*/
  • nonglucky
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 444
  • จำนวนผู้ชม : 472721
  • จำนวนผู้โหวต : 119
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2559
Posted by nonglucky , ผู้อ่าน : 1284 , 17:22:22 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

หลังจากทราบการประกาศผลรางวัลรพีพร ประจำปี ๒๕๕๙

 

นงค์ลักษณ์ได้ส่งคำถามไปถามคุณธารา ศรีอนุรักษ์ หรือ ธาร ธรรมโฆษณ์ นักเขียน และ กวี ผู้ได้รับรางวัลรพีพรประจำปี ๒๕๕๙  จึงขอนำคำถาม-คำตอบดังกล่าว มาเผยแพร่เพื่อให้ทุกท่านได้อ่านกัน

 

ทั้งนี้ คำถามและคำตอบเหล่านี้ได้เรียบเรียงเผยแพร่ใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย Read&Lifeหน้า ๓ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันมอบรางวัลรพีพรประจำปี ๒๕๕๙ แต่เนื่องจากพื้นที่ของคอลัมน์ค่อนข้างจำกัด จึงเรียบเรียงทุกคำถาม-คำตอบไว้ไม่หมด

 

ดังนั้น ทุกท่านอ่านเพิ่มเติมอย่างเต็มอิ่มได้ที่นี่ และ ขอขอบคุณ คุณธารา ศรีอนุรักษ์ ไว้ ณ โอกาสนี้ และ ขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้งหนึ่ง

 

นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ

วันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

 

**********************************

 

 

 

๑. รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้รางวัลรพีพรในครั้งนี้

รู้สึกว่า ทางคณะกรรมการรางวัลรพีพรให้เกียรติแก่ผมมาก หากดูจากชื่อนักเขียนคนก่อนๆ ที่ได้รับรางวัลนี้มา ไม่ว่าจะเป็น มาโนช พรหมสิงห์, จำลอง ฝั่งชลจิตร, มหรรณพ โฉมเฉลา, นทธี ศศิวิมล ทุกคนล้วนมีผลงานที่ชัดเจน  โดยเฉพาะจำลอง ฝั่งชลจิตร ใครก็รู้ว่า แกคือ มือเรื่องสั้นของแท้ในวงการเรื่องสั้นบ้านเรา มีผลงาน มีพื้นที่ยืนบนผืนพรมแดงวรรณกรรมไทยเราอย่างชัดเจน  การที่คณะกรรมการรางวัลอันทรงเกียรติ มอบรางวัลนี้ให้ผม จึงเป็นเสมือนให้ผม ให้คำมั่นสัญญาใจ ว่า ต้องสร้างงานให้ดียิ่งขึ้น ตามรอยทางที่สุวัฒน์ วรดิลก(รพีพร) เคยสร้างไว้อย่างชัดเจนและเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทยแล้ว

 

๒. เมื่อเทียบกับรางวัลอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่ได้รับมา มีความรู้สึกต่างกันอย่างไรบ้าง

รางวัลอื่นๆ ที่ได้ก่อนหน้านี้ ล้วนแล้วแต่ต้อง แข่งขัน ทั้งสิ้น หมายถึงว่าเราต้องส่งผลงานเข้าประกวด แต่รางวัลนี้(รพีพร)เป็นรางที่มีคณะกรรมการรางวัลคัดสรรให้ โดยที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เป็นรางวัลที่มีกติกาข้อหนึ่งว่า มอบให้แก่นักเขียนที่สร้างงานได้ต่อเนื่อง ซึ่งเผอิญว่า สามสี่ปีมานี้ ผมมีผลงานออกมาตลอด

 

๓.จากที่เคยบวชเรียนมา คิดว่าการได้เป็นเณรเป็นพระศึกษาธรรมะมาช่วยตัวเองด้านการเขียนอย่างไรบ้าง

ชีวิตผมเกิดในครอบครัวยากจนทางภาคใต้ ชีวิตก่อนบวชเณร เรื่องหนังสือ เรื่องการอ่าน มีปริมาณเป็นศูนย์ เลยก็ว่าได้ หนังสือที่ได้อ่านก็ล้วนแต่เป็นหนังสือเรียน ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือชนิดอื่น แบบอื่น หรือแม้แต่หนังสือเรียนเองก็อ่านแบบขอไปที ไม่ได้ลึกซึ้ง หรือน่าจดจำอะไรเลย การอ่านหนังสือมามีเอาตอนภายหลังบวชเป็นสามเณรแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นตอบได้ว่า หากไม่ได้บวช ผมคงมีชีวิตห่างไกลการอ่านการเขียนอย่างชนิดที่นึกภาพไม่ออกเลยทีเดียว

 

อยู่ในวัด มีเวลา มีความสงบ เมื่ออ่านหนังสือมากๆ เข้า ทั้งหนังสือเรียนพระธรรมบท หลักสูตรเปรียญธรรม และหนังสืออื่นๆ ที่หาอ่านด้วยความชอบส่วนตัว เป็นต้นว่า นิยายไทยอมตะ อย่างเช่นเพชรพระอุมา ผู้ชนะสิบทิศ หรือแม้แต่นิยายจีนกำลังภายในทั้งหลายแหล่ ทำให้เราเกิดความคิด และอยากเขียนไปเองโดยอัตโนมัติ อย่างที่อาจารย์ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ เคยพูดเสมอๆ ว่า การอ่านคือการนำเข้า ส่วนการเขียนคือการส่งออก เมื่อเราอ่านมากเข้า นำเข้ามากขึ้น วันหนึ่งเราก็อยากส่งออก

 

๔.การอ่านธรรมะ หนังสือธรรมต่างๆ ระหว่างบวชมีอิทธิพลต่อการอ่านและการเขียนเช่นไร

เหมือนคำตอบข้อก่อนหน้า ที่ว่าการอ่านหนังสือช่วงที่ผมบวชมีอิทธิพลมากต่อการอ่านการเขียนในปัจจุบัน เพียงแต่ว่าตอนบวช ผมไม่ได้อ่านแต่หนังสือธรรมะอย่างเดียว หรือจะพูดตรงๆ หนังสือธรรมะที่เป็นธรรมะจริงๆ ผมยังอ่านน้อยกว่าหนังสือวรรณกรรม พวกนิยาย เรื่องสั้น บทกวี เสียด้วยซ้ำ เช่น หนังสือวรรณกรรมซีไรต์ผมตามอ่านทุกเล่ม แต่หนังสือในชุดธรรมโฆษณ์ ของท่านอาจารย์พุทธทาส ผมยังอ่านไม่จบชุดเลย เป็นต้น

 

๕.ปฏิทินชีวิตตั้งแต่เด็กก่อนไปบวช เป็นมาเช่นไร

ชีวิตวัยเด็กก่อนบวชของผม ก็เหมือนเด็กชนบทจนๆ หัวเมืองภาคใต้ทั่วไป ที่ล้มลุกคลุกคลาน คลุกคลีอยู่กับท้องนา ท้องไร่ หาปู หาปลา ดิ้นรนช่วยพ่อทำงานดำรงชีพ ถึงวัยเข้าเรียนก็เข้าเรียน ใช้ชีวิตหกปีอยู่ชั้นประถม โดยที่จบออกมาแบบไม่รู้อนาคตว่าจะไปต่อที่ไหน ไม่มีความผูกพันเป็นพิเศษต่อระบบการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่อาจผูกพันกับครูบาอาจารย์ในวัยเด็กบ้างก็เท่านั้น การตัดสินใจบวชเป็นสามเณรเพื่อเรียนทางสายพระ คือจุดหักเหครั้งใหญ่ในชีวิตผม

 

๖.เป็นนักเขียนมาจากภาคใต้ได้นำความเป็นท้องถิ่นใดมาใส่ไว้ในงานเขียนบ้าง

ผลงานวรรณกรรมเยาวชนสองเรื่องที่ผมเขียน ไม่ว่าจะเรื่อง มีดหม้อสีทอง ห้องเรียนไม่มีฝา ล้วนใช้ฉากชีวิต วิถีชีวิต ท้องถิ่นภาคใต้ทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาที่นักเขียนจะนำเอาภาพเห็น-ภาพจำ ในช่วงวัยต่างๆ มาใช้ในงานเขียน ภาพชัดเจนอย่างหนึ่งของฉากชีวิตภาคใต้คือความสวยงามอุดมสมบูรณ์ในเรื่องธรรมชาติ นิสัยใจคอของผู้คน ที่เหมือนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้ผู้อ่านคล้อยตามเห็นภาพตามได้ง่าย

 

๗.การเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง มีอิทธิพลต่อเนื้อหาในการเขียนไหม หรือนำมาใช้เปรียบเทียบได้เช่นไรในการเขียนหนังสือ

ผมเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ขึ้นมาเรียนต่อ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสามเณรอยู่ พอเรียนจบเปรียญธรรมสามประโยค ส่วนมากนักเรียนบาลีตามต่างจังหวัดต้องเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เป็นยุคทองที่ผมได้อ่านหนังสือ เพราะใกล้วัดที่พักมีร้านหนังสือเช่าอยู่หลายร้าน ปัจจุบันร้านหนังสือเช่าบางร้านยังเปิดอยู่ แต่แปลกตรงที่ว่า ห้วงเวลาที่พักอยู่วัดกรุงเทพฯ ผมกลับไม่มีภาพจำที่รู้สึกประทับใจอะไร  กลับผูกพันกับภาพชีวิตตอนอยู่วัดต่างจังหวัดมากกว่า ฉาก ตัวละคร ต่างๆ ที่นำมาเขียนจึงมักเสนอแต่ภาพท้องถิ่นต่างจังหวัดทางภาคใต้ทั้งสิ้น

 

การอยู่วัดในกรุงเทพฯ ส่งผลต่องานด้านกวีนิพนธ์มากกว่า เพราะได้เห็นผู้คนหลากหลาย อารมณ์หลากหลาย เพราะก่อนจะมาเขียนนิยายเยาวชน เรื่องสั้น ผมเขียนกวีมาก่อน และมีจำนวนชิ้นที่มากพอสมควร วัตถุดิบในการเขียนกวี ก็นำมาจากภาพชีวิตผู้คนรอบๆ ตัวในกรุงเทพฯ นั่นเอง

 

๘.ปกติใช้เวลาช่วงไหนเขียนหนังสือ

ผมเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง อาจเพราะติดนิสัยมาตั้งแต่ตอนบวชเป็นพระอยู่วัด การจะเขียนอะไรแต่ละครั้งจึงต้องใช้ความเงียบสูง เวลาที่ผมชอบเขียนที่สุดคืนตอนตีสี่ถึงตีห้าก่อนเช้ามืด เวลาอื่นแทบจะไม่ได้เขียนอะไรเลย หัวค่ำก็เล่นเฟซบุ๊ค กลางวันหลังจากภรรยาไปทำงาน ลูกไปโรงเรียน ผมชอบอ่านมากกว่าชอบเขียน

 

๙.เห็นชอบทำอาหารจะมีงานเขียนเกี่ยวกับอาหารเร็วๆ นี้หรือไม่

ทำอาหารเป็นความชอบส่วนตัว ได้กินอาหารที่ถูกปาก และถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางหนึ่ง ไม่ได้คิดจะมุ่งเขียนเป็นเรื่องเป็นราวแต่อย่างใด หรือหากคิดก็คงเขียนให้ดีไม่ได้  งานเขียนประเภทนี้มีคนทำเยอะ และทำได้ดีด้วย อีกอย่างอาหารที่ผมทำก็แบบบ้านๆ กินกันในครอบครัว ดูไม่หรูหราน่ากินอะไรนัก

 

๑๐.ลูกชายมีอิทธิพลต่องานเขียนของตัวเองหรือไม่

มีมากทีเดียวสำหรับวรรณกรรมเยาวชน บุคลิกสามเณรตัวเอกในเรื่องทั้งสองเรื่อง มีดหม้อสีทอง, ห้องเรียนไม่มีฝา ก็ล้วนถ่ายทอดประพิมพ์ประพายมาจากบุคลิกลูกชายทั้งสิ้น และตอนนี้กำลังคิดจะเขียนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้มุ่งเขียนถึงพฤติกรรมของเขาเลย เป็นเรื่องที่พาเขาไปนอนวัดในช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา

 

๑๑.แรงบันดาลใจในการเขียนแต่ละเรื่องแต่ละครั้ง เกิดจากแหล่งใดบ้าง

เอาที่เห็นชัดๆ นะ อย่างเรื่อง มีดหม้อสีทอง นิยายเยาวชนที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศรางวัลแว่นแก้ว เกิดจากความรู้สึกว่า พุทธศาสนาในส่วนของภาพพระสงฆ์องค์สามเณร ถูกคนที่ไม่เคยสนใจ ไม่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตในรั้ววัดจริงๆ เขียนโจมตีด้วยภาพอคติ จากภาพข่าวด้านลบที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ผมไปอ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ที่นักเขียนเขียนถึงพฤติกรรมพระภิกษุรูปหนึ่งไปบิณฑบาตแล้วเจอหญิงสาวใส่บาตร พระเกิดอารมณ์ทางเพศตอนหญิงสาวก้มลงไหว้ รีบกลับไปวัด เพื่อช่วยตัวเอง ผมอ่านจบ อึ้ง รู้สึกหดหู่ รู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรม ในฐานะที่ตัวเองบวชอาศัยศาสนามา ควรจะนำเสนอภาพดีงามที่เป็นจริง ที่ไม่ได้ถูกเขียนออกไปแบบอคติ ไม่รับผิดชอบ จึงเริ่มลงมือเขียนเรื่องมีดหม้อสีทอง หลังจากนั้นก็มี ท่องนรกสวรรค์กับสามเณรพาหุง และห้องเรียนไม่มีฝาตามมา

 

๑๒.ระหว่างเขียนเรื่องกับการเขียนกวี ชอบแบบไหนมากกว่า มองว่าทั้งสองรูปแบบงานมีเสน่ห์ต่างกันอย่างไรบ้าง เรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเยาวชน กวี

เรื่องชอบว่าเขียนแบบไหนมากกว่า ตอบว่ามันอยู่ที่ภาวะอารมณ์ และเนื้อหาที่จะนำมาเขียนนะ อย่างเช่นทุกๆ เข้าผมนั่งอยู่หน้าคอมฯของตึกชั้นหก มองผ่านกระจกหน้าต่าง เห็นพระอาทิตย์ไขแสงขึ้นมาเรื่อๆ อารมณ์ตรงนั้นเป็นหน้าที่ของงานกวี แต่หากถึงเวลาไปส่งลูกที่โรงเรียนได้คุยกับเพื่อนของลูกรู้ว่าไม่มีพ่อแม่ อยู่กับยาย ยายไม่รีดเสื้อผ้าให้ จึงชอบมาจับเสื้อที่รีดเรียบร้อยของลูกชายเล่น แถมชอบจะนั่งเบียดร่างเหมือนต้องการความอบอุ่น อันนี้เกิดแรงบันดาลใจมหาศาลที่จะเขียนเป็นเรื่องสั้น หรือนิยายเยาวชนสักเรื่อง ดังนั้น งานกวีจึงเป็นเรื่องที่รวดเร็ว เหมือนลูกศรที่ยิงเข้าหัวใจ เล็กๆ แต่โดนใจ ส่วนเรื่องสั้นและนวนิยายเหมือนขีปนาวุธที่ต้องมีการประกอบสร้างหลายขั้นตอนก่อนจะพุ่งสู่เป้าหมาย กึงก้อง ฟูมฟาย มโหฬาร

 

เขียนกวีเขียนง่ายแต่เขียนให้ดียาก เขียนเรื่องอื่น เรื่องสั้น นิยายเยาวชน นวนิยาย เขียนง่ายแต่เขียนให้ดียาก และ เขียนให้จบสักเรื่องก็ยาก

 

ส่วนตัวผม จึงชอบเขียนกวี เพราะเขียนให้จบในบัดนั้นได้เลย

 

๑๓.เริ่มเป็นนักเขียนจริงจัง ส่งงานเขียนตั้งแต่อายุเท่าไหร่

คิดว่าเริ่มต้นเขียนอะไรจริงจังเอาเมื่อลาออกจากงานประจำ ก็ราวๆ ห้าปีที่แล้วนี้เอง ก่อนหน้านั้นเหมือนซ้อมมือมากกว่า แต่เรื่องส่งผลงานไปตีพิมพ์ อันนี้เริ่มส่งตั้งแต่ยังเป็นพระนิสิต อายุก็ราวๆ ๒๓-๒๔ ปี เรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มหา’ลัยสงฆ์) โดยเริ่มส่งบทกวีก่อน พอดีมีช่วงหนึ่งพระนิสิตต้องไปปฏิบัติธรรม อาจารย์ที่สอน (อาจารย์ ช.ศรีนอก) สั่งพวกเราให้เขียนกวีคนละหนึ่งชิ้นด้วย คือไปปฏิบัติธรรมด้วย ให้เขียนกวีมาส่งด้วย ผมเขียนชิ้นหนึ่งชื่อ “เพลงไม้ไผ่” มาส่ง และได้เอาชิ้นนี้ส่งไปที่สนามรัฐสัปดาหวิจารณ์ คอลัมน์สะพานรุ้ง ตอนนั้นมี คมทวน คันธนู เป็นเจ้าของคอลัมน์คัดสรร ปรากฏว่าบทกวีชิ้นนี้ได้ลงตีพิมพ์ จากนั้นผมก็ส่งผลงานไปตามหน้านิตยสารเรื่อยมา

 

๑๔.จากที่เคยบอกว่าอยากกลับไปอยู่ที่บ้านที่ภาคใต้เช่นเดิม เพราะอะไร

อยู่ที่นี่ กรุงเทพฯ ค่าครองชีพสูงมาก และผมก็แก่ตัวลงทุกวัน อยากกลับไปหารากตัวเอง ถ้าถือเอาตามคำว่า ที่ฝังรกราก พ่อได้เอารกห่อหุ้มกายผมวันคลอดจากท้องแม่ฝังไว้ที่บ้าน ผมต้องกลับไปหาที่ฝังรกตัวเองในปั้นปลายชีวิต ก่อนตายพ่อได้แบ่งที่ดินตรงที่ฝังรกผมให้พอได้สร้างบ้านสร้างครอบครัว อยากเริ่มต้นชีวิตแบบที่อยากทำ คืออาศัยธรรมชาติให้มากที่สุด เพราะตอนอยู่กรุงเทพฯ ได้รู้แล้วว่า การใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เป็นโชคที่สุด ปลูกผักกินเอง พึ่งพาร้านค้าให้น้อยที่สุด

 

๑๕.มีการวางแผนหรือไม่ว่าแต่ละปีจะผลิตงานออกมากี่เรื่อง

ไม่มีนะ ไม่ได้คาดหวังปีหนึ่งต้องได้กี่เล่มกี่เรื่อง แต่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง เรื่อยๆ มีความสุขกับการทำงานเขียน ไม่เครียด ได้เท่าไรเอาเท่านั้น เหมือนคนเดินทางไกล ไม่รีบ แต่ไม่หยุด และไม่เลิก


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน