่ำคืนวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม...

ภายหลังแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อนแล้ว ผมขับมอเตอร์ไซด์มาส่งเธอที่หอพัก อากาศเย็นหลังฝนตกทำให้ผมขับช้าๆ หรือแท้จริงแล้วอาจด้วยเหตุผลอื่น...

ผมแค่อยากยืดเวลาที่เราใกล้ชิดกันให้ยาวนานออกไป

เมื่อถึงหน้าหอพัก ผมตัดสินใจเอ่ยถามเธอบางอย่างหลังหายใจเข้าลึกๆ

“ทำไมเหรอ” เธอตอบ

ผมก้มหน้าและเอ่ยอีกคำถาม หลังหายใจเข้าลึกยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต

เธอพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนเดินเข้าหอพักไปอย่างอ้อยอิ่ง

“…”

ผมได้แต่ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจากมา ระหว่างกลับหอพักตนเอง ผมก็หวนคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดสองวันที่ผ่าน...

บ่ายแก่ๆของวันศุกร์...

เราชาวค่ายเริ่มออกเดินทางด้วยการโบกรถโดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม และผมกับเธอได้อยู่กลุ่มเดียวกัน เป็นการเดินทางออกค่ายที่ดูแปลก อาจเพราะนี่ไม่ใช่ชมรม หากแต่เป็นการรวมกลุ่มของนักศึกษาบางคนที่ไม่ต้องการถูกยึดติดกับข้อจำกัดหลายๆอย่าง จากทางมหาวิทยาลัยที่มีต่อชมรมต่างๆ

“พวกเราคือกลุ่มอิสระ” รุ่นพี่คนหนึ่งป่าวประกาศตอนปฐมนิเทศชาวค่าย และขยายความต่อไปว่า เช่นนี้จึงทำให้งบประมาณของกลุ่มเรามีอย่างจำกัดจำเขี่ย รายรับส่วนใหญ่ได้มาจากการเปิดหมวกร้องเพลง ออกค่ายจำเป็นต้องโบกรถไป แต่ผมรู้สึกว่าการเดินทางอย่างนี้ให้บรรยากาศดีอยู่ไม่น้อย

“นี่เป็นค่ายที่ออกไปศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและปัญหาของชาวบ้านในหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งภาครัฐเองต้องการโยกย้ายผู้คนออกจากพื้นที่ทำกิน อันเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานขึ้นใหม่แต่ซ้อนทับกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน” พี่เมฆซึ่งเป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มของผมเล่าให้ฟัง(อันที่จริงตอนปฐมนิเทศก็ดูเหมือนว่าจะกล่าวหนหนึ่งแล้ว)ขณะเราอยู่บนรถกระบะคันหนึ่งที่โบกได้ กลุ่มของเราโบกรถเพียงสองคันก็ถึงจุดนัดหมาย(อีกสองกลุ่มที่เหลือจากการสอบถามพบว่าอาศัยรถโบกไม่น้อยกว่าห้าคัน)

“โชคมักจะเข้าข้างมือใหม่” พี่เมฆเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ในกลุ่มมีเพียงพี่เมฆคนเดียวที่เคยเดินทางด้วยการโบกรถ(อย่างนับครั้งไม่ถ้วน) ระหว่างทางผมได้พูดคุยกับเธอมากกว่าเท่าที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

บางสิ่งบางอย่าง... ได้ถูกถักทอขึ้นด้วยเรียบง่ายเช่นนี้เอง

จุดนัดหมายคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดชายขอบเขตอุทยานที่ประกาศขึ้นใหม่ “เราจะเห็นว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีไฟฟ้าใช้ มีโรงเรียน หรือสิ่งอำนวยต่างๆอันพึงมีจากทางภาครัฐ แล้วหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งล่ะ? ห่างจากที่นี่เพียงสิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น เป็นเช่นไรกัน? นั่นคือสถานที่ที่เราจะเข้าไปเรียนรู้และแสวงหาคำถามกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น” พี่เมฆกล่าวขึ้นระหว่างพวกเรา(ชาวค่ายทุกคนมารวมกันครบแล้ว)รอรถที่ติดต่อไว้มารับเพื่อพาเข้าไปยังหมู่บ้าน

“แสวงหาคำถาม” ฟังดูโก้อย่างบอกไม่ถูก เห็นทีผมจะต้องจดจำไปใช้บ้าง

การเข้าถึงตัวหมู่บ้านแห่งนี้ต้องผ่านด่านตรวจของอุทยานก่อน เจ้าหน้าที่ดูไม่ตื่นตัวมากนัก คงเพราะทราบจากการแจ้งล่วงหน้าแล้ว ความวิบากของหนทางกอปรกับสายฝนที่โปรยปรายลงมา พวกผู้ชายจึงต้องลงเข็นรถกันหลายหน ในที่สุด เราก็ถึงหมู่บ้านอย่างทุลักทุเล ระยะทางเพียงสิบกว่ากิโลเมตรแต่ใช้เวลาร่วมชั่วโมง

ชาวบ้านหลายคนรอเราอยู่บริเวณศาลาประชาคม(สร้างโดยนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มาออกค่ายก่อนหน้านี้) อาศัยแสงวอมแวมจากเปลวเทียนและตะเกียง กับไฟฉายไม่กี่อัน ในหมู่บ้านไร้ซึ่งไฟฟ้า ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีสิ่งอำนวยใดๆจากทางราชการ จะมีก็เพียงถนนสายที่นำเราเข้ามาแค่นั้น แต่ปลายทางของถนนสายนี้หาใช่ที่หมู่บ้าน หากด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ผมจะได้รู้ในภายหลัง

เราแบ่งกันออกเป็นสี่กลุ่มเพื่อแยกเข้าพักอาศัยกับแกนนำชาวบ้านที่ตระเตรียมรออยู่ ก่อนแยกย้ายตามกลุ่ม ผมหันมองไปมาอยู่ครู่หนึ่งคล้ายรอคอยบางสิ่ง

รอยยิ้มสองรอยที่ส่งถึงกันนั่นเอง

กลุ่มของผมมีห้าคน มีพี่เมฆ,ผมและเพื่อนนักศึกษาอีกสามคน โดยเข้าพักบ้านของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง แม่น้อย คือชื่อที่พวกเราเรียกหญิงเจ้าของบ้าน  หลังจัดแจงข้าวของและล้างเนื้อล้างตัวเรียบร้อย พวกเราก็เข้านอน เสียงพี่เมฆพูดคุยกับแม่น้อยอยู่ใต้ถุนบ้านฟังไม่ได้ใจความนัก ผมหวนคิดเรื่องราวระหว่างเดินทางได้ครู่เดียวก่อนเผลอหลับด้วยความเพลีย

เช้าวันเสาร์ซึ่งฟ้าครึ้มฝน...

กำหนดการง่ายๆในเช้านี้คือ ศึกษาวิถีชุมชนตามแต่การนำพาของเจ้าของบ้าน ผมคาดว่า แต่ละกลุ่มคงมีพี่เลี้ยงคอยซักไซ้เรื่องราวต่างๆจากชาวบ้าน ให้ลูกค่ายได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดอยู่ขณะนี้ เห็นได้จากพี่เมฆจะคอยสอบถามแม่น้อยอยู่เป็นระยะๆ ระหว่างทางที่แม่น้อยพาเราไปนาข้าวไร่ของเธอ ละอองฝนที่โปรยลงมาให้ผมรู้สึกชุ่มฉ่ำ ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆเมื่อเราผ่านทุ่งข้าวขจีในนาของชาวบ้านคนหนึ่ง แมกไม้เขียวสด นกร้องเจื้อยแจ้ว นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างนี้ เพื่อนคนอื่นๆดูเริงร่าเช่นกัน จนแทบไม่มีใครใส่ใจบทสนทนาระหว่างพี่เมฆกับแม่น้อยมากนัก

“ใกล้ถึงแล้ว” แม่น้อยบอก พร้อมกันนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเพลงแตกพร่าที่น่าจะมาจากวิทยุเก่าๆแว่วทักทายเรา พอพ้นทิวไม้ภาพที่เห็นทำให้ผมคล้ายพลัดหายไปจากกาลเวลาอย่างสิ้นเชิง แม้จะเป็นเวลาชั่วขณะก็ตามที

กระท่อมบนเนินขนาดย่อม รายล้อมด้วยทิวข้าวกำลังโบกพลิ้วไปมาตามกระแสลม ฉากหลังเป็นเทือกเขาและเมฆเทาหม่น ขณะแดดส่องผ่านเมฆลงมา ผมรู้ว่าคำบรรยายแทนได้เพียงเศษเสี้ยว แค่พอให้เห็นเค้าโครงเท่านั้น...

“ไร้ถ้อยคำบรรยาย” ผมขอเลือกใช้วลีเชยๆนี้แทนดีกว่า

ดูเหมือนละอองฝนจะหยุดโปรยลงมาแล้ว เพื่อนร่วมกลุ่มสามคนขอตัวเดินเที่ยวชมโดยรอบ พวกเขาคงได้ภาพถ่ายสวยๆไปอวดคนอื่นเป็นแน่ ส่วนผม,พี่เมฆและแม่น้อยมุ่งสู่กระท่อม แม่น้อยบอกว่าพ่อ(แฟนแม่น้อย)มักมานอนที่กระท่อมในช่วงนี้ ตอนนี้คงออกไปทำอะไรสักอย่าง อาจหาของป่าหรือไม่ก็เก็บฟืน เรานั่งล้อมวงกัน กลางวงมีกองขี้เถ้าแต่ยังมีไออุ่นอยู่ พี่เมฆใช้ไม้เขี่ยกองขี้เถ้าไปมาก่อนเขี่ยเศษถ่านที่พบเข้ารวมกัน เป่าสองสามที กองเศษถ่านก็แดงปลั่ง ผมทำตัวเป็นดังนกรู้โดยหาเศษไม้ใบหญ้ามากองทับ แล้วช่วยกันเป่าอยู่ครู่เดียวเราก็ได้อาศัยไออุ่นจากกองไฟกัน

บนหัวของพี่เมฆและผมเต็มไปด้วยขี้เถ้าก่อนเราจะปัดออก

แม่น้อยหัวเราะออกมา

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็น

คล้ายว่าการหัวเราะคือโรคติดต่อชนิดหนึ่ง

เราสามคนหัวเราะจนลั่นกระท่อม

แม่น้อยไปค้นเจอขวดกาแฟของพ่อ มีเพียงกาแฟอย่างเดียว ต้มในหม้อบุบเบี้ยวใบหนึ่งเดียวของที่นี่ เป็นครั้งแรกที่ผมลิ้มลองดื่มกาแฟโดยปราศจากเครื่องปรุงแต่ง ผมแสดงสีหน้าพิกล

เสียงหัวเราะจึงลั่นกระท่อมอีกหน

แล้วเสวนาวงกาแฟก็เริ่มขึ้น คราวนี้เองที่ผมมีความตั้งใจอยากรับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ออกค่ายมา ให้รู้สึกละอายตัวเองนัก ผมมองย้อนความเดียงสาที่แสดงออกของตน ผมอยากเอ่ยสารภาพบาป แต่เมื่อเหลียวมองพี่เมฆ ผมรู้ได้ทันทีว่าไม่มีความจำเป็นเลย

เหมือนพี่เมฆจะรู้ พี่เมฆน่าจะรู้ เพราะเขาเริ่มการสนทนาหนนี้ด้วยเรื่องราวเดิมๆซ้ำอีกครั้ง คล้ายคุรุผู้ทบทวนบทเรียนให้ศิษย์ด้อยปัญญาอย่างมีเมตตา แม่น้อยยังเสริมในบางเรื่องอีก หนึ่งคนถามกับอีกสองคนตอบ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้รู้ว่าถนนสายที่นำเราเข้ามาคือทางขนไม้เถื่อนสายเก่า และกำลังจะเปิดให้บริการอีกครั้งหากอพยพชาวบ้านออกไปได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงรับรู้ถึงจุดประสงค์ของการออกค่ายครั้งนี้อย่างถ่องแท้ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเริ่มเข้าใจความทุกข์ยากของผู้ที่ถูกเรียกว่า “คนชายขอบ” ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเริ่มสำเหนียกรู้ถึงความไม่ชอบธรรม, ความไม่เท่าเทียม ของอำนาจรัฐ และด้วยเหตุนี้เองที่ก่อให้เกิดคำถามมากมายอันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบในภายหลัง

นี่เป็นเพียงก้าวเล็กๆของผม ไม่อาจเรียกได้ว่าคือก้าวอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ

ตอนบ่าย เราชาวค่ายกลับมารวมกันที่ศาลาประชาคม ตั้งวงเสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้ไปเรียนรู้มา กลุ่มหนึ่งไปเก็บของป่า(หน่อไม้และเห็ด) อีกกลุ่มไปเดินป่าก่อนแวะเล่นน้ำตกเล็กๆแห่งหนึ่ง สองกลุ่มที่เหลือได้ไปดูนาข้าว วงเสวนาเริ่มเป็นกันเองจากความสนิทสนมที่เพิ่มพูน จบแล้วมีกิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายและเชื่อมความสัมพันธ์ของชาวค่ายไปในตัว ก่อนจะให้แยกย้ายกลับไปเตรียมการแสดงของแต่ละกลุ่มในค่ำคืนนี้

ผมอยากชวนเธอไปเดินเล่นแต่คิดว่าคงไม่เหมาะนัก เราจึงเพียงแค่พูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ไปประสบมาสู่กันฟัง

บางสิ่งบางอย่างที่ถูกถักทอ... ได้สานต่อและดำเนินไปตามครรลองด้วยตัวมันเอง

 ดูเหมือนว่าการแสดงของนักศึกษาในคืนนี้ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของชาวบ้านได้บ้าง สังเกตได้จากเสียงหัวเราะปรบมือชอบใจ การแสดงของกลุ่มหนึ่งดูจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านเป็นพิเศษ ถึงกับเรียกร้องให้มีการแสดงอีกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการแสดง ชาวบ้านรีรออยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีสิ่งน่าสนใจแล้วจึงแยกย้ายกลับไปนอนเพื่อเอาแรงไว้ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆในวันพรุ่ง แต่ชาวค่ายส่วนใหญ่ยังรวมตัวกันอยู่ เป็นวงสนทนาย่อมๆอยู่สักพัก แล้วการขับกล่อมบรรเลงบทเพลงก็เริ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพลงค่ายกับเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งไม่คุ้นหูผมเอาเสียเลย แต่ก็เข้าบรรยากาศอย่างดีเยี่ยม ชั่วขณะหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว สายตาของผมเลื่อนไปทางเธอ นั่นทำให้ดวงตาสองคู่ได้พบกัน

ถ้อยอันใดดูเหมือนจะไร้ค่าหากเอ่ยออกมา ณ ห้วงเวลานั้น...

เช้าวันอาทิตย์ซึ่งเมฆเทาหม่นแผ่คลุมฟ้า...

เป็นการตั้งวงเสวนากับชาวบ้าน และเมื่อถึงตอนจากลา แม่น้อยได้ร่ำไห้

มันเป็นไปอย่างเรียบๆและง่ายดาย  แกนนำชาวบ้านกล่าวอำลา นักศึกษากล่าวอำลา พวกเราร่วมร้องเพลง รถเข้ามารับ ขณะที่คนอื่นๆกำลังขึ้นรถ ผมและพี่เมฆได้เดินเข้าไปอำลาแม่น้อย

ถึงตอนนี้เองแม่น้อยก็ร่ำไห้ พร้อมกับเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา“แม่ไม่อยากเห็นนักศึกษาเข้ามาอีกแล้ว แม่ไม่อยาก เพราะอะไรหรือ? เพราะนักศึกษามักจะเข้ามาพร้อมกับความหวัง ความหวังให้กับคนอย่างพวกแม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พอลูกๆนักศึกษาจากไปก็นำมันกลับไปด้วย พร้อมทิ้งแต่ความผิดหวังไว้ข้างหลังโดยไม่เคยกลับมาเหลียวแลอีกเลย”

แม่น้อยกล่าวทั้งสะอื้น...

“...”

“...”

บางครั้งการเงียบก็อาจดีกว่าวาจาใดๆที่เอ่ยออกมา

พี่เมฆและผมได้แต่นิ่งเงียบพร้อมกุมมือแม่น้อยเอาไว้คนละข้าง

รถกำลังเคลื่อนจากหมู่บ้านอย่างช้าๆ...

"รักษาตัวนะลูกๆ" แม่น้อยตะโกนส่ง แววตาสุดท้ายที่แม่น้อยมองมา เป็นอย่างที่พบเห็นได้ในผู้เป็นแม่ยามต้องจากลา ผมไม่เคยได้รับแววตาเช่นนี้อีกเลยนับตั้งแต่แม่เสียชีวิต นี่เองที่ทำผมไม่อาจทนได้จึงเบือนหน้าหนีส่วนพี่เมฆเอาแต่ก้มหน้านิ่ง เขาอาจคิดว่าถูกหรือเปล่าที่ไม่ตอบอะไรไปในตอนนั้น หรืออาจเพราะไม่แน่ใจว่าหากตอบออกไปแล้วจะเป็นความจริงหรือไม่ ความเงียบอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หรือกลับกลายเป็นคำตอบที่แย่ที่สุดก็ได้

แท้จริงแล้วความเงียบหาใช่คำตอบ

ความเงียบก็เป็นได้แค่ความเงียบเท่านั้น

การแบ่งกลุ่มโบกรถในตอนกลับ ผมไม่ได้อยู่กลุ่มกับเธอ ไม่ได้อยู่กลุ่มกับพี่เมฆ และผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนทนากับใคร จึงได้แต่นั่งเงียบๆจ่อมจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งตน ช่วงแรกฝนตกลงมาเป็นระยะ ทำให้เราเปียกปอนและหนาวเหน็บตามๆกัน แต่อย่างน้อยฝนก็ไม่ตกตลอดเส้นทาง

เมื่อกลับถึงมหาวิทยาลัยด้วยสวัสดิภาพครบทุกคนแล้ว เรานัดแนะกินอาหารค่ำด้วยกัน

ไม่พ้นร้านเนื้อย่าง ไม่พ้นร้องคาราโอเกะ สูตรสำเร็จของนักศึกษา...

แม้ทุกคนดูเมื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ก็ยังสนุกสนานเสียราวกับพวกเขาห่างมานานนับเดือน ความโหยหาสังคมอันคุ้นชินคงเป็นสิ่งที่ได้รับจากการออกค่าย นอกเหนือไปจากเรื่องเล่าสนุกๆ นอกเหนือไปจากภาพถ่ายงามๆ นอกเหนือไปจากการเหยียบย่ำทำลายฝันของผู้คนบางกลุ่มอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คงเป็นได้แค่นี้สินะการออกค่าย หากเป็นเมื่อก่อนผมไม่น่าต่างจากนี้ แต่เพราะถ้อยคำของแม่น้อยที่ยังวนเวียนให้นึกคิด

ผมจึงเดินออกมา

และมองเหม่อผ่านหน้าต่าง ไปยังความว่างเปล่าที่แทรกอยู่ระหว่างเม็ดฝนต้องแสงไฟยามค่ำคืน…

ที่มาเพลงประกอบเรื่อง http://www.9dern.com/





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
กู่ วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

มาตาม รีบไปรับของขวัญที่บล๊อกกู่เร็วๆ

http://www.oknation.net/blog/shadowy/2008/09/25/entry-1/comment#read

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
กู่ วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 12.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ตั้งใจจะทิ้งบล็อคให้ขึ้นราจริงๆเหรอนี่

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ปราณชลี วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

เป็นประสบการณ์ 'ออกค่าย' ที่น่าจดจำ - พาลให้คิดถึง 'ความหลัง', แต่หลังๆ มาผมเห็นมีนักศึกษาบางกลุ่มถือกล่องเปล่า-เจาะรู พร้อมชูภาพถ่ายสถานที่เป้าหมายที่จะไปออกค่าย ยืนคอยตามสะพานลอยบ้าง ริมถนนบ้าง ปากก็ป่าวร้องตะโกนว่า ขอบริจาคเงินเพื่อร่วมกิจกรรมออกค่าย โดยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรที่สร้างสรรค์เลย -- เสียดาย.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Din วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/372smallroom
ดินน้อมรับคำปรามาสแล้วผลิดอกเพื่อตอบแทนชมรมคนรักษ์ภาษาไทย


โลกยังกว้าง
ทางยังยาว
อารมณ์ต้องการคลี่คลายผ่านวันเยาว์
แผกแปลกไปตามธรรมชาติของแต่ละคน
สวัสดีปีใหม่นะจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
เพียงลมพัดผ่าน วันที่ : 05/01/2008 เวลา : 15.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daija
navy

หวัดดีปีใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
พราย วันที่ : 05/01/2008 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/praay

อย่างไรก็ตาม
ค่าย...ยังคงให้มุมมองที่แจ่มชัดขึ้นแก่ "ผม" ผู้เดินจากมา
"...จงเป็นดั่งดวงดาวพราวแสงสว่างนำหนทางเพื่อมวลชน..."
.........................

สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
cozy วันที่ : 05/01/2008 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

อ่านแล้วคิดถึงสมัยเรียนจังคุณ

ชอบ ชอบ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
แพรจารุ วันที่ : 04/01/2008 เวลา : 16.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/parjaru
มาช่วยกันไล่เซฟรอนออกจากทะเล

ไม่เคยได้ออกค่ายสักครั้งเดียว แต่ได้พบนักศึกษาออกค่ายบ่อย ๆ ได้เห็นความสนใจ และแอบหวังทุกครั้งว่าพวกเขาเป็นส่วนที่ดีของสังคม

ดีใจที่ได้อ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 01/01/2008 เวลา : 20.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namtan
simply9


สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้ทุกเส้นทางที่ก้าวเดิน มีแสงนำทาง จนไปถึงจุดหมายนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
กู่ วันที่ : 27/12/2007 เวลา : 22.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   



ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 27/12/2007 เวลา : 13.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุข มีความดีงามคุ้มครองครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เสือจุ่น วันที่ : 18/12/2007 เวลา : 16.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tigerjun
สู่ฝัน กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน ติดตามข่าวได้ที่ Bangkok Bicycle Campaign

ครั้งไปค่ายอาสา ครั้งแรก อหังการ์ ราวกับเป็นผู้ให้
อยู่ไปสองวัน สามวัน

เรากลายเป็นด้อยค่า โง่เง่า และดื้อด้าน
ต้องยอมน้อมถ่อมตนเรียนรู้ และรับรู้

จึงได้สำนึกว่าการไปค่ายฯ คือการไปเรียนรู้ ไปแบ่งปัน ไม่ได้ไป "ให้"

เราถึงได้อะไรมากมายเมื่อกลับมา

แม้แววตาของเธอจะเปลี่ยนไปก็ตาม

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
กู่ วันที่ : 17/12/2007 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ลากพาอารมณ์ให้สงสัยใคร่รู้ได้ดีมาก
...
สงสัยว่า ความรู้สึกของเธอคนนั้นจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่ออกค่ายด้วยกัน
...
ตอนจบ...ทิ้งความสงสัยเอาไว้อีกแล้ว

เขาเดินจากมา แล้วแววตาของเธอล่ะ เป็นเช่นไร
..
ขออภัย ที่ขี้สงสัย

เรื่องนี้ ต้องโหวต

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
วิทย์แดงจันศรี วันที่ : 14/12/2007 เวลา : 15.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wit
witdaeng.tarad.com : หนังสือเก่าหนังสือมือสอง 

ผมไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการออกค่ายเพราะช่วงชีวิตวัยเรียนออกจะอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะในการออกค่าย นึกไปก็เสียดายแต่ก็ยังดีที่ได้รับชดเชยในส่วนอื่นๆ

"แม่น้อย" ดูเจ็บปวดจังครับ เฮ้อ หวังว่าเธอจะสมหวังสักวันหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 12/12/2007 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LOSTGEO

เก็บซับทุกอารมณ์อันละเอียดอ่อน...ครับ

สมัยเรียน...ผมออกค่ายทุกปี..เป็นค่ายอาสาพัฒนาของคณะ..

เวลานั้น..ผมก็ยังไม่เคยรับรู้มุมมองบางอย่างที่ชาวบ้านมองเรา

คิดเพียงว่าได้ไปช่วยเจาะน้ำบาดาล สร้างอาคาร ...

ตกเย็นล้อมวงสันทนาการ...แอบมองสาวที่หมายตา..

คู่รักหลายคู่..ดูใจกันในค่ายนี่แหละ

ชีวิตนักศึกษาช่วงนั้นมีความสุขนะครับ...

เพียงแต่ต่อต่อมา...เมื่อมุมมองกว้างขึ้น

ก็เริ่มเห็นว่าการออกค่าย..ของบางคน..ก็คล้ายเพียงย้ายที่กินเหล้า

พูดจาภาษาปัญญาชน...หลักการหรูหราแต่ทำจริงไม่ได้

แต่ผมก็คงไม่เหมาไปหมดหรอกครับ..ว่ากันเป็นรายๆดีกว่า

ขอบคุณเรื่องราวที่ทำให้เห็นภาพความหลัง...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Mono_pry วันที่ : 07/12/2007 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/CommDev9

เราไม่เคยรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำ ได้ทำลาย "ความหวัง" ของใครบ้างก็ตาม เพียงเพื่อให้ความปรารถนาและความหวังของเราบรรลุจุดมุ่งหมาย ...ดาบสองคม... นั้น อยากให้ใครหลายคนได้ตระหนักถึงความหมายที่ลึกซึ้งในคำพูดของแม่น้อยมากๆ ก็จะดีเยี่ยมมากๆ เลย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ฟ้าฤดูร้อน วันที่ : 07/12/2007 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/awake
เตือนตน : จงระวังอย่านำทรรศนะคติหรือความคิดเห็นมาปนกับคำสอน จากคำสอนของท่าน ว.วชิระเมธี

ดีใจจังได้เข้ามาอ่านหน้านี้
ได้อ่านและได้ฟังเพลงแล้วคิดถึงชีวิตสมัยยังละอ่อนเป็น นศ คิดถึงการออกค่าย คิดถึงเปลวแดดร้อนของช่วงการโบกรถ แต่เบื้องหลังนั้นมีรอยยิ้มและความสุข ช่วงชีวิตเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้ว ขอบคุณที่ทำให้ความทรงจำดีๆหวนกลับมาอีกครั้ง ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Tammy วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tammy

เพลงนี้เป็นเพลงยอดนิยมสมัยที่เราไปออกค่ายเลยนะ
ขอบคุณนะคะที่เอามาให้ได้ฟังและหวนนึกถึงวันเก่าๆไปพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจริญขวัญ วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 23.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charoenkwan

เห็นด้วยกับความเห็นหนึ่ง

อ่านแล้วคิดถึงตอนออกค่าย

แต่ต่างกับดิฉันตรงที่ ไม่ได้แอบรักใคร ตอนไปค่าย อิอิ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

ได้อารมณ์ค่ายอาสาฯ
อารมณ์พาลพาผมล่องลอยไปสู่คืนวันเก่าๆ ได้
ถ้าคุณดุจดั่งฯ ยังเป็นนักศึกษาอยู่ตอนนี้
เรื่องนี้ถือว่าเป็นการกลับมาและสืบสานไว้
บรรยากาศเพื่อชีวิตได้ดีครับ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน