*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1130433
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม 2551
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 12802 , 13:40:38 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ni_gul โหวตเรื่องนี้

   โพหัก

คำขวัญของโพหัก...

ถิ่นโบราณโคกพลับ  ต้นตำรับฟักไข่

วัฒนธรรมไทยลือชื่อ  งานฝีมือเครื่องจักรสาน

แหล่งวัวลานพันธุ์ดี  เศรษฐกิจมั่งมีกุ้งก้ามกราม

......อาหารลือนามเป็ดพะโล้...........

 

ตำนานการตั้งถิ่นฐานของชาวโพหัก...

    การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนโพหักมีความเป็นมาและมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาดังนี้

1.เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากโคกพลับ  ซึ่งหลบหนีความแห้งแล้งเนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง

2. เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาเมื่อครั้งที่ท้าวอู่ทองได้พาประชาชนหนีโรคห่าจากเมืองอู่ทองมาแสวงหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่  โดยแยกออกเป็น2พวกดังนี้คือ

-พวกที่1 ท้าวอู่ทองได้อพยพขึ้นไปทางเหนือ  แลได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาบริเวณแม่น้ำป่าสักบริเวณหนองโสน  แล้วตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า กรุงเทพทาราวดีศรีอยุธยา

-พวกที่2 มุ่งลงทางใต้โดยมีนายพราน3คนเป็นผู้นำทาง  ซึ่งทั้ง3คนเคยมาล่าสัตว์บริเวณเกาะโพหักและเห็นว่ามีชัยภูมิที่เหมาะต่อการสร้างที่อยู่ใหม่ จึงได้ชักชวนเพื่อนฝูง  ชาวบ้าน ไปตั้งถิ่นฐานที่เกาะโพหัก

3. เป็นการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนอื่นที่ไม่ใช่เชื้อสายไทยแท้โดยเข้ามาเป็น2ระยะคือ

ระยะที่1 เป็นชาวเขมรที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา  มีบางส่วนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนโพหัก

ระยะที่2 เป็นเขมรใหญ่(เสียมราฐ)ที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยรัชกาลที่1 มาอยู่ที่บ้านคุ้งกระถิน อำเภอเมืองราชบุรี และบางส่วนได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานที่รางห้วยชัน หมู่ที่9 ตำบลโพหัก

ที่มาของชื่อโพหัก

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาดังนี้

1. ในสมัยที่พระยาพานจะยกทัพไปรบกับพระยากง(บิดา)ได้ยกทัพผ่านมาที่ตำบลนี้และได้พักไพร่พล  โดยไพร่พลได้นำเอาอาวุธไปวางพิงกับต้นโพธิ์จนต้นโพธิ์เกิดหักลง(ซึ่งเป็นอาเพศที่พญาพานได้กระทำปิตุฆาตบิดา)  ตำบลนี้จึงได้ชื่อว่าโพหัก

2. ในช่วงที่พม่ายกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาได้มาแวะพักไพร่พลที่ตำบลนี้ ทหารพม่าได้นำปืนใหญ่ไปวางพิงกับต้นโพธิ์จนต้นโพธิ์หักลง จึงได้ชื่อว่าโพหัก

3. ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกชาวบ้านได้อพยพหนีทหารพม่า จนมาถึงตำบลนี้ชาวบ้านได้แวะพักและนำเกวียนที่บรรทุกทรัพย์สินมาไปวางพิงกับต้นโพธิ์ จนเกิดหักลง จึงได้ชื่อว่าโพธิ์หัก

ประวัติโพหัก

สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

...เมื่อได้ยินชื่อโพหัก ทำให้นึกถึงภาพของชนบทที่มีฟ้าสีคราม ใบไม้เขียวขจี แสงแดดสว่างกระจ่างตา...

ด้วยเหตุนี้โพหัก จึงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปและเป็นสถานที่ที่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยเลือกเป็นที่สำหรับถ่ายภาพยนตร์ประเภทลูกทุ่งเช่น  เกวียนหัก เพื่อนแพง แผลเก่า และภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง..

อาณาเขตตำบลโพหัก

ทิศเหนือ จรด ตำบลดอนคาและ ตำบลดอนใหญ่ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรีทิศใต้ จรด ตำบลบัวงามและตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีทิศตะวันออก จรด ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครทิศตะวันตก จรด ตำบลหัวโพ อำเภอบางแพ ตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

 ลักษณะภูมิประเทศ

    เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงตลอดปี เพราะอิทธิพลน้ำทะเลหนุนเข้ามาทางปากน้ำแม่กลองและคลองดำเนินสะดวก เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนา สภาพของดินเป็นดินเหนียวและดินปนทราย

 ลักษณะภูมิอากาศ

 ชุมชนโพหักตั้งอยู่ในบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มี

ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1000-1250มิลลิเมตรต่อปี  มีอุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศา

เซลเซียส ฤดูฝนเริ่มเดือนพค.-ตค. ฤดูหนาวเริ่มในเดือนพย.-มค.และฤดูร้อนเริ่ม

ในเดือนกพ.-เมย. ของทุกปี

แหล่งน้ำธรรมชาติ

  พื้นที่โพหักมีลำคลองมากถึง16 ลำคลอง โดยรับน้ำมาจากเขื่อนวชิราลงกรณ์

อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีผ่านคลองตาคตซึ่งแยกจากแม่น้ำแม่กลองที่

อำเภอโพธาราม น้ำส่วนหนึ่งที่ล้นเหลือจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะไหลลงสู่ทะเล

โดยผ่านลำคลองต่างๆดังนี้


1. คลองตรง-โพหัก-บัวงาม-หลักห้า  เป็นคลองที่เชื่อมต่อกับคลองดำเนินสะดวก บริเวณหลักห้า ขุดในสมัยร.4 โดยใช้แรงงานเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในมณฑลราชบุรี เป็นคลองที่มีลักษณะตรงมากจึงเรียกว่า คลองตรง นับเป็นคลองที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นคลองสำหรับระบายน้ำ และเป็นคลองส่งน้ำตลอดจนเป็นส้นทางในการคมนาคม

2.คลองรางห้วยชัน  เป็นลำรางธรรมชาติที่แยกจากคลองโพหัก-สามง่ามในบริเวณหมู่ที่7และ11ไปเชื่อมต่อกับคลองสามง่าม-รางห้วยชันบริเวณบ้านตาล เป็นคลองที่ประชาชนช่วยกันขุดเพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำในทางการเกษตร


3. คลองลำรางตาเพชร เป็นทางน้ำธรรมชาติที่แยกจากคลองลำพยา ตำบลหัวโพ ผ่านวังเถียง เกาะตาฮั้ว และไปบรรจบกับคลองโพหัก - ดอนแห้วหมู ต่อมาในพ.ศ. 2497 นายดำ นักคุ่ย กำนันตำบลโพหัก ได้ทำการขุดลอกให้น้ำไหลสะดวก และเป็นทางระบายน้ำในฤดูฝน


 4. คลองสามสี่วัง-ลาดกระโด-หัวป่าน้อย เป็นลำรางธรรมชาติที่แยกจากคลองโพหัก – ดอนแห้วหมู ไปบรรจบกับลำรางสามสี่วัง จากนั้นแยกออกเป็น 2 สายคือ ทางหรือไปบรรจบกับลำรางไอ้ด้วน และลำรางหัวป่าน้อย ในเขตตำบลดอนคา ส่วนทางใต้ไปตามลำมาบลาดชะโด(ลาดกระโด) ไปรวมกับต้นรางทองหมู่ที่ 4 บ้านหัวเกาะ ตำบลหัวโพ และต่อมาในปี พ.ศ. 2530 กรมชลประทานได้ขุดคลองบริเวณบ้านดอนพรม ตำบลดอนถา ไปจนถึงลำรางไอ้ด้วน – สามสี่วัง และหัวป่าน้อย ส่วนลำรางที่ไหลไปทางลาดชะโด หนองเอื้อง ดอนต้นตาล สามดง ไม่มีการขุดลอกปัจจุบันตื้นเขินไปแล้ว


5. คลองลาดบางบัว – มาบหน้าโรง เป็นลำรางธรรมชาติแยกจาก คลองโพหักดอนแห้วหมู ผ่านลาดบางบัว ดอนโตนด (ดอนกะโหนด) ดอนน้อย จากนั้นแยกออกเป็น 2 สาย ในเขตหมู่ที่ 3 ตำบลโพหักไหลผ่านบ้านหนองฟ้าแลบ บ้านหนองไผ่ และบ้านหนองกระทุ่ม ส่วนอีกสายหนึ่งไหลผ่านบ้านมาบหน้าโรงนาลาวหนองแพ้ว หนองแสม มาบตาพาน ผ่านบ้านตาแขก บ้านตาขั้ว เขตตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก


6. คลองเอื้อง – ดอนต้นตาล เป็นร่องน้ำธรรมชาติเมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะมีความลึกมากกว่าบริเวณอื่น เป็นทางน้ำที่แยกมาจากลำรางสามสี่วัง ลาดกระโด สามคง ไปบรรจบกับลำรางทับรางทอง ในหมู่ที่ 4 บ้านหัวเกาะ ตำบลโพหัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ได้ทำการขุดลอกใหม่ด้วยงบประมาณของสุขาภิบาลโพหัก ขึ้นไปทางทิศเหนือไปทางดอนต้นตาล เพื่อใช้น้ำในการทำนา


7. คลองรางบังกะนา – รางทอง – ช่องกะเล (ช่องทะเล) เป็นลำรางธรรมชาติที่แยกจากคลองโพหัก – ดอนแห้วหมู บริเวณหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ตำบลโพหัก ไปทางตะวันออก ผ่านลำรางบังกะนาดอนเลี้ยงวัว ตำบลบางแพ ถึงแยกหนองยายเทศ แล้วไหลไปทางเหนือ ส่วนทางใต้เลียบรางไอ้มอกไปหมู่ที่ 2 ผ่านหนองดีแปะ ป่าตารุ่ง หนองห้วยขวาง หนองสวง เข้าเขตหมู่ที่ 6 ไปลงนาอู่แล้วไหลเข้าเขตหมู่ที่ 7 บางกระแปบ วังกะ แล้วไปรวมกับคลองโพหัก – สามง่าม ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 นายดำ นักคุ่ย กำนันตำบลโพหักได้ทำการขุดตามร่องน้ำเดิมจากแยกคลองโพหักขึ้นตามลำรางเก่า ผ่านรางบังกะนาถึงบริเวณบ้าน ยายม้วนใน พ.ศ. 2510 ได้มีการขุดต่อไปตามลำรางผ่านรางทอง และในพ.ศ. 2520 กรมชลประทานได้ทำการขุดต่อไปช่องกะเล แล้วเลยไปถึงวัดดอนคา ตำบลดอนคา


  8. คลองสายที่แยกช่องกะเล – หนองใหญ่ – หัวป่าน้อย เป็นคลองที่ขุดขึ้นเพื่อใช้น้ำในการทำนา โดยใช้งบประมาณสุขาภิบาลโพหัก ซึ่งมีประโยชน์ต่อชาวโพหักและหมู่บ้านใกล้เคียง

9. คลองรางเรือ- สี่แยกป่าหลวง เดิมเป็นคลองธรรมชาติเรียกว่า “รางเรือแตก” เป็นลำธารคดเคี้ยวตามร่องน้ำธรรมชาติเลียบลำรางไอ้มอก มาบหนองยายเทศ หนองยายแปะ (หมู่ที่ 2) แล้วไปลงคลองโพหัก – สามง่าม (หมู่ที่ 6-7) ในปี พ.. 2505 ขุดใหม่โดยใช้งบประมาณของสภาตำบลโพหัก จากคลองโพหัก – ดอนแห้วหมู ผ่านหมู่ที่ 4 หัวบ้าน เข้ารางเรือ หนองอีแปะ มาบหนองยายเทศ ป่าตารุ่ง ไร่ตาจัดป่าตาเอี่ยมรางมะขามเทศ ถึงเส้นกล้อง และใน พ.ศ. 2508 นาย ม่อม โพธิ์มี กำนันตำบลโพหัก ได้ขุดคลองต่อถึงโคกพลับ หมู่ที่ 2 และใน พ.ศ. 2520 นายสอ เชื้อโพธิ์หัก ได้ประสานงานกับชลประทานนครชุมน์ ทำการขุดลอกคลองธรรมชาติทุกคลองในชุมชนโพหัก


10. คลองศาลพ่อปู่ – โคกวัวป่าหลวง เป็นคลองขุดใหม่ ใน พ.ศ. 2496 โดยนายนาย สังข์แก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลโพหัก ขุดผ่านวัดใหญ่โพหัก ศาลพ่อปู่ไปถึงนาอู่ ในปี พ.ศ. 2499 นายใบ แก้วบริสุทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านคนต่อมา ได้ทำการขุดไปถึงโคกวัว และ พ.ศ. 2520 ชลประทานโครงการนครชุมน์ ได้ทำการขุดลอกคลองและขุดใหม่ จนถึงคลองนากุ่มตากแดด และคลองป่าหลวง ทำถนนหลังคลองฝั่งซ้ายด้วยงบประมาณสุขาภิบาลโพหัก เป็นเส้นทางเชื่อมถนนสายป่าหลวง


11. คลองรางวัว – รางตาจู เป็นทางน้ำธรรมชาติที่แยกจากคลองโพหัก-ดอนแห้วหมู บริเวณวังกล่ำ (หมู่ที 3) ตรงข้ามเขตติดต่อระหว่างหมู่ที่ 1 กับหมู่ที่ 4 ไหลผ่านไปทางทิศตะวันตกผ่านสะพานหนึ่งเข้าลำรางตาจู แล้วแยกออกเป็นสองสายคือ ที่ไปทางทิศตะวันตกผ่านดอนไร่ เข้าลำรางบ้านตาต่วน และบ้านตาพรม ส่วนสายที่ไปทางทิศเหนือไหลผ่านดอนกะโหนด (ดอนโตนด) ไปรวมกับลำรางมาบหน้าโรงบริเวณใกล้ ๆ นาลาว พ.ศ. 2495 นายฉลอง ชัยวุฒิ นายอำเภอบางแพ และนายเทศน่วมไข่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ได้ร่วมกับประชาชนขุดสองฝั่งถนนสายโพหัก-หัวโพ เพื่อทำถนนดินและขุดลองคลอง ปัจจุบันชาวบ้านทุ่งดอนไร่ ดอนโตนด และทุ่งนาลาว ได้ใช้น้ำในคลองนี้ในการทำนา


12. คลองดอนไร่- บ้านตาต่วน – บ้านตาพรม เป็นลำรางธรรมชาติที่แยกจากลำรางขนอิฐรางกระสือ รางศาลาตาอี่ และลำรางที่แยกมาจากบ้านตาต่วน ดอนไร่ (ต. บัวงาม อ.ดำเนินสะดวก) ลำรางสายนี้ไหลขึ้นทางทิศเหนือเลียบบ้านตาต่วน ดอนไร่ไปร่วมกับลำรางตาจู จะรับน้ำจากจังหวัดราชบุรี ที่เอ่อล้นมาจากแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านไปร่วมกับคลองโพหัก-บัวงาม ในปี พ.ศ. 2495 นายแจ้ง แอ่นดอย กำนันตำบลบัวงาม ร่วมกับนายเทศ น่วมไข่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ขุดลอกคลองเพื่อให้มีน้ำในการทำนาตลอดปี และกรมชลประทานได้ทำการขุดลอกใหม่อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2520


13. คลองรางตลิ่ง เป็นลำรางธรรมชาติที่แยกออกจากคลองตรง (คลองโพหักบัวงาม – หลักห้า) บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลโพหักเยื้องหน้าวัดตาลเรียง แยกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านหมู่บ้านหยอ่มหนองน้ำเมาไปลงลำรางกะหลักเฝือก และลงหนองอีม้าบ้านกลางในฤดูน้ำจะมีช่อง (ร่อง) น้ำลึกสามารถเดินเรือไปลำรางเหมืองได้ ซึ่งเป็นทางลัดหรือจะไปรางห้วยชัน สองห้องก็ได้ ปี พ.ศ. 2494 นายบุญ ทองหน้าศาล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ได้ทำการขุดลอกจนถึงบ้านตาครุด แต่ ปรากฏว่าน้ำไหลเร็วไม่เข้าทุ่งนา จึงสร้างทำนบดินขึ้น เพื่อกับเก็บน้ำ ในปี พ.ศ. 2520 กรมชลประทานได้ขุดลอกคลองไปจนถึงหนองอีม้า แยกไปลำรางสลักเฝือกมีการสร้างประตูน้ำถาวารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำนบตาครุด


14.คลองรางเหมือง เป็นลำคลองธรรมชาติที่รับน้ำจากคลองโพหัก – ดอนแห้วหมู ไหลผ่านปากลำรางกะหลัก เข้าต้นรางเหมือง สุดเขตหมูที่ 6 ผ่านเขตติดต่อหมู่ที่ 5 หมู่ที่ 10 ลงไปแถวตาลตาถม ไปทางทิศตะวันออกเข้ารางอ่อนใจ แล้วไปรวมกับคลองที่มาจากหมู่ที่ 9 รางห้วยชัน ลงหนองสองห้อง เนื่องจากในฤดูน้ำ น้ำจะไหลแรงเพราะพื้นที่ลาดเอียง จึงได้ช่วยกันสร้างทำนบกั้นน้ำไว้ ในปี พ.ศ. 2520 กรมชลประทานได้ขุดลอกลำคลองพร้อมกับสร้างประตูน้ำถาวรขึ้น


15. คลองโพหัก – สามง่าม เดิมเป็นทางน้ำธรรมชาติ เป็นเส้นทางเดินเรือยนต์สายโพหัก- นครปฐม เคยมีท่าเรือเมล์ บริเวณหน้าโรงเรียนชุมชนวัดใหญ่โพหัก เริ่มจากบริเวณสายแยก (เขตติดต่อหมู่ที่ 6 , 7 และ 10 ) ไปทางทิศตะวันออกถึงบริเวณวัดสามง่าม ไปถึงตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในปี พ.ศ. 2520 กรมชลประทานได้ทำการขุดลอกลำคลองตลอดสาย


16. คลองลำรางต้นตาล – รางบัวปลา – รางหัวปลวก เป็นคลองธรรมชาติที่แยกจากคลองโพหัก – สามง่าม บริเวณหมู่ที่ 8 ตำบลโพหัก ไปทางทิศตะวันออกผ่านดอนหลวงรางหัวปลวก รางหัวปลา เข้าตำบลหนองบัว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ไปร่วมกับคลองดอนวัว บริเวณหนองอีแบน ปัจจุบัน มีการสร้างถนนผ่านหมู่บ้าน ชุมชน และคูคลองแหล่งน้ำต่าง ๆ ทำให้ความสำคัญของการสัญจรทางน้ำลดบทบาทลง

ทรัพยากร

ชุมชนโพหักเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม น้ำท่วมถึงในฤดูฝน จึงไม่มี

ทรัพยากรธรรมชาติเช่น ป้าไม้ และแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ สภาพพื้นที่ดินโดยทั่วไป

เป็นพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ ผิวดินเป็นดินเหนียวเนื้อดินละเอียดสีเทาเข้ม ถึงสี

ดำ อันเกิดจากการทับถมของอินทรีย์สารดินชั้นล่างมีผนึกของแร่ยิปซั่ม เกิดจาก

การตกผลึกของสารประกอบซัลเฟตและแคลเซี่ยมคาร์บอเนต เหมาะแก่การทำนา

และเกษตรกรรม


ประชากร


ประชากรของตำบลโพหักมีจำนวน 2,527 ครัวเรือน จำนวนประชากรทั้งสิ้น 11,292 คน เป็นชาย 6,306 คน และหญิง 4,986 คน ความหนาแน่นของประชากรทั้งตำบล 341 คน ต่อตารางกิโลเมตร โดยรายละเอียดดังนี้

จำนวนประชากรและหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลโพหัก

(ข้อมูลจากสำนักงานทะเบียนราษฎร์อำเภอบางแพ เดือนพฤศจิกายน 2543 )


รายชื่อหมู่บ้าน       ชาย   หญิง   รวม    จำนวนบ้าน


หมู่ที่ 1 บ้านท่าใหญ่    392  313   705    165

หมู่ที่ 2 บ้านสามแยก   403  296   799    190

หมู่ที่ 3 บ้านวังกล่ำ    728  398   1,107  360

หมู่ที่ 4 บ้านหัวบ้าน    690  743   1,433  348

หมู่ที่ 5 บ้านหย่อม     449  358   807    167

หมู่ที่ 6 บ้านหน้าศาล   524  572   1,096  302

หมู่ที่ 7 บ้านท้ายวัด    513  530   1043   247

หมู่ที่ 8 บ้านวังกุ่ม     335  349   684    163

หมู่ที่ 9 บ้านรางห้วยชัน  272  315   587    148

หมู่ที่ 10 บ้านหัวเกาะ   568  580   114    259

หมู่ที่ 11 บ้านสามง่าม  432  441   873    178

รวม            6,306 4,986 11,292 2,527


การปกครอง

    ชุมชนโพหักแบ่งการปกครองออกเป็น 11 หมู่บ้าน มีการปกครองในรูปแบบของสภาตำบลโพหัก มาจนถึงปี พ.ศ. 2507 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศจัดตั้งสุขาภิบาล ชื่อว่า “สุขาภิบาลโพหัก” เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่น มีเขตสุขาภิบาลครอบคลุมทั้ง 11 หมู่บ้าน มีกรรรมการสุขาภิบาล 3 ประเภท คือ การเลือกตั้งจากประชาชน 4 คน โดยตำแหน่งคือ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เป็นคณะบริหาร และ โดยแต่งตั้ง คือ นายอำเภอและปลัดอำเภอ ในปี พ.ศ. 2525 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องถิ่นที่ในส่วนภูมิภาค ได้เพิ่มกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน จากเดิม 4 คน เป็น 9 คน และโดยตำแหน่งคือ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และกำนัน และในวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 สุขาภิบาลโพหักได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลโพหัก


การตั้งถิ่นฐานและการประกอบอาชีพ

     ในอดีตการตั้งถิ่นฐานของชาวโพหักส่วนใหญ่จะยึดลำน้ำเป็นหลัก ทำให้มีการตั้งบ้านเรือนอยู่หนาแน่น บริเวณริมสองฝั่งคลอง โพหัก ต่อมาได้ขยายการตั้งถิ่นฐานไปสร้างบ้านเรือน บริเวณถนนที่เชื่อมระหว่างตำบลและหมู่บ้าน เช่น บริเวณทางหลวงหมายเลข 324 และหมายเลข 3236 เป็นต้น

การประกอบอาชีพของชาวโพหักสามารถจำแนกได้ดังนี้

1. การทำนา การทำนาเป็นอาชีพหลักของชาวโพหักในอดีต ปัจจุบันการประกอบอาชีพทำนาลดน้อยลงไป เพราะประสบปัญหา ฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำน้อย ต้องจ้างแรงงานคน และเครื่องจักรในการทำนา ทำให้การลงทุนมีต้นทุนสูง แต่รายได้จากการจำหน่ายผลิตผล(ข้าว) มีราคาต่ำ ดังนั้นจึงหันไปประกอบอาชีพอื่น แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพทำนาในที่ดินของตน นำข้าวที่ได้ใช้รับประทานกันเองในครอบครัว หรือให้ญาติพี่น้องจึงทำนาครอบครัวละประมาณ 5-10 ไร่

2. การทำสวนผัก และ ผลไม้ มีการทำสวนผักและสวนผลไม้ แทนการทำนามากขึ้น เพราะสามารถทำรายได้ตลอดปี เช่น สวนฝรั่ง , สวนองุ่น และสวนมะม่วงเป็นต้น


การเลี้ยงสัตว์น้ำ

  การเลี้ยงปลา มีการเลี้ยงเพื่อการบริโภคและจำหน่าย เช่น การเลี้ยงปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสลิด และปลาสวยงาม เป็นต้น มีเนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เริ่มมีการเลี่ยงกันมากในชุมชนโพหัก เพราะทำรายได้ดี แต่จะประสบปัญหา ในเรื่องการลงทุน เพราะต้องใช้ต้นทุนสูง และต้องเอาใจใส่เรื่องการเลี้ยงดู และปัญหาเรื่องราคากุ้ง ปัจจุบันมีการเลี้ยงกุ้ง ประมาณ 8,290 ไร่

การปศุสัตว์ ชุมชนโพหักมีการเลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างรายได้แก่ครอบครัวและชุมชน คือ การเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงสุกร และเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นการเลี้ยงในครัวเรือน และมีการเลี้ยงเป็นฟาร์มสุกรขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่งเลี้ยงเป็ดจำนวน 4 แห่ง และโคนมจำนวน 2 แห่งโดยเฉพาะฟาร์มขอบนายเกษม ลือกระจ่าง มีแม่สุกรประมาณ 250 ตัว สุกรขุนประมาณ 2,000 ตัว มีการเลี้ยงโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการผสมอาหารด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และนำมูลสุกรมาทำเป็นก๊าซชีวภาพ ในครัวเรือน ตั้งแต่การหุงต้ม การสูบน้ำ การผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นการลดมลภาวะและเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าก๊าซหุงต้ม เป็นต้น ขณะนี้ฟาร์มอื่น ๆ ได้นำแนวคิดนี้ไปใช้เช่น ฟาร์มของนายเซียตั้ง ยุพาสวัสดิ์

การอุตสาหกรรม มีการประกอบอุตสาหกรรม ในครัวเรือนดังนี้


โรงสีข้าว มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง จำนวน 4 แห่ง สำหรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในชุมชนโพหัก และท้องที่ใกล้เคียง นำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายในชุมชน และส่งไปจำหน่ายในต่างอำเภอและต่างจังหวัด

- การปั้นตุ่มซีเมนต์ จะทำในท้องที่หมู่ที่ 5 บ้ายหย่อม ตำบลโพหัก ซึ่งเป็น อุตสาหกรรมในครัวเรือน

การทำขนมจีนแป้งหมัก ทำในท้องที่หมู่ที่ 3 บ้านวังกล่ำ โดยใช้แรงงานจากเครื่องจักรเพื่อออกจำหน่ายในชุมชนและท้องที่ใกล้เคียง

การทำน้ำดื่ม เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน มีการผลิตที่หมู่ที่ 3 โดยใช้ชื่อ “น้ำดื่มโพธิ์แก้ว”


การคมนาคม

การคมนาคมในชุมชนโพหัก และท้องที่ใกล้เคียง สามารถเดินทางได้สะดวกทั้งทางรถยนต์ และทางเรือ โดยมีเส้นทางการคมนาคมดังนี้

ทางหลวงจังหวัด บางแพ - อำเนินสะดวก หมายเลข 325 (บางแพดำเนินสะดวก) เป็นถนนราดยางมีเขตทาง 18 เมตร และผิวจราจรกว้าง 7 เมตรทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3236 (หัวโพ – โพหัก) เป็นถนนที่แยกจากทางหลวง หมายเลข 325 บริเวณสี่แยก (ต.หัวโพ) ถึงตำบลโพหักระยะทาง 8 ก.ม. เป็นถนนราดยางมีเขตทาง 15 เมตร และผิวจราจรกว้าง 5.50 เมตร


ถนนสายต่าง ๆ ที่เชื่อมกับชุมชนดังนี้

ถนนสายโพหัก – ดอนโฆ จากตำบลโพหัก ถึงอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครและอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ถนนจากตำบลโพหัก ไปตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี

ถนนจากตำบลโพหัก ไปอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

การเดินทางโดยรถยนต์ประจำทาง จะมีรถยนต์ประจำทางให้บริการคือสายโพหัก – โพธาราม - ออกจากชุมชนโพหัก ผ่านอำเภอบางแพ ไปสิ้นสุดที่ตลาดโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

นอกจากนั้น ยังมีลำคลองที่สามารถใช้ในการสัญจรไปมา และเป็นเส้นทางในการขนส่งผลิตผลการเกษตร กับชุมชนอื่น ๆ ดังนี้คือคลองจากโพหัก ไปคลองดำเนินสะดวก อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

คลองจากโพหัก ไปอำเภอบางแพ และสามารถเดินทางไปยัง อำเภอโพธาราม อำเภอบ้านโป่ง และ จังหวัดราชบุรี

คลองจากโพหัก ไปอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครและสามารถเดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร คลองจากโพหัก ไปจังหวัดนครปฐม


สาธารณูปโภค

ในชุมชนโพหัก มีการบริการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ดังนี้การไฟฟ้า มีการให้บริการไฟฟ้าครอบคลุมทุกหมู่บ้าน โดยรับกระแสไฟฟ้าจากสถานี ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าจากตำบลสระกระเทียม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

การประปา ดำเนินการโดยสุขาภิบาลโพหัก (เทศบาลตำบลโพหัก) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำดิบใต้ดินปัจจุบันการให้บริการน้ำประปาประสบปัญหาในเรื่องปริมาณของน้ำและอุปกรณ์ในการผลิตน้ำประปา ที่มีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอกับความต้องการของชุมชน ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

การคมนาคม มีที่ทำการชุมสายโทรศัพท์ จำนวน 1 แห่ง สามารถให้บริการครอบคลุมทุกตำบล และมีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข จำนวน 1 แห่ง

สภาพเศรษฐกิจและการพาณิชย์

  ชุมชนโพหักจะมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ในชุมชน โดยเฉพาะตลาดโพหักจะเป็นศูนย์กลางของการค้าขาย มีสถาบันการเงิน 2แห่ง คือ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาโพหัก และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) สาขาโพหัก และจะมีตลาดนัดสัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันพุทธ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ เพื่อให้ชาวโพหักได้นำผลิตผลต่าง ๆ มาจำหน่ายเช่น ผัก ผลไม้ กุ้ง หอย ปลา และเป็ดไก่เป็นต้น

ด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ด้านการศึกษามีสถานศึกษา สำหรับบริการขั้นพื้นฐานให้กับเยาวชนในชุมชนดังนี้ (ข้อมูลจาก รศภ.ปีการศึกษา 2543 ของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอบางแพ)สังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ จำนวน 2 แห่งคือ

โรงเรียนชุมชนวัดใหญ่โพหัก มีนักเรียนจำนวน 794 คน ครู อาจารย์ จำนวน 29 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โรงเรียนวัดสามัคคีธรรม มีนักเรียนจำนวน 228 คน ครูอาจารย์จำนวน 10 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6สังกัดกรมสามัญศึกษา จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนโพหัก “วงศ์สมบูรณ์ราษฎร์อุปถัมภ์” มีนักเรียนจำนวน 441 คน ครู อาจารย์ จำนวน 21 คน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6สังกัดกรมการศาสนา จำนวน 1 แห่ง คือ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดใหญ่โพหัก รับเด็กอายุ 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนระดับก่อนประถมศึกษา และเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ให้มีเวลาสำหรับประกอบอาชีพมีเด็กจำนวน 80 คน ครูพี่เลี้ยง จำนวน 4 คน


วัฒนธรรม

   คนไทยเชื้อสายไทยแท้จะอาศัยอยู่กระจัดกระจายในอำเภอบางแพแต่อยู่หนาแน่นที่ตำบลโพหัก มีคลองโพหักเป็นแหล่งน้ำและเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมกับคลองดำเนินสะดวกหลักที่ 5 มี

วัดใหญ่โพหักเป็นศูนย์รวมพิธีกรรมต่าง ๆ บ้านเรือนเป็นแบบชนบทไทยแท้ มีวัด มีท้องทุ่ง ในปี พ.ศ. 2522เชิด ทรงศรี ผู้สร้างหนังไทยคลาสสิก ได้ใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง "แผลเก่า"     งานบุญประเพณีที่ยังถือปฏิบัติกันก็มี งานกฐิน งานบวช มักทำขนมจีนน้ำยา น้ำพริก เลี้ยงแขกผู้มางาน งานตักบาตร ดาวดึงส์ในวันออกพรรษา พอถึงวันสารทไทยจะกวนข้าวกระยาสารทซึ่งแต่เดิมจะใช้ข้าวเม่าจะรางจนกรอบร่วนก่อนไปผสมเป็นข้าวกระยาสารท งานศพมักจะทำแกงคั่ว แกงส้มห้ามทำอาหารประเภทแกงร้อน (วุ้นเส้น) และขนมจีน ด้วยถือว่าคนตายจะยังผูกพันกับคนเป็นอย่างยืดยาวประดุจดั่งเส้นของอาหาร     สังคมคนโพหักเป็นสังคมชาวนาโดยแท้ยังมีการขอแรงลงแขกกันอยู่และยังมีประเพณีต้อนรับแขกที่มาร่วมลงแรงอย่างละเมียดละไมคือ เจ้าภาพต้องต้อนรับขับสู้แขกด้วยอาหารการกิน โดยสื่อสารกับผู้มาร่วมลงแขกในท้องนาด้วยการปักเสาไม้ลวกไว้กลางทุ่งนามีธงผ้าแถบสีเป็นสัญลักษณ์ มีพู่มัดจากซังข้าวไว้คอยสื่อความหมายว่าวันนี้มีอาหารอะไรเลี้ยงบ้าง ถ้าเลี้ยงเหล้าพู่จะอยู่ใต้ธงเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ทั่วกันประเพณีทำของอาสา เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีก่อนการแต่งงานของชาวโพหักโดยแท้ของอาสาคือ ของที่ว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาวต่างขันอาสาจะทำข้าวของต่าง ๆ ด้วยฝีมือตนเองอย่างประณีตบรรจงให้แก่กัน ประมาณ 1 - 2 ปี ก่อนการแต่งงาน ซึ่งในรอบปีจะมีฤดูกาลต่าง ๆ งานบุญประเพณีประจำหมู่บ้าน ในแต่ละช่วงเวลาคือโอกาสในการทำของอาสา ดังนี้ เดือนห้าหน้าสงกรานต์ ทั้งสองฝ่ายจะทำของหวานอาหารคาวให้กัน เดือนหกเป็นฤดูไถหว่านในท้องนา หนุ่มก็จะทำไถ คราด แอก และ สวนกระบุงใหญ่ กระบุงเล็กาให้เจ้าสาว แถมยังอาสาแรงลงแขกเก็บเกี่ยวกันอีกด้วย ฝ่ายสาวจะตัดเสื้อผ้าชุดชาวนา และทอผ้าขาวม้าให้ฝ่ายชาย เดือนแปดก่อนเข้าพรรษา หนุ่มจะสานกระจาดใส่สาแหรก ทำคานไม้หางหงส์ไว้ให้สาวเจ้าหาบใส่อาหารไปทำบุญในวัด พอเข้าหน้ากฐิน หนุ่มก็จะทำงอบอย่างสวยงามให้ใส่ไปล่องเรือกฐิน หญิงก็จะตัดเสื้อ กางเกงให้ฝ่ายชายสวมไปเที่ยว


    คนโพหักแต่ดั้งเดิมถือว่าการอาสา คือการให้เกียรติกันและดูใจกันของคู่บ่าวสาว ใครอยู่กินกันโดยไม่อาสาถือเป็นเรื่องน่าอับอาย วันพระจะเป็นวันที่ดูรู้ว่าหญิงใดมีคนมาสู่ขอแล้ว ซึ่งดูได้จากหาบคอนที่ใส่ของมาทำบุญที่วัดนั่นเองจนถึงทุกวันนี้คนไทยโพหักก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้อยู่ แม้จะไม่เหนียวแน่นเหมือนก่อนก็ตาม วัวลาน เป็นลานกีฬาแข่งวัวเพราะเหตุว่าอำเภอบางแพยังทำนากันอย่างมากมาย วัวลานที่นี่จึงกว้างใหญ่และคึกคัก มีการแข่งวัวเนือง ๆ ตลอดทั้งปีจะเล่นกันตั้งแต่ค่อนดึกไปยันสว่างค่าตัววัวแข่งแพงราวกับทองคำเพราะมีการพนันขันต่อกันด้วย ยกเว้นหน้าฝนช่วงที่มีฝนตกชุกแข่งวัวไม่ได้กีฬาแข่งวัวนั้นจะใช้วัวพันธุ์ตัวผู้แต่เดิมวัวมีไว้ใช้นวดข้าวเท่านั้น ต่อมาจึงนำมาใช้ในการแข่งขัน อวดว่าวัวของใครเก่งกว่ากันการแข่งขันวัวในวัวลานนั้น เริ่มจาการปักไม้ขนาดใหญ่เท่าเสาไฟฟ้าอย่างแข็งแรงกลางลานวัว จากนั้นนำวัวแข่งที่เรียกว่า "วัวติด" ผูกที่ปลายเชือกริมลานด้านนอก และชิดเสาด้านใน ระหว่างริมลานกับชิดเสานั้นจะมี "วัวยืน" ไม่ต่ำกว่า 10 - 20 ตัว ผูกเชือกมนิลาเส้นใหญ่เหนียวเรียงเป็นคาน เรียกทั้งแถวว่า "วัวคาน" จากนั้นทั้งแถวเรียงหน้ากระดานจะวิ่งรอบเสา วัวติดหรือวัวคู่แข่งจะพลัดกันอญุ่ด้านนอกและด้านในทีละ 3 รอบ ชนะกันที่เวลาเฉลี่ยในการเข้าเส้นชัย ใครทำเวลาได้น้อยกว่าเป็นผู้ชนะไป และการชนะน็อคคือสามารถทำให้คู่ต่อสู้ที่อยู่กันคนละริมล้มถูลู่ถูกังได้ ปัจจุบันจะเลี้ยงวัวแข่งกันที่นี่ แล้วส่งไปแข่งขันที่วัวลานอื่น ๆ


   ที่ตำบลโพหักถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ใกล้ทะเลมากที่สุด  เช่นที่เนินดินสูงใหญ่ " โคกพลับ" บริเวณกว้างถึงกว่า 9 ไร่ ขุดพบกระดูกมนุษย์โบราณกว่า 48 โครง พร้อมเครื่องใช้ไม้สอยและเครื่องประดับโบราณที่ทำ จากหิน สำริด กระดูกสัตว์ งาช้าง เขาสัตว ์  เปลือกหอย และดินเผา เช่นกำไล ลูกปัดหิน ต่างหูหิน หินบดยา ขวานหิน กำไลสำริดแบนและกรมปอกแขนสำริด เบ็ดสำริด ใบหอกสำริด หวีกระดูกสัตว์ กำไลกระดูกสัตว์ กำไลกระดองเต่า กำไลดินเผา พานดินเผา หม้อดินเผา จานดินเผา ถ้วยดินเผา ลูกกระสุนดินเผา รางดินเผา เป็นต้นคนโพหักเป็นคนเผ่าพันธุ์ไทยที่มักจะแต่งงานเฉพาะในกลุ่มคน ค่อนข้างเป็นคนไทย บริสุทธิ์ รูปร่างหน้าตาโครงกระดูกจึงมีลักษณะเฉพาะตัว ภาษาพูดค่อนข้างห้วนเป็นคำไทยโดดและคำไทยเดิม ขนบธรรมเนียม ประเพณีแบบไทย ๆ ตกทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยที่สำคัญก็คือวัด ที่สำคัญสำหรับชุมชนอำเภอบางแพทั้งหมดก็คือ วัดใหญ่โพหัก เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในอำเภอบางแพ ภายในมีศาสนสถานโบราณหลายอย่างมีพระอุโบสถเก่าแก่สร้าง มากกว่า 170 ปี ภายในมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปหินทราย บานประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรงดงามมีวิหารอุดหรือกุฏิอุดเป็นวิหารก่ออิฐถือปูน อายุประมาณ 250 - 300 ปี ส่วนศาลาการเปรียญไม้สร้างใต้ถุนสูงบนศาลามีธรรมาสน์และภาพเขียนไตรภูมิพระร่วงนอกจากนี้ก็มีเจดีย์เหลี่ยมระดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มณฑป หอระฆังและระฆังโบราณระฆังที่วัดน่าสนใจมาก คือหล่อด้วยทองสำริดเนื้อดี สูงถึง 90 เซนติเมตร กว้าง 60 เซนติเมตร สร้างปี พ.ศ. 2301 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรุงศรีอยุธยา เสียงระฆังดังก้องกังวานไพเราะ มีด้วยกันสามลูก คือระฆังที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามระฆังที่หอระฆังวัดเชตุพนฯและระฆังที่วัดใหญ่โพหักแห่งนี้ อำเภอบางแพมีลักษณะที่สงบสันโดษบรรยากาศแบบชนบทไทย ๆ นอกจากคนไทยแล้วยังมีลาวโซ่งซึ่งอพยพถิ่นฐานเข้ามาจากตำบลเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี อาศัยอยู่ปะปนกันไปตามตำบลต่าง ๆ


       กลุ่มคนไทยที่ตั้งรกรากในเมืองราชบุรี ถ้าจะใช้การแบ่งเขตการปกครองตามปัจจุบันเป็นเกณฑ์ในการจำแนกแล้วจะพบว่า มีการกระจายตัว ตั้งถิ่นฐานอยู่ทุกอำเภอ แตกต่างกันที่จำนวนมากน้อย สำหรับคนไทยภาคกลางพื้นถิ่นจังหวัดราชบุรี เห็นเด่นชัดที่ชุมชนบ้านโพหักดั้งเดิม มีวัฒนธรรม ประเพณีที่ต้องยอมรับว่าเป็นไทยแท้ สำเนียงภาษาที่ใช้ก็แปลกกว่าท้องถิ่นอื่นในจังหวัดราชบุรี เช่น ใช้คำนำหน้าชื่อผู้หญิงว่า  “ ออ “  เช่น ออแดง ออนุ่ม เป็นต้น คำว่า เมื่อก่อน สมัยก่อน จะพูดกันว่า “ กะแรก “ หรือ ตะก่อน “ คำบางที จะพูดว่า “ ลางที “ คำเหล่านี้จะไม่ปรากฏในภาษาพูดปัจจุบัน  จะพบได้ในคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ถือกันว่าเป็นคำไทยแท้แต่โบราณสำเนียง และ ภาษาของคนโพหักนั้นจะห้วนสั้นแต่หนักแน่น สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมบังคับ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ สื่อความหมาย แต่ละคนอยู่ห่างกันริมทุ่ง หรือ คนละฟากบึง จึงจำเป็นต้องพูดกันให้รู้เรื่องในเวลารวดเร็ว เป็นสาเหตุให้สำเนียงการพูด ห้วนสั้นแปร่ง


     การแต่งกาย

  การแต่งกายของชายโพหักแบบดั้งเดิม นิยมสวมเสื้อกุยเฮงสีต่าง ๆ และนุ่งโจงกระเบน เมื่อถึงวันบุญจึงนำผ้าม่วงมาใช้ พร้อมกับมีผ้าขาวม้าพาดบ่า ส่วนหญิงโพหักมักสวมเสื้อคอกระเช้านุ่งโจงกระเบน ยามมีงานบุญจึงนำสไบ สีขาวมาห่มเฉียง ในสมัยก่อนพบว่าชายโพหักนิยมตัดผมทรงกันจอน ขณะที่ฝ่ายหญิงไว้ผมทรงกระทุ่ม และทรงยี่เกิ้น เจาะหูใส่ต่างหูระย้าทั้งสองข้าง ขณะที่ผู้ชายมักเจาะหูใส่ต่างหูเพียงข้างเดียว ชาวโพหักนิยมเครื่องประดับที่ทำจากทอง เพราะถือว่าเป็นของสูงและห้ามนำมาทำเป็นจะปิ้ง

ภาษา

  ชุมชนโพหักเป็นชุมชนคนไทยดั้งเดิม จึงมีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์

ของตนเอง เรียกว่าไทยแท้ หญิงสาวที่เคยได้รับการเรียกคำนำหน้าว่า

อำแดง จะมาใช้คำว่า นางสาว หรือ นาง ไม่ได้ ปัจจุบันก็ยังเรียกกันไม่

สนิทปาก คนส่วนหนึ่งยังคงเรียกคำนำหน้านามว่า “ ออ “ คนรุ่นใหม่ได้

ยินจึงเรียกตามไป เช่น ออดี ออมุก ออยม  เป็นต้น อีกคำหนึ่งที่ถือว่า

เป็นสัญลักษณ์ของคนชุมชนโพหักขนานแท้ ดั้งเดิมได้แก่คำว่า “ หริ “

ความหมายใช้แทนคำว่า “ หรือ “  เช่นถามว่ากินข้าวแล้วหรือ คนโพ

หักขนานแท้จะพูดว่า “ กินข้าวแล้วหริ “ หรือถามว่าไปทำงานแล้วหรือ

จะเป็นว่า “ ไปทำงานแล้วหริ “ คำที่คู่กับหริ คือคำว่า “ เฮ้ย “ เช่นพูดว่า

จะไปกันแล้วจะใช้ว่า “ จะไปกันแล้วหริเฮ้ย “ นอกจากนี้ยังมีคำอื่นที่พูด

แตกต่างจากชุมชนอื่นอีก เช่น

ตา เรียก พ่อแก่

ยาย เรียก แม่คุณ

สรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้คำว่า ข้า

สรรพนามบุรุษที่ 2 ใช้คำว่า แก แต่ฟังเสียงพูดจะออกเป็น  แก่

สรรพนามบุรษที่ 3 เรียกผู้หญิงว่า ไย( ยาย ) เช่น ไยเล็ก ไยนวย

เรียกผู้ชายมีคำนำว่า ตะ( ตา ) เรียกผู้ชายชื่อนิยมว่า ตะนิยม หรือ ตะยม

คำว่า โว้ย, โหว่ย , โห่ย เป็นสำนวนแลสำเนียงท้องถิ่นโพหักที่ผู้

อาวุโสยังใช้กันอยู่ ลูกหลานที่บวชเรียนแล้วเรียกกันว่า “ ทิด “  ถ้าปู่

ย่า เรียกก็จะเรียกว่า “ ไอ้ทิดโว้ย “ หรือ “ ไอ้ทิดโหว่ย “

  ปัจจุบันภาษาไทยบางคำได้เปลี่ยนเพี้ยนไปตามยุคตามสมัย แต่ใน

ท้องถิ่นชุมชนโพหักยังสมบูรณ์อยู่เป็นส่วนใหญ่ คนต่างถิ่นฟังแล้วจะ

รู้สึกว่าเหน่อ พูดแปร่ง อันที่จริงแล้วสำเนียงท้องถิ่นดังกล่าว เป็นภาษา

ไทยแท้ ๆ ที่ถูกต้องชัดเจน ภาษาและสำเนียงดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียง

ส่วนหนึ่งของชุมชนโพหักที่ยังใช้กันในปัจจุบัน นับเป็นส่วนหนึ่งของวิถี

ชีวิตของชุมชนโพหักมีการสืบสานต่อเนื่องกันตลอดมา


ความเชื่อศาสนา

   นับถอยหลังไปในอดีต ผู้คนในชุมชนโพหัก ส่วนใหญ่ประกอบ

อาชีพทำนาเป็นหลัก จึงมีประเพณี ความเชื่อ อีกทั้งได้สั่งสอนลูกหลาน

ให้ยึดถือปฏิบัติเกี่ยวกับการทำนา ให้ถูกต้องตามความเชื่อ เพื่อให้เกิด

สิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เช่นไม่สวมรองเท้าเข้าไปในลานนวด

ข้าวเวลาหุงข้าวจะไม่ใส่ไข่ไว้บนปากหม้อไม่เก็บข้าวเปลือกไว้ใต้ถุน

บ้าน ไม่เหยียบย่ำข้าวสุกข้าวสาร เมื่อทำข้าวหกต้องเรียกขวัญข้าวฯลฯ

การทำนาของชุมชนโพหัก ส่วนใหญ่จะทำนาหว่าน เริ่มตั้งแต่เดือนหก

หาวันฤกษ์งามยามดีไปไถนาครั้งแรก เรียกว่า “ แรกนา ” ถึงเดือนสิบ

เป็นวันสารทไทย ชาวนาจะนำขนมกระยาสารทไปทำบุญที่วัดตอนเช้า

แล้วนำส่วนที่เหลือก้นบาตรจากวัดไปทำการสาดน้ำ คือ การหว่านลงไป

ในแปลงนาพร้อมกับนำ เฉลา ทำจากไม้ไผ่สานขัดคล้ายตาชะลอม ผูก

กับกิ่งไม้ หรือ ลำไม้ไผ่ปักไว้ ถือว่าเป็นเครื่องรางของขลัง กระยาสารท

ถือว่าเป็นยาไปรักษาแม่โพสพ หรือต้นข้าว ไม่ให้เป็นโรค และ งอกงาม

ดี เมื่อข้าวในนากำลังตั้งท้องจะออกรวง จะมีพิธีรับขวัญข้าว หญิง

ชาวนาจะจัดกระจาดหาบสำรับ ห่มกระโจมด้วยผ้าสไบสีขาว ภายใน

กระโจมมีบายศรีปากชาม ข้าวสุกปากหม้อ ( ไข่ต้มเสียบยอด

บายศรี ) ขนมต้ม ขนมถั่ว ขนมงา กล้วยอ้อย มะพร้าว ถึงนาจุดธูป

เทียนบูชา เรียก ขวัญแม่โพสพ กล่าวแต่คำพูดดี ๆ เป็นมงคล เชื้อเชิญ

แม่โพสพมารับประทานอาหารที่นำมาบูชา เมื่อข้าวในนาสุกเหลืองอร่าม

ได้ที่แล้ว จะต้องทำพิธีแรกเกี่ยว เลือกวันที่เป็นมงคล เช่นเดียวกับวัน

แรกไถ วันแรกเกี่ยวเพียงเป็นสิริมงคล วันต่อมาจึงเป็นวันเกี่ยวจริง และ

มีการลงแขกมาช่วยกันเกี่ยว วันเกี่ยวจริงในนาจะมีการชักธงเพื่อให้แขก

หรือ ผู้ที่ไปช่วยสังเกตเห็น ธงนี้ทำด้วยไม้ไผ่ทั้งลำต่อกัน ผูกตกแต่ง

ด้วยผ้าแพรเยื่อไม้หลากสีสวยงาม ธงใครมีความสูงมากแสดงว่ามีแขก

มาก เกี่ยวข้าวเสร็จต่อมามีการเตรียมลานนวดข้าว ปรับพื้นให้เสมอกัน

หาหมอมาทำน้ำมนต์พรมลาน แล้วทำพิธียกเสาเกียดตั้งกลางลานที่

ยอดเสาธงผ้าขาวแดง ผ้ายันต์ จากนั้นจึงขนข้าวเข้าลาน เมื่อทำการ

นวดเสร็จแล้วจะนำข้าวเข้ายุ้ง มีพิธีแรกข้าวในยุ้ง หรือ เปิดยุ้ง เสร็จแล้ว

จึงนำข้าวเข้าไปเก็บ หรือ นำออกจำหน่ายได้


นอกจากความเชื่อในส่วนของการทำนาแล้ว คนในชุมชนโพหักยังมี

ความเชื่อเรื่อง การประกอบพิธีการขอฝน ปีใดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ชาวบ้านประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำก็จะมีการจัดพิธีแห่นางแมวขึ้น

โดยจัดเป็นขบวนประกอบด้วยแมวใส่กรง ( ลอบ หรือ ไซ ) ไม้แกะ

สลักตกแต่งเป็นดอกไม้ตาปู่ขนาดต่าง ๆ กระบุงหาบ 2  คู่ สำหรับใส่

ของที่ได้รับบริจาค แล้วแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน บางกลุ่มอาจจัดพิธีกรรม

พายเรือบก หรือ ทำบุญเผยอทุ่ง คือการไปทำบุญกลางทุ่ง นิมนต์พระ

มาสวดมนต์บทคาถาปลาช่อนขอฝน บางคนอาจประกอบพิธีกรรมปั้น

เมฆ ไม่มีพิธีรีตองใด ๆ ผู้ทำพิธีไปที่หนองน้ำกลางทุ่ง หยิบดินเหนียว

ปั้นเป็นรูปศิวลึงค์ ตั้งชี้ฟ้าไว้เพื่อประชดประชันเทวดาฟ้าดินที่ฝนไม่ตก

ต้องตามฤดูกาล อีกพิธีหนึ่งที่นิยมกันได้แก่การนำพระพุทธรูปออกมาตั้ง

กลางแจ้ง แล้วจุดธูปเทียนบอกกล่าวต่อพระพุทธรูปขอให้ช่วยให้ฝนตก

พระพุทธรูปที่ใช้ประกอบพิธีกันเป็นประจำคือ หลวงพ่อดำ วัดสามัคคี

ธรรม ( สามง่าม ) ต. โพหัก ว่ากันว่าได้รับผลดีตามที่ขอ มีฝนตก

ได้น้ำกินน้ำใช้ ทำนากันได้เสมอมา

ด้านการศาสนา ชุมชนโพหัก เป็นชุมชนที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีประชาชน

หนาแน่น ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีวัดในพระพุทธศาสนา 3 

แห่ง ประกอบด้วย วัดใหญ่โพหัก วัดสามัคคีธรรม ( สามง่าม ) และ

วัดทัพโพธิ์ทอง

การถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมของชุมชนไม่ว่าจะเป็นการร้องรำทำเพลง

การแสดงล้วนเป็นการแสดงออกถึงภาพ และสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่

บ่งบอกว่าในชุมชนมีวิถีชีวิตกันอย่างไร ชุมชนโพหักมีความเด่นตั้งแต่

เก่าก่อน ถึงปัจจุบันได้แก่เพลงพื้นบ้าน ประกอบด้วย เพลงจาก ใช้ร้อง

โต้ตอบกันระหว่างหญิง-ชาย มีลักษณะร้องตามกันไม่ได้ร้องแก้กันใน

ช่วงเกี่ยวข้าวเสร็จ หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน เพลงพานฟาง

ใช้ร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย – หญิง ขณะพานฟางในลานนวดข้าว

เมื่อข้าวหลุดจากรวงหมด จะมีการแยกฟางออกไปไว้บริเวณขอบลาน

การเขี่ยฟางออกนี้เรียกว่า “ พานฟาง “ ถึงตอนที่รวมข้าวที่กระจายอยู่

กลางลานให้เป็นกองใหญ่ด้วยการใช้ไม้กระดานเจาะรู 2 ข้างร้อยด้วย

เชือกมีด้ามตรงกลางกระดาน สำหรับกดกระดานให้ติดพื้น อีกคนช่วยดึง

เชือก จะได้ข้าวครั้งละมาก ๆ เรียกว่าชักกระดาน ระหว่างชักกระดานมี

การร้องเพลงชักกระดานเนื้อร้องเป็นการร้องเกี้ยวพาราสีระหว่าง ชาย –

หญิง ขณะร้องชายหญิงจะมีการเบียดเนื้อเบียดตัวจับมือถือแขนกันสนุก

สนานกันทั้งลาน เพลงโอก เป็นเพลงที่ร้องกันทั่วไปในโอกาสต่าง ๆ

เช่นตอนกลับจากนา นอกจากนั้นมีเพลงสงคอลำพวน เป็นเพลงร้องแก้

เกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิง เพลงอีแซว ใช้ร้องในเทศกาลต่าง ๆ

เช่น เทศกาลผ้าป่า กฐิน แข่งเรือ เพลงอีแซว เป็นเพลงจังหวะเร็วเดิน

จังหวะด้วยฉิ่งและกรับ เพลงกล่อมเด็ก เพลงแห่นางแมว และ เพลง

พวงมาลัย


เครื่องมือเครื่องใช้

 จากการที่ชาวโพหักประกอบอาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อว่างจาก

การทำนาก็จะประดิษฐ์คิดทำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการประกอบ

อาชีพ เช่น กระบุง กระจาด กระทาย กระด้ง ตะแกรง กะโล่ ตะกร้า

กระเปาะ กระชอบ ฝาชี หมวก งอบ กะพ้อม ลอบ ไซ อีจู้อีดูด กะชัง สุ่ม

ตะฆ่อง และ ชะนาง ในบรรดาสิ่งของหัตถกรรมเหล่านี้ เครื่องจักสานนับ

เป็นสุดยอดทั้งฝีมือ และ ความงามเรียกกันว่า “ อาสา “ เป็นคำที่เรียก

ชื่อสิ่งของที่ฝ่ายชายนำไปให้ฝ่ายหญิง หลังจากไปสู่ขอ และตกลงกัน

เรียบร้อยแล้ว ของอาสา นี้ ผู้ทำได้แฝงจิตวิญญาณเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

มิใช่เป็นเพียงเครื่องจักสานเท่านั้นแต่เปี่ยมด้วยคุณค่าด้านจิตใจ จึงเป็น

ผลงานที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นกุศโลบายอันล้ำลึกของ

บรรพบุรุษของชาวโพหัก มอบไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลังที่มีค่าอย่างหนึ่ง


การละเล่นพื้นบ้าน

   การละเล่นที่มีชื่อเสียง นิยมเล่นกันในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง

เดือนพฤศจิกายน เรียกว่า การแข่งขันการขึ้นอ้อย เริ่มด้วยการไปซื้อ

อ้อยจากชาวสวนในอำเภอดำเนินสะดวก จ. ราชบุรี หรือ จาก อ.

บ้านแพ้ว จ. สมุทรสาคร เนื่องจากราคาถูก ได้อ้อยมาแล้ว นำไปตั้ง

พิงไว้ที่ราวส่วนหนึ่ง อีกส่วนเก็บไว้เล่นต่อ การแข่งขันมี 3 ประเภท

ได้แก่การข้องอ้อย   การฟันอ้อยปากชาม และ การยืนให้ฟัน จะมี

กรรมการคอยตัดสินว่าฟันขาดกี่ลำ หักกี่ลำ ใครฟันขาดมากถือว่า ชนะ

ผู้แพ้จะต้องจ่ายค่าอ้อยทั้งหมด


การกินอยู่

อาหารการกินของกลุ่มคนที่บ้านโพหัก มีวิถีการปรุงแต่ง และ ความเชื่อในการบริโภคมีทั้งแบบอย่างง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน และแบบพิเศษในงานบุญประเพณีต่าง ๆ อาหารในชีวิตประจำวัน คนโพหักเป็นชาวนาปลูกข้าวจ้าวกันหลายพันธุ์ อาทิ ข้าวเหลืองประทิว ข้าวเหลืองอ่อน เป็นต้น อาหารประจำสำหรับที่กินเป็นกับข้าว ได้แก่ น้ำพริก และ น้ำพริกที่กินกันเป็นประจำ ได้แก่ น้ำพริกเผา  น้ำพริกเผาของชาวโพหัก ไม่เหมือนกับน้ำพริกที่ผัดน้ำมันอย่างที่คุ้นเคยกันทั่วไป น้ำพริกเผาของที่นี่ใช้พริกแห้งชนิดพริกสิงคโปร์ จาก อ. ดำเนินสะดวก นำมาย่างให้กรอบใส่ครกตำกับกะปิ และ กระเทียม ปรุงรสด้วยน้ำส้มมะขาม และน้ำปลา กินแนมกับผักต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง สายบัว เป็นต้น บางครั้งถ้าเบื่อพริกแห้งก็ใช้พริกขี้นกสดตำ และปรุงแบบเดียวกัน แต่ เปลี่ยนจากน้ำมะขามเป็นน้ำมะนาวแทน แล้วเรียกว่าน้ำพริกกะปิแทนน้ำพริกเผาเครื่องเคียงกับน้ำพริกนอกจาก ผักต่าง ๆ แล้ว ยังมีปลาซึ่งมีอยู่มากมายในคลองโพหัก ถ้าจับได้มาก กินไม่ทันก็นำมาทำปลาแห้ง ปลาเค็ม นอกจากนี้ยังจับปลาสร้อยมาหมักทำน้ำปลา และช้อนกุ้งตัวเล็กมาทำกะปิไว้กินเองอีกด้วย นอกจากน้ำพริก ผัก และปลา แล้ว สำหรับกับข้าวของคนโพหักก็ยังมีแกง ทั้งแกงคั่ว และแกงส้ม แต่แกงที่นิยมคือ แกงส้ม เพราะซดได้คล่องคอดี ผักที่นิยมนำมาทำแกง คือผักบุ้ง เพราะหาเก็บได้ง่ายตามท้องทุ่ง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว จะเปลี่ยนเป็นแกงส้มดอกแคแก้ไข้หัวลมแทน โปรตีนในแกงส้ม คือ ปลาต่าง ๆ ที่หาได้จากคลองโพหัก ของกินแนมกับแกงส้ม คือปลาเค็มทอด ปลาเค็มที่ว่าก็คือ ปลาตะเพียน ปลาช่อน หรือ ปลาหมอ  เคล้าเกลือทอด สำหรับแกงคั่วซึ่งเป็นแกงกะทิคล้ายกับแกงเผ็ด แต่ข้นน้อยกว่า มักทำแกงคั่วปลาเช่ากัน หากเกิดเบื่อแกงหรือแกงคั่ว ก็เปลี่ยนมาทำต้มยำ หรือ ต้มส้ม คนที่นี่ต้มส้มไม่ใส่ขิง แต่ใส่หอมตำกระเทียม กะปินิดหน่อย ละลายน้ำตั้งไฟพอเดือดใส่ปลา ปรุงรสด้วยน้ำส้มมะขาม น้ำปลาน้ำตาล แล้วหั่นแตงกวา ชิ้นเล็กใส่ตามลงไปด้วยการจัดสำรับของคนที่นี่ ผู้รู้บอกว่าจัดใส่กระบะไม้สี่เหลี่ยมในแต่ละกระบะหรือสำรับ ต้องจัดกับข้าว 5 ถ้วยถ้าจัด 4 ถ้วยถือว่าจัดให้ผี ดังนั้น  แต่ละสำรับจะต้องมี ถ้วยน้ำพริก จานผัก ถ้วยแกง จานเครื่องเคียง แล้วตักอย่างไดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งถ้วยสำรับของหวานโดยทั่วไปเป็นผลไม้พวกกล้วย อ้อย ฝรั่ง   ฯลฯ นาน ๆ ครั้งก็ทำขนมบ้างเช่นกล้วยบวชชี บัวลอย ขนมตาล ขนมกล้วย ปลากริม ข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งไม่ต่างไปจากขนมของคนไทยกลุ่มอื่น ๆ ที่มีแปลกออกไปก็คือขนมปลากริม แต่ก่อนไม่ได้ทำอย่างเค็มหวานผสมกันอย่างสมัยนี้ แต่ทำเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่มักทำอย่างหวาน ถ้าทำอย่างเค็มก็ใส่หอมแดงเข้าไปด้วย ของกินเล่นอีกอย่างหนึ่งที่ทำกันในช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม อันเป็นช่วงที่ข้าวในนาออกรวงแก่เริ่มเหลือง คือข้าวเม่า วิธีทำเริ่มจากนำข้าวที่เกี่ยวจากนามาคั่วพอหอมตำ แล้วร่อนฝัดเอาเปลือกออก คลุกกับมะพร้าว และกล้วย ต่ปัจจุบันคนโพหักไม่ทำข้าวเม่าแล้ว เพราะขายนาหันมาทำนากุ้งแทน


  เทศกาลต่าง ๆ

  อาหารในงานบุญต่าง ๆ มักเป็นอาหารแบบพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะงานบุญนั้น ถ้าเป็นงานบุญใหญ่อย่าง งานกฐิน งานบวช จะทำขนมจีนน้ำยาและน้ำพริกมาเลี้ยงกัน ของหวานก็เลี้ยงขนมชั้น ฝอยทอง ทองหยิบ เม็ดขนุน และวุ้นน้ำเชื่อม ส่วนงานหมั้นทางบ้านฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายทำข้าวเหนียว ถั่วดำ เลี้ยงขบวนขันหมากของฝ่ายชาย สำหรับงานบุญตักบาตรในวันออกพรรษานิยมทำปลาเห็ด ( คือทอดมันที่ทำด้วยกุ้งตัวเล็ก ๆ หรือ เนื้อปลา เช่น ปลาตะเพียน เป็นต้น มาขูด คลุกเคล้ากับเครื่องแกงที่ประกอบด้วย พริก กระเทียม กระชาย ตะไคร้ ปรุงรสด้วยน้ำปลา โรยใบมะกรูดชุบแป้งแล้วทอด ) ไปตักบาตร ของหวานคือ ข้าวต้มมัดกับกล้วยไข่(สำหรับเรื่องอาหารผู้รวบรวมได้จัดทำเพิ่มอีกหัวข้อ ในเรื่องอาหารการกินของชาวโพหัก ซึ่งจะอยู่ในอีกบทหนึ่ง)


  งานบุญวันสารทไทย จะกวนกระยาสารท ทั้งทำบุญถวายพระ และแจกกันกินกระยาสารทที่นี่ไม่ใส่แบะแซ จึงไม่เหนียวหนืด หยิบขึ้นมาแต่ละครั้งจะร่วงกราว แต่ปัจจุบันนี้ ไม่กวนกันแล้ว เพราะไม่มีคนกิน เมื่อถึงวันสารทแต่ละปีก็ซื้อหาจากตลาดมาพอเป็นพิธีเท่านั้น  

สำหรับงานศพ เจ้าภาพจะทำแกงคั่วหรือแกงส้มมาเลี้ยงกันก็ได้ แต่ห้ามทำขนมจีน และแกงวุ้นเส้น เพราะถือเคล็ดว่าเป็นอาหารที่มีเส้นยืดยาว คนตายต้องไม่มาผูกพันเกี่ยวข้องกับคนเป็น


  ถ้าเป็นงานสังคมชาวนาประเภทขอแรง ลงแขก เจ้าภาพต้องเตรียม ข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงกันอย่างบริบูรณ์ สำหรับของหวานเจ้าภาพมักใช้สัญลักษณ์ธง และพู่ ( ทำจากซังข้าว ) ผูกไว้กับเสาไม้รวกที่ปักไว้กลางนา เช่น ถ้ามัดพู่เหนือยอดธงแสดงว่าเจ้าภาพเลี้ยงลอดช่องน้ำกะทิ ถ้ามัดพู่ไว้กลางธงแสดงว่าเจ้าภาพเลี้ยงขนมที่ทำจากข้าวเหนียว อาจเป็นข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเหนียวหน้ากระฉีก หรือข้างเหนียวน้ำกะทิก็ได้ แต่ถ้ามัดพู่ ไว้ใต้ธงแสดงว่าเจ้าภาพมีเหล้าเลี้ยงแน่นอน


  ในงานบวช เมื่อก่อนเจ้าภาพมีธรรมเนียมแจกขนมถ้วยฟู หรือ ขนมสาลี่ให้กับแขกที่มาช่วยงาน ติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่ปัจจุบันธรรมเนียมนี้เลิกไปหมดแล้ว  นับย้อนหลังไป 60 – 70 ปี สมัยที่ธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อมยังอุดมสมบูรณ์

 การดำเนินชีวิตของคนในชุมชนจะดำเนินชีวิตแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน รู้จักให้ค่านิยมของคนอยู่กับบุญกับบาป และคุณกับโทษ ยึดหลักธรรมศาสนา มีการแสดงออกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นค่านิยมตามวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อชีวิตเริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา หมอตำแยจะตัดสายสะดือด้วยผัวไม้ไผ่ อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น วางทารกลงในกระด้ง ที่ปูด้วยเบาะและผ้าอ้อม แล้วจะเขย่ากระด้งให้เด็กร้อง พร้อมกับพูดว่า “ สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ลูกของใครรับไปได้เน้อ “ ล่วงมาประมาณ 7 วัน จะมีพิธีเอาลงเปล ในเปลจะมีสมุดดินสอด้วยเชื่อว่า เมื่อเติบโตจะได้เป็นคนรักการศึกษาเล่าเรียน ในช่วงเวลาที่แม่อยู่ไฟจะมีเพื่อนนำหนังสือกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ร่าย มาอ่านให้ฟัง การอ่านบทกวีนิพนธ์จะอ่านออกเสียงทำนองเสนาะ ตามลักษณ์ของบทกวีนั้น ๆ เมื่อทารกมีอายุเลย 1 เดือนขึ้นไป จะจัดให้มีพิธีโกนผมไฟ ไว้จุก ไว้เปีย ไว้แกละ อายุ 7 – 11 ปี มีพิธีโกนจุกโกนเปีย ถึงอายุครบก็จะมีการบวชเป็นมหกรรมใหญ่ หมายถึงความสุข ความมีหน้ามีตาของพ่อแม่

 เมื่อศึกขาลาเพศแล้ว เตรียมแต่งงานสร้างครอบครัวใหม่ เข้าวัย

อาวุโส เข้าวัดถือศีลฟังธรรม ถึงแก่กรรมจะมีการตั้งศพบำเพ็ญที่บ้าน

สามวัน ทุกวันหลังสวดอภิธรรมเสร็จ จะมีการ “ สวดพระมาลัย “ หรือ ที่

เรียกกันว่า “ สวดคฤหัสน์ “ ถึงวันเผา สมัยก่อนเป็นการเผาสด ไม่มีเตา

เผาศพในเมรุ หรือ ฌาปนสถานของวัด การเผาแต่ละศพต้องใช้ฟืนเป็น

เชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก ผู้ไปร่วมเผาจะนำท่อนฟืนไปด้วยอย่างน้อยคน

ละ 1 ท่อน เมื่อครบเจ็ดวัน ห้าสิบวัน และร้อยวัน จะมีการทำบุญใหญ่

เพื่ออุทิศให้ผู้ตายเรียกว่า “ ยกสังคายนา “ มีการเทศนา 3 ธรรมมาสน์

ปุจฉา วิสัชนา ด้วยถือว่าการปฏิบัติหลังองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จ

ปรินิพพานแล้วถือว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่


  เทศกาลที่ชุมชนโพหัก มีการทำบุญสนุกสนาน ได้แก่ เทศกาลขึ้นปี

ใหม่ เทศกาลตรุษสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย เทศกาลเข้าพรรษา

เทศกาลสารทไทย เทศกาลออกพรรษาและงานกฐิน อีกทั้งว่างเว้นจาก

การประกอบอาชีพนับเป็นห้วงเวลาแห่งความสนุกของชาวโพหักทั้งอดีต

และปัจจุบัน สุดท้ายคือการแข่งวัวลาน เป็นกีฬาพื้นบ้าน ที่นิยมจัดให้มี

การแข่งขันในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมจัดให้มีขึ้นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

ในลานนวดข้าว เพื่อความสนุกสนาน และคลายความเหน็ดเหนื่อย จัด

กันมาก จัดกันบ่อย กระทั่งมีคำกล่าวกันว่า “ จะดูลานใหญ่ต้องไปโพหัก

“    

 ขนมพื้นบ้านโบราณบ้านโพหัก  ตำบลโพหัก  อำเภอบางแพ  ที่

ปัจจุบันหาชมหรือหาทานได้ยากมาก   ตลอดจนมักเป็นที่รู้จักและ

นิยมทำกันเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุของหมู่บ้านเท่านั้น จะมีทั้ง  ขนมแฉ่ง

ม้า (บางครั้งเรียก “ขนมแชงม้า หรือขนมแชงมา” )  ซึ่งเป็นขนมที่

ทำจากข้าวเหนียวต้มให้เมล็ดบานแล้วใส่น้ำตาลโตนดลงไปเมื่อเดือดก็

ยกลง   ครั้นพอจะรับประทานก็จะราดหน้าด้วยน้ำกะทิที่ใส่เกลือพอ

รสปะแล่ม  ขนมนางพิมพ์  ที่ใช้ข้าวตอกหน้ากะฉีกอัดลงในพิมพ์รูป

สามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือวงกลมจนแข็งตัวจึงถอดพิมพ์

นำมารับประทาน   ขนมสินรอด  ที่ชาวบ้านสมัยคุณปู่คุณย่าจะช่วย

กันปั้นใส่ระแทะ  (เกวียน)  แห่คานหาม   แล้วประดับด้วยธงทิว

กระดาษหลากสีนำขบวนขันหมากและขนมประเพณีแต่งงาน อันได้แก่

ขนมบ้องจอบ ขนมลิ่มจอบและขนมด้ามเสียม  ซึ่งปัจจุบันนับว่าจะสูญ

หายไปเนื่องจากหาคนทำได้ยาก

     ชุมชนชนโพหักเป็นชุมชนที่มีความเป็นสุขอยู่อย่างสงบสุข เอื้อ

อาทรซึ่งกันและกัน เป็นแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณ

ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง มีวิถีการดำเนินชีวิต แนวคิด ความเชื่อ ภาษา

วรรณกรรม ศิลปหัตถกรรม และกีฬาพื้นบ้านเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

 มีการหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน และสืบสานกันมาอย่าง

ต่อเนื่องน่าภาคภูมิใจยิ่ง.....


    สำหรับประวัติโพหักนั้นก็ได้มีผู้จัดทำขึ้นเป็นหนังสือแล้ว แต่น่าจะยังไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าจากทางอินเตอร์เน็ต   ดังนั้นผู้จัดทำจึงขอรวบรวมข้อมูลประวัติโพหักมาจากหนังสือวิถีชีวิตโพหัก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโพหักต่อไป.....หากมีข้อมูลส่วนใดตกหล่นหรือผิดพลาดทางผู้รวบรวมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และหากท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการแก้ไขเนื้อหาในส่วนใดก็สามารถส่งมาเพิ่มเติมได้ที่ E mail  tawee_u@hotmail.com ซึ่งจะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง...

    สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณข้อมูลต่างๆจาก...

- หนังสือวิถีชีวิตชาวโพหัก

- หนังสือพิมพ์หลักเมือง "ไทยพื้นถิ่น" ว่าที่รต.สุภักดิ์ อนุกูล

****ผู้รวบรวมข้อมูลได้มีการจัดทำและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโพหัก 

ดังนั้นท่านสามารถเข้าไปดูได้ที่http://www.oknation.net/blog/nonglek โดยคลิกเลือกหัวข้อโพหักที่แถบเรื่องด้านซ้ายมือของบล็อค***********

   

ชาวชุมชนโพหัก..ขอเชิญสมัครสมาชิกเครือข่ายชาวชุมชนโพหักทางFacebookเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับชุมชนโพหัก..

link  http://www.facebook.com/pages/kherux-khay-chaw-chumchn-pho-hak/159628777409889?v=wall


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
bubujung วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 06.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bubujung

สวัสดีครับบบบ

ต้นตระกูลผมก็คนราชบุรี

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คุณอ๊อด วันที่ : 28/05/2008 เวลา : 01.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prsakaeo

เจ้าสัตวืตัวน้อยดูน่ารักดี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 27/05/2008 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณครับ เคยได้ยินชื่อ วันนี้ชัดเจนแล้วครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน